‘Ampverse’ จับมือ ‘Bitkub’ เตรียมเปิดตัว‘NFT Official Store’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623621

‘Ampverse’ จับมือ ‘Bitkub’ เตรียมเปิดตัว‘NFT Official Store’

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Ampverse องค์กรอีสปอร์ตที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ประกาศร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ Bitkub ผู้นำธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชนครบวงจรของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมวงการอีสปอร์ตผ่านกิจกรรมและนวัตกรรมหลากหลาย ที่จะเกิดขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านการตกลงร่วมมือในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาเทคโนโลยี NFT มาสร้างกิจกรรมและประสบการณ์สุดพิเศษที่จะยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้สนใจ ผู้เล่น ตลอดจนทุกภาคส่วนในวงการอีสปอร์ต

ซึ่งทางด้าน Bitkub จะเป็นผู้สนับสนุนหลักของหนึ่งในทีมชั้นนำของ Ampverse อย่าง Bacon Time โดยในปัจจุบันวงการอีสปอร์ตและฟินเทคเป็นสองอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เติบโตขึ้นเร็วที่สุดในยุคดิจิทัลที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนตลอดจนรูปแบบความบันเทิงแห่งโลกอนาคตไปตลอดกาล ขณะนี้อุตสาหกรรมอีสปอร์ตของประเทศไทยเองก็มีการเติบโตเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคนับว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของตลาดเกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยสัดส่วนผู้ที่สนใจเกมดิจิทัลในอัตราสูงถึง 67% ของจำนวนประชากรที่เข้าสู่โลกออนไลน์เป็นประจำ หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 34 ล้านคน ที่เป็นผู้เล่นเกมออนไลน์ในขณะเดียวกันประชากรกลุ่มนี้ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น กลุ่ม Gen Z และกลุ่ม Millennials เองก็มีการเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายและมีความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของทาง Bitkub เป็นอย่างสูงอีกด้วย

การจับมือร่วมเป็นพันธมิตรกันในครั้งนี้จึงเสมือนเป็นการนำเอามืออาชีพและผู้นำจากทั้งสองวงการมาร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมและประสบการณ์ที่จะนำผู้คนที่สนใจเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นการเปิด Bacon Time NFT Official Store กลไกหลักชิ้นแรกในการสร้างประสบการณ์ร่วมกันระหว่างเครือข่ายชุมชนดิจิทัล แฟนๆ ตลอดจนผู้ที่สนใจในการเก็บสะสม NFT เพื่อขยายเครือข่ายของผู้ร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ Bacon Time และ Bitkub NFT ผ่านโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี Blockchainบน Bitkub Chain

หลังก่อตั้งขึ้นในปี 2562 Ampverse ก็ได้ให้ความดูแลและดำเนินการทีมแข่งอีสปอร์ตชั้นนำในภูมิภาคมาโดยตลอด อาทิเช่น Bacon Time ทีมแข่งใน RoV Pro League 2021 ของประเทศไทย MiTH ทีมแข่งใน PUBG 2021 Thailand ของประเทศไทย SBTC ทีมแข่งใน SEA Wild Rift 2021 ของประเทศเวียดนาม และ 7Sea ทีมแข่งใน PUBG Mobile Invitational ของประเทศอินเดีย ตลอดจนบริหารจัดการเครือข่ายผู้ร่วมสร้างเกมชั้นนำ

แมทเทียส เบเออร์ Chief Gaming OfficerAmpverse กล่าวว่า เราพร้อมแล้วที่จะยกระดับประสบการณ์ให้กับแฟนๆ ในการร่วมสนุกไปกับเกมการแข่งขัน ดังนั้นการร่วมมือกับ Bitkub จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนา นวัตกรรมใหม่ๆที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับเครือข่ายแฟนของ Bacon Time ซึ่งในปัจจุบันมีรวมอยู่มากกว่า 10 ล้านผู้ติดตาม ในช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Youtube, Instagram และ TikTok

“กลุ่มผู้ติดตามของเราส่วนใหญ่กว่า 82% อยู่ในช่วงอายุ 18-34 ปี ซึ่งนับเป็น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจทั้งในด้านอีสปอร์ต และ ในด้านการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยเช่นกัน เราจึงเชื่อว่านี้การจับมือกันในครั้งนี้จะเป็นหนทางที่ดีในการก้าวสู่โลกอนาคตไปพร้อมกัน” Chief Gaming Officer Ampverse กล่าว

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา Group CEO Bitkub Capital Group Holding กล่าวว่า Bitkub มีความตั้งใจที่จะร่วมสนับสนุนวงการอีสปอร์ต ตลอดจนนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนรวมถึงเครือข่ายทางธุรกิจของเรามาปรับใช้เพื่อสร้างกิจกรรมและยกระดับประสบการณ์ให้กับแฟนๆ ของวงการอีสปอร์ต โดยเริ่มด้วยการนำเอากระแสความนิยมของแฟนต่อเกมการแข่งขัน ตลอดจนทีมและสมาชิกทีม เข้าสู่โลกดิจิทัลผ่านเทคโลโนยี NFT โดยจะเปิด Official Store บน Bitkub NFT ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จะเชื่อมเข้าสู่โลก Metaverse ต่อไป โดยใช้ศักยภาพของ Bitkub Chain ในการเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่จะพัฒนาต่อยอดไปในอนาคต

นายภาสกร ปานนอก CEO Bitkub Blockchain Technology กล่าวว่า วงการอีสปอร์ตเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในไม่กี่ปีมานี้และคาดว่าจะมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2564 นี้ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นมีขนาดตลาดที่ใหญ่ถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 57% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่อย่าง NFT วงการเกมแบบ Play-to-earn ตลอดจนสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการมาของ Web 3.0 ซึ่งทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนแปลงหน้าตาของโลกแห่งเกมและความบันเทิงไปสู่ยุคใหม่เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

แนะปรับปรุงระบบคัดกรองแรงงานข้ามชาติ เข้าถึงง่าย-ราคาไม่แพงแก้ปัญหาลอบเข้าเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623623

แนะปรับปรุงระบบคัดกรองแรงงานข้ามชาติ  เข้าถึงง่าย-ราคาไม่แพงแก้ปัญหาลอบเข้าเมือง

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group-MWG) จัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นสากล (International Migrant Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ธันวาคม ของทุกปี โดยในปี 2564 นี้มีการจัดเสวนาเรื่อง “แรงงานข้ามชาติในช่วงโควิด:จะวนลูปหรือมูฟออน” เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2564 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ(FCCT) อาคารมณียา ย่านชิดลม กรุงเทพฯ

นายอดิศร เกิดมงคล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ แสดงความเป็นห่วงปัญหาการลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งมีการลักลอบเข้ามาตั้งแต่เดือน ส.ค. 2563 และมาเพิ่มมากขึ้นในปี 2564 หลังช่วงเดือน มี.ค. 2564เป็นต้นมาจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดซึ่งตนเข้าใจว่าเกิดจาก 2 ส่วน คือ 1.เริ่มมีการเปิดให้มีจ้างงานอย่างเป็นระบบ กิจการต่างๆ เปิดดำเนินการได้มากขึ้น จึงมีการดึงแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา กับ 2.สถานการณ์การเมืองในเมียนมา จึงมีคนจำนวนหนึ่งที่หลบหนีการปราบปรามและผลกระทบทางการเมืองเข้ามาทำงานในไทย

“ปัญหาที่เห็นได้ชัดขึ้นคืออุบัติเหตุจากการเดินทางของคนงาน เฉพาะเดือน พ.ย.-ต้น ธ.ค.ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว 7-8 ครั้ง มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุแล้ว11 คน บาดเจ็บ 47 คน สะท้อนให้เห็นว่าหากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้อยู่ การย้ายถิ่นอย่างปลอดภัยในการทำงานก็ไม่เกิดขึ้น ซึ่งเกิดจากดนโยบายของรัฐที่ไม่มีความชัดเจนเรื่องการเปิดให้คนเดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่” นายอดิศร กล่าว

นายอดิศร กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งรัฐบาลต้องทำคือ 1.จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวในการในการรองรับแรงงานข้ามชาติในข่วงสถานการณ์โควิด โดยเฉพาะเมื่อเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนเข้ามา แต่ยังไม่มีแผนรับมือที่เหมาะสม ซึ่งการระบาดจะเกิดขึ้นรุนแรงในกลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกหรือไม่ เพราะเชื้อโอไมครอนแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม และสุดท้ายจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม คืออาจต้องมีการปิดชายแดนหรือปิดกิจการอีกปัญหาก็จะแก้ไม่จบ 2.ต้องพิจารณามาตรการในการจัดการคนข้างใน คือป้องกันไม่ให้แรงงานหลุดจากระบบ ทำให้ระบบการจดทะเบียนการขออนุญาตทำงานมีความสะดวกมากขึ้นและค่าใช้จ่ายถูกลง

3.การจัดการพื้นที่ชายแดน ต้องมีความชัดเจน มีค่าใช้จ่ายในการคัดครองที่ไม่แพงมาก กรณีนักท่องเที่ยวยังเปิดให้เข้ามาแบบไม่ต้องกักตัว แรงงานเหล่านี้ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นไปได้หรือไม่ 4.เรื่องการนำเข้าแรงงาน แม้รัฐบาลจะเปิดให้มีการนำเข้า แต่ก็ยังเจอปัญหาค่าใช้จ่ายที่แพง ต้องมีการตรวจโรคโควิดเพิ่ม และการกักตัวตามเงื่อนไข แต่พื้นที่กักตัวตามด่านต่างๆ ไม่เพียงพอ จึงทำให้นโยบายและเอ็มโอยูของรัฐบาลอาจจะทำได้น้อยหรือแทบทำไม่ได้เลย

ด้าน น.ส.ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์สำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางภาครัฐพยายามแก้ปัญหาแรงงามข้ามชาติมาตลอด โดยพยายามจัดการให้แรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศให้เข้าสู่ระบบ ดังนั้นหากจะมีการจะเปิดลงนามความร่วมมือ (MOU) นำเข้าแรงงานครั้งใหม่รอบพิเศษ อยากจะให้มีลักษณะของการที่เปิดช่องทางให้กับชาวเมียนมาหรือแรงงานข้ามชาติที่ต้องการจะเข้ามาทำงานในไทย ให้มีช่องทางเข้ามาทำงานได้ง่ายมากขึ้น และสามารถเข้าสู่ระบบได้

“ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถจะห้ามการข้ามแดนมาได้ จึงควรให้มีระบบที่เข้าถึงได้ง่ายๆ ถ้าเกิดรัฐไทยมีความกลัวเรื่องโรคระบาดการเข้าระบบก็จะทำให้ทุกอย่างมันอยู่ในร่องในรอยมากขึ้น ถ้าทำให้เขาอยู่ในระบบและมีแรงดึงดูดให้เขาเข้ามาอยู่ในระบบได้ ก็จะเป็นผลดี จะทำให้เห็นภาพ ตัวเลขต่างๆ และควบคุมได้ง่ายขึ้นในเชิงการปฏิบัติจึงต้องมีระบบที่ทำให้เขาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนที่เหมาะสมด้วย”น.ส.ศิรดา ระบุ

ภายในงานยังมีเสียงสะท้อนจากแรงงานข้ามชาติ อาทิ นายปอด สังตัวแทนแรงงานก่อสร้างกล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 พวกตนอยู่อย่างลำบากมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน เรื่องของรายได้ เนื่องจากถูกสั่งปิดตั้งแต่เมื่อมีการระบาดของโควิด เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนครึ่งที่ไม่มีรายได้ ในส่วนอาหารก็ต้องอาศัยการบริจาคจากมูลนิธิต่างๆ ซึ่งในแคมป์คนงานของตนมีอยู่ประมาณ 200 คนที่ได้รับผลกระทบ ในส่วนของวัคซีนมีแรงงานหลายคนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 หรือคนที่ได้รีบการฉีดเข็มที่ 1 ก็ยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้ฉีดเข็ม 2 เมื่อไหร่

Yin Htwe ตัวแทนแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา กล่าวว่า ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2564 แรงงานข้ามชาติค่อนข้างเข้าถึงวัคซีนได้ยากลำบาก เพราะไม่รู้ว่าจะติดต่อช่องทางไหน แต่หลังจากที่ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและมูลนิธิรักษ์ไทยก็ได้ช่วยกันติดตามวัคซีนให้ ทั้งในส่วนที่เป็นแรงงานในระบบมีประกันสุขภาพ และแรงงานเถื่อนไม่มีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย อีกทั้งตอนนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสภากาชาดไทยในเรื่องการจัดการหาวัคซีนให้วอล์กอินเข้าไปฉีดได้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ได้

ทั้งนี้ ตนคิดว่าว่าแรงงานข้ามชาติทั้งหมดก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนเช่นเดียวกับคนไทย แต่ก็ยังพบปัญหาในส่วนของคนที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ หรือ จ.สมุทรสาคร ไม่มีอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) คอยช่วยดำเนินการ อาจจะเข้าถึงข้อมูลการฉีดวัคซีนได้ค่อนข้างลำบาก ในมุมมองของตนการบริหารจัดการวัคซีนเพื่อให้แรงงานต่างชาติทุกคนได้เข้าถึงนั้น ควรจะลงลึกไปถึงระดับสำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือสถานีอนามัยในแต่ละเขตแต่ละพื้นที่ อยากให้มีประกาศว่าแรงงานข้ามชาติสามารถเข้ามาฉีดได้

“นอกจากนั้นการมีจิตอาสาหรือล่ามแปลเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้แรงงานข้ามชาติได้ฉีดวัคซีนก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งระบบของรัฐไทยยังมีปัญหาเรื่องการจัดหาล่าม การประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อให้แรงงานข้ามชาติได้รับรู้และเข้าถึงข้อมูลการฉีดวัคซีน ถ้าเป็นไปได้พื้นที่ต่าง ๆ ควรดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย” Yin Htwe กล่าว

นักวิชาการมหิดลห่วงจระเข้ไทย พบปัญหาทั้งเลี้ยงในฟาร์ม-อนุรักษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623620

นักวิชาการมหิดลห่วงจระเข้ไทย  พบปัญหาทั้งเลี้ยงในฟาร์ม-อนุรักษ์

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รศ.ดร.น.สพ.จิตรกมล ธนศักดิ์ อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถานการณ์จระเข้ไทยในปัจจุบันกำลังน่าเป็นห่วง ด้วยมาตรฐานการบริหารจัดการฟาร์มที่ยังไม่สามารถควบคุมโรคระบาดของจระเข้ในฟาร์ม ทำให้ส่งผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ส่งออกจากจระเข้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการอนุรักษ์ จนในเวทีโลกได้หยิบยกเป็นเรื่องกีดกันทางการค้า โดยก่อนหน้านี้หนังจระเข้และผลิตภัณฑ์จากหนังจระเข้ของไทยเป็นที่นิยมอย่างมาก มีมูลค่าการส่งออกหลายพันล้านบาทต่อปี

“สำหรับเนื้อจระเข้นั้นก็เคยมีราคาสูงถึงหลักพัน แต่ปัจจุบันขายเพียงกิโลกรัมละ 10 – 15 บาท และยังไม่นับรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวฟาร์มจระเข้ ซึ่งปัจจุบันฟาร์มจระเข้ถึงร้อยละ 25 ต้องเลิกกิจการตั้งแต่เกิดปัญหาโรคระบาดในฟาร์มจระเข้ และวิกฤตโควิด-19 ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ เกษตรกร ผู้ประกอบการตลอดจนสมาคมผู้เลี้ยงจระเข้ต่างๆ ฯลฯ จะต้องมาคุยกันถึงทางรอดของจระเข้ไทยว่าจะไปต่อได้อย่างไร” รศ.ดร.น.สพ.จิตรกมล ธนศักดิ์ กล่าว

ผศ.ดร.ส.พญ.วรรณา ศิริมานะพงษ์ อาจารย์กลุ่มวิชาสัตว์น้ำ ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเพิ่มเติมว่าโรคระบาดในฟาร์มจระเข้สยามที่พบมากในประเทศไทยในปัจจุบัน คือ “โรคคลามัยเดีย” ซึ่งสามารถติดต่อได้จากสัตว์ปีกเช่น ไก่สดที่ให้เป็นอาหารจระเข้ โดยมักแสดงอาการความรุนแรงจากน้อยไปหามากคือ คอแดง เยื่อตาขาวอักเสบ และกระดูกสันหลังคด ตามลำดับ

“นอกจากนี้ ยังพบการติดเชื้อร่วมกันระหว่างคลามัยเดียและไวรัสบางชนิด ซึ่งส่งผลให้มีอาการรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น นอกจากการเลี้ยงจระเข้ในคอกที่มีพื้นไม่เรียบ และน้ำไม่ดีแล้ว ยังมีโรคติดเชื้อที่ทำให้เกิดรอยตำหนิที่ผิวหนังจระเข้ ซึ่งส่งผลต่อการนำหนังจระเข้ไปทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกอีกด้วย” ผศ.ดร.ส.พญ.วรรณา ระบุ

ส.พญ.นรีรัตน์ สังขะไชย ผู้ช่วยวิจัยประจำงานระบาดวิทยาและอายุรศาสตร์สัตว์ป่า ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “จระเข้สยาม” เป็นจระเข้น้ำจืดของไทยที่โดยปกติไม่ดุร้ายหากไม่ได้อยู่ในฤดูวางไข่ ไม่เหมือนกับจระเข้น้ำเค็มที่พร้อมจู่โจมตามสัญชาตญาณทางธรรมชาติ

“ภารกิจเร่งด่วนของนักอนุรักษ์คือทำอย่างไรให้คนกับจระเข้อยู่ด้วยกันได้ โดยการให้องค์ความรู้เรื่องชีววิทยา และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่ง จระเข้สยาม นอกจากจะไม่ดุร้ายแล้ว ยังมีส่วนช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติกำจัดปลาที่ป่วยออกไปจากระบบนิเวศ ทำให้น้ำไม่เน่าเสียอีกด้วย” ส.พญ.นรีรัตน์ กล่าว

‘สปสช.’สนับสนุน‘ตรวจวัด-ตัดแว่น’ ช่วยเหลือเด็กไทยมีปัญหาสายตาผิดปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623622

‘สปสช.’สนับสนุน‘ตรวจวัด-ตัดแว่น’  ช่วยเหลือเด็กไทยมีปัญหาสายตาผิดปกติ

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การมองเห็นที่ชัดเจนของสายตาเป็นส่วนสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กๆ เพราะเป็นวัยแห่งการเรียนรู้แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาสายตาบกพร่องและส่วนหนึ่งไม่ได้รับการแก้ไข จากการศึกษาของโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) การคัดกรองเด็กนักเรียนอนุบาลและประถมศึกษาพบว่ามีความผิดปกติร้อยละ 11.4 และวินิจฉัยยืนยันมีภาวะสายตาผิดปกติถึงร้อยละ 6.6 โดยมีประมาณร้อยละ 4.1 จำเป็นต้องใช้แว่นตา

แต่มีเด็กส่วนหนึ่งไม่มีแว่นตาใช้จนเป็นอุปสรรคต่อการเรียนและดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพประชากรประเทศในอนาคตได้ โดย สปสช. ตระหนักต่อปัญหาดังกล่าว ภายใต้สิทธิประโยขน์สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่ให้เด็กไทยอายุ 3-12 ปี มีสิทธิได้รับการตรวจคัดกรองสายตา หากจักษุแพทย์ตรวจยืนยันมีภาวะสายตาผิดปกติจะได้รับการแก้ไข จึงได้กำหนดเพิ่มเติมให้ “บริการแว่นตาสำหรับเด็กที่มีภาวะสายตาผิดปกติ” เป็นสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนในปี 2564

พร้อมเดินหน้าสนับสนุนค่าแว่นตาในปีงบประมาณ 2565 ให้หน่วยบริการที่ตรวจวัดสายตาและจัดหาแว่นตาให้แก่เด็กที่มีภาวะสายตาผิดปกติ โดยเพื่อให้เกิดการเข้าถึงสิทธิประโยชน์บริการแว่นตาสำหรับเด็กที่มีภาวะสายตาผิดปกติ สปสช. มีการประชุมร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามแนวทางที่กรมอนามัยกำหนด คือ จัดบริการเชิงรุกในโรงเรียนเน้นการคัดกรองสายตาเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 โดยครูจะทำหน้าที่คัดกรองสายตาเบื้องต้นและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจาก รพ.สต.หรือโรงพยาบาลตรวจคัดกรองนักเรียนที่ครูพบผิดปกติซ้ำ

จากนั้นจึงส่งต่อไปที่โรงพยาบาล (รพช./รพท./รพศ.) ที่มีจักษุแพทย์และหน่วย Refraction Unit เพื่อตรวจวินิจฉัยยืนยัน วัดค่าสายตา พร้อมสั่งตัดและจัดหาแว่นตาให้ สำหรับเด็กนักเรียนชั้นอื่น เช่น ชั้นอนุบาล และ ป.2-ป.6หากครูสงสัยว่าอาจมีสายตาผิดปกติก็เข้าสู่ระบบการตรวจคัดกรองและมีสิทธิได้รับแว่นตา ซึ่งหากพ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตเห็นลูกหลานตนเองมีสายตาผิดปกติ เช่น อ่านหนังสือชิดตามากผิดปกติหรี่ตาหรือทำตาหยีเมื่อเพ่งมอง เป็นต้น ก็สามารถพาลูกหลานไปรับการตรวจคัดกรองสายตาได้ที่ รพ.สต./โรงพยาบาล

หากผิดปกติจะได้รับการส่งต่อไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยยืนยันได้เช่นกัน สำหรับแว่นตา โรงพยาบาลโดยจักษุแพทย์อาจสั่งตัดและประกอบแว่นตาที่หน่วยประกอบแว่นตาในโรงพยาบาล หรือจัดหาจากจักษุคลินิกหรือร้านแว่นตาเอกชนในชุมชน และโรงพยาบาลสามารถเบิกจ่ายชดเชยค่าแว่นตาซึ่งครอบคลุมทั้งค่าเลนส์ กรอบแว่น อุปกรณ์และค่าประกอบแว่นตา ได้จาก สปสช. ซึ่งเด็กที่จักษุแพทย์วินิจฉัยมีสายผิดปกติจำเป็นต้องใช้แว่นตา มีสิทธิรับแว่นตาได้คนละไม่เกิน 1 อันต่อปี

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ดังกล่าว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีบทบาทเข้าร่วมขับเคลื่อนผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น หรือ กปท. ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการนำพาเด็กนักเรียนไปรับบริการที่โรงพยาบาล 3 ครั้งได้แก่ การรับบริการตรวจวินิจฉัย การรับแว่นตา และรับบริการตรวจประเมินเมื่อครบ 6 เดือน ซึ่ง สปสช. จะทำหนังสือประสานแจ้งไปยัง อปท. ทั่วประเทศต่อไป

เลขาธิการ สปสช. ยังกล่าวอีกว่าเพื่อมอบสิทธิประโยชน์นี้ให้เป็นของขวัญเด็กไทยทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ปี 2565 สปสช.ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย กรมการแพทย์ คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) สาขาตา ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ดำเนินการ “โครงการเด็กไทยสายตาดี” ในช่วงสัปดาห์วันเด็กแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 4-14 ม.ค. 2565 เพื่อเป็นการรณรงค์ให้เกิดความตื่นตัว เร่งคัดกรองสายตาให้กับเด็กไทยเพื่อค้นหาเด็กที่มีสายตาผิดปกติให้ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว

โปรดเกล้าฯครั้งใหญ่! แต่งตั้ง 46 ศาสตราจารย์ สาขาต่างๆ จากทุกมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623744

โปรดเกล้าฯครั้งใหญ่! แต่งตั้ง 46 ศาสตราจารย์ สาขาต่างๆ จากทุกมหาวิทยาลัย

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 21.52 น.

โปรดเกล้าฯครั้งใหญ่! แต่งตั้ง 46 ศาสตราจารย์ สาขาต่างๆ จากทุกมหาวิทยาลัย “เอนก”เผย อว.เปิดโอกาสเปิดกว้างให้ผู้มีความรู้ความสามารถได้เติบโตทางวิชาการอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2564 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์ (ศ.) จำนวน 46 ราย ในสาขาต่างๆ โดยผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ดังต่อไปนี้

1.รศ.ภารดี คุณาวิศรุต คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ สาขาจักษุวิทยา 2.รศ.วิภา จึงจตุพรชัย สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ม.มหิดล สาขาชีวเคมี 3.รศ.สมชาย อมรโยธิน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาวิสัญญีวิทยา 4.รศ.ณัฏฐา ทองจุล สถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ 5.รศ.องอาจ นัยพัฒน์ คณะศึกษาศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ สาขาศึกษาศาสตร์

6.รศ.ธงชัย ประฏิภาณวัตร คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น สาขาโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม 7.รศ.ทวีศักดิ์ เทพพิทักษ์ คณะโลจิสติกส์ ม.บูรพา สาขาบริหารธุรกิจ 8.ร.ศ.มานี รักษาเกียรติศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาวิชาวิสัญญีวิทยา 9.รศ.พรชัย มูลพฤกษ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล สาขาออร์โธปิดิกส์ 10.รศ.กิตติณัฐ กิจวิกัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล สาขาศัลยศาสตร์ยูโร

11.รศ.ปวีณา เชี่ยวชาญวิศวกิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาโรคข้อและรูมาติสซั่ม 12.รศ.อติพร อิงค์สาธิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล สาขาอายุรศาสตร์ 13.รศ.สมชาย ลีลากุศลวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร 14.รศ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาจิตวิทยา 15.รศ.บรรพต สิทธินามสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาประสาทศัลยศาสตร์

16.รศ.ศิริกุล มะโนจันทร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สาขาชีววิทยาโมเลกุล 17.รศ.สรศาสตร์ สุขเจริญสิน คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สาขาบริหารธุรกิจ 18.รศ.หทัยกานต์ มนัสปิยะ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิทยาการพอลิเมอร์ 19.รศ.วัชรินทร์ วิชิรมาลา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาคณิตศาสตร์ 20.รศ.ธีระศักดิ์ ดำรงรุ่งเรือง คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น สาขาเวชศาสตร์ช่องปาก

21 รศ.จิระเดช แจ่มสว่าง คณะเกษตรกําแพงแสน ม.เกษตรศาสตร์ สาขาโรคพืชวิทยา 22.รศ.ไพศาล คงคาฉุยฉาย คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี 23.รศ.น.ท.สุมิตร สุวรรณ คณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สาขาศึกษาศาสตร์ 24.รศ.อรินทิพย์ ธรรมชัยพิเนต คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สาขาพันธุศาสตร์ 25.รศ.เพ็ญจิตร ศรีนพคุณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี

26.รศ.ศิริจิต สุทธจิตต์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ สาขาจิตเวชศาสตร์ 27.รศ.วาสนา สุขุมศิริชาติ คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ สาขาชีวเคมี 28.รศ.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร คณะวิทยาศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ สาขาชีววิทยา 29.รศ.ฉัตรศรี เดชะปัญญา คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ สาขาสรีรวิทยา 30.รศ.ชนิตรา ธุวจิตต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาชีวเคมี

31.รศ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร 32.รศ.สมเกียรติ เชวงกิจวณิช คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สาขาภาษาญี่ปุ่น 33.รศ.ภาคภูมิ เขียวละม้าย คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สาขาชีววิทยาโมเลกุล 34.รศ.พรศิริ สิงหปรีชา สถาบันภาษา ม.ธรรมศาสตร์ สาขาภาษาศาสตร์ 35.รศ.ธวัชชัย แพชมัด คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร สาขาเภสัชศาสตร์และเทคโนโลยี

36.รศ.ชาญวิทย์ ลีลายุวัฒน์ คณะเทคนิคการแพทย์ ม.ขอนแก่น สาขาเทคนิคการแพทย์ 37.รศ.บัณฑิตย์ เต็งเจริญสกุล คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น สาขาอายุรศาสตร์ทางสัตวแพทย์ 38.รศ.มุฮำหมัดซากีเจ๊ะหะ คณะอิสลามศึกษาและนิติศาสตร์ ม.ฟาฏอนี สาขากฎหมายเปรียบเทียบ 39.รศ.วีรวรรณ เล็กสกุลไชย คณะแพทยศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ สาขาพยาธิวิทยา 40.รศ.ศุภมิตร จิตตะยโศธร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

41.รศ.รัตนา สำโรงทอง วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาสาธารณสุขศาสตร์ 42.รศ.ทวีศักดิ์ แทนวันดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร 43.รศ.นาราพร ประยูรวิวัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาประสาทวิทยา 44.รศ.กิติรัตน์ อังกานนท์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สาขาโสต ศอ นาสิก ลาริงซ์วิทยา 45.รศ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล สาขาวิชาออร์โธปิดิกส์ 46.รศ.ภพ โกศลารักษ์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น สาขากุมารเวชศาสตร์

“การแต่งตั้งศาสตราจารย์ เป็นการเปิดโอกาสและเปิดกว้างให้กับผู้มีความรู้ความสามารถในสาขาต่างๆ ได้ก้าวหน้าทางวิชาการในฐานะผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ได้นำความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาของตนมาใช้ในการแก้ปัญหาสังคมและประเทศชาติ ซึ่ง อว.พร้อมสนับสนุนให้ผู้มีความรู้ความสามารถได้มีโอกาสก้าวหน้าทางวิชาการได้อย่างทัดเทียมกัน” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ของขวัญนร.-นศ.!เห็นชอบร่างพ.ร.บ.‘กยศ.’ ให้ทุนการศึกษาแทนการกู้ยืม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623682

ของขวัญนร.-นศ.!เห็นชอบร่างพ.ร.บ.‘กยศ.’ ให้ทุนการศึกษาแทนการกู้ยืม

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.21 น.

ครม.เห็นชอบร่าง ‘พ.ร.บ.กยศ.’ ให้ทุนการศึกษาแทนการกู้ยืม ในสาขาที่ขาดแคลน หรือสาขาที่มุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ นายกฯสั่งมอบเป็นของขวัญนักเรียน/นักศึกษาทั่วประเทศ

21 ธันวาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยกำหนดให้คณะกรรมการ กยศ. อาจให้ทุนการศึกษาแทนการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ ในกรณีในสาขาวิชาขาดแคลนหรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ กยศ. ตลอดจนแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และการชำระเงินคืน กยศ. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ (สคก.) จะขยายโอกาสในการเข้าถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่นักเรียน/นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษามีความคล่องตัวยิ่งขึ้น รวมทั้งยังจะมีกลไกให้ผู้กู้ยืมสามารถชำนะเงินคืนกองทุนได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560  เพิ่มนิยาม “นักเรียน/นักศึกษาและสถานศึกษา รองรับการศึกษาในรูปแบบที่แตกต่าง รวมทั้งเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ให้ คณะกรรมการ กยศ. อาจให้ “ทุนการศึกษาแทนการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้”  รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติคณะกรรมการ กยศ. เพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจให้คณะอนุกรรมการ ฯ กำหนดลักษณะของนักเรียนหรือนักศึกษา ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์โดยให้คำนึงถึงรายได้ และรายจ่ายของครอบครัวว่าเพียงพอต่อการให้การศึกษาแก่นักเรียนหรือนักศึกษามากน้อยเพียงใด

พร้อมแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการชำระเงินคืน กยศ. โดยวิธีการผ่อนชำระและระยะเวลาการผ่อนชำระเงินคืนกองทุนให้ยืดหยุ่นขึ้น ผู้กู้ยืมเงินมีสิทธิเลือกชำระเงินกู้ยืมคืนทั้งจำนวนหรือผ่อนชำระได้  รวมทั้งให้คณะกรรมการ กยศ. สามารถกำหนดมาตรการจูงใจเพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินไม่ผิดนัดชำระหนี้หรือชำระหนี้ครบถ้วนรวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการให้เงินกู้ยืมและการชำระเงินคืนกองทุน เช่น ผู้กู้ยืมสามารถกู้ยืมเงินโดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน  (ผู้ค้ำประกันเฉพาะที่จำเป็น) ลำดับการตัดชำระเงิน โดยเรียงจาก เงินต้น ดอกเบี้ย และเงินเพิ่ม ปรับรูปแบบการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น อาจเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปี เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้มากยิ่งขึ้น

นายธนกร กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตั้งใจจะมอบ ร่าง พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….    โดยให้สามารถนำบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ มาบังคับใช้แก่ผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันไว้แล้ว ก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่จากนายกรัฐมนตรี ส่งมอบให้กับนักเรียน นักศึกษา ทั่วประเทศ

ศธ.มอบ 6 โครงการเป็น‘ของขวัญปีใหม่’ คืนความสุขให้ครอบครัว ดูแลเด็กตกหล่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623680

ศธ.มอบ 6 โครงการเป็น‘ของขวัญปีใหม่’ คืนความสุขให้ครอบครัว ดูแลเด็กตกหล่น

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.08 น.

ศธ.มอบ 6 โครงการเป็นของขวัญปีใหม่ คืนความสุขให้ครอบครัว ดูแลเด็กตกหล่นพื้นที่ห่างไกล พัฒนากำลังคนอาชีวะ เสริมสร้างอาชีพ ให้บริการ Fix it Center

21 ธันวาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมแถลงข่าว ศธ. มอบของขวัญปีใหม่ 2565 ว่า ในนามของรัฐบาลได้นำความห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ให้ความเป็นห่วงและมอบให้กระทรวงศึกษาธิการ ส่งความสุขผ่านโครงการดีๆให้กับเยาวชนลูกหลานของเราและให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ 6 โครงการ ดังนี้ 

1. “Chance – พาน้องกลับห้องเรียน” โดยให้มีการค้นหาและติดตามเด็กกลุ่มด้อยโอกาส หรือพิการ ที่ตกหล่นและออกกลางคันได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยผ่านกลไกของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งที่ผ่านมามีการปักหมุดและค้นหาตัวกลุ่มเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก เยาวชน และประชาชน อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้แนวคิดการศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้ทุกคนได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่

“สพฐ.ห่วงใย ปักหมุด นำนักเรียนไทย กลับสู่ห้องเรียน” โดยค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ให้ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งสร้างระบบเครือข่ายการส่งต่อข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาของเด็กตกหล่นและออกกลางคันที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และนำไปใช้ในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ทุกแห่ง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต ดำเนินการปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

โดย กศน.ปักหมุด เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส ปักหมุดบ้านคนพิการและผู้ด้อยโอกาส อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 12,649 คน ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา โดย ครู กศน.ตำบล ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และนำข้อมูลเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ caper พร้อมปักหมุดทุกบ้าน เพื่อจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสในสถานศึกษาสังกัด กศน. อย่างเหมาะสมตามศักยภาพและความต้องการจำเป็น และสามารถศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น รวมทั้งสามารถประกอบอาชีพ มีงานทำ พึ่งพาตนเองได้ โดยเริ่มดำเนินการนำร่องไปเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2564 ณ จังหวัดระนอง และในช่วงระหว่างวันที่ 2 ธ.ค. 2564 – 7 ม.ค. 2565 ดำเนินการต่อยอดขยายผลสู่ 18 จังหวัดตามเขตตรวจราชการ 17 เขต ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท ปทุมธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี พัทลุง ปัตตานี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว อุดรธานี นครพนม ขอนแก่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ ลำปาง พะเยา สุโขทัย และกำแพงเพชร

2. ศ.ค.ส.ศึกษาธิการ ส่งความสุขให้น้องปีที่ 3 โดยสำนักงาน กศน.จังหวัดทุกแห่ง/กทม. และ กศน.อำเภอ/เขต ส่งมอบความสุขให้กับน้อง ๆ เด็กด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และชายแดน จำนวน 46,400 คน โดยมอบสิ่งของ อาทิ ของเล่น อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เครื่องนุ่งห่ม ชุดกีฬา ขนม อาหารแห้ง  ระหว่างวันที่  17 ธ.ค. 2564 ถึง 8 ม.ค. 2565

3. อาชีวะ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนเพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” มอบทุนเรียนฟรีต่อเนื่อง 3 ปี มีหอพัก อาหาร 3 มื้อ ให้นักเรียนจบ ม.3 ได้เรียนต่อ 100% ในสถานศึกษา ม.ปลาย (สพฐ.) และ ปวช. (สอศ.)  จำนวน 5,000 คน

4. ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น Re – Skill, Up Skill และ New – Skill แก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองและประชาชน ภายใต้ศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัด (Ministry of Education Career and Entrepreneurship Center)  

– สอศ. ฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น  Re-Skill, Up-Skill และ New-Skill แก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชน 38,500  คน ไม่น้อยกว่า 77 หลักสูตร ดำเนินการใน 77 ศูนย์ทั่วประเทศ บูรณาการการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง สอศ. กศน. สพฐ. และ สช. ในพื้นที่ ดำเนินการระหว่าง 27 ธันวาคม 2564  ถึง 31 มกราคม 2565

– กศน. ฝึกอบรมอาชีพ ฟรี 1 สัปดาห์ 1 อำเภอ 1 อาชีพ  โดยศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน 928 กลุ่ม ดำเนินการระหว่างวันที่ 4 – 10 มกราคม 2565 โดยฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นและการเป็นผู้ประกอบการให้กับประชาชน 150,000 คน และสถานศึกษา 1 อาชีพ สร้างรายได้ ต่อยอดสู่วิสาหกิจชุมชน เป้าหมาย 928 กลุ่ม 10,208 คน

5. อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ ปี พ.ศ. 2565 ออกบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2564 – 4  มกราคม 2565  โดยให้บริการจุดพักรถ-พักคน บนถนนสายหลักและสายรอง 225 ศูนย์ ทั่วประเทศ กิจกรรม พักรถ ได้แก่ บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และกิจกรรมพักคน ได้แก่ บริการสอบถามข้อมูลเส้นทาง/สถานที่ท่องเที่ยว /ที่พัก /ร้านอาหาร และอื่น ๆ รวมทั้ง ให้บริการที่นั่งพักผ่อน /บริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น เป็นต้น

6. ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน เพื่อลดรายจ่ายให้แก่ประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน “ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย” ทีมช่างพันธุ์ R อาชีวะจิตอาสา จาก 100 ศูนย์ Fix it Center ทั่วไทย ออกให้บริการซ่อมถึงบ้านฟรี โดยประชาชนสามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้มีความสะดวก รวดเร็ว ลดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้องนำเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้มาที่ศูนย์บริการ อีกทั้งยังสอดคล้องกับสภาพสังคม และวิถีชีวิตยุคใหม่ New Normal สร้างความมั่นใจการใช้บริการช่างอาชีวะ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้เรียนที่ใช้ทักษะจากการลงมือปฏิบัติช่วยเหลือประชาชน และสามารถสร้างอาชีพได้ในอนาคต  ดำเนินการตลอดเดือนมกราคม 2565 และให้บริการต่อเนื่องทั้งปี

“ศธ.ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบ ส.ค.ส. หรือ ส่งความสุข ให้กับคนไทย ในการสนับสนุน ส่งเสริมให้สังคมไทย เป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ซึ่งความสุขถือเป็นรากฐานสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภายใต้แนวคิดและเป้าหมายทางการศึกษาที่ไม่ต้องการทิ้งใครไว้ข้างหลัง” รมว.ศธ. กล่าว

ศธ.มอบของขวัญปีใหม่ 65 คืนความสุขให้กับเด็กและครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623632

ศธ.มอบของขวัญปีใหม่ 65 คืนความสุขให้กับเด็กและครู

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.00 น.

ศธ.มอบ 6 โครงการเป็นของขวัญปีใหม่ คืนความสุขให้ครอบครัว ดูแลเด็กตกหล่นพื้นที่ห่างไกล พัฒนากำลังคนอาชีวะ เสริมสร้างอาชีพ ให้บริการ Fix it Center

วันที่ 21 ธันวาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา  ได้ร่วมแถลงข่าว ศธ. มอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2565 ว่า ในนามของรัฐบาลได้นำความห่วงใยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ที่ให้ความเป็นห่วงและมอบให้กระทรวงศึกษาธิการ ส่งความสุขผ่านโครงการดีๆให้กับเยาวชนลูกหลานของเราและให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ 6 โครงการ ดังนี้  1. “Chance – พาน้องกลับห้องเรียน” โดยให้มีการค้นหาและติดตามเด็กกลุ่มด้อยโอกาศ หรือพิการ ที่ตกหล่นและออกกลางคันได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยผ่านกลไกของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งที่ผ่านมามีการปักหมุดและค้นหาตัวกลุ่มเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก เยาวชน และประชาชน อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้แนวคิดการศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้ทุกคนได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิกาน ได้แก่ 

“สพฐ.ห่วงใย ปักหมุด นำนักเรียนไทย กลับสู่ห้องเรียน” โดยค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ให้ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งสร้างระบบเครือข่ายการส่งต่อข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาของเด็กตกหล่นและออกกลางคันที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และนำไปใช้ในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ทุกแห่ง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต ดำเนินการปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

โดย กศน.ปักหมุด เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส ปักหมุดบ้านคนพิการและผู้ด้อยโอกาส อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 12,649 คน ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา โดย ครู กศน.ตำบล ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และนำข้อมูลเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ caper พร้อมปักหมุดทุกบ้าน เพื่อจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสในสถานศึกษาสังกัด กศน. อย่างเหมาะสมตามศักยภาพและความต้องการจำเป็น และสามารถศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น รวมทั้งสามารถประกอบอาชีพ มีงานทำ พึ่งพาตนเองได้ โดยเริ่มดำเนินการนำร่องไปเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2564 ณ จังหวัดระนอง และในช่วงระหว่างวันที่ 2 ธ.ค. 2564 – 7 ม.ค. 2565 ดำเนินการต่อยอดขยายผลสู่ 18 จังหวัดตามเขตตรวจราชการ 17 เขต ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท ปทุมธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี พัทลุง ปัตตานี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว อุดรธานี นครพนม ขอนแก่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ ลำปาง พะเยา สุโขทัย และกำแพงเพชร

2. ศ.ค.ส. ศึกษาธิการ ส่งความสุขให้น้องปีที่ 3 โดยสำนักงาน กศน.จังหวัดทุกแห่ง/กทม. และ กศน.อำเภอ/เขต ส่งมอบความสุขให้กับน้อง ๆ เด็กด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และชายแดน จำนวน 46,400 คน โดยมอบสิ่งของ อาทิ ของเล่น อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เครื่องนุ่งห่ม ชุดกีฬา ขนม อาหารแห้ง  ระหว่างวันที่  17 ธ.ค. 2564 ถึง 8 ม.ค. 2565

3. อาชีวะ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนเพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” มอบทุนเรียนฟรีต่อเนื่อง 3 ปี มีหอพัก อาหาร 3 มื้อ ให้นักเรียนจบ ม.3 ได้เรียนต่อ 100% ในสถานศึกษา ม.ปลาย (สพฐ.) และ ปวช. (สอศ.)  จำนวน 5,000 คน

4. ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น Re – Skill, Up Skill และ New – Skill แก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองและประชาชน ภายใต้ศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัด (Ministry of Education Career and Entrepreneurship Center)  

– สอศ. ฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น  Re-Skill, Up-Skill และ New-Skill แก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชน 38,500  คน ไม่น้อยกว่า 77 หลักสูตร ดำเนินการใน 77 ศูนย์ทั่วประเทศ บูรณาการการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง สอศ. กศน. สพฐ. และ สช. ในพื้นที่ ดำเนินการระหว่าง 27 ธันวาคม 2564  ถึง 31 มกราคม 2565

– กศน. ฝึกอบรมอาชีพ ฟรี 1 สัปดาห์ 1 อำเภอ 1 อาชีพ  โดยศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน 928 กลุ่ม ดำเนินการระหว่างวันที่ 4 – 10 มกราคม 2565 โดยฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นและการเป็นผู้ประกอบการให้กับประชาชน 150,000 คน และสถานศึกษา 1 อาชีพ สร้างรายได้ ต่อยอดสู่วิสาหกิจชุมชน เป้าหมาย 928 กลุ่ม 10,208 คน

5. อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ ปี พ.ศ. 2565 ออกบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2564 – 4  มกราคม 2565  โดยให้บริการจุดพักรถ-พักคน บนถนนสายหลักและสายรอง 225 ศูนย์ ทั่วประเทศ กิจกรรม พักรถ ได้แก่ บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และกิจกรรมพักคน ได้แก่ บริการสอบถามข้อมูลเส้นทาง/สถานที่ท่องเที่ยว /ที่พัก /ร้านอาหาร และอื่น ๆ รวมทั้ง ให้บริการที่นั่งพักผ่อน /บริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น เป็นต้น

6. ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน เพื่อลดรายจ่ายให้แก่ประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน “ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย” ทีมช่างพันธุ์ R อาชีวะจิตอาสา จาก 100 ศูนย์ Fix it Center ทั่วไทย ออกให้บริการซ่อมถึงบ้านฟรี โดยประชาชนสามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้มีความสะดวก รวดเร็ว ลดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้องนำเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้มาที่ศูนย์บริการ อีกทั้งยังสอดคล้องกับสภาพสังคม และวิถีชีวิตยุคใหม่ New Normal สร้างความมั่นใจการใช้บริการช่างอาชีวะ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้เรียนที่ใช้ทักษะจากการลงมือปฏิบัติช่วยเหลือประชาชน และสามารถสร้างอาชีพได้ในอนาคต  ดำเนินการตลอดเดือนมกราคม 2565 และให้บริการต่อเนื่องทั้งปี

“ศธ.ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบ ส.ค.ส. หรือ ส่งความสุข ให้กับคนไทย ในการสนับสนุน ส่งเสริมให้สังคมไทย เป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ซึ่งความสุขถือเป็นรากฐานสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภายใต้แนวคิดและเป้าหมายทางการศึกษาที่ไม่ต้องการทิ้งใครไว้ข้างหลัง”รมว.ศธ. กล่าว

ชาวบ้านกมลาไสยปักหลักหน้าวัดชูป้ายไล่เลขา-ไม่รับเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623606

ชาวบ้านกมลาไสยปักหลักหน้าวัดชูป้ายไล่เลขา-ไม่รับเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.02 น.

ชาวบ้านในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ปักหลักชูป้ายขับไล่ไม่ต้อนรับพระเลขาฯ และพระเล็ก เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์รูปใหม่ อยู่หน้าวัดป่าแพงศรีเมือง ชี้มารับตำแหน่งไม่สง่างามยืนยันเจอที่ไหนไล่ที่นั้นแนะลาออกยุติปัญหา

วันที่ 21 ธ.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการต่อต้านไม่ต้อนรับพระครูสุทธิญาณโสภณ (เล็ก สุทธิญาโณ) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) รูปใหม่ของชาว จ.กาฬสินธุ์ว่า ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากประชาชนมองว่าการเข้ามารับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดครั้งนี้ไม่มีความสง่างาม และผิดจารีตประเพณี จนทำให้พุทธศาสนิกชนและคณะสงฆ์ใน จ.กาฬสินธุ์ ไม่เห็นด้วยกับมติของมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ล่าสุดที่บริเวณวัดป่าแพงศรีเมือง ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ยังคงมีชาวบ้านออกมารวมตัวกันขับไล่พระรุ่ง เลขาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่เข้ามาอยู่ในสังกัดวัด และพระสุชล พระใน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งรู้จักกับเจ้าอาวาสและชาวบ้านอ้างว่าเป็นพระที่พาพระรุ่งเข้ามาให้เจ้าอาวาสเซนรับรองเข้าวัด พร้อมกับนำป้ายมาขับไล่ประกาศเจตนารมณ์ไม่ต้อนรับพระเล็ก เจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่ โดยชาวบ้านหลายคนยังหวั่นวิตกต่อเรื่องราวที่เจ้าอาวาสวัดป่าแพงศรีเมืองเซนรับพระรุ่ง เพื่อให้เป็นที่ตั้งสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ และเปิดทางให้กับพระเล็กเข้ามาบริหารการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุตกาฬสินธุ์ ทั้งจังหวัด โดยที่เจ้าอาวาสไม่รู้มาก่อนด้วย

โดยชาวบ้านได้หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันปักหลักเฝ้าหน้าประตูโขงทางเข้าวัดป่าแพงศรีเมืองและนำป้ายไปติดไว้ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อแสดงพลังต่อต้านเข้ามาอาศัยของพระรุ่ง เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่แต่งตั้งโดยพระเล็ก และไม่ต้อนรับพระเล็ก ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กมลาไสย มาดูแลความสงบเรียบร้อย พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลเข้ามาสงเกตการณ์ด้วย

นางไสว ทองศิริ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90 ม.2 ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ชาวบ้านไม่มีความพอใจที่พระสุชล ซึ่งเป็นพระใน จ.ร้อยเอ็ด พาพระรุ่ง เข้ามาพบกับเจ้าอาวาสจนนำไปสู่การเซ็นรับพระรุ่งเข้ามาสังกัดวัดป่าแพงศรีเมือง เพื่อกุยทางตั้งสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้ตนและชาวบ้านทุกข์ใจอย่างมาก ส่วนท่านเจ้าอาวาส คือหลวงปู่ทองอินทร์ ก็มีพรรษามากถึง 82 ปีแล้ว ท่านได้พัฒนาวัดขึ้นให้มีความเจริญมากกว่าแต่ก่อน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่แล้ว ชาวบ้านส่วนมากไม่อยากต้อนรับพระที่จะเข้ามาอยู่ใหม่ มีความต้องการอยากให้หลวงปู่ทองอินทร์ ปกครองวัดเหมือนเดิม และไม่ต้อนรับพระเล็ก เพราะมาไม่สง่างาม และผิดธรรมเนียมจารีตประเพณี ขอให้ลาออก ซึ่งพระกาฬสินธุ์ และชาวกาฬสินธุ์ขออยู่อย่างสงบสุขเหมือนที่เคยเป็นมา

นางบุญหนา นาห้วยทอง อายุ 71 ปี อยู่เลขที่ 50 ม.2 ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องจากญาติธรรมก็เลยมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านไม่ต้อนรับเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ รวมทั้งพระเล็ก เจ้าคณะจังหวัด ซึ่งทำอย่างไรก็ไม่สามารถทำใจได้ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น รู้สึกมีความทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของตน ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น มีความวิตกกังวลกับหลวงปู่เจ้าอาวาสจะให้ท่านอยู่อย่างไร จะมีการปลดจากตำแหน่งเจ้าอาวาสที่ท่านเป็นมากว่า 50 ปีได้อย่างไร ถ้าพระที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์องค์ใหม่ หรือพระเล็ก ยังเข้ามายังวัดป่าแพงศรีเมืองแห่งนี้ยืนยันว่าชาวบ้านจะออกมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านขับไล่ทันที เพราะทำแบบนี้เหมือนข่มขื่นความรู้สึกทางจิตใจของชาวกมลาไสย ซึ่งหากพระเล็กยืนยันที่จะมาอาจทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อศาสนาขึ้นอย่างแน่นอน – 003