‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’ จับมือ สร้างความเชื่อมั่นสัตว์น้ำไทย ออกมาตรฐานความปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542210

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’จับมือ  สร้างความเชื่อมั่นสัตว์น้ำไทย  ออกมาตรฐานความปลอดภัย

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’จับมือ สร้างความเชื่อมั่นสัตว์น้ำไทย ออกมาตรฐานความปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’จับมือสร้างความเชื่อมั่นสัตว์น้ำไทย

ออกมาตรฐานความปลอดภัยป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19

กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จับมือออกมาตรฐานความปลอดภัยและป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19 เคาะมาตรการสร้างความมั่นใจผู้บริโภคและการส่งออก พร้อมเพิ่มการรับซื้อกุ้ง 1,600 ตันต่อเดือน ช่วยผู้เลี้ยงกุ้ง

วันที่ 30 ธันวาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ปี 2563/64” โดยมี นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สาขานครอินทร์ จ.นนทบุรี โดยภายในงานได้มีพิธีส่งมอบกุ้งระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กับบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด ตลอดจนเยี่ยมชมการจำหน่ายกุ้งจากเกษตรกรภายในแผนกอาหารทะเลของแม็คโคร และเยี่ยมชมบูธผู้ประกอบการร้านอาหารที่นำกุ้งมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่นิ่งนอนใจ โดยเฉพาะความกังวลของประชาชนในการบริโภคสัตว์น้ำ ส่งผลให้เกษตรชาวประมงโดยเฉพาะกุ้ง ได้รับผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมตลอดห่วงโซ่การผลิต จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรทั้งระบบ ในสินค้าประมงและสินค้าปศุสัตว์ เพื่อให้สินค้ามีความปลอดภัยและได้มาตรฐานต่อผู้บริโภคให้มากที่สุด

สำหรับงานในวันนี้ยังได้มีการมอบหนังสือรับรองการปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19 ) สำหรับ Modern Trade ของกรมประมงให้กับ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สาขานครอินทร์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุขในข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่1) ของกระทรวงสาธารณสุขในส่วนที่เกี่ยวข้อง และการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการปฏิบัติตามมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) อีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายชัดเจนในการเปิดตลาดท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ โดยให้ประมงจังหวัด และพาณิชย์จังหวัดประสานการทำงานร่วมกันเพื่อเปิดช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นการกระจายสัตว์น้ำ ตลอดจนมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวไทย และขอให้เชื่อมั่นในสินค้าสัตว์น้ำเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวประมง และขอย้ำว่าสัตว์น้ำไทยโดยเฉพาะกุ้งทะเลสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องกังวลว่าสัตว์น้ำจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสโควิด อย่างไรก็ตามทุกครั้งก่อนนำมาบริโภคขอให้ล้างน้ำให้สะอาดและปรุงให้สุกอยู่เสมอ

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำหรับการออกกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจในการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID – 19 ในสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โดยมาตรการเฉพาะกิจดังกล่าวมีผลบังคับใช้กลุ่มผู้ประกอบการกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้อง 5 ประเภท ได้แก่ 1) ผู้ประกอบการกระบวนการผลิต (ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง/เรือประมง) 2) ผู้ประกอบการกระบวนการลำเลียงและขนส่งสัตว์น้ำ 3) ผู้ประกอบการสะพานปลา 4) ผู้ประกอบการร้านค้า Modern trade และ 5) ผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก โดยผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการทั่วไปที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุข และมาตรการเพิ่มเติมเฉพาะกิจที่กรมประมงกำหนด จะได้รับหนังสือรับรองการปฏิบัติที่ดีในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จากกรมประมง

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้า Modern Trade บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแรกที่ยื่นความประสงค์ขอเข้ารับการตรวจประเมิน โดยกรมประมงได้จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่จากกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เข้าตรวจประเมินสถานที่การบริหารจัดการสถานที่ในการจำหน่ายสินค้าตามมาตรการเฉพาะกิจฯ ไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563 โดยผลการตรวจพบว่าทางบริษัทฯ มีมาตรการควบคุมและป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัส COVID – 19 ในสถานที่วางจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำได้อย่างเหมาะสม อาทิ มีการควบคุมแหล่งที่มาของสัตว์น้ำที่ชัดเจน โดยผู้ขายส่งส่วนใหญ่มาจากฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนกับทางกรมประมง และมีการสุ่มตรวจเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในสัตว์น้ำจากผู้ขายส่ง มีมาตรการการควบคุมการปนเปื้อนจากพาหนะขนส่ง มีการบริหารจัดการการวางจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำจัดแยกตามชนิด การล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณพื้นที่จำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์ มีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนจากผู้บริโภคที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้า ฯลฯ

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับการตรวจประเมินสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมประมง โทร. 0 2562 0600 หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ทั่วประเทศ

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ระบาดรอบใหม่ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งๆ ที่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายปลายปีจะเป็นช่วงขายทำรายได้ของเกษตรกร แต่เมื่อประชาชนขาดความเชื่อมั่น กังวลด้านความปลอดภัย กุ้งก็ขายไม่ได้ แม็คโครจึงบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับซื้อกุ้งโดยตรงจากฟาร์มของเกษตรกร เพื่อเร่งระบายผลผลิตให้ทันเทศกาลเฉลิมฉลองแบบนิวนอร์มอลที่บ้าน

นางศิริพร กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือกับดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยรับซื้อตรงเพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีก 200 ตันต่อสัปดาห์ และจัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคสินค้ากุ้ง ด้วยการกระจายผ่านสาขาของแม็คโครทั่วประเทศ ทั้งนี้ แม็คโครยังได้รับการรับรองจากกรมประมงเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบและจัดเก็บสินค้าว่ามีความปลอดภัยจากโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

กนช.ส่งท้ายปีโครงการน้ำสำคัญ ไฟเขียวอปท.กว่า 40,000 รายการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542181

กนช.ส่งท้ายปีโครงการน้ำสำคัญ ไฟเขียวอปท.กว่า40,000รายการ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กนช. โชว์ผลงานโบว์แดงส่งท้ายปี 2563 เดินหน้าไฟเขียวสร้างอ่างฯหนองกระทิง รองรับ EEC พร้อมเคาะแผนปฏิบัติการด้านน้ำทั่วประเทศ กว่า 40,000รายการ เตรียมชงเสนอ ครม. อนุมัติให้ทันเสนอขอรับงบประมาณ ปี 2565

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ครั้งที่ 4/2563 ว่า การประชุม กนช.ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของปี 2563 เพื่อรับทราบผลการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา และพิจารณาแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน โดยเห็นชอบโครงการขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมเสนอขอตั้งงบประมาณปี พ.ศ. 2565 คือ โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านหนองกระทิง จ.ฉะเชิงเทรา ดำเนินการโดยกรมชลประทานความจุ 15 ล้าน ลบ.ม. เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 10,000 ไร่ และฤดูแล้ง 3,000 ไร่ ทำให้มีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภค–บริโภค และเสริมการผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำบางปะกง รวมทั้งรองรับการใช้น้ำเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วย

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 โดยเป็นแผนปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ และแผนงบประมาณการบริหารทรัพยากรน้ำ ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดและคณะกรรมการลุ่มน้ำแล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ โดยที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบตามที่ สทนช.เสนอ 46,887 รายการทั่วประเทศ จากที่หน่วยงานเสนอมาทั้งหมด 86,879 รายการ หลังจากนี้ ได้มอบหมายให้ สทนช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ รวบรวมโครงการทั้งหมดนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนการเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ.2565 ต่อไป” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ด้านดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม กนช. ยังเห็นชอบการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ซึ่งประกอบด้วย 1.แผนหลักการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการระบายน้ำพื้นที่ชุมชนเมืองพัทยาและพื้นที่ต่อเนื่อง ของกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำท่วมเมืองพัทยาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมพื้นที่ 226.47 ตารางกิโลเมตร ประชาชนได้ประโยชน์ 144,520 ครัวเรือน โดยมีแนวทางการแก้ปัญหาประกอบด้วย การก่อสร้างอุโมงค์เพื่อรวบรวมและขนส่งน้ำของระบบระบายน้ำหลัก ที่เกินขีดความสามารถของท่อระบายน้ำเดิมระบายลงสู่อ่าวพัทยาและอ่าวจอมเทียน ปรับปรุง/ก่อสร้างท่อระบายน้ำสายหลักและสายรอง เพื่อนำน้ำหลากมาสู่อุโมงค์รวบรวมและขนส่งน้ำและปรับปรุงคลองหลัก คลองสาขาให้สามารถรองรับน้ำหลากที่เกิดจากน้ำฝนได้

2.แผนหลักการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยได้วางทิศทางการพัฒนาและแนวทางการขับเคลื่อนเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนาใช้น้ำสาขาของแม่น้ำโขง โดยการสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำสาขา ระยะที่ 2 การพัฒนาใช้น้ำโขงสู่ลุ่มน้ำข้างเคียง ระยะที่ 3 การพัฒนาใช้น้ำโขงโดยแรงโน้มถ่วงสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำ โขง เลย ชี มูลและระยะที่ 4 การพัฒนาเขื่อนปากชม เพื่อประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและเสริมความมั่นคงด้านน้ำแก่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า/บริการ รวมทั้งสิ้น 334,051.35 ล้านบาท/ปี ขยายพื้นที่ชลประทานโดยรวมได้กว่า 30 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้มากถึงประมาณปีละ 30,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

3.แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งหมด 9 แผนงานตามที่กรมชลประทานเสนอ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่ม 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำและคลองเดิม ได้แก่ แผนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน แผนปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก และแผนปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก กลุ่ม 2การบริหารจัดการพื้นที่ ได้แก่ แผนการบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และแผนพื้นที่รับน้ำนอง กลุ่ม 3 การสร้างคลองระบายน้ำหลากสายใหม่ ได้แก่ แผนคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร แผนคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และแผนคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี (2560-2572)

และ 4.โครงการเพื่อการพัฒนาปี 2564 ของการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปาในพื้นที่ที่ประสบปัญหา รองรับความต้องการใช้น้ำใน 10 ปีข้างหน้าอย่างพอเพียง เป็นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและส่งเสริมสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น จำนวน 19 โครงการ เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 143,136 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 104,800 ราย หรือประมาณ 243,852 คน

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542115

‘ไทยเบฟ...รวมใจต้านภัยหนาว’

‘ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ยังคงเดินทางมอบไออุ่นอย่างต่อเนื่องสำหรับกองทัพคาราวานผ้าห่มในโครงการ “ไทยเบฟ… รวมใจต้านภัยหนาว” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผสานความร่วมมือ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมสานต่อปณิธานและแบ่งปันไออุ่น เพื่อพี่น้องชาวไทยผู้ประสบภัยหนาวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง พร้อมคาราวานไออุ่น เดินหน้าส่งมอบ “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ที่ผลิตจากขวดพลาสติก ตอกย้ำแนวคิด “BEYOND THE GREEN BLANKET…A SUSTAINABLE COMMUNITY OF GIVING มากกว่าความอบอุ่น คือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน”

ล่าสุด ได้ส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกให้กับพี่น้องชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 15,000 ผืนโดยมี กฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ธารทิพย ศิรินุพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ร่วมเป็นประธานในพิธีส่งมอบที่ โรงเรียนบ้านห้วยน้ำขาว อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ แล้วยังมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมรับผ้าห่มผืนในงานได้ เรายังเติมเต็มไออุ่นถึงให้ถึงบ้าน

ธารทิพย์ ศิรินุพงศ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) เผยว่า “ไทยเบฟ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานราชการทุกภาคส่วนในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่จะส่งมอบไออุ่นให้กับพี่น้องจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการส่งมอบผ้าห่มเป็นครั้งที่ 9 รวมการส่งมอบผ้าห่มทั้งสิ้นจำนวน 132,000 ผืน สำหรับจุดเริ่มต้นของโครงการฯ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2543 จนถึงวันนี้รวมเวลา 21 ปีเต็ม ที่ผ้าห่มผืนเขียวได้กระจายปกคลุมให้ความอบอุ่นแก่ผู้ประสบภัยหนาวในภาคเหนือและภาคอีสานไปพร้อมกับการมอบโอกาส และความช่วยเหลือด้านการศึกษา กีฬา สาธารณสุข รวมถึงกิจกรรมอันเป็นประโยชน์จากพันธมิตรหลากหลายหน่วยงานที่ร่วมพลังสร้างสรรค์รอยยิ้ม และแบ่งปันความสุข ภายใต้แนวคิด “มากกว่าความอบอุ่น คือ สังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน” ปีนี้เรามีความพิเศษของโครงการไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 21 ในฐานะองค์กรที่มีการดำเนินงานตามแนวทางพัฒนาที่ยั่งยืนนั่น ไทยเบฟจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดจึงทำให้ “ผ้าห่มผืนเขียว” ในปีนี้ของเราถูกผลิตมาจากขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่มที่ใช้แล้ว นำกลับมาคัดแยกและผ่านกระบวนทำความสะอาดในอุณหภูมิที่สูงก่อนจะบดขวดเป็นเกล็ดและนำไปหลอมเป็นเม็ดพลาสติกที่มีคุณภาพสูงเพื่อฉีดเป็นเส้นใยและนำมาขึ้นทอเป็นผืนผ้าห่มจำนวน 200,000 ผืนนี้ สามารถลดปัญหาขวดพลาสติกที่สามารถนำขวดกลับมาผลิตเป็นผ้าห่มได้มากถึง 7.6 ล้านขวด อีกทั้งยังช่วยลดการใช้พลังงานในการผลิตอีกด้วย โดยคุณภาพของผ้าห่มเขียวยังคงนุ่มและอบอุ่นอย่างเช่นเคย”

นับเป็นการส่งต่อรอยยิ้มและความอบอุ่นแก่พี่น้องคนไทย ผ่านโครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ต่อไป โดยมุ่งหวังให้เกิดพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน

คุณแหน : 31 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542132

คุณแหน : 31 ธันวาคม 2563

คุณแหน : 31 ธันวาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ll “ช่วงเวลานี้ อาจเป็นเรื่องเศร้าสำหรับหลายคนไม่ว่าจะเพราะต้องสูญเสียคนรักหรือห่างจากเพื่อนและคนในครอบครัว ในช่วงเวลาที่ทุกคนก็อยากสวมกอด หรือกุมมือคนที่รักในวันคริสต์มาส..” สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษทรงส่งพระราชสาส์นอวยพร แก่ประชาชนตามธรรมเนียมวันคริสต์มาส เพื่อเป็นกำลังใจให้ชาวอังกฤษในช่วงเวลาที่ COVID-19ยังแพร่ระบาดอย่างหนัก จนทำให้ฉลองวันคริสต์มาสตามปกติไม่ได้..

.ll หนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอเป็นกำลังใจให้แพทย์-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ..และขอให้เราทุกคนระมัดระวังในการใช้ชีวิต แล้วอย่าลืมปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 และเนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่า 2563 รับปีใหม่2564 ทีมข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข ปราศจากโรคภัยโควิดมาแผ้วพาน รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยความห่วงใยค่ะ ส่วนวันที่ 1-2 มกราคม 2564 ไม่มีหนังสือพิมพ์วางจำหน่าย เพื่อให้ผู้สื่อข่าวและพนักงานได้หยุดพักอยู่กับครอบครัว..

.llปฏิทินประจำปี 2564 ของ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ คัดสรรภาพสวยๆ ของน้องวัวพันธุ์ต่างๆ มามอบแด่ลูกค้าและสื่อมวลชน รับปีฉลูนี้..

.ll อายุครบ 73 ปีไพศาล พืชมงคล ออกพ็อกเกตบุ๊ค“ศึกสองยอดกุนซือ ขงเบ้ง-สุมาอี้” ที่เคยเขียนในนามปากกา “เรืองวิทยาคม” เป็นเนื้อความส่วนหนึ่งใน “สามก๊กตอนการศึกสงครามระหว่างจ๊กก๊กกับวุยก๊ก” ให้เห็นถึงสติปัญญาความสามารถของยอดกุนซือที่ถือยุทธศาสตร์คนละอย่างในการทำศึกสงคราม จนกระทั่งลาลับโลก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ญาติมิตร..จัดจำหน่ายโดย บ.ธรรมนิติ เพรส เล่มละ 350 บาท..

.ll ล่าสุด นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ไปร่วมบรรยายในการสัมมนาทิศทางการปฏิรูปสาธารณสุขด้านโรคไม่ติดต่อ ของ กรมควบคุมโรค..

.ll แม้ว่าคิวยุ่งมากแต่ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ผจก.ประจำประเทศไทย บจ.อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) ยังจัดสรรเวลามาบรรยายให้หลักสูตร ผู้นำการส่งเสริมดิจิทัลด้านธุรกิจเกษตร รุ่นที่ ๒ ดีป้า..

.ll ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ หัวเรือใหญ่ดอนเมืองโทลล์เวย์ ธานินทร์ พานิชชีวะแจ้งผลงานชนะเลิศการประกวดโฆษณา “CSRTollway Contest 2020” ในหัวข้อ “วิถีใหม่ ไทยNew Normal By Tollway Better Way”โดยทีมชนะเลิศ Rajachanel จาก รร.วัดราชาธิวาส ส่งผลงานชื่อ “ไม่ !! เราไม่หยุด”คว้ารางวัลไปครองแบบชนะใจกรรมการและเตรียมออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HDหมายเลข 30 ตั้งแต่วันนี้..

.ll ดร.วิจารย์สิมาฉายา, รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา, สุพลศรีพันธุ์, วีระพงษ์ บุญญานุสนธิ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกก.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่..

.ll สวดพระอภิธรรม บุญรัตน์ เหรียญพาณิชย์ วัดราชธานี อ.เมือง สุโขทัย5-8 ม.ค. และ 9 ม.ค. เคลื่อนศพไปที่สุสานบ้านสวน เจ้าภาพแจ้งงดแต่งกายไว้ทุกข์..

.llทิพย์รักษ์ สุขุม แฟนตัวจริง “แนวหน้า” เมื่อคนส่งหนังสือพิมพ์แนวหน้า ตกหล่น Section 2“แนวหน้าวาไรตี้” รีบโทร.แจ้งว่าผมต้องอ่านทุกวัน แนวหน้าก็ส่งไปรษณีย์ตามไปให้ เป็นบริการพิเศษ ขอบพระคุณมากค่ะ…ll

น้อง

‘คาโรลีน ลิงค์’ คว้ารางวัลจาก UN Women ผู้นำองค์กรสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542135

‘คาโรลีน ลิงค์’คว้ารางวัลจากUN Women  ผู้นำองค์กรสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศ

‘คาโรลีน ลิงค์’คว้ารางวัลจากUN Women ผู้นำองค์กรสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ส่งท้ายปีกับความสามารถของผู้บริหารหญิงเก่งแห่ง บี.กริม คาโรลีนลิงค์ คว้ารางวัลรองชนะเลิศ ผู้นำองค์กรสนับสนุนความเสมอภาคทางเพศในงาน WEPs Awards 2020โดย UN Women ย้ำนโยบาย บี.กริม มุ่งเพิ่มศักยภาพ ส่งเสริมการมีบทบาทของผู้หญิง

นางสาวคาโรลีน ลิงค์ กรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)หรือ “BGRIM” เป็น 1 ใน 2 สตรีนักธุรกิจไทยที่ได้รับคัดเลือกรับรางวัลรองชนะเลิศผู้นำองค์กรที่สนับสนุนและชูความเสมอภาคทางเพศ สาขาLeadership Commitment ในงาน Asia -Pacific Women’s Empowerment Principles (WEPs) Awards 2020ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ หรือUN Women ร่วมกับสหภาพยุโรป มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มจำนวนผู้นำสตรีที่จะมามีส่วนร่วมเป็นแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจ พัฒนาเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยการประกาศรางวัลแบ่งเป็นระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 18 รางวัล และระดับประเทศจากไทยและมาเลเซียรวม 12 รางวัล

นางสาวคาโรลีน ลิงค์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เป็น 1 ใน 2 นักธุรกิจหญิงจากประเทศไทยที่ได้รับการคัดเลือก โดยรางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายที่เข้มแข็งของ บี.กริม ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมเพื่อสังคมที่ให้ความสำคัญในการเพิ่มศักยภาพ และการมีบทบาทของผู้หญิง รวมถึงส่งเสริมความเท่าเทียมภายในหน่วยงานต่างๆของบี.กริม

นางสาวคาโรลีน ลิงค์ เป็นลูกสาวคนโตของ นายฮาราลด์ กับ นางอัสสุนต้า ลิงค์มีน้องชาย 1 คน คือ นายเฟลิกซ์ ลิงค์ เป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลลิงค์ที่เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจของ บี.กริม จบด้านการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศจากEuropean Business School ประเทศสเปน ได้รับประกาศนียบัตรหลักสูตรกฎหมายธุรกิจ จาก Manhattan Institute of Management นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และประกาศนียบัตรหลักสูตรการเงินและเศรษฐกิจจาก European Business School จากประเทศฝรั่งเศส

สำหรับ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศผู้นำองค์กรที่สนับสนุนและชูความเสมอภาคทางเพศ สาขา Leadership Commitment ได้แก่ ชาริณี กัลยาณมิตรจากบริษัท Gobi Partners โดยมี ฯพณฯ เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัคราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล โดยมี “ซินดี้”สิรินยา บิชอพ ทูตสันถวไมตรีประจำภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิกของ UNWomen และคาเธีย ฟรายวาล์ด ผู้จัดการโครงการ WeEmpowerAsia ของ UN Women รวมถึงตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากหลายประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยได้รับรางวัลรวม 6 รางวัล ดังนี้ 1)รางวัลความมุ่งมั่นผู้นำองค์กร (Leadership Commitment) ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ: Shannon Kalayanamitr, Partner,Gobi Partners รองชนะเลิศอันดับ 1: Caroline Link, Authorized Director, B. Grimm Power 2) รางวัลสถานประกอบการที่มีความหลากหลายทางเพศ (Gender-inclusive Workplace) ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ: Benz Talingchan รองชนะเลิศอันดับ 1: Danone SpecializedNutrition Thailand รองชนะเลิศอันดับ 2:Nestle Thailand 3)รางวัลนโยบายการตลาดที่คำนึงถึงประเด็นเพศภาวะ (Gender-responsive Marketplace) ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ: UnileverThailand

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัวแสตมป์ชุดนักษัตรปีฉลู ฝีพระหัตถ์ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542127

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัวแสตมป์ชุดนักษัตรปีฉลู  ฝีพระหัตถ์ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัวแสตมป์ชุดนักษัตรปีฉลู ฝีพระหัตถ์ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ต้อนรับปีฉลู เปิดภาพแสตมป์ชุดนักษัตรประจำปี 2564 ภาพวาดฝีพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ลายเส้นการ์ตูนรูปวัวจับปลา พร้อมลายพระหัตถ์ข้อความ “ฉลูจับมัจฉา มีเงินตราเหลือกินเหลือใช้” กำกับด้วยพระนาม “สิรินธร” โดยแสตมป์นักษัตรปีฉลูเป็น
ชุดที่ 7 ในซีรี่ส์แสตมป์นักษัตรภาพวาดฝีพระหัตถ์ ซึ่งออกต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2558

ทั้งนี้ แสตมป์ชุดดังกล่าวจำหน่ายราคาดวงละ 3 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 12 บาท จำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศ 4 มกราคม 2564 ที่ไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ และพิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร หรือทางออนไลน์ ผ่านแอพ หรือเว็บไซต์ http://www.thailandpostmart.comสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทร.02-5735480, 02-5735463 พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนในโทร.02-2712439

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ : http://www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ค : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทวิตเตอร์ : @Thailand_Post และไลน์ออฟฟิเชียล :@Thailand Post

ประธานสภาสตรีฯ บรรยายพิเศษถึงพระมหากรุณาธิคุณ ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงมีต่อพี่น้อง OTOP ทั่วประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542125

ประธานสภาสตรีฯ บรรยายพิเศษถึงพระมหากรุณาธิคุณ  ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงมีต่อพี่น้อง OTOP ทั่วประเทศ

ประธานสภาสตรีฯ บรรยายพิเศษถึงพระมหากรุณาธิคุณ ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงมีต่อพี่น้อง OTOP ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศที่ใช้ภูมิปัญญารวมกลุ่มกันผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ หรือ OTOP ทุกจังหวัด โดยเฉพาะผ้าไทย ได้มีช่องทางการตลาด ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เปิดบูธจำหน่ายสินค้า ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา รวมถึงพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่จะทรงรักษาและสานต่อพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย

ช่วงหนึ่งของการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การสร้างมูลค่าเพิ่มกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีและการบริหารจัดการหนี้” ในโครงการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี สร้างพลังสร้างความสุข สร้างรายได้สู่ชุมชน เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.วันดี กุญชรยาคงจุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน ได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีต่อกลุ่ม OTOP ทุกจังหวัด โดยกล่าวว่า “นับเป็นมิ่งมงคลยิ่งของ สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และกรมการพัฒนาชุมชน ในโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ประจำปีการศึกษา 2559-2560 โดยหมายกำหนดการเริ่มจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างวันที่ 15-20 ตุลาคม2563 ณ หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เขตภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 8-11 ธันวาคม 2563 ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม และเขตภาคใต้ ระหว่างวันที่ 15-17 ธันวาคม 2563 ณ หอประชุมมหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปรารถนาให้พสกนิกรชาวไทยที่ใช้ภูมิปัญญารวมกลุ่มกันผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะผ้าไทยได้มีช่องทางการตลาด จึงได้มีพระบรมราชานุญาตให้เปิดพื้นที่ให้พี่น้อง OTOP ทุกจังหวัด ได้มาตั้งบูธจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร อีกทั้ง ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนประชาชนที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ และทอดพระเนตรบูธผลิตภัณฑ์ OTOP โครงการจัดแสดงและจำหน่ายภูมิปัญญา OTOPเชิงบูรณาการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ภาคเหนือ และทรงร่วมกิจกรรมสาธิตของกลุ่มอาชีพเป็นประจำทุกวัน พสกนิกรต่างชื่นชมในพระราชจริยวัตรที่งดงามและพระเมตตาของ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงเป็นแบบอย่างในการฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทย ทรงลงพระนามาภิไธย ทรงลงอักษรชื่อร้าน ตลอดจนทรงร่วมในกิจกรรมการสาธิตอย่างไม่ถือพระองค์ ยังความรู้สึกภาคภูมิใจ ปลาบปลื้ม และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ มาสู่ผู้ประกอบการทุกคนที่ได้รับโอกาสอันดีนี้ ซึ่งสร้างรายได้เป็นมูลค่ากว่าล้านบาท

นอกจากนี้ มิ่งมงคลยิ่งใหญ่อีกประการหนึ่งนั้น คือ พระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่จะทรงรักษาและสานต่อพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า60 ปี ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้สร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้กับชาวบ้านทั่วทุกแห่งของประเทศ อีกทั้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯทรงมีโอกาสเสด็จไปทรงเยี่ยมชมผ้าไทยและงานหัตถกรรมพื้นบ้านตามภูมิภาคต่างๆ ทอดพระเนตรผลงานที่ถ่ายทอดมาแต่บรรพบุรุษ 3 ภูมิภาค นำมาสู่นิทรรศการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทยเพื่อให้รายได้กลับเข้าสู่ชุมชน เป็นวงจรเศรษฐกิจเชิงมหภาค โดยนิทรรศการจัดแสดงผลงานการรังสรรค์ผ้าไทยที่ทรงมีพระวินิจฉัยในการออกแบบสี ลวดลาย และการตัดเย็บบนผ้าย้อมครามลวดลายพระราชทาน และเสื้อผ้าที่ทรงร่วมกับดีไซเนอร์ชั้นนำของประเทศไทย ทั้งหมด 18 ชุด ซึ่งได้จัดแสดงในงาน OTOP City 2020 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

อีกทั้ง ยังพระราชทานของขวัญปีใหม่แก่วงการผ้าไทย คือ ลายมัดหมี่พระราชทาน ชื่อลาย“ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ที่ทุกลวดลายเปี่ยมไปด้วย ความหมาย อาทิ ลาย S หมายถึงSirivannavari ลาย S จำนวน 10 แถว หมายถึง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10ลายเชิงผ้ารูปหัวใจ หมายถึง ความรักของพระองค์ที่มีต่อประชาชนชาวไทยทุกคน Eternity Loveโดยเป็นผลงานจากพระวินิจฉัยเมื่อครั้งเสด็จไปยังกลุ่มทอผ้าครามบ้านดอนกอย อำเภอพรรณนานิคมจังหวัดสกลนคร ทรงร่วมทอด้ายปั่นด้าย ย้อมคราม ทอผ้ากับประชาชนอย่างใกล้ชิด และทรงออกแบบโดยไม่ละอัตลักษณ์ประจำถิ่นเดิมเพื่อเป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากลเพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน

ท้ายสุด ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ได้กล่าวถึงเรื่องน่ายินดีประการต่อมาว่า คือ ผลงานความสำเร็จชิ้นโบแดง ที่สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้สนองงานสืบสานพระราชปณิธานดำเนินโครงการ “สืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน” ซึ่งได้จับมือกับกรมการพัฒนาชุมชน ลงนาม MOU ร่วมกับ 76 จังหวัดและกรุงเทพฯ ในการสวมใส่ผ้าไทยและผลักดันรณรงค์การสวมใส่ผ้าไทย จนเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยใช้และสวมใส่ผ้าไทยอย่างน้อยสัปดาห์ละสองวัน ทั้งนี้ จึงเป็นการสร้างคุณค่าผ้าไทย กระตุ้นให้เกิดการใส่การใช้ผ้าไทย ผ้าไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้น จากความสำเร็จนี้สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และกรมการพัฒนาชุมชน จะร่วมการขับเคลื่อนรณรงค์เรื่องราวผ้าอัตลักษณ์ประจำถิ่นให้เกิดรูปธรรมในระยะต่อไป

มอบรางวัลดีเด่นด้านการวิจัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542119

มอบรางวัลดีเด่นด้านการวิจัย

มอบรางวัลดีเด่นด้านการวิจัย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

           เมื่อเร็วๆนี้   ผศ.ดร.ทนพ.ยุทธนา หมั่นดี คณบดีคณะสหเวชศาสตร์    มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลแก่บุคลากดีเด่นด้านการวิจัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ภายใต้โครงการ “โครงการพัฒนาผลงานวิจัยสู่การตีพิมพ์ระดับนานาชาติ ประจำปี 2563 เพื่อสนับสนุนตัวชี้วัดหลัก (Super KPI) ด้านการวิจัยและนวัตกรรม” โดยมีบุคลากรที่ได้รับรางวัลจำนวน 2 ท่าน ได้แก่ ผศ.ดร.ทนพ.สิทธิชัย ปัญญาใส ได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่นด้านการวิจัย ที่มีจำนวนผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติสูงสุด โดยมีจำนวนผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติมากถึง 8 หัวเรื่อง และ ดร.ทนพ.จิรพัฒน์ คล้อยปาน ที่ได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่นด้านการวิจัย ที่มีผลรวมค่า Impact Factor ของงานตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการระดับนานาชาติสูงสุด จากผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติในควอไทล์ที่ 1-2 จำนวน 4 หัวเรื่อง โดยการมอบรางวัลในโครงการดังกล่าวเป็นการแสดงความยินดีในความทุ่มเททำวิจัยด้วยวิริยะอุตสาหะ สามารถนำมาเป็นแบบอย่างด้านการวิจัย และยกระดับการวิจัยของคณะสหเวชศาสตร์สู่ความเป็นสากล   

เคานท์ดาวน์อยู่บ้านไม่เหงา! ‘เอไอเอส’ ผนึก ‘ช่อง 3’ มอบความสุขคอนเสิร์ตสุดลํ้าส่งท้ายปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542114

เคานท์ดาวน์อยู่บ้านไม่เหงา! ‘เอไอเอส’ ผนึก ‘ช่อง 3’  มอบความสุขคอนเสิร์ตสุดลํ้าส่งท้ายปี

เคานท์ดาวน์อยู่บ้านไม่เหงา! ‘เอไอเอส’ ผนึก ‘ช่อง 3’ มอบความสุขคอนเสิร์ตสุดลํ้าส่งท้ายปี

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อยู่บ้านก็สุขเต็มขั้น ฟินได้ด้วยกันเหมือนเกาะขอบเวทีคอนเสิร์ตส่งท้ายปี! เมื่อ เอไอเอส และสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 HD มอบความสุขสุดประทับใจให้คนไทยทั่วประเทศก้าวสู่ศักราชใหม่ไปด้วยกันอย่างสนุกสุดล้ำ แบบที่โควิด-19 ก็ไม่อาจกั้นความสุขคืนเคานท์ดาวน์ชวนคนไทยมันส์แบบปลอดภัยไปกับ “AIS 5G The Future of Virtual Celebration 2021” เคานท์ดาวน์คอนเสิร์ตแบบ 5G Virtual Realityครั้งแรกในไทย จัดเต็มศิลปินดังขวัญใจคนไทยทุกเจเนอเรชั่น กว่า 30 ชีวิต นำโดย แบมแบม GOT7, เป๊ก-ผลิตโชค, เจมส์-จิรายุ, แต้ว-ณัฐพร,เต้ย-จรินทร์พร, มิว-นิษฐา, พุฒ-พุฒิชัย, วี-วิโอเลต,ทอม-อิศรา, เวียร์-ศุกลวัฒน์, เบลล่า-ราณี, ปีใหม่-เอวาริณ, แอลลี่-อชิรญา, บิวกิ้น-พุฒิพงศ์, พีพี-กฤษฏ์, สกาย-วงศ์รวี, TRINITY, Polycat, SlotMachine, Triumphs Kingdom, สาว สาว สาว และคลิปอวยพรปีใหม่สุดพิเศษจากลิซ่า BLACKPINKพาเหรดความสุขมาส่งมอบให้คนไทยได้ฟินตื่นตาตื่นใจ และโดดมันส์สุดตัวเสมือนได้อยู่ชิดติดขอบเวทีเคานท์ดาวน์คอนเสิร์ตจริงๆ 

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า“ในยุคที่โควิด-19 ยังอยู่กับเราในช่วงเทศกาลส่งความสุขคืนส่งท้ายปีเช่นนี้ เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการ Digital Life Service Provider ที่นำศักยภาพเครือข่าย AIS 5G เติมเต็มไลฟ์สไตล์ความสุขให้ลูกค้าและคนไทยทุกเจเนอเรชั่นในทุกมิติ จึงได้พลิกโฉมการจัดงานคอนเสิร์ตที่เคยจัดแบบ Physical มาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้คนไทยได้อยู่บ้านเฉลิมฉลองความสุขร่วมกับครอบครัวได้เหมือนเดิมผ่านคอนเสิร์ตในรูปแบบ Virtual Reality (VR) หรือโลกเสมือนจริงผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ที่บ้าน ซึ่งให้ระบบภาพ แสง สี เสียง และเอฟเฟกต์เต็มอิ่มเสมือนจริงในรูปแบบมัลติมีเดีย อินเตอร์แอ๊กทีฟ 360 องศา ให้ประสบการณ์การดูคอนเสิร์ตในรูปแบบใหม่และรู้สึกใกล้ชิดกับศิลปินที่รักมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการจุดพลุฉลองเคานท์ดาวน์ในยุคนิว นอร์มอล ที่พร้อมเปิดประตูคนไทยเข้าสู่ยุค 5G อย่างเต็มรูปแบบ สอดรับสถานการณ์ยุคโควิด-19 ที่สนับสนุนให้คนไทยรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)โดยคนไทยทุกคน ทุกเครือข่าย รับชมคอนเสิร์ตไปพร้อมกันได้ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ที่ AIS PLAY พิเศษ! รับชมใกล้ชิดแบบ 360°ที่แอพพลิเคชั่น AIS 5G PLAY VR และ AIS VR 4K เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป หรือรับชมผ่านช่อง 3 HD กด 33 แบบไม่มีโฆษณาคั่น ตั้งแต่เวลา 22.20 น. เป็นต้นไป

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็นสถานีโทรทัศน์ยอดนิยมของคนไทยที่ส่งมอบความสุขความบันเทิงมาให้คนไทยอย่างต่อเนื่องและในโอกาสเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2564 ในยุคโควิด-19 ที่สนับสนุนให้คนไทยได้อยู่ร่วมฉลองเทศกาลความสุขกับครอบครัวที่บ้าน เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับเอไอเอส ส่งความสุขให้ได้เต็มอิ่มกับคอนเสิร์ตสุดล้ำแห่งยุคที่พิเศษ ตื่นตาตื่นใจจากหลากหลายศิลปินชั้นนำแบบไม่มีโฆษณาคั่นผ่านทางช่อง 3 HD”

กรมการพัฒนาชุมชน ผนึก 11 พันธมิตร ลงนามความร่วมมือ สร้างสรรค์ ส่งเสริม ต่อยอด ‘โคก หนอง นา โมเดลขั้นก้าวหน้า’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/542124

กรมการพัฒนาชุมชน ผนึก 11 พันธมิตร ลงนามความร่วมมือ  สร้างสรรค์ ส่งเสริม ต่อยอด ‘โคก หนอง นา โมเดลขั้นก้าวหน้า’

กรมการพัฒนาชุมชน ผนึก 11 พันธมิตร ลงนามความร่วมมือ สร้างสรรค์ ส่งเสริม ต่อยอด ‘โคก หนอง นา โมเดลขั้นก้าวหน้า’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพันธมิตร ทั้งภาครัฐ และเอกชน  ลงนามความร่วมมือ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่  “โคก หนอง นา โมเดลขั้นก้าวหน้า”  หวังปั้น 9 ฐานผลิตสินค้าภูมิภาคเฟ้นให้ได้ 36 ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากผลผลิตทางการเกษตรจากทั่วประเทศ  ขึ้นแท่น Premium Product of Thailand กรุยทางสู่ตลาดสากล

นายสุทธิพงศ์  จุลเจริญ  อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล ขั้นก้าวหน้า

“Premium Product of Thailand ในทุกภูมิภาคของไทย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการจัดงานสัปดาห์ “OTOP CITY 2020” ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพคเมืองทองธานี  ไปเมื่อเร้วๆ นี้ โดยมี นายนิรัตน์  พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นประธานในพิธี

การลงนามความร่วมมือดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังผลสัมฤทธิ์จากการลงนามความร่วมมือของโครงการ “โคก หนอง นา ป่าลำไย ลุ่มน้ำน่าน” ที่กรมการพัฒนาชุมชนได้ร่วมมือทำกับ 16 หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่จังหวัดน่าน เริ่มผลิตเป็นลำไยอินทรีย์ให้ได้มาตรฐาน พร้อมสนับสนุนตลาดผู้รับซื้อทำให้มีพื้นที่ของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยอินทรีย์เพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีผลผลิตที่สามารถใช้นวัตกรรมทางการเกษตรในการแปรรูป ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพดี สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล เป็นการเพิ่ม Value Added ให้กับผลิตผลทางการเกษตรของไทย

กรมการพัฒนาชุมชนจึงเล็งเห็นว่าการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยที่ถูกต้อง ด้วยการส่งเสริม สนับสนุน และต่อยอดผลิตผลทางการเกษตรขั้นต้น สู่งานวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง โดยการลงนามความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย,สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา,มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยขอนแก่น,มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,สมาคมศิษย์เก่าคณะวิศวะกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น,บริษัทเขาใหญ่ พาโนราม่า วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด,บริษัทไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด,และบริษัท เอิร์ธแคร์ อินโนซิส จำกัด โดยมีตัวแทนจากสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว

ทั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนาต่อยอดจากโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล ไปสู่ขั้นก้าวหน้า โดยทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขั้นก้าวหน้า เพื่อให้เกิด “Premium Product of Thailand” ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ภาคละ 9 ผลิตภัณฑ์ รวมเป็น 36 ผลิตภัณฑ์ จากนั้นจะทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีรวมถึงการสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากงานวิจัยให้กับวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ถูกคัดเลือก จากพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Community Lab Model for quality of life :CLM) ภาคละ 9 แห่ง ให้เข้าร่วมโครงการดำเนินการแปรรูป และผลิต จนเกิดเป็น Premium Product of Thailand จากนั้นส่งต่อให้ทีมการตลาด นำเสนอผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศต่อไป