ศูนย์ข้าวสุโขทัยเร่งมือ ช่วยพัฒนาเมล็ดพันธุ์ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623450

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพนม แผลงฤทธิ์ ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุโขทัย กล่าวว่าแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเป็น 4 กลุ่ม 1 ฝ่าย ได้แก่ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ กลุ่มควบคุมคุณภาพ และกลุ่มถ่ายทอดวิทยาการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี กับฝ่ายบริหารทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเป็นเครือข่ายในการดำเนินการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว มีทั้งหมด8 กลุ่ม ในเขต จ.สุโขทัย 7 กลุ่ม และ จ.อุตรดิตถ์ 1 กลุ่ม มีสมาชิกกว่า 190 ราย ในพื้นที่ 4,900 กว่าไร่ โดยปี 2565 ศูนย์ฯ มีเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี ทั้งหมด 5,000 ตัน แบ่งเป็น 2 ฤดู คือฤดูฝนปี 2564 จำนวน 2,500 ตัน และฤดูแล้งปี 2565 จำนวน 2,500 ตัน

สำหรับจุดเด่นของศูนย์ฯ คือตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำยมไหลผ่านใจกลางเมือง สภาพพื้นที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีโครงการน้ำใต้ดิน โดยจุดใหญ่อยู่ที่ อ.สวรรคโลกที่ตั้งของศูนย์ฯ และ อ.ศรีนคร โครงการน้ำใต้ดินจะช่วยเรื่องการขาดแคลนน้ำ สามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี และจุดเด่นอีกอย่าง คือกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นเครือข่ายการดำเนินงานของศูนย์ฯ สมาชิกจะจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยวิธีการปักดำทุกแปลง เพื่อจะบริหารจัดการแปลงขยายพันธุ์ได้ง่าย และได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ที่สำคัญคือ ช่วยลดต้นทุนการผลิตทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าจ้างในการกำจัดวัชพืชและพันธุ์ปน

‘มนัญญา’ชมศูนย์เรียนรู้เกษตรฯระนอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623448

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านห้วยปลิง ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง โดยมีนายสมเกียรติ ศรีษะเนตร ผวจ.ระนอง และคณะ ต้อนรับ ว่าให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เน้นการมีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน ถ่ายทอดความรู้เกษตรกร บริการข้อมูลข่าวสาร สนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า การดำเนินการยังส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพื่อความปลอดภัยแก่เกษตรกรผู้ผลิต และผู้บริโภค ยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร รวบรวม จัดเก็บ แปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งเงินทุนจัดหาตลาดโดยจัดทำโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า เชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดกับภาคเอกชน เพื่อกระจายผลผลิต

จากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมบูธแสดงผลิตภัณฑ์ผลผลิตทางการเกษตรของสหกรณ์ กลุ่มอาชีพในสังกัด พร้อมทั้งพบปะผู้แทนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้ต่างๆ ใน ศพก.

ทั้งนี้ ใน จ.ระนอง มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร 14 ราย ที่ผ่านมา สำนักงานสหกรณ์ จ.ระนอง ได้จัดการประชุมชี้แจง และจัดโครงการฝึกอบรม ศึกษาดูงานโครงการสร้างเครือข่ายลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพทางการเกษตร เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรต่างๆ ตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

‘บิ๊กป้อม’สั่งระบายน้ำ ค้างทุ่ง2ลุ่มน้ำส่งสุขปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623451

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรอง ผอ.กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.กอนช.สั่งการและกำชับให้ กอนช.เร่งระบายน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำ ลุ่มเจ้าพระยา ลุ่มน้ำชี-มูล ให้เข้าสู่ภาวะปกติก่อนสิ้นปี 2564 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน พร้อมทั้งติดตามการจัดสรรน้ำ การเพาะปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง การดำเนินการตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง 2564/65 ทั้ง 9 มาตรการ

สำหรับปริมาณน้ำในทุ่งรับน้ำทั้ง 11 แห่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำค้างทุ่งประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยวางแผนระบายน้ำออกจากทุ่งให้เหลือค้างทุ่งที่ระดับความลึกไม่เกิน 30 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนในการปลูกข้าวนาปรัง และลดการใช้ปริมาณน้ำจาก 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้ทุ่งรับน้ำทั้ง 11 แห่ง ได้ระบายน้ำตามแผนแล้ว 8 แห่ง คือ ทุ่งบางระกำ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งบางกุ่ม และทุ่งบางกุ้ง ส่วนที่เหลืออีก 3 แห่ง คือ ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด และทุ่งโพธิ์พระยา เหลือปริมาณน้ำที่จะต้องระบายออกรวมกันประมาณ 73.56 ล้าน ลบ.ม. ได้ระดมสรรพกำลังเร่งระบายน้ำออกโดยไม่ให้กระทบกับพื้นที่ข้างเคียง ส่วนแม่น้ำท่าจีนจะสูบน้ำออกช่วงน้ำทะเลลดต่ำเท่านั้น คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ สามารถเก็บกักน้ำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ภายในวันที่ 22 ธันวาคม 2564 อย่างแน่นอน

ขณะที่การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 700 ลบ.ม./วินาที ทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม.ต่ำกว่าตลิ่งแล้ว

เลขาธิการ สทนช.เปิดเผยด้วยว่า ในส่วนของลุ่มน้ำชี-มูล ยังมีพื้นที่น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ จ.ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี โดยลุ่มน้ำชีขณะนี้ได้ชะลอการระบายน้ำออกจากเขื่อนชนบท เขื่อนมหาสารคาม และเขื่อนวังยาง ด้วยการลดบานระบายน้ำเพื่อเริ่มกักเก็บน้ำไว้ในช่วงฤดูแล้ง เช่นเดียวกับลุ่มน้ำมูลได้ชะลอการระบายน้ำของเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านท้ายน้ำ ควบคุมการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ คาดว่าจะระบายออกได้ทั้งหมดภายในเดือนธันวาคมนี้เช่นกัน

สำหรับการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2564/65 นั้น มีการจัดสรรให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน หลังจากสิ้นฤดูฝนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 72,596 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นปริมาณน้ำในเขตชลประทาน 37,857 ล้าน ลบ.ม. และนอกเขตชลประทาน 34,739 ล้าน ลบ.ม. สามารถจัดสรรน้ำเพื่อการปลูกพืชฤดูแล้งได้ 11.65 ล้านไร่ แบ่งเป็น เขตชลประทาน 6.95 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 4.7 ล้านไร่ โดยเป็นการทำนาปรังในเขตชลประทาน 6.41 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 2.61 ล้านไร่ และเป็นพืชไร่พืชผักในเขตชลประทาน 0.54 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 2.09 ล้านไร่

‘ปศุสัตว์’เผยรู้เร็ว ช่วยสงบโรคได้ผล คุมระบาดในสัตว์ ยันไทยปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623449

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากรายงานการระบาดของโรคในสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่างๆ ได้แก่ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้างขึ้นทั้งในสาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และลาว โรคไข้หวัดนก พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และลาว จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องด้วยประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกมีภูมิคุ้มกันต่ำ มีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ รวมถึงโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ที่มีแมลงเป็นพาหะ อย่างโรคลัมปี สกิน ที่ก่อโรคในโค-กระบือ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า จากการดำเนินงานและประสานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศอย่างเข้มงวด ยึดหลัก “รู้เร็ว สงบโรคได้เร็ว” ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยยังคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และโรคไข้หวัดนก สามารถควบคุมการเกิดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ไม่พบรายงานมาปีกว่าแล้ว โดยยังคุมการเกิดโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ ให้อยู่ในวงจำกัดได้ แต่เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างยั่งยืน จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อปรับระบบการเลี้ยงให้สามารถป้องกันโรคได้ เช่น การฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม การกำจัดซาก การป้องกันสัตว์พาหะต่างๆ การห้ามนำเศษอาหารมาเลี้ยงสัตว์ และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในฟาร์มอย่างสม่ำเสมอ

‘สมุนไพร’อนาคตใส! เปิดโมเดลปั้นสู่พืชเศรษฐกิจ ดึงเกษตรกร3แสนรายเจาะตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623420

‘สมุนไพร’อนาคตใส! เปิดโมเดลปั้นสู่พืชเศรษฐกิจ ดึงเกษตรกร3แสนรายเจาะตลาด

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.51 น.

‘สมุนไพร’อนาคตใส! เปิดโมเดลปั้นสู่พืชเศรษฐกิจ ดึงเกษตรกร3แสนรายเจาะตลาด

20 ธันวาคม 2564 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดนโยบายส่งเสริมสมุนไพรเป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต (Future Food Future Crop) เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพทางเลือกและมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และทุกภาคีภาคส่วน ถือเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยส่งเสริมสนับสนุนตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำการตลาด

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร โดยปัจจุบันมีเกษตรกร 369,353 รายขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านพืชสมุนไพร เครื่องเทศ พืชสมุนไพรที่เป็นพืชอาหาร รวม 82 ชนิด ดำเนินการปลูกพืชสมุนไพรบนพื้นที่รวมประมาณ 1.15 ล้านไร่ แบ่งเป็น การปลูกพืชสมุนไพรให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้า GAP และมาตรฐานพืชสมุนไพรอื่น ๆ กว่า 6.4 หมื่นไร่ และมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่พืชสมุนไพร ตั้งแต่ปี 2559-2564 จำนวนทั้งสิ้น 37 แปลง จำนวนเกษตรกร 1,565 ราย พื้นที่ 7,913 ไร่ ใน 22 จังหวัด

ขณะที่ปี 2565 มีกลุ่มเกษตรกรขอเข้าร่วมโครงการอีก 15 กลุ่ม กำลังอยู่ในขั้นตอนขอรับรองแปลง และกระทรวงเกษตรฯ มีโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสมุนไพรปี 2565 มีเป้าหมายเกษตรกร จำนวน 1,110 ราย ในพื้นที่ 37 จังหวัด และจัดทำแปลงขยายและรวบรวมพันธุ์สมุนไพรในศูนย์ปฏิบัติการ จำนวน 16 ศูนย์เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานวัตถุดิบ ส่งเสริมการผลิตสมุนไพร เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามแนวเกษตรปลอดภัย สร้างรายได้แก่เกษตรกรและเพิ่มมูลค่าการส่งออกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“ตั้งแต่ปี 2564 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ด้วยอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4% ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ที่มูลค่าตลาดประมาณ 54,500 ล้านบาทโดยที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการยกร่างแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2566-2570 เพื่อร่วมกันพัฒนาสมุนไพรให้สอดคล้องกับระบบสุขภาพและระบบเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯมุ่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรให้ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงในทุกมิติ โดยใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการวิจัยตั้งแต่การกำหนดโจทย์วิจัยที่ตรงตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ตาม 10 ภารกิจหลักในการพัฒนาตามแผนด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพรแห่งชาติ พ.ศ. 2563 –2565 ประกอบด้วย

1. การปลูกสมุนไพรที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งดำเนินการได้ 64,225 ไร่ จาก 82 ชนิดพืช

2. กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ได้รับการส่งเสริมการแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว ณ สถานที่ปลูกและการผลิตผลิตภัณฑ์ และสารสกัดอย่างง่ายในระดับชุมชน จำนวน 92 แห่ง

3. กำหนดมาตรฐาน GAP หรือมาตรฐานพืชสมุนไพรตามกลุ่มที่ใช้ของพืช จำนวน 5 ฉบับ

4. จัดทำแผนที่ความเหมาะสมของที่ดินสาหรับปลูกพืชสมุนไพร (Land Suitability) 24 ชนิด

5. พัฒนาฐานข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพร (Land Use) 1 ฐานข้อมูล

6. ห้องปฏิบัติการที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO 17025 ให้บริการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ จำนวน 8 แห่ง

7. พัฒนาระบบตลาดกลาง 1 แห่ง และตลาดอิเล็กทรอนิกส์ 1แห่ง (E-Market)

8. กำหนดมาตรฐานสมุนไพรในตารามาตรฐานสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia, THP) จำนวน 109 รายการ

9. พัฒนาฐานข้อมูลพืชสมุนไพรและภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์ของประเทศไทย (National Database of Thai Plants and Traditional Knowledge) 1 ฐานข้อมูล

10. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชสมุนไพรและเทคโนโลยีเพื่อผลิตวัตถุดิบ 57 เรื่อง

ศูนย์ข้าวสุรินทร์ช่วย ส่งเสริมแปลงใหญ่ข้าว สหกรณ์สมัชชาปราสาท ลดต้นทุนในการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623214

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนคร สมุทรทอง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ กล่าวว่า ได้ส่งเสริมแปลงใหญ่ข้าว สหกรณ์การเกษตรสมัชชาปราสาท จำกัด ด้วยเกษตรสมัยใหม่ เชื่อมโยงตลาด สนับสนุนเครื่องวัดความชื้นข้าวเปลือก เครื่องวัดความชื้นข้าวสาร เครื่องอบข้าว เครื่องสีข้าว เครื่องคัดแยกข้าวสาร เครื่องชั่งรถบรรทุกขนาด 50 ตัน เครื่องซีล
สุญญากาศแบบฝาสวิง เครื่องซีลแบบสายพานแนวตั้ง และรถโฟล์คลิฟท์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

ด้านนางจรรยา แซ่ฮัว ประธานแปลงใหญ่ข้าว สหกรณ์การเกษตรสมัชชาปราสาท จำกัด เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาลในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวฯ ได้ส่งเสริมในการหาช่องทางการตลาด ส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตร ช่วยลดต้นทุนการผลิตถือเป็นการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ได้ประโยชน์การต่อยอดแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายตามท้องตลาด

ขณะที่นายภัทรกฤต สวนงาม ผู้จัดการแปลงใหญ่ข้าว สหกรณ์การเกษตรสมัชชาปราสาท จำกัด กล่าวว่า ทางกรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้สมาชิก 58 ราย ในพื้นที่ประมาณ 1,000 กว่าไร่ ได้ใช้ประโยชน์ ได้เครื่องไม้เครื่องมือในการช่วยเหลือเกษตรกรที่แบกรับภาระปัญหาต่างๆ มากมาย

‘อลงกรณ์’ถกแก้ปัญหาเกลือทะเลไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623211

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กล่าวว่า
การประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 5/2564 ซึ่งมีคณะกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุมหารือและพิจารณาการพัฒนาเกลือทะเลไทย มีประเด็นสำคัญ คือ 1.การจ่ายเงินช่วยเหลือโครงการแก้ไขปัญหาเกลือทะเล ปี 2564 วงเงิน 12,570,300 บาท เพื่อระบายเกลือทะเลค้างสต๊อกปี 2562/63 ปริมาณ 48,817.20 ตัน ในแหล่งผลิตสำคัญ ในอัตราตันละไม่เกิน 250 บาท ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม 2.อนุมัติหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เสียหายจริง ในอัตราไร่ละ 1,220 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ 3.การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการพัฒนาเกลือทะเลไทย ปี 2566 -2570 พร้อมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนงานโครงการ และงบประมาณ บรรจุลงในแผนปฏิบัติงาน และ 4.รายงานจากคณะทำงานเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาเกลือทะเล ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทย ปี 2565 ในระยะเร่งด่วน คณะกรรมการฯ ได้มีมติมอบหมายให้ประธานช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือที่ประสบปัญหาหนี้สิน โดยประสานความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาเห็นชอบแผนการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยและตรวจเยี่ยมหน่วยงานภาคี เกษตรกร ปีงบประมาณ 2565 ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง และยังมอบหมายให้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย ศึกษาฟื้นฟูพิธีการทำขวัญนาเกลือ และพิธีแรกนาเกลือซึ่งเป็นประเพณีในอดีตที่สูญหายไป

ศูนย์วิจัยข้าวช่วยเหลือ กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวปทุมฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623213

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธีรพงศ์พันธุ์ ฉิมคราม ประธานนาแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 13 ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กล่าวว่าศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เข้ามาสนับสนุนส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ถูกต้อง ตามหลักมาตรฐานของกรมการข้าวกำหนดไว้ โดยเริ่มตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว และกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โดยเจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เข้ามาวางแผนการดำเนินงานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด การผลิตเมล็ดพันธุ์จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีความประณีตในการผลิตทุกขั้นตอน เอาใจใส่หมั่นสำรวจแปลงนาสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช การกำจัดวัชพืช รวมทั้งการตรวจคัดพันธุ์ปน แม้จะยุ่งยากแต่คุ้มค่า เนื่องจากราคาของเมล็ดพันธุ์ข้าวสูงกว่าราคาข้าวเปลือกถึง 2 เท่า

ด้านนายเฉลิมชาติ ฤาไชยคาม ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรนั้น ทางศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้ส่งเสริมให้ความรู้ ความสามารถในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การรวมกลุ่มเป็นสมาชิกนาแปลงใหญ่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกลุ่ม และให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านเทคโนโลยี อาทิ เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว รถแทรกเตอร์ เครื่องสีข้าว อุปกรณ์การบรรจุหีบห่อ เช่น เครื่องซีลสุญญากาศ ถุงบรรจุข้าว เป็นต้น เพื่อยกระดับคุณภาพการปลูกและแปรรูปข้าวให้กับเกษตรกรให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ดีเกษตรกรยังคงต้องรักษามาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานตามที่กรมการข้าว กำหนด

กรมชลฯบริหารน้ำทั่วไทย รับมือสถานการณ์ท่วม-แล้งปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623215

กรมชลฯบริหารน้ำทั่วไทย  รับมือสถานการณ์ท่วม-แล้งปี’65

วันจันทร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสำนักงานชลประทาน เครือข่าย SWOC ทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ โดยมี ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำจากพื้นที่ต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำ

ดร.ทวีศักดิ์ เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 59,327 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 78 เป็นน้ำใช้การได้ 35,397 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 14,860 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 เป็นน้ำใช้การได้ 8,164 ล้าน ลบ.ม.

ขณะนี้ได้สิ้นสุดฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง แล้ว จึงเน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่พิจารณาเก็บกักน้ำไว้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ และอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งนี้ ตามข้อสั่งการของรัฐบาล โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ช่วงฤดูมรสุมให้ดำเนินการตามมาตรการรับมือน้ำหลากที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด พร้อมกับติดตามสภาพอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำมาบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้ระบบชลประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุด พิจารณาปรับการระบายน้ำให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำให้น้อยที่สุด พร้อมกับเน้นย้ำให้แจ้งเตือนพื้นที่ด้านท้ายก่อนการระบายน้ำทุกครั้งเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดกับประชาชน ส่วนพื้นที่ซึ่งไม่มีระบบชลประทาน จะใช้ระบบโทรมาตรในการติดตามปริมาณน้ำ นำมาวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เพื่อแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังและรับมือ

นอกจากนี้ ได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เครื่องมือ ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำและสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบ จึงขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากต้องการความช่วยเหลือสามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร.สายด่วน 1460 กรมชลประทาน ได้ตลอดเวลา

ประพัตร นำทีมมอบโคในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623102

ประพัตร นำทีมมอบโคในโครงการธนาคารโค - กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 00.15 น.

รมช.ประภัตร นำทีมกระทรวงเกษตรฯ มอบโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวจังหวัดขอนแก่น

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ พร้อมกับมอบเวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ ณ วัดโนนสูง บ้านแห้ว ตำบลบ้านโนน อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น โดยมีนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวเสาวลักษณ์ ศุภกมลเสนีย์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำภาคประชาชน และเกษตรกรเข้าร่วม

ทั้งนี้นายประภัตร กล่าวว่า โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานมอบนายโให้แก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ให้มีโคเป็นของตนเอง และขยายผลให้กับเกษตรกรข้างเคียงเป็นปัจจัยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้มูลโคเป็นปุ๋ยคอก ได้โคเป็นทรัพย์สินของตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

อย่างไรก็ตามจังหวัดขอนแก่นมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ 26 อำเภอ จำนวน 3,425 ราย จำนวนโค – กระบือ ที่เกษตรกรได้ทำสัญญายืมกับกรมปศุสัตว์ จำนวน 3,461 ตัว โดยการมอบโคในครั้งนี้ เป็นการมอบให้แก่เกษตรกรตำบลคำแมด ตำบลบ้านโนน ตำบลห้วยเตย และตำบลคูคำ อำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น จำนวนทั้งสิ้น 35 ราย จำนวนโค 35 ตัว เวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ จำนวน 35 ชุด หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 200 ฟ่อน และยังได้มอบไข่ไก่ให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน จำนวน 1,000 แผง -(016)