ประพัตร มอบโค ‘โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623101

ประพัตร มอบโค 'โครงการธนาคารโค - กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ'

วันอาทิตย์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 00.10 น.

“รมช.ประภัตร “มอบโค “โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ “ร้อยเอ็ด ช่วนเหลือเกษตรกร ส่งความสุข รับปีใหม่ 2565 เผยกรมการข้าวเตรียมเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ข้าว ปี 2565 -2567 ส่งเสริมให้ชาวนาเปลี่ยนใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป๋นประธานในพิธีมอบโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ และมอบเวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ ณ เทศบาลตำบลสีแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวเสาวลักษณ์ ศุภกมลเสนีย์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายภูสิต สมจิตต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำภาคประชาชน และเกษตรกรเข้าร่วม

ทั้งนี้นายประภัตร กล่าวว่า โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานมอบโค ให้แก่เกษตรกร ตำบลสีแก้ว และตำบลปอภาร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ให้มีโคเป็นของตนเอง และขยายผลให้กับเกษตรกรข้างเคียงเป็นปัจจัยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้มูลโคเป็นปุ๋ยคอก ได้โคเป็นทรัพย์สินของตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

“วันนี้มีการส่งมอบโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ 70 ตัว มอบเวชภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ จำนวน 70 ชุด หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 100 ฟ่อน นอกจากนี้ ยังมีข่าวดี ซึ่งนับเป็นของขวัญปีใหม่ มามอบให้เกษตรกรตำบลสีแก้ว และตำบลปอภาร อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยก่อนปีใหม่ 2565 กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้โครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จะจัดโคมามอบให้อีก 140 ตัว เพื่อจัดสรรเพิ่มเติมให้ครบอย่างน้อยหมู่บ้านละ 5 ตัว” รมช.ประภัตร กล่าว

นายประภัตร กล่าวด้วยว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวที่มีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นตนได้มอบหมายให้กรมการข้าว ที่อยู่ในการกำกับดูแล เร่งดำเนินโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2565 -2567 เพื่อส่งเสริมให้ชาวนาเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสำหรับใช้เพาะปลูก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก ในพื้นที่ปลูกข้าว 76 จังหวัด ซึ่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว 29 แห่ง ได้มึการเตรียมพร้อม ในช่วงเดือนมกราคม 2565 – กันยายน 2567 โดยมีเป้าหมายใน ปี2565 จำนวน 5 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 75,000 ตัน ปี 2566 จำนวน 10 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 150,000 ตัน และปี2567 จำนวน 12 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 180,000 ตัน รวมทั้งสิ้น 27 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 405,000 ตัน -(016)

กรมการข้าวสนองนโยบายรัฐบาล เดินหน้าวิจัยโดรนเพื่อการเกษตร ยกระดับการทำนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622841

กรมการข้าวสนองนโยบายรัฐบาล เดินหน้าวิจัยโดรนเพื่อการเกษตร ยกระดับการทำนา

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.02 น.

นางนิตยา รื่นสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าว กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาล ภายใต้ยุทธศาตร์ชาติ 20 ปี ได้กำหนดให้มียุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเข้มแข็งในเรื่องของการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นเพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว จึงได้มีการวิจัยพัฒนาและส่งเสริมด้านเกษตรอัจฉริยะ เพื่อรองรับเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะ หรือเกษตรอัจฉริยะเพื่อทำเกษตรแม่นยำ โดยหนึ่งในโครงการที่สำคัญที่ดำเนินการ คือ การศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสำรวจ การจัดการด้านอารักขาข้าว รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว

ด้าน นางสุกัญญา อรัญมิตร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตรของกองวิจัยและพัฒนาข้าว ได้เน้นการวิจัยใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านแรกเป็นการประยุกต์ใช้ในเรื่องของโดรนสำรวจเพื่อที่จะประเมินความเสียหายจากต้นข้าวที่เกิดจากศัตรูข้าว เข้าทำลาย ไม่ว่าจะเป็นเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนห่อใบข้าว ซึ่งลักษณะการทำงานจะใช้โดรนถ่ายภาพ หรือโดรนถ่ายวิดิโอ ข้อดีก็คือ จะเห็นภาพในมุมกว้าง สามารถประเมินลักษณะการทำลายได้ ก็จะลดระยะเวลาในเรื่องการสุ่มสำรวจ ด้านที่ 2 การประยุกต์ใช้โดรนพ่นสารเคมี ซึ่งในส่วนของกรมการข้าวจะเป็นการศึกษาในเรื่องของประสิทธิภาพของสารเคมีต่อการควบคุมศัตรูข้าวโดยการใช้โดรนพ่นสาร ในเบื้องต้น จากการศึกษาประสิทธิภาพของสารควบคุมเพลี้ยไฟจากโดรนพ่นสารพบว่า มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการใช้คนพ่นสาร นอกจากนั้นยังได้ศึกษาในเรื่องของผลกระทบจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวต่อความหลากหลายของศัตรูธรรมชาติที่อยู่ในนาข้าว รวมไปถึงจุลินทรีย์ในดินที่มีประโยชน์ และเรายังได้ศึกษาในเรื่องความเป็นพิษของสารเคมีต่อต้นข้าว จากการใช้โดรนพ่นสาร

“สำหรับ ด้านที่ 3  เป็นเรื่องของการศึกษาการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อเป็นเครื่องมือในการปลูกข้าว ประกอบด้วย 2 ส่วน  คือ การใช้โดรนเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว และการใช้โดรนเพื่อการพ่นปุ๋ยในนาข้าว โดยพบว่า การใช้โดรน สำหรับเป็นเครื่องมือในการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ครั้งหนึ่งโดรนจะบรรจุได้ 10 กิโลกรัมต่อครั้ง ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ โดรนจะใช้เวลาในการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวเพียงแค่ 5 นาที ในส่วนการใช้โดรนเพื่อการหว่านปุ๋ย ครั้งหนึ่งโดรนจะบรรจุในการหว่านปุ๋ยในอัตรา 10-15 กิโลกรัมต่อครั้ง ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่จะใช้โดรนในการหว่านปุ๋ยเพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้น” นางสุกัญญา กล่าว

‘กรมปศุสัตว์’ย้ำสินค้าปศุสัตว์ ต้องได้มาตรฐาน พร้อมถ่ายโอนตรวจน้ำ ให้เซ็นทรัลแล็บไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622822

'กรมปศุสัตว์'ย้ำสินค้าปศุสัตว์ ต้องได้มาตรฐาน พร้อมถ่ายโอนตรวจน้ำ ให้เซ็นทรัลแล็บไทย

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.38 น.

“กรมปศุสัตว์” ย้ำสินค้าปศุสัตว์ ต้องได้มาตรฐาน ปลอดภัย พร้อมถ่ายโอนการตรวจ น้ำ-น้ำแข็ง-น้ำล้างซาก ให้ เซ็นทรัลแล็บไทย

17 ธ.ค.2564 นายสัตวแพทย์ โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงผู้ประกอบการ เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจวิเคราะห์สินค้าปศุสัตว์ ในตัวอย่างน้ำและน้ำแข็ง (กลุ่ม B)และน้ำล้างซาก  จัดโดยกรมปศุสัตว์ และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เซ็นทรัลแล็บไทย ซึ่งโดยเป็นการถ่ายโอนภารกิจของกรมปศุสัตว์ให้กับเซ็นทรัลแล็บไทย ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าปศุสัตว์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าส่งออกกว่าแสนล้านบาท และเพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าปศุสัตว์ เกิดความยั่งยืน ดังนั้น ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องรักษามาตรฐานการผลิตรวมถึงคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ มาตรการสำคัญอันดับหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมและเฝ้าระวังกระบวนการผลิต คือ การตรวจวิเคราะห์ รายการทดสอบเชื้อจุลินทรีย์ในตัวอย่างน้ำและน้ำแข็ง (กลุ่ม B) และในตัวอย่างน้ำล้างซาก ซึ่งผลที่ได้จากการตรวจวิเคราะห์จะใช้ยืนยันความเป็นมาตรฐานของกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ 

นายสัตวแพทย์เลิศชัย จินตพิทักษ์สกุล ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ กล่าวว่า ในการดำเนินงานการถ่ายโอนภารกิจครั้งนี้ ได้เพิ่มในรายการทดสอบเชื้อจุลินทรีย์ในตัวอย่างน้ำ และน้ำแข็ง (กลุ่ม B)และตัวอย่างน้ำล้างซาก ให้กับเซ็นทรัลแล็บไทย  ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการที่ได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนเป็นห้องปฏิบัติการที่รับการถ่ายโอนภารกิจฯ ที่มีความเป็นกลาง ซึ่งกรมปศุสัตว์สามารถเข้าไปตรวจสอบ กำกับ ดูแลได้ทุกกระบวนการ

ด้านนายชาคริต เทียบเธียรรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง(ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า เซ็นทรัลแล็บไทย พร้อมดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ  ในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ และส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการ ให้มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฏหมายกำหนด  ซึ่งเซ็นทรัลแล็บไทย ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025  รองรับภารกิจด้านการตรวจวิเคราะห์ มาตรฐานการผลิต ให้มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยมีสาขาให้บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ 

ด้านขอบข่ายการให้บริการ นางชม้อย  ทองลือ  ผู้อำนวยการสำนักงานสาขากรุงเทพ ระบุว่า การตรวจหาเชื้อจุลินทรีย์ (กลุ่ม B) ในตัวอย่าง น้ำ น้ำแข็ง และ น้ำล้างซาก ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการตรวจวิเคราะห์ เพื่อยืนยันว่ากระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ของผู้ประกอบการเป็นไปตามมาตรฐานที่สากลกำหนด ประกอบด้วยดารตรวจวิเคราะห์น้ำ และ น้ำแข็ง (กลุ่ม B) จะเป็นการตรวจหาเชื้อ คลอสตริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ (clostridium perfringens) และเชื้อเอ็นเทอโรคอคไค Enterococci ซึ่งถือเป็นแบคทีเรียก่อโรคอันตราย ส่วนในตัวอย่างน้ำล้างซาก เป็นการตรวจหาเชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella) โดยเซ็นทรัลแล็บไทย เชื่อมั่นในมาตรฐานการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ด้วยมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และมีความพร้อมที่จะให้บริการกับผู้ประกอบการทั่วประเทศ สำหรับการดำเนินงานครั้งนี้ เป็นภารกิจต่อเนื่องจากการถ่ายโอนภารกิจการตรวจวิเคราะห์หาเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำ น้ำแข็ง (กลุ่ม A) จากกรมปศุสัตว์ เมื่อปี 2562 

เกษตรเดินหน้า5ยุทธศาสตร์ พัฒนาเกษตรกรรมลุ่มน้ำโขงยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622674

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรฯ โดยมีนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนเกษตรกรจากทุกจังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ว่าในประเด็นความก้าวหน้าของการทำงานนั้น คณะอนุกรรมการฯ ในพื้นที่ และแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566-2570 ได้พิจารณาถึงการตั้งเรื่องของบประมาณปี 2566 ตามโครงการพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของประชาชนต่อผลกระทบของแม่น้ำโขงที่เปลี่ยนแปลงไป

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ความก้าวหน้าของคณะอนุกรรมการฯ ในพื้นที่ทั้งด้านเกษตรและด้านประมง อย่างครอบคลุมในทุกระดับโดยเห็นชอบในกรอบและแนวทางของร่างแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566–2570 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรในการเพาะเลี้ยง แปรรูป การตลาด และรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงให้ตรงกับความต้องการของตลาด ส่งเสริมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การบริหารจัดการด้านทรัพยากรประมง แผนงานดังกล่าวมีโครงการภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์จำนวน 44 โครงการ วงเงินงบประมาณกว่า 195.87 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2566 ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการภายใต้กรอบวงเงินดังกล่าว และมีแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเพิ่มเติม โดยจะเสนอเพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาขอรับงบประมาณต่อไป

นายอลงกรณ์ เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา และนโยบายการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากโดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการแลกเปลี่ยนความรู้ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน เชื่อมโยง เครือข่ายเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ สามารถ ช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร เอื้อให้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ ทั้งสังคม ชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ให้เข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์การปฏิรูปภาคการเกษตรไทยของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ “3’s” (Safety-Security-Sustainability-เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) และให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้ง 17 เป้าหมายของสหประชาชาติ ทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป

กรมปศุสัตว์ประชุม ผู้ประกอบการไก่ไข่ จัดโควตาพ่อแม่พันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622671

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ประชุมผู้ประกอบการไก่ไข่ จัดโควตาพ่อแม่พันธุ์ ปริมาณผลผลิต/วัน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมีนายกฤติพิพัฒน์ รัตนนาวินกุลผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาสัตว์ปีก กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์นายสัตวแพทย์อภินันท์ คงนุรัตน์ รักษาการราชการแทน ผอ.สำนักพัฒนาและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ผู้แทน ผอ.สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์รวมทั้งผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ เข้าร่วม

การประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือการจัดสรรโควตาแผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) และไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ (PS) ปี 2565 โดยมีเรื่องพิจารณา 2 ประเด็น คือแนวทางจัดสรรโควตาให้กับผู้ประกอบการ16 บริษัทรายเดิม 5 บริษัทรายใหม่ และแผนการจัดสรรโควตาการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ปี 2565 สำหรับสถานการณ์ไก่ไข่ในปี 2564 มีแผนการเลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไข่ไก่ (GP) 3,800 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 1,900 ตัวแผนการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ปี 2564 จำนวน 440,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 376,529 ตัว จำนวนไก่ไข่ยืนกรงปัจจุบัน 50.24 ล้านตัว ประมาณการผลผลิต 41.69 ล้านฟองต่อวัน

สำหรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ฟองละ 2.6 บาท ลูกไก่ไข่ตัวละ 28 บาท ไก่ไข่รุ่นตัวละ 150 บาท และต้นทุนการผลิตไข่ไก่ (กรกฎาคม-กันยายน 2564) เฉลี่ยฟองละ 2.75 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2563 เฉลี่ยฟองละ 2.56 บาท จึงใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการลดปริมาณไข่ไก่ในตลาดภายในประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2564 เป้าหมาย 48.76 ล้านฟอง

กรมการข้าวจ่ายเงินอุดหนุนชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622672

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ มีเป้าหมาย 1 ล้านไร่โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์จะได้รับเงินอุดหนุนต่อเนื่อง 3 ปี ชดเชยรายได้ที่ลดลงจากการปรับเปลี่ยนสู่การผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้รับรองมาตรฐาน Organic Thailand ไปแล้ว 3,144 กลุ่ม เกษตรกร 45,112 รายพื้นที่ 466,456 ไร่ จ่ายเงินอุดหนุนไปแล้ว 7,418 ล้านบาท

นายชาตรี เปิดเผยอีกว่า ได้พิจารณาและอนุมัติบัญชีรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการตรวจประเมินระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ ปีการผลิต 2563 จำนวน 52 จังหวัด 3,876 กลุ่ม 79,807 ราย 655,874 ไร่ วงเงินอุดหนุน 2,237,991,500 บาท กรมการข้าว ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2565 เพื่อจ่ายเงินอุดหนุน 450 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 งวด โดยงวดที่ 1 ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายไปแล้ว 167,619,250 บาทจำนวน 6,626 ราย ใน 34 จังหวัด สำหรับงวดที่ 2 จำนวนเงิน 280 ล้านบาทได้ขอเงินงวดจากสำนักงบประมาณ ก่อนจะเร่งรัดเบิกจ่ายให้ 7 จังหวัด สำหรับงบประมาณที่เหลือซึ่งยังไม่ได้รับจัดสรรอีก 1,787 ล้านบาท จะเสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ เพื่อขอใช้งบกลาง จ่ายอุดหนุนเกษตรกรที่เหลือตามโครงการ ในจังหวัดที่เหลือ 11 จังหวัด

อย่างไรก็ดี ปี 2564 ซึ่งถือเป็นปีสุดท้าย มีเป้าหมายดำเนินการ 2,443 กลุ่ม เกษตรกร 51,445 ราย พื้นที่ 385,506 ไร่ ยังอยู่ระหว่างเข้าประเมินของหน่วยรับรองเพื่อเสนอคณะทำงานบริหารจัดการเงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ พิจารณาและอนุมัติเงินอุดหนุนต่อไป

ศูนย์ข้าวสุรินทร์เร่งผลิต เมล็ดพันธุ์ดีให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622673

วันศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายไพรัตน์ รูปคม ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ กล่าวว่าได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพดีให้ชาวนา ซึ่งการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวต้องอาศัยเกษตรกรในรูปแบบรับสมาชิกเข้าร่วมโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ศูนย์ฯ โดยมี 2 ชั้นพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขยาย ต้องรับเมล็ดพันธุ์หลักจากศูนย์ฯ และชั้นพันธุ์จำหน่าย ซึ่งก็ใช้พันธุ์จากชั้นพันธุ์ขยายไปให้เกษตรกรผลิต โดยโครงสร้างของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์มี 4 กลุ่ม 1 ฝ่าย ได้แก่ 1.กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์จะรวมไปถึงโรงงาน 2.กลุ่มควบคุมคุณภาพ 3.กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ 4.กลุ่มถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ดี และฝ่ายบริหารทั่วไป ซึ่งมีบทบาท ภารกิจ แตกต่างกันไป

ด้านนายทินภัทร พวงสด นักวิชาการเกษตรชำนาญการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มควบคุมคุณภาพ มีหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการเมล็ดพันธุ์ ก่อนจัดทำแปลง ควบคุมแปลงขยายพันธุ์ก่อนจะนำส่งจำหน่ายให้ศูนย์ฯ รวมถึงขั้นตอนระหว่างจัดซื้อและการเก็บรักษา ก่อนปรับปรุงสภาพต้องมีการตรวจสอบ สุ่มตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์ และหลังจากปรับปรุงสภาพต้องตรวจสอบการเก็บรักษาด้วยทุกๆ เดือน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนและส่งเสริมการกระจายพันธุ์ข้าว ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อส่งเสริม เผยแพร่ และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี

‘ประภัตร’ ยกระดับแปลงใหญ่สุพรรณ ดันเกษตรสมัยใหม่เชื่อมโยงตลาด เพิ่มช่องทางรายได้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622679

'ประภัตร' ยกระดับแปลงใหญ่สุพรรณ ดันเกษตรสมัยใหม่เชื่อมโยงตลาด เพิ่มช่องทางรายได้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.41 น.

16 ธันวาคม 65 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ณ โรงบรรจุภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของกลุ่มแปลงใหญ่ผัก หมู่ 13 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายปรีชา ทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรีเข้าร่วมงาน

ทั้งนี้นายประภัตร กล่าวว่า โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ที่มีการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ภายใต้แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเน้นในการสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก ในระดับท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตรหรือปรับเข้าสู่เกษตรแปลงใหญ่ และเกษตรสมัยใหม่

โดยโครงการดังกล่าวฯ ถือเป็นการยกระดับระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้กับกลุ่มเกษครกรซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตโดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับใช้ร่วมกับการทำการเชื่อมโยงตลาดสินค้า รวมถึงการพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานสินค้า ส่งผลให้เกิดการต่อยอดด้านคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มคุณภาพผลผลิต สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เพิ่มช่องทางการตลาด และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามตามการขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้ ได้มอบเงินสนับสนุนงบประมาณ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด (ด้านพืช) จังหวัดสุพรรณบุรี ให้กับแปลงใหญ่ผัก หมู่ 13 ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 3,000,000 บาท / เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยแปลงใหญ่หนองอีดอกโมเดล อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 2,879,800 บาท / แปลงใหญ่ทั่วไป (มันสำปะหลัง) ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 2,804,800 บาท

สำหรับจังหวัดสุพรรณบุรี มีกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่เสนอความต้องการเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 24 แปลง รวม 66,005,129 บาท ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 3 แปลง รวม 8,684,600 บาท และกรมการข้าว จำนวน 21 แปลง รวม 57,320,529 บาท

-(016)

กรมปศุสัตว์จ่ายเงินชดเชย โค-กระบือป่วย‘ลัมปี สกิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622431

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า โรคลัมปี สกิน สร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบืออย่างมาก จึงเร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรค ลดความเสียหายและผลกระทบให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดและพิจารณาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อเยียวยาเกษตรกร โดยมีการตรวจสอบและชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 โดยมีการช่วยเหลือเกษตรกรแล้ว 8 จังหวัด 297 ราย โค-กระบือ 390 ตัว วงเงิน 8,520,000 บาท โดยจะเร่งตรวจสอบในส่วนที่เหลือตามขั้นตอน พร้อมทยอยจ่ายเงินให้เกษตรกรแต่ละจังหวัด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ที่ได้รับความเสียหาย ทั้งในด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสัตว์ การกำจัดแมลงพาหะ เพื่อป้องกันโรค และการให้ความช่วยเหลือเยียวยา โดยมีเกณฑ์การช่วยเหลือใหม่ แบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้ โคอายุน้อยกว่า 6 เดือน ได้รับ 13,000 บาท กระบืออายุน้อยกว่า 6 เดือน ได้รับ 15,000 บาท โคอายุตั้งแต่ 6 เดือน-1 ปี ได้รับ 22,000 บาทกระบืออายุตั้งแต่ 6 เดือน-1 ปี ได้รับ 24,000 บาท โคอายุมากกว่า 1-2 ปี ได้รับ 29,000 บาท กระบืออายุมากกว่า 1-2 ปีได้รับ 32,000 บาท โคอายุมากกว่า 2 ปี ได้รับ 35,000 บาท และกระบืออายุมากกว่า 2 ปี ได้รับ 39,000 บาท ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ มั่นใจว่าจะได้รับค่าชดเชยแน่นอน

กรมชลฯเดินหน้า อ่างเก็บน้ำวังโตนด แก้ปัญหาแล้งยั่งยืน ช่วยฟื้นระบบนิเวศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622432

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมชลประทาน ร่วมกับชุมชนลุ่มน้ำวังโตนด พัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง เพื่อน้ำในการอุปโภค-บริโภค ใช้ในภาคการเกษตร รวมถึงอนุรักษ์ผืนป่า และสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยการพัฒนาโครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเพิ่มศักยภาพแหล่งกักเก็บน้ำ และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ตลอดจนการบรรเทาปัญหาอุทกภัยและปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่ท้ายอ่างฯ ที่เกิดขึ้นใน อ.ท่าใหม่อ.นายายอาม และ อ.แก่งหางแมว ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต มีพื้นที่ประโยชน์ประมาณ 69,468 ไร่ โดยลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นลุ่มน้ำย่อยในลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ครอบคุลมพื้นที่ 3 อำเภอใน จ.จันทบุรี มีพื้นที่ประมาณ 1,652 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่า รายปีเฉลี่ย1,237 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อการแก้ไขปัญหาของสภาพพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีความลาดชันสูง ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผลที่ได้จากการพัฒนาโครงการนี้ ทุกภาคส่วนมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภค-บริโภค และยังเป็นพื้นที่สำรองน้ำดิบ ให้การประปาส่วนภูมิภาค จ.จันทบุรี ถึง 15 ล้าน ลบ.ม./ปีให้บริการประชาชนได้ถึง 99,067 ครัวเรือนและยังเป็นแหล่งน้ำเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคตะวันออกได้ถึงปีละ 70 ล้าน ลบ.ม./ปี บรรเทาความรุนแรงหรือชะลอน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากได้

นอกจากนี้ขีดความสามารถอ่างเก็บน้ำจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ ส่งผลให้มีการฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ป่า มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และไม่เพียงเป็นแหล่งน้ำเพื่อการผลักดันน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้ง ยังเป็นการเพิ่มแหล่งน้ำเพื่อสัตว์ป่าและพันธุ์พืชในพื้นที่อีกด้วย