‘เฉลิมชัย’รับฟังความเห็น พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินฯสอดรับปัจจุบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622429

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการศึกษาวิจัยความเหมาะสมของ พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2558 ว่า กรมชลประทาน ได้เริ่มศึกษาผลกระทบการบังคับใช้กฎหมายและความเหมาะสมของ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อปรับปรุง ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตอบสนองความต้องการของพี่น้องเกษตรกรแต่ละภูมิภาค และตอบสนองกระบวนการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม และการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีพื้นที่ทั้งประเทศมีประมาณ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรมถึง 149.25 ล้านไร่มีเกษตรกรทั้งสิ้น 8,094,954 ครัวเรือน นโยบายของรัฐบาล รวมทั้งนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ ให้สามารถแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม การขาดแคลนน้ำภาคการผลิต น้ำอุปโภค-บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำซึ่งการพัฒนาและขยายพื้นที่ชลประทานให้ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม การจัดระบบการบริหารจัดการแหล่งน้ำ การใช้น้ำ และการบริหารจัดการน้ำในระดับไร่นาและชุมชนที่เชื่อมโยงกับระบบชลประทาน รวมทั้งการจัดรูปที่ดินและพัฒนาพื้นที่ดินให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง และเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ สามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านผลผลิตทางการเกษตรกับนานาประเทศได้ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมาย “ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรยั่งยืน”

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า การศึกษาผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายฯ นั้น ควรมีการรับฟังและปรับปรุงแก้ไขทุกๆ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ดีการทำเกษตรกรรม น้ำย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในการทำการเกษตร ซึ่งการมีกรอบ มีกฎหมาย เพื่อกำกับและควบคุมดูแลการบริหารจัดการน้ำ จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน การปรับปรุงกฎและข้อบังคับต่างๆ จึงสมควรที่จะต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงควรให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วย และในส่วนของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ หากมีการปรับปรุงแก้ไขและรับฟังความคิดเห็นแล้ว จะสอดคล้องกับสถานการณ์ สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกรไปพร้อมๆ กันด้วย

สวก.พัฒนางานวิจัยข้าวพันธุ์‘หอมแม่โจ้9’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622430

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.ร่วมกับสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และมหาวิทยาลัยแม่โจ้
เปิดตัวเมล็ดข้าวพันธุ์ “หอมแม่โจ้ 9”เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์หลัก ส่งต่อข้าวพันธุ์ดีถึงเกษตรกร โดยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ทั้งนี้ การอุปโภคและบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งการส่งออกข้าวไทย ติดอันดับโลกมาตลอด แต่ด้วยปัญหาต่างๆ ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้
เช่น ผลผลิตตกต่ำ อุบัติภัยต่างๆ ต้นทุนในการผลิตสูง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสายพันธุ์ข้าวบางชนิดที่ไม่ทนต่อโรคและแมลง ใช้ระยะเวลาผลิตนานเกินไปหรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้เสียโอกาสทางการค้า การวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ การดูแล รวมถึงการส่งออก จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรภายในประเทศ ให้เกษตรกรสามารถทำอาชีพปลูกข้าวได้อย่างมั่นคง

สวก.เล็งเห็นและให้ความสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่หน่วยงานความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์ข้าว คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์ 8 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 50 ล้านบาทจนสามารถพัฒนาเป็นพันธุ์ข้าวพื้นนุ่มสายพันธุ์ “หอมแม่โจ้ 9” ที่มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพเมล็ดทางกายภาพและคุณภาพทางเคมี ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ และดีกว่าข้าวปทุมธานี 1 ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ทุกฤดู เป็นข้าวต้นเตี้ยต้านทานการหักล้ม ให้ผลผลิตสูงถึง 700 กิโลกรัมต่อไร่ ทางสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว จึงได้ลงนามขอใช้สิทธิ รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงานวิจัยพันธุ์ข้าว เพื่อผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวดังกล่าวสู่เกษตรกร

เกษตรฯจับมือเอกชนผลิตโคเนื้อชั้นดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622188

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการสร้างโคเนื้อคุณภาพสูงจากฝูงโคนม ระหว่างกรมปศุสัตว์ บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินโครงการสร้างโคเนื้อคุณภาพสูงจากโคนม ขยายการผลิตโดยการผสมเทียมโคนมพันธุ์ที่เป็นที่ต้องการ เช่น พันธุ์วากิว แองกัส บีฟมาสเตอร์ ฯลฯ ตามที่ตลาดต้องการ ลดปัญหาโคนมล้นตลาด สร้างรายได้ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนสามารถเลี้ยงโคนมคู่กับโคเนื้อ ซึ่งเกษตรกรจะได้ความรู้ คำแนะนำด้านการลงทุน การจัดทำแผนธุรกิจ และการสนับสนุนด้านการตลาดตลอดห่วงโซ่

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯมีบทบาทส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจากโครงการต่างๆ เช่น โครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ โคเนื้อต้นแบบธนาคารโค-กระบือ เป็นต้น โดยกรมปศุสัตว์ ยังได้จัดทำโครงการสร้างโคเนื้อคุณภาพสูงจากฝูงโคนม เพื่อเพิ่มปริมาณโคเนื้อที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศได้อีกทั้งยังเป็นการขยายการผลิตโคเนื้อ สร้างรายได้จากการจำหน่ายลูกโคเนื้อ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมของฟาร์มโคนม

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากสถิติโคเนื้อของประเทศไทย ในปี 2564 ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำรวจไว้ มีจำนวนโคเนื้อกว่า 7.6 ล้านตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ประมาณ 1.1 ล้านราย คิดเป็นเนื้อโคกว่า 2 แสนตันผลผลิตเนื้อโคที่ได้ส่วนใหญ่จะบริโภคภายในประเทศ และมีการนำเข้าเนื้อโคจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ปัจจุบันการบริโภคเนื้อโคของไทยเฉลี่ย 2.89 กิโลกรัม/คน/ปีซึ่งมีปริมาณน้อยมาก จึงเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่จะผลิตโคเนื้อคุณภาพดีเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคและส่งออก รวมทั้งยังเป็นลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศอีกด้วย

กรมการข้าวมุ่งเน้น ซื้อผลผลิตชาวนา กระจายเมล็ดพันธุ์ เชื่อมโยงการตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622186

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว ร่วมเป็นเกียรติในกิจกรรมรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์เมืองเขมราฐธานีโดยมี นายสุเทพ คงมาก นายกกิตติมศักดิ์สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ตลอดจนเกษตรกรในพื้นที่ร่วมกิจกรรม ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์เมืองเขมราฐธานี ต.ขามป้อมอ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี โดยนายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ พื้นที่เป้าหมาย1 ล้านไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานข้าวอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขยายพื้นที่ผลิตข้าวให้ได้การรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ เกิดการเชื่อมโยงตลาด

ทั้งนี้ กรมการข้าว จึงนำร่องพื้นที่ อ.เขมราฐ โดยวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์เมืองเขมราฐธานี รับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ซึ่งถือเป็นที่แรกของประเทศไทย เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ ทำให้มีรายได้เพิ่ม มีความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีจากการบริโภคข้าวที่ปลอดสารตกค้าง

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่ามีเป้าหมายจะจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ อ.เขมราฐ เพื่อรองรับการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในอนาคต โดยจะให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุน และเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์เมืองเขมราฐธานี จะรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้ผ่านการตรวจรับรองระบบกลุ่มตามมาตรฐานข้าวอินทรีย์ ในราคาตันละ2,000 บาท และจะรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ในระยะปรับเปลี่ยนในราคาตันละ 500 บาท

ปลัดเกษตรฯส่งเสริมฐานข้อมูล ทำแผนที่เกษตรเชิงรุกแต่ละจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622187

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าแนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสม ตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก (Agri – Map) ว่า ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน รวบรวมข้อมูลและจัดทำเอกสารแนวทางส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสม ตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก (Agri-Map)ของแต่ละจังหวัด โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ฯ ออนไลน์ เลือกพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ 4 ชนิดแรกที่มีพื้นที่ปลูกมาก เพื่อดูสถานภาพของพืชแต่ละชนิด เช่น ระดับความเหมาะสมของที่ดินของพืชแต่ละชนิด ซึ่งจำแนกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เหมาะสมสูง (S1) เหมาะสมปานกลาง (S2) เหมาะสมเล็กน้อย (S3)และไม่เหมาะสม (N) มีเนื้อที่และการกระจายตัวบริเวณใดของจังหวัด นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงพื้นที่ชลประทานของแต่ละจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมแต่ละจังหวัด

“แนวทางเพื่อส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมของแต่ละจังหวัดสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เช่น โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการเกษตรอินทรีย์ โครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning by Agri-Map) โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โครงการ SmartFarmer เป็นต้น และยังเป็นข้อมูลกลางในการปฏิบัติงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ทองเปลว กล่าว

ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการจัดทำแนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก (Agri-Map) 77 จังหวัด เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้ 1.ข้อมูลทั่วไป ได้แก่ ลักษณะทั่วไปของจังหวัด เช่น การแบ่งเขตการปกครอง สภาพพื้นที่ ทรัพยากรดิน การใช้ที่ดิน ภูมิอากาศ การขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นต้น 2.การวิเคราะห์พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ พิจารณาจากพืชที่มีพื้นที่ปลูกมากของจังหวัด 4 ลำดับแรกในพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตป่าไม้ตามกฎหมาย โดยพิจารณาระดับความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับพืชแต่ละชนิดร่วมกับพื้นที่ปลูกปัจจุบัน 3.พืชเศรษฐกิจอนาคตไกล พิจารณาจากพืชทางเลือกที่แต่ละจังหวัดมีศักยภาพในการปลูก ปัจจุบันยังมีพื้นที่ปลูกน้อย แต่ตลาดมีความต้องการสูงราคาดี ทั้งนี้รวมถึงพืช GI ของแต่ละจังหวัดด้วย และ 4.แนวทางการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ กำหนดกิจกรรมหรือมาตรการส่งเสริมตามระดับความเหมาะสมของที่ดินโดยมีความสอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ โดยเร่งรัดกรมพัฒนาที่ดิน จัดทำเอกสารฐานข้อมูลตามแผนที่ฯ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

ศูนย์ข้าวอำนาจเจริญผลิตเมล็ดพันธุ์ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621930

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสำรวย เฉลยบุญ ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอำนาจเจริญ กล่าวว่า เน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์มี 4 กลุ่ม 1 ฝ่าย โดยกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ทำหน้าที่รับเป้าหมายจากกองเมล็ดพันธุ์ เพื่อมาทำงานผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ได้ตามที่กรมการข้าวกำหนด กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ก็ผลิตเพื่อบริการจำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไป และจำหน่ายให้ตัวแทนจำหน่าย ส่วนกลุ่มควบคุมคุณภาพ มีหน้าที่ควบคุมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว แนะนำให้ได้ตามมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ที่กำหนด ซึ่งจะควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ จนถึงการจำหน่าย และยังรับผิดชอบหลังจากจำหน่ายออกไปแล้ว ขณะที่กลุ่มถ่ายทอดวิทยาการเมล็ดพันธุ์ จะรับผิดชอบตั้งแต่เริ่มโครงการทั่วไปของกรมการข้าว แล้วแนะนำให้เกษตรกรทำโครงการต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบ

ด้านนายกฤษฎิ์ พุทธาศรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ฯ มีหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์และปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ เริ่มจากคัดเลือกเกษตรกรและพื้นที่ในการผลิตเมล็ดพันธุ์มีการให้คำแนะนำติดตามกระบวนการผลิตของเกษตรกร หลังจากรับซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านมาตรฐานมาปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ สู่กระบวนการโรงงาน คัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์บรรจุกระสอบ

ขณะที่ นายกิตตินันต์ จามรพิพัฒน์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ กล่าวว่า กลุ่มพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ มีภารกิจหลักคือดูแลรักษาเมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด พร้อมกระจายสู่เกษตรกรในพื้นที่ มีการวางแผนใช้หลัก 4P คือ Product Price Place และ Promotion ซึ่ง Product หรือผลิตภัณฑ์ ก็คือเมล็ดพันธุ์ดีของศูนย์ Price ก็คือราคาที่ยุติธรรมต่อเกษตรกร Place ก็คือสถานที่มีการวางแผนจำหน่ายในพื้นที่ซึ่งครอบคลุมให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุด และ Promotion ก็คือมีโปรโมชั่นเพื่อให้เกษตรกรที่มารับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากศูนย์ฯ ได้กำหนด มีการควบคุมเมล็ดพันธุ์ทุกขั้นตอนการผลิตอย่างเข้มงวด

กรมปศุสัตว์จัดสัมมนาใหญ่ ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญปี2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621931

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมสัมมนาโครงการขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกรมปศุสัตว์
ครั้งที่ 1/2565 พร้อมมอบนโยบายฯ และชมนิทรรศการผลงานเด่นของปศุสัตว์เขต 2 พร้อมด้วยรองอธิบดีฯ ปศุสัตว์เขต ผอ.สำนัก/กอง ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน โดยมี น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา เลขานุการกรมฯ กล่าวรายงาน ซึ่งมีการชี้แจงผลและแผนการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างวันที่ 12-14 ธันวาคม 2564 ที่โรงแรมรอยัล ฮิลส์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.นครนายก

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่ากรมปศุสัตว์ ดำเนินการตามนโยบายสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล อาทิ นโยบายการควบคุมการกำกับ การส่งเสริม การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ นโยบายการบังคับใช้กฎหมาย ตามพระราชบัญญัติต่างๆ ที่กรมปศุสัตว์ดูแลอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง นโยบายด้านสุขภาพสัตว์ เน้นเฝ้าระวังควบคุม ป้องกันโรคที่สำคัญ นโยบายด้านการผลิตสัตว์ มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์สัตว์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และปรับใช้ตามสภาพพื้นที่ นโยบายด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โครงการปศุสัตว์ OK นโยบายด้านส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ การลดต้นทุนการผลิต ปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าการเกษตร การสนับสนุนปศุสัตว์อินทรีย์ การจัดการบริหารพื้นที่เกษตรกรรม โครงการแปลงใหญ่ รวมทั้งการสนับสนุนโครงการพระราชดำริโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน แนวทางการขับเคลื่อนโคเนื้อ แนวทางการขับเคลื่อนสัตว์ปีก การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรไปพร้อมกันทั้งภาคประชาชน เกษตรกร ภาครัฐและเอกชน โครงการประชารัฐ การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน การจัดการภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ ความก้าวหน้าในการจัดทำแนวทางการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ รวมทั้งยุทธศาสตร์รายสินค้าปศุสัตว์ให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

“กรมปศุสัตว์มีภารกิจหลากหลาย เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายเป็นไปตามเป้าหมาย กรมปศุสัตว์กำหนดให้มีการประชุมขับเคลื่อนสรุปผลสำเร็จของการดำเนินงาน การใช้จ่าย และชี้แจงแผนเงิน แผนงาน โครงการ กิจกรรมขึ้น โดยการนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ เพื่อพิจารณาทบทวนปรับปรุงบทบาทภารกิจให้สามารถตอบสนองงานของกรมปศุสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ปลัดเกษตรฯจี้ติด ลุยโครงการสำคัญ ขับเคลื่อนนโยบาย ให้มีประสิทธิภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621929

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามงาน/โครงการสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 2/2564 โดยมีรองปลัดฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ โดยที่ประชุมได้มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในด้านต่างๆ คือ 1.คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรระดับจังหวัด หลักการบริหารงานและขับเคลื่อนงานโดยสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ มีความเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2.โครงการต้นแบบการขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ มีเป้าหมายในการดำเนินการในพื้นที่ 75 จังหวัด 822 อำเภอ 5,619 ตำบล 5,797 หมู่บ้าน มีการจ้างงานอาสาสมัครเกษตรใน 5,797 หมู่บ้าน
หมู่บ้านละ 3 คน รวม 17,391 คน ระยะเวลาจ้าง 12 เดือน มีโครงการย่อยภายใต้โครงการขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านฯ 3.โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่โดยกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน พื้นที่ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ 77 จังหวัด เกษตรกรเป้าหมาย 17,000 ราย 4.ผลการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างประเทศ และ 5.ความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของกลุ่มขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองโดยติดตามการปรับโครงสร้างองค์กรและอัตรากำลัง

‘อ.อ.ป.’เดินหน้าจัดการคาร์บอนเครดิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621683

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุกิจ จันทร์ทอง รอง ผอ.สายธุรกิจ 1 รักษาการแทน ผอ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ และได้มีมติมอบหมายให้ อ.อ.ป.เร่งดำเนินการเรื่องการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนป่าเศรษฐกิจของ อ.อ.ป.พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการจัดตั้งบริษัทฯ ในเครือ เนื่องจากว่า อ.อ.ป.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดทส. ที่มีศักยภาพในด้านการปลูกสร้างสวนป่าเศรษฐกิจ,การรับจ้างปลูกป่า และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

นอกจากนี้ อ.อ.ป.ยังเป็นหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนโยบายการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางด้านคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี พ.ศ.2593 ดังนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดนโยบายของ ทส.และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของรัฐบาล จึงดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานภายในของ อ.อ.ป.เพื่อบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนป่าเศรษฐกิจของ อ.อ.ป.รวมทั้งแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งบริษัทในเครือ โดยเบื้องต้นมีความพร้อมในการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 715,133 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่สวนป่าของ อ.อ.ป.ทั่วประเทศ ได้แก่ พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือบน 320,680 ไร่ พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือล่าง 169,305 ไร่ พื้นที่ อ.อ.ป.ตะวันออกเฉียงเหนือ 71,684 ไร่ พื้นที่ อ.อ.ป.กลาง 96,541 ไร่ และพื้นที่ อ.อ.ป.ใต้ 56,923 ไร่ โดยแบ่งระยะการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ในปี 2559 พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือบน 29,212 ไร่ ระยะที่ 2 ในปี 2565 พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือบน 291,467 ไร่ ระยะที่ 3 ในปี 2566 พื้นที่ อ.อ.ป.เหนือล่าง 169,305 ไร่ และระยะที่ 4 ในปี 2567 พื้นที่ อ.อ.ป.ตะวันออกเฉียงเหนือ , อ.อ.ป.กลาง และ อ.อ.ป.ใต้ 225,149 ไร่

โชว์ผลแปลงใหญ่ศรีสะเกษ ช่วยพลิกชีวิตกลุ่มเกษตรกร สร้างความมั่นคงในอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621685

วันจันทร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จ.ศรีสะเกษ มีแปลงใหญ่ในปี 2564 ทั้งสิ้นจำนวน 382 แปลง เกษตรกร 28,148 ราย พื้นที่ 300,930.15 ไร่ ซึ่งได้ยืนยันเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 254 แปลง งบประมาณ 713,367,959 บาท ปัจจุบันกลุ่มแปลงใหญ่ทั้ง 254 แปลงได้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณแล้ว จำนวน 693,392,797.18 บาท คิดเป็นร้อยละ 97.20 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ และคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ครบถ้วนภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2564

โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ จำนวน 3 แปลง วงเงินงบประมาณ 8,482,190 บาท เบิกจ่ายแล้ว 8,476,360 บาท กรมการข้าว จำนวน 209 แปลง วงเงินงบประมาณ 593,714,054 บาท เบิกจ่ายแล้ว 577,737,627.18 บาท การยางแห่งประเทศไทย จำนวน 6 แปลง วงเงินงบประมาณ 14,837,995.00 บาท เบิกจ่ายแล้ว 11,559,612.00 บาท และกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 36 แปลง วงเงินงบประมาณ 96,333,720 บาท เบิกจ่ายแล้ว 95,619,198 บาท

สำหรับตัวอย่างกลุ่มแปลงใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการกลุ่มที่ได้รับงบประมาณจากโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดของจ.ศรีสะเกษ ได้แก่ แปลงใหญ่ข้าวหมู่ 1 ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งทางกลุ่มก็ได้ร่วมกันดำเนินการในแบบแปลงใหญ่ เพื่อช่วยกันวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน สามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีการกำหนดเป้าหมายการผลิตและการดำเนินงานของกลุ่มที่ชัดเจน เพื่อเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกร มีการใช้เทคโนโลยีและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่สมาชิกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวทุกขั้นตอน จนถึงการเชื่อมโยงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพและสามารถพึ่งพาตนเองได้