ศาลเยาวชนครอบครัวกลางฯปล่อยชั่วคราว เยาวชนโดนเเจ้งคดี ม.112 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศาลเยาวชนครอบครัวกลางฯปล่อยชั่วคราว เยาวชนโดนเเจ้งคดี ม.112 (komchadluek.net)

ศาลเยาวชนครอบครัวกลางฯปล่อยชั่วคราว เยาวชนโดนเเจ้งคดี ม.112 

ศาลเยาวชนครอบครัวกลางฯปล่อยชั่วคราว เยาวชนโดนเเจ้งคดี ม.112 

17 ธันวาคม 2563 – 18:26 น.

ศาลเยาวชนครอบครัวกลางฯอนุญาตปล่อยชั่วคราว เยาวชนโดนเเจ้งคดี ม. 112  หลัง “อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ” ส.ส.พรรคก้าวไกล ใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัวผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่ศาลเยาวชนเเละครอบครัวกลาง ถ.กำเเพงเพชร พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา นำเยาวชนไทยอายุ 16 ปีเศษผู้ต้องหาความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์พระราชินี,ร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมมั่วสุมกันในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค,ร่วมกันกระทำการหรือดำเนินการใด ๆ ซึ่งอาจก่อสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคแพร่ระบาดออกไป,ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ,ร่วมกันชุมนุมสาธารณะที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะอันเป็นที่ชุมนุมหรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนเกินพึงคาดหมายได้ว่าเป็นไปตามเหตุอันสมควรขัดขวางหรือทำการใด ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะในการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนในการใช้ที่สาธารณะและการดูแลการชุมนุมสาธารณะนั้น,ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ,ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

จากกรณีชุมนุมช่วงเย็นถึงกลางคืนวันที่ 29 ต.ค.ที่หน้าวัดพระเเม่อุมาเทวี(วัดเเขก) สีลม มายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาตรวจสอบการจับกุมเเละมีคำสั่งตามมาตรา 71  พรบ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ประกอบป.อาญามาตรา143 (หมายควบคุมตัว)

โดยผู้ต้องหาได้ยื่นคัดค้านการขอออกหมายคุมตัวของพนักงานสอบสวนพร้อมขอให้ศาลไต่สวนพนักงานสอบสวน โดยอ้างเหตสรุปว่าไม่มีเหตุที่จะคุมตัวเนื่องจากผู้ต้องหาได้เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก เเละผู้ต้องหายังศึกษาอยู่ที่สถานศึกษาตามปกติและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอนและไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แต่ประการใดจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องออกหมายควบคุมหรือหมายขังผู้ต้องหาไว้

 ทั้งคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนผู้ต้องหาจนเสร็จแล้วรวมทั้งได้ทำการสอบประวัติและพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ด้วยแล้วการสอบสวนคดีในส่วนที่เหลือและการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวอ้างในคำร้องขอศาลออกหมายควบคุมฯ นั้นล้วนเป็นเรื่องการดำเนินการของพนักงานสอบสวนกับบุคคลอื่นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการไปได้โดยไม่ต้องมีตัวของผู้ต้องหาแต่อย่างใด หากผู้ต้องหาต้องอยู่ในความควบคุมระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนย่อมจะเป็นการควบคุมตัวที่เกินจำเป็น

 นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้วยังสร้างภาระเกินจำเป็นกับผู้ต้องหากระทบต่อสิทธิเสรีภาพและโอกาสในการต่อสู้คดีของผู้ต้องหาเป็นอย่างมาก

 ประการสำคัญเป็นการกระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้ต้องหาซึ่งเป็นเพียงเยาวชนอย่างรุนแรงโดยไม่จำเป็นและเป็นการกระทบต่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหาขอเรียนต่อศาลว่าเสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถือเป็นองค์ประกอบหลักของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งนอกจากจะเป็นสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศคือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากลและกติกาสากลว่าสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองแล้ว

ในประเทศไทยเสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอันถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญการดำเนินคดีอาญากับผู้ต้องหาขัดกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองมากที่สุดในโลกได้รับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของเด็กเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งรวมถึงการชุมนุมอย่างสันติ

ทั้งนี้ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในพ.ศ.2532โดยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เข้าถึงสิทธิที่พวกเขาพึงมีซึ่งรวมถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมและการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติโดยได้รับการรับฟังทั้งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเขียนไว้ชัดเจนว่ารัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องสิทธิเด็ก
เเละข้อ3 ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฯ ว่าการกระทำหรือการดำเนินการทั้งหลายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรกและข้อ13 รัฐต้องให้ความคุ้มครองต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็กดังนั้นแล้วเยาวชนจึงสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติโดยได้รับการรับฟังดังกล่าวนี้ได้และลำพังการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวก็มิใช่การกระทำความผิดในตัวเองที่เห็นได้ชัดอย่างกรณีความผิดฆ่าคนตาย หากแต่เป็นสิ่งที่กฎหมายรับรองคุ้มครองไว้ให้ทำได้

ด้วยเหตุผลตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่ได้เรียนต่อศาลข้างต้นผู้ต้องหาจึงขอศาลได้โปรดคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาซึ่งเป็นเยาวชนมีคำสั่งยกคำร้องขอศาลออกหมายควบคุมหรือหมายขังของพนักงานสอบสวนและปล่อยตัวผู้ต้องหาไปและมีคำสั่งคุ้มครองไม่กำหนดเงื่อนไขอื่นใดที่จะกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาซึ่งเป็นเยาวชนเกินสมควร 

โดยศาลพิเคราะห์คำร้องของพนักงานสอบสวนให้ศาลพิจารณาตรวจสอบการจับกุมเเละมีคำสั่งออกหมายควบคุมตัวพร้อมคำคัดค้านเเล้ว เห็นว่าคำคัดค้านการควบคุมตัวของตำรวจกรณีเป็นกระบวนพิจารณาชั้นตรวจสอบการจับกุมซึ่งดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะต้องดำเนินการ(ไต่สวน)ตามร้องคัดค้าน

โดยหลังจากนั้นผู้ต้องหาได้ยื่นขอปล่อยชั่วคราว โดยใช้ตำเเหน่ง ส.ส.ของ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล 

ศาลพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวเเล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตั้งแต่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นหากผิดสัญญาปรับ12,000 บาท เเละนัดไปศูนย์ให้คำปรึกษาเเละเเนะนำในวันที่ 18 ธ.ค.63 พร้อมรายงานตัวรับทราบคำสั่งศาลวันที่ 1 ก.พ.64 เวลา 08.30 น.

“นายกฯ” ลงเสาเอกบ้านมั่นคง เดินหน้า 38 ชุมชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“นายกฯ” ลงเสาเอกบ้านมั่นคง เดินหน้า 38 ชุมชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (komchadluek.net)

“นายกฯ” ลงเสาเอกบ้านมั่นคง เดินหน้า 38 ชุมชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

"นายกฯ" ลงเสาเอกบ้านมั่นคง เดินหน้า 38 ชุมชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

17 ธันวาคม 2563 – 18:04 น.

นายกรัฐมนตรีลงเสาเอกบ้านมั่นคง “สหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด” เดินหน้า 38 ชุมชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

วันนี้ (17 ธ.ค. 63) เวลา 14.30 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีลงเสาเอกบ้านมั่นคง “สหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด” (บ้านสวย คลองใส วิถีใหม่ ชุมชนริมคลอง) ณ หมู่ 7 ถนนเลียบคลองเปรมประชากร ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี  พร้อมมอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ (เนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา)  และใบอนุญาตก่อสร้างของสหกรณ์ฯ ให้แก่ประธานและกรรมการสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด  โดยมีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และชาวชุมชนริมคลองเปรมประชากร เข้าร่วมงานประมาณ 600 คน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้มาเป็นประธานในพิธียกเสาเอก บ้านมั่นคง “สหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคงชุมชนวัดรังสิต จำกัด” (บ้านสวย คลองใส วิถีใหม่ ชุมชนริมคลอง) และมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ และใบอนุญาตก่อสร้างให้กับหมู่ 7 ตำบลหลักหก   ซึ่งเป็นชุมชนที่ 2 ของการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากรต่อจากชุมชนประชาร่วมใจ 2   เขตจตุจักร ซึ่งตนเองมีโอกาสร่วมพิธีลงเสาเอกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และทราบว่าปัจจุบันได้ก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ 193 หลัง ประชาชนได้อยู่บ้านใหม่ มีสภาพแวดล้อมที่ดี พร้อมขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองช่วยกันรณรงค์และปลูกสร้างจิตสำนึกร่วมกันดูแลรักษาความสะอาดไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำ คู คลอง ลดปัญหาน้ำเน่าเสีย ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการคุณภาพน้ำ ฟื้นฟู และปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณริมฝั่งแม่น้ำให้มีความสะอาดสวยงาม ปรับทัศนียภาพให้สวยงาม เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ อีกทั้งสามารถใช้เป็นทางสัญจรสาธารณะได้ด้วย การพัฒนาที่อยู่อาศัยของประชาชนริมคลองให้มีสุขภาวะที่ดี เพื่อ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี ที่มุ่งหวังให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579 โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยควรได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเป้าหมายการขับเคลื่อนแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลองและการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน   การทำงานจากรุ่นสู่รุ่น  สู่ลูกหลานคนไทยที่สำคัญคนไทยอย่าเกลียดกัน อย่าแตกแยกอย่าขัดแย้งกัน ต้องร่วมใจไทยสร้างชาติ 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวในช่วงท้าย ขอบคุณการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ท้องถิ่น และและประชาชนซึ่งเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมนี้  หวังให้โครงการนี้ดำเนินการกันอย่างต่อเนื่องไปยังชุมชนริมคลองเปรมประชากรอีกกว่า 38 ชุมชน  เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นชุมชนที่เข้มแข็งตามเป้าหมายของการดำเนินงานของรัฐบาล 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีวางไม้มงคล ผูกผ้าสี และโปรยดอกไม้เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ บริเวณจุดยกเสาเอก และมอบข้าวสารให้แก่ตัวแทนชุมชน  ก่อนเดินทางกลับโดยรถยนต์

“อดีตพระพุทธอิสระ” โพสต์เย้ยกลุ่มราษฎร ถูกคดีนับร้อย ชี้ เตือนแล้วแต่หนูๆไม่ฟัง ก็รับกรรมไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“อดีตพระพุทธอิสระ” โพสต์เย้ยกลุ่มราษฎร ถูกคดีนับร้อย ชี้ เตือนแล้วแต่หนูๆไม่ฟัง ก็รับกรรมไป (komchadluek.net)

“อดีตพระพุทธอิสระ” โพสต์เย้ยกลุ่มราษฎร ถูกคดีนับร้อย ชี้ เตือนแล้วแต่หนูๆไม่ฟัง ก็รับกรรมไป

"อดีตพระพุทธอิสระ" โพสต์เย้ยกลุ่มราษฎร ถูกคดีนับร้อย ชี้ เตือนแล้วแต่หนูๆไม่ฟัง ก็รับกรรมไป

17 ธันวาคม 2563 – 17:45 น.

“อดีตพระพุทธอิสระ” โพสต์เย้ยกลุ่มราษฎร ถูกคดีนับร้อย ชี้ เตือนแล้วแต่หนูๆไม่ฟัง ก็รับกรรมไป

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2563 นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือ อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า เหตุใดถึงต้องยุ่งกับกลุ่มม็อบคณะราษฎร

นายสุวิทย์ กล่าวว่า เอาจริง ๆ นะ ไม่ว่าจะเป็น ม็อบคณะไหน พุทธะอิสระ ก็ไม่ได้สนใจหรอก หากไม่มายุ่งเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติ ไม่ว่าหากม็อบจะมีข้อเรียกร้องใด ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถาบัน หรือ ศาสนา แต่เพราะ ม็อบ สาระพัดชื่อพวกนี้ บังอาจ เหิมเกริม จาบจ้วง ล่วงละเมิด สถาบัน อย่างนั้น ก็ต้องล้ม พุทธะอิสระ ให้ได้เสียก่อน

นอกจากนี้ นายสุวิทย์ ยังระบุเพิ่มเติมในอีกโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า เคยเตือนแล้วด้วยความหวังดีว่า การออกมาเป็นแกนนำม็อบ และผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ล้วนแล้วแต่จะต้องถูกดำเนินคดีตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่ไปละเมิด ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งเจตนา และไม่ได้เจตนา

เท่าที่รู้แกนนำของม็อบราษฎร และผู้สนับสนุนทุกคน ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งความกล่าวหารวม ๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 220 คน จำนวน 119 คดี ซึ่งก็มีตั้งแต่โทษหนักสุด จนถึงเบาสุด

กิจกรรมต่อไปนี้ ของผู้ต้องคดี ก็คือ ต้องตระเวนไปขึ้นโรงขึ้นศาลเกือบจะทุกวัน ที่พูดได้อย่างนี้ เพราะมีประสบการณ์ตรง ที่เกิดจากตัวเอง และคนรอบข้าง ก็คงไม่ต้องถามถึงอนาคตแล้ว ไหนจะเสียเวลา เสียเงิน เสียสุขภาพ เสียเซลฟ์ และบางคนอาจจะถึงกับเสียชีวิต ตัวอย่างเช่น แกนนำของกลุ่มเสื้อเหลืองบางท่าน ก็ต้องมาสิ้นชีพเสียก่อน ที่คดีจะจบ

ที่หนูๆ ทั้งหลาย ต้องมารับชะตากรรมเช่นนี้ เพราะไม่ยอมเชื่อ คำบอก คำเตือน แล้วอย่ามาโวยนะ ว่าถูกกลั่นแกล้ง ข่มขู่ คุกคาม จากภาครัฐ เพราะถ้าคิดว่าตัวเองทำถูก แล้วจึงออกไปสู้ ไปเสี่ยง ก็จงก้มหน้า ยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้น

"อดีตพระพุทธอิสระ" โพสต์เย้ยกลุ่มราษฎร ถูกคดีนับร้อย ชี้ เตือนแล้วแต่หนูๆไม่ฟัง ก็รับกรรมไป
"อดีตพระพุทธอิสระ" โพสต์เย้ยกลุ่มราษฎร ถูกคดีนับร้อย ชี้ เตือนแล้วแต่หนูๆไม่ฟัง ก็รับกรรมไป

คุมตัวผู้ต้องหา ผิด ม.112 ส่งศาลเยาวชนฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คุมตัวผู้ต้องหา ผิด ม.112 ส่งศาลเยาวชนฯ (komchadluek.net)

คุมตัวผู้ต้องหา ผิด ม.112 ส่งศาลเยาวชนฯ

คุมตัวผู้ต้องหา ผิด ม.112 ส่งศาลเยาวชนฯ

17 ธันวาคม 2563 – 17:03 น.

ตร.สน.ยานนาวา คุมตัว 1ในผู้ต้องหาตามความผิด ม.112 ส่งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ส่วนเยาวชนปลดแอกจากบุรีรัมย์ ได้รับการปล่อยตัว ด้านเจ้าตัว วอนให้ยกเลิก ม.112 เพราะถูกใช้เป็นเครื๋องมือกลั่นเเกล้งผู้เห็นต่าง 

หลังเยาวชน 2 ราย ที่แต่งกายด้วยชุดไทยสีชมพู และ แต่งกายด้วยเสื้อกล้าม เขียนข้อความบนตัว  ถูกแอดมินเพจเชียร์ลุง เเจ้งความดำเนินคดี และถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา112 ฐานหมิ่น กษัตริย์ ราชีนี รัชทายาท เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนสน.ยานนาวา เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา

ล่าสุด ตำรวจได้นำตัวเยาวชนอายุ16ปี พร้อมด้วยทนายความสิทธิมนุษยชน ส่งไปยังศาลเยาวชนเเละครอบครัวกลาง ท่ามกลางกลุ่มWevo ที่มายืนล้อมรถ  เเต่สุดท้ายก็สามารถออกไปได้ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนเเรงเกิดขึ้น

ส่วนนางสาวจตุพร แซ่อึง หรือนิวส์ นั้น ตำรวจปล่อยตัวชั่วคราว หลังได้รับการปล่อยตัว นางสาวจตุพร ได้ขึ้นเวทีหน้า สน. เปิดเผยว่า แต่เดิมเป็นกลุ่มที่เคยเรียกร้องอยู่ในบุรีรัมย์ เป็นเเอดมินเพจบุรีรัมย์ปลดแอก และมาเข้าร่วมกับกลุ่ม Wevo เป็นการ์ดดูเเลความปลอดภัย เเต่จุดเปลี่ยนคือ เข้ามาร่วมการชุมนุม แต่งกายด้วยชุดไทย โดยไม่มีเจตนาดูหมิ่น ไม่เคยปราศรัย ไม่เคยกล่าวคำใดใด พร้อมอยากให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา112 เพราะเป็นเครื่องมือในการกลั่นเเกล้งผู้เห็นต่าง 

“นายกฯ” ติดตามการแก้ปัญหา PM2.5 ห่วงใยกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุและเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“นายกฯ”ติดตามการแก้ปัญหา PM2.5 ห่วงใยกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุและเด็ก (komchadluek.net)

“นายกฯ”ติดตามการแก้ปัญหา PM2.5 ห่วงใยกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุและเด็ก

"นายกฯ"ติดตามการแก้ปัญหา PM2.5 ห่วงใยกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุและเด็ก

17 ธันวาคม 2563 – 16:51 น.

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามการแก้ปัญหา PM2.5 ห่วงใยกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุและเด็ก ให้ใส่หน้ากากป้องกัน PM2.5

วันนี้ (17 ธ.ค.63) เวลา 11.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ได้กล่าวถึงแผนฟื้นฟูกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) (ฉบับปรับปรุง) ว่า การผลักดันแผนฟื้นฟูมีหลายอย่างที่ต้องดำเนินการทั้งเรื่องทุน รถ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเชื่อมั่นว่าทุกแผนถ้าทุกคนช่วยกันก็สามารถทำได้ แต่ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือกันและขัดแย้งทุกแผนก็ไปไม่ได้ จึงขอให้ช่วยกันลดความขัดแย้งตรงนี้ไปให้ได้โดยยึดผลประโยชน์โดยรวมเป็นที่ตั้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างใกล้ชิด โดยมีจะมาตรการเข้มในการดูแลในช่วงที่สภาพอากาศมีปัญหาซึ่งเชื่อว่าจากหลังนี้สภาพอากาศดีขึ้น แต่หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็ต้องไปพิจารณาหามาตรการที่เหมาะสม เช่น อาจจะให้มีการ work from home หรือให้เรียนหนังสือที่บ้านหรือไม่ โดยขณะนี้กำลังหารือเพื่อเร่งดำเนินการโดยเร็ว  พร้อมย้ำเตือนความห่วงใยไปยังกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจาก PM2.5 คือ ผู้สูงอายุและเด็ก ให้สวมใส่หน้ากากอยู่เสมอซึ่งจะช่วยป้องกัน PM2.5 ได้พอสมควร

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของรัฐบาล ว่าขณะนี้สำนักนายกรัฐมนตรีกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งการดำเนินการทุกอย่าง รัฐบาลคำนึงถึงประชาชนต้องได้รับประโยชน์สูงสุดและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งผู้ประกอบการด้วย

“อานนท์ แสนน่าน” ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค. ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“อานนท์ แสนน่าน”ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ (komchadluek.net)

“อานนท์ แสนน่าน”ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

"อานนท์ แสนน่าน"ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

17 ธันวาคม 2563 – 16:17 น.

“อานนท์ แสนน่าน”ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์สุดทนพวกจาบจ้วงสนับสนุนใช้ 112 เร่งรัฐบาลยุติม็อบกบฎ

วันนี้(17 ธันวาคม 2563) เวลา 13.00.น. ณ  บริเวณวัดบ้านอ้อมแก้ว ต.ก้านเหลือง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นเรารักประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน “รวมพลังอดีตสหาย ผกค.ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์” โดยมี นายศักดิ์ชาย พรหมโท ประธานกลุ่ม ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.) พ.ท.พิสิษฐ์ ชาญเจริญ ประธานที่ปรึกษาเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นเรารักประเทศไทย นายปิยะ ผูกจิต อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประธาน ผรท.ภาคอีสานตอนใต้ และ นายโยธิน ลาถงินเฉลิม นางรังสิณี แก้วสมุทร นายสมปอง สมภารเพียง ซึ่งเป็นอดีตสหายและผู้นำกลุ่มสมาชิกอดีต ผกค. พร้อมด้วยสมาชิกแต่ละเขตงานจำนวนมากร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

"อานนท์ แสนน่าน"ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลจาบจ้วงต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีการโจมตีมาตรา112 ว่าเป็นกฎหมายที่มีปัญหา ปิดปากประชาชน ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งตนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง และใช้โซเชียลมีเดียในการขยายความ ซึ่งในขณะนี้ประเทศต่างๆทุกประเทศก็มีกฎหมายให้ความคุ้มครองประมุข ถ้ามีการไปกระทำการที่จาบจ้วง  และยังมีกลุ่มบุคคลไปร้องเรียนองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้สนับสนุนการยกเลิกมาตรา 112 ซึ่งถือเป็นการชักศึกเข้าบ้าน และมองว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้กำลังนำมาตรา 112 มาเล่นการเมือง เพื่อสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง เราจำเป็นต้องออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และสนับสนุนการใช้มาตรา 112

"อานนท์ แสนน่าน"ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ทางด้าน นายศักดิ์ชาย พรหมโท ประธานกลุ่ม ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.) เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่สมาชิกที่มาร่วมกิจกรรมวันนี้จะเป็น “อดีตสหาย” สมาชิก “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ที่เคยได้รับเงินสนับสนุนเยียวยาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาตรา 112 มีสองมูลความผิด หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ อาฆาตมาดร้าย ซึ่ง สำหรับคนปกติคือคดีหมิ่นประมาทและคดีขู่ฆ่าเอาชีวิต ในเมื่อคนธรรมดาสามัญ กฎหมายก็ยังต้องคุ้มครองหากมีมูลฐานความผิดเดียวกัน แล้วทำไมองค์พระประมุข ผู้ทรงเป็นรัฎฐาธิปัตย์ สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ กฎหมายจะไม่คุ้มครอง มีนักการเมืองที่มีความคิดล้มเจ้า เข้าไปร่วมการชุมนุมและสนับสนุนเงินทุนแก่แกนนำปลดแอก ตัวเองก็ยังฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทได้ แล้วเหตุไฉน จะยกเลิกมาตรา 112 จะให้พระเจ้าแผ่นดินได้รับความคุ้มครองน้อยกว่าตนเองจะได้รังแกพระเจ้าแผ่นดินได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นหรือ

"อานนท์ แสนน่าน"ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

ผู้นำอดีตสหาย ผกค.พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มักเกิดจากการใช้ข้อความอันเป็นเท็จ โกหก ใส่ร้ายป้ายสี แทบทั้งสิ้น ไม่ได้นำความจริงมาพูดอย่างตรงไปตรงมา การแอบอ้างว่าให้ยกเลิกมาตรา 112 แล้วจึงจะพูดหรือวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นจริง เพราะคนที่จ้องจะใส่ร้ายสถาบัน โพนทะนา โฆษณา ทำสงครามไซเบอร์ล้มเจ้าไม่หยุดหย่อน พวกที่เรียกร้องเรื่องให้ยกเลิกมาตรา 112 นี้ล้วนแต่ปากว่าตาขยิบ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะตนเองกระทำผิดมาตรา 112 หรือสนับสนุนผู้คิดล้มเจ้า แต่กลับมาเรียกร้องให้ยกเลิก มาตรา 112 คนมีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ น้ำหนักคำพูดไม่มีเลย ทำเพื่อให้ตัวเองรอด หรือทำเพื่อให้พวกตัวเองรอด ไม่ได้กระทำโดยบริสุทธิ์ใจ อย่าให้น้ำหนักให้มากนัก หากมิได้หมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ จะต้องเดือดร้อน กินปูนร้อนท้องไปทำไมเล่า การบังคับใช้มาตรา 112 ส่งผลดีต่อสังคมมากกว่าผลเสีย ในปัจจุบันที่เห็นชัดเจนก็พบว่ามีการกระทำความผิดชัดแจ้ง ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายแต่อย่างใดเลย พวกเราชาว ผรท.อดีตสหาย ผกค.เก่าขอสนับสนุน การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และต่อต้านการยกเลิกใช้กฎหมายดังกล่าว

"อานนท์ แสนน่าน"ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
"อานนท์ แสนน่าน"ปลุกวิญญาณนักสู้ ผกค.ร่วมปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

“กลุ่มไทยภักดี” ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“กลุ่มไทยภักดี” ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล (komchadluek.net)

“กลุ่มไทยภักดี” ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล

"กลุ่มไทยภักดี" ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล

17 ธันวาคม 2563 – 15:20 น.

“กลุ่มไทยภักดี” ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. 63 ที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส ) อาคารบี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กลุ่มไทยภักดี จำนวน 10 คน นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เดินทางมาที่เพื่อยื่นหนังสือถึง รมว.ดีอีเอส เรียกร้องให้เร่งปฏิรูปแผนการใช้โซเซียลมีเดียที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันฯ โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้รับแทน 

"กลุ่มไทยภักดี" ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อโซเชียล ถือว่าเป็นอาวุธสมัยใหม่ เพราะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก และเกิดกระแสของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ที่คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยสร้างเพจปลอมและใช้สื่อให้กระแสข้อมูลเท็จ และชี้นำประชาชน ซึ่งเป็นภัยต่อสถาบันฯ จึงขอให้กระทรวงดิจิทัล เร่งจัดการหาแนวทางปฏิรูประบบสื่อโซเชียล ทั้งในไทยเเละจาก ตปท. โดยขอให้กระทรวง ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอเรื่องต่อสภา เพื่อสร้างกติกากลางของกฏหมายออนไลน์ ในประเทศไทย ทั้งนี้กลุ่มฯ จะมาติดตามผลใน 30 วัน หากไม่คืบหน้าจะมีการระดับการเคลื่อนไหวมากกว่านี้

"กลุ่มไทยภักดี" ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล

นายภุชพงค์ รองปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวถึงการแก้ปัญหา การปิดกั้นที่ผ่านมา ทางกระทรวงการดำเนินการปิดกั้นปัญหาที่ส่งผกระทบใน เรี่องความมั่นคง และ สถาบันฯ โดยเป็นครั้งแรกที่ มีการให้แจ้งความเอาผิด แพลทฟอร์ม ทางโซเชียลมีเดีย อาทิ facebook youtube twitter โดยมีการแจ้งข้อมูลที่มีปัญหาไปในหลายรอบ  จากนั้นจะเป็นการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ / ณ ปัจจุบัน ฟ้องไปแต่บางส่วนยังไม่มีการปิดกั้น ซึ่งไม่สามารถกระทำเหมีอนต่างประเทศได้ในการปิดทั้งระบบ เพราะกระทบในหลายส่วน อาทิ การประกอบธุรกิจผ่านสื่อโซเชียสเป็นต้น  ที่ผ่านมามีการเชิญส่วนต่างๆมาพูดคุย และ ที่ผ่านมามีกานเปิดเสรีไปมากแล้ว ในการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้โซเชียลทั้งหมด  โดยการปิดกั้นเป็นของกระทรวงฯ ในส่วนการจับกุม ดำเนินคดีเป็นเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจากนี้ทางกระทรวงฯจะมีการใช้คำสั่งศาลเป็นตัวบังคับฯ

"กลุ่มไทยภักดี" ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล

ส่วนประเด็นกระแสที่ประชาชนทั่วไปเข้าแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 กับกลุ่มคณะราษฎร นั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50 นั้นคือทุกคนจะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะทุกคนสามารถทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งหากผู้ถูกแจ้งความเป็นเยาวชนก็มีเงื่อนไขกฎเกณฑ์ในการเอาผิดตามกฎหมาย ไม่เห็นต้องกังวลอะไร ทั้งนี้ตนอยากให้มองถึงความบริสุทธิ์ใจในการปฏิรูปสถาบันซึ่งหากกลุ่มน้องๆ เยาวชนมีความจริงจัง จริงใจ จริง ทำไมพฤติกรรม วาจาที่หยาบคาย สวนทางกับคำว่าปฏิรูป

"กลุ่มไทยภักดี" ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กท.ดีอีเอส เป็นเจ้าภาพเสนอสภา แก้ไข กม.สื่อโซเชียล

“สิระ” ประสบความสำเร็จ ศาลปกครองตัดสินเพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. “เดอะพีค เรสซิเดนซ์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สิระ”ประสบความสำเร็จ ศาลปกครองตัดสินเพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. “เดอะพีค เรสซิเดนซ์” (komchadluek.net)

“สิระ”ประสบความสำเร็จ ศาลปกครองตัดสินเพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. “เดอะพีค เรสซิเดนซ์”

"สิระ"ประสบความสำเร็จ ศาลปกครองตัดสินเพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. "เดอะพีค เรสซิเดนซ์"

17 ธันวาคม 2563 – 14:50 น.

“สิระ เจนจาคะ”ประสบความสำเร็จ ศาลปกครองสูงสุดตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ปม”เดอะพีค เรสซิเดนที”ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.

วันที่17 ธ.ค.2563 ศาลปกครองสูงสุด จ.นครศรีธรรมราช ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น กรณี “เดอะพีค เรสซิเดนซ์” สร้างคอนโดฯ พักอาศัยบนเนินเขา ต.กะรน จ.ภูเก็ต โดยศาลปกครองชั้นต้นตัดสินว่าที่ดินแปลงที่ก่อสร้างเดอะพีค เรสซิเดนท์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. 

ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นสืบเนื่องมาจากการที่ สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ได้รับเรื่องร้องเรียน เรื่องการสร้างคอนโคบนเนินเขาลาดชัน นายสิระจึงลงพื้นที่ ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ทำการตรวจสอบพื้นที่การก่อสร้างโครงการเดอะพีค เรสซิเดนซ์ โดยบริษัทกะตะบีช จำกัด ที่ได้ยื่นคำขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัยจำนวนหลายอาคาร ที่เชื่อว่าการได้รับเอกสารสิทธิ์น่าจะไม่ชอบ จนทำให้เทศบาลกะรน สั่งชะลอการก่อสร้างระหว่างตรวจสอบและรอศาลปกครองสูงสุดตัดสิน ก่อนหน้านี้ศาลปกครองชั้นต้นตัดสินแล้วว่าเอกสารสิทธิได้มาโดยมิชอบ ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ มีการยื่นอุทธรณ์ ใบอนุญาตก่อสร้างก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะขออนุญาตเป็นสร้างคอนโดฯ ที่พักอาศัย ซึ่งกฎหมายให้ใช้โฉนด ไม่ใช่ น.ส.3 ก. แต่เอกสารสิทธิที่มีเป็น น.ส.3

และเกิดการปะทะคารมกับ รองผู้กำกับฯ สภ.กะรน จ.ภูเก็ต โดยเฉพาะการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องอารักขานายสิระและคณะ เพราะมาทำงานเพื่อชาติบ้าน และนายสิระบอกว่า เขาโดนขู่ฆ่าด้วย แต่กลับมาเจอตำรวจนั่งทานกาแฟอยู่ที่สำนักงานขายของเดอะพีค จนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตกับวลี “สิระกร่าง” 

นายสิระ เจนจาคะ ได้เดินทางฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง และกล่าวยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบคนทำผิดต่อไป รวมถึงเทศบาลกะรนด้วยที่เป็นคนออกใบอนุญาตก่อสร้าง และคนที่ออกเอกสารสิทธิให้กับเดอะพีค โดยในเร็วๆ นึ้จะเดินทางตรวจสอบที่ภูเก็ตอีกครั้ง และจะลงไปตรวจที่ดินบนเกาะสมุยต่อ

“ดีใจกับการตัดสินของศาลปกครองวันนี้ เพราะถือว่าเป็นการเรียกร้องผืนแผ่นดินกลับคืนสู่ประเทศได้สำเร็จ และอย่างที่บอกว่าเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พื้นที่ใด หากได้รับการร้องเรียนก็สามารถทำหน้าที่ได้ ผลการตัดสินวันนี้ก็เป็นเครื่องชี้ชัดแล้ว” นายสิระกล่าว

28 Myanmar returnees released from quarantine with a party #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

28 Myanmar returnees released from quarantine with a party (nationthailand.com)

28 Myanmar returnees released from quarantine with a party

NationalDec 17. 2020

By The Nation

Twenty-eight Thais who returned from Myanmar completed their 14-day quarantine on Thursday and were released in a ceremony at Chiang Rai’s Wiang Indra Riverside Resort.

Provincial governor Prajon Prachsakul was also present at the celebration.

The 13 men, including Buddhist monks, and 15 women returned to Thailand on December 2 and underwent Covid-19 screen three times. They all tested negative.

Prajon said more people are asking to return to Thailand and are waiting for the process of local quarantine.

Shot of Bangkok pro-democracy protest among Time’s top photos of 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Shot of Bangkok pro-democracy protest among Time’s top photos of 2020 (nationthailand.com)

Shot of Bangkok pro-democracy protest among Time’s top photos of 2020

NationalDec 17. 2020

By The Nation

An image of pro-democracy demonstrators gathered at Bangkok’s Kaset intersection near Kasetsart University in October has been chosen as one of Time magazine’s top 100 photos of 2020.

The photo was taken by Sakchai Lalit of the Associated Press on October 19.

It shows a crowd of thousands flashing three-finger salutes of defiance against the Prayut government at the Kaset intersection in Bang Khen district.

Time chose the image among 100 photos that defined the year 2020. Others included shots of a Covid-19 victim hugging a doctor, bush fires raging in the US and Australia, the Black Lives Matter protest, and the deadly chemical explosion in Beirut.