คุณแหน : 8 ธันวาคม 2564

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620677

คุณแหน

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ll เตรียมพบกับงานกาชาดจัดรูปแบบออนไลน์อีกปี พัฒนาให้เข้าถึงง่าย ตอบรับทุกช่วงวัยเปิดประสบการณ์สนุก สร้างสุขทุกมิติ ตลอด 14 วัน 24 ชม. ภายใต้แนวคิด“ประสบการณ์สนุก สร้างสุขทุกมิติ #Fun(D) Fair x Sharing”14-27 ธ.ค.นี้
คลิกร่วมงานที่ www.งานกาชาด.com และ www.redcrossfair.com..

ll พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์,จิรชัย มูลทองโร่ย,รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์,จิตติเทวี ตติยรัตน์,พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์,ภัทธิราหาญสกุล เป็นที่ปรึกษาคณะทำงานสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานด้าน รพ.สมเด็จพระยุพราช ของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา ศึกษา ติดตามและสืบสานแนวพระราชดำริ วุฒิสภา..

ll ดร.วัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานในการเกี่ยวข้าวในพื้นที่แปลงนาส่วนพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2564 โดยเป็นกระบวนการผลิตเพื่อนำเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไปทำพันธุ์ โดยมีศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ กำกับดูแล..

ll อนุโมทนาบุญกับ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กก.ผจก.บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์(SENA)พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิร่วมทางฝันที่ได้มอบเครื่องมือ-อุปกรณ์การแพทย์ มูลค่า 30 ล้านบาท ให้แก่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เพื่อช่วยผู้ป่วย โควิด-19 โดยมี นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น รับมอบ..

ll ดร.สมชาย อัศวเศรณี จัดประชุมคณะกรรมการBRAIN#2 อาทิ ศิริกาญจน์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา,สุพัตรา จิราธิวัฒน์,นุสรา อัสสกุล บัญญัติปิยพจน์,ณัฐดนัย อินทรสุขศรี,ดร.วารีรัตน์ตั้งธนกูล,ศศิธร จันทรสมบูรณ์,พรรณี จารุสมบัติ,ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี,ดร.วงษ์ภูมิ วนาสิน,พัชนี ธนาพรสิน งานนี้เตรียมจัดกิจกรรมให้เพื่อนๆและงาน CSR ของรุ่น..

ll เพื่อช่วยคนด้อยโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กมลา สุโกศล พร้อม มาริสาสุโกศล หนุนภักดี และ ดารณี สุโกศล แคลปป์ ไปมอบเงินบริจาคให้แก่ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยมี เตช บุนนาค,ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ,รศ.นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ร่วมรับมอบ..

ll ได้ไปฉีดวัคซีนที่ รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน ชัยโรจน์ พิทยาธิคุณ สอบถามคุณหมอว่าขาดอุปกรณ์อะไรบ้าง จึงได้ช่วยบริจาคเครื่องปั๊มหัวใจแบบ Auto PCR ให้โรงพยาบาลโดยพิธีมอบแบบนิว นอร์มอล ผ่านทางซูม โดยมีนพ.ภูริวัจน์ อัครพรไกรเลิศ หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน รับมอบ..

ll แม้ภารกิจแน่นแต่ ดร.นพ.ตุลวรรธน์ พัชราภา จัดสรรเวลามาบรรยายให้หลักสูตร CEO LTE# 2 เรื่อง Digital Transformation in Healthcare โดยนำเสนอตัวอย่าง ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูงของ รพ.เวชธานี ที่ใช้เทคโนโลยี หุ่นยนต์ AR และ VR มาช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของผู้ที่มีปัญหาเรื่องการเดินจากโรคต่างๆ และผู้สูงอายุที่เริ่มเดินไม่คล่องหรือล้ม..

ll สัมฤทธิ์ ชาภิรมย์ แจ้งว่าศูนย์พิทักษ์สิทธิคนพิการฯ รับติวเข้มอบรม-พัฒนาฝีมือแรงงานผู้พิการ5 ประเภท รองรับตลาดแรงงาน หลังรัฐเปิดประเทศให้พร้อมทำงานได้ทันที สำหรับเจ้าของสถานประกอบการทั้งรัฐและเอกชนที่ต้องการจ้างงานคนพิการที่เหมาะสมกับกิจการ ติดต่อได้ที่โทร. 1479..

ll ตอนนี้ชาวเภสัชฯ มช. รุ่น 18 ไม่ได้ไปเที่ยวเมืองนอก แต่ก็ได้เที่ยวทิพย์กัน ด้วยเพื่อนร่วมรุ่น สมศักดิ์ สรรพวีรวงศ์ ที่ไปอยู่ที่แคนาดาได้ส่งรูปวิว ดอกไม้ อาหาร พร้อมคำรีวิวตามที่ไปเที่ยวมาแชร์ให้ทางไลน์ทุกวัน..ll
 

น้องใหม่

3 วิธีเปลี่ยนตัวเองดูแลการเผาผลาญให้ปัง ปูทางสู่สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620654

3 วิธีเปลี่ยนตัวเองดูแลการเผาผลาญให้ปัง ปูทางสู่สุขภาพดีอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ในช่วงเวลาที่เริ่มเข้าใกล้ปีใหม่แบบนี้ หลายคนอาจจะเริ่มมองหาเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็นเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม และเชื่อว่าหนึ่งข้อในลิสต์ของคนจำนวนไม่น้อยคงจะเป็นเรื่องของสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายฟิตหุ่น การเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร และอีกหลากหลายเป้าหมายสู่สุขภาพที่ดี โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เรื่องการดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญต่อตัวเองและคนรอบข้าง มาฟัง 3 วิธีเปลี่ยนตัวเองแบบง่ายๆ เพื่อรักษาและบำรุง “การเผาผลาญ” (Metabolism) ของร่างกาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อยากให้ทุกคนหันมาสนใจ สำหรับคนที่อยากให้ของขวัญชิ้นพิเศษกับตัวเองในช่วงปีใหม่ด้วยการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

                พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์วุฒิบัตรเวชศาสตร์ชะลอวัย (สหรัฐอเมริกา) กล่าวว่า อย่างที่หลายคนทราบกัน การเผาผลาญ หรือ เมแทบอลิซึม คือกระบวนการการเปลี่ยนแปลงอาหารและน้ำที่บริโภคให้เป็นพลังงาน ซึ่งการเผาผลาญนั้นก็มีหน้าที่สำคัญในการช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมพลังงานไปใช้ในการหล่อเลี้ยง ขับเคลื่อน และ ดำรงชีพในชีวิตประจำวัน ประกอบไปด้วย 2 ส่วน ได้แก่ กระบวนการสลาย (Catabolism) ทำหน้าที่ย่อยสลายสารอาหารของอาหารและน้ำให้เปลี่ยนให้อยู่ในรูปของพลังงาน และ กระบวนการสร้าง (Anabolism) ทำหน้าที่นำพลังงานที่ได้จากการบริโภคมาสร้างหรือซ่อมแซมเซลล์ทุกส่วนในร่างกาย โดยการเผาผลาญในแต่ละวันจะถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) การเผาผลาญพื้นฐาน เป็นการทำงานตามปกติของร่างกาย คิดเป็น 50% ของการเผาผลาญทั้งหมดในแต่ละวัน 2) การเผาผลาญจากการย่อยอาหาร สำหรับอาหารต่าง ๆ ที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน 3) การเผาผลาญจากการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การเล่นโยคะ รวมไปถึง การเล่นกีฬาต่าง ๆ 4) การเผาผลาญจากการเคลื่อนไหวระหว่างวัน เกิดจากการขยับตัวในชีวิตประจำวัน อาทิ การยกของ การขึ้นลงบันได ล้างจาน หรือ แม้แต่การเดิน จึงทำให้การเผาผลาญนั้นมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว ซึ่งการรับประทานอาหารในปริมาณมากแต่ร่างกายไม่ได้มีการใช้พลังงานเท่าที่ควร โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ไลฟ์สไตล์ของคนส่วนใหญ่มักมีการเคลื่อนไหวน้อยหรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง และนำไปสู่การการเผาผลาญที่น้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น จนเกิดเป็นภาวะอ้วนลงพุง อีกทั้งยังทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ อาทิ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ ฯลฯ การหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายและการเผาผลาญจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

                3 วิธีที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองและพัฒนาการเผาผลาญให้ดี เริ่มที่ 1.ทานอาหารให้หลากหลายและทานอาหารที่มีประโยชน์ หลายคนอาจจะได้ยินว่า อาหารและเครื่องดื่มบางประเภทสามารถช่วยบำรุงให้การเผาผลาญได้ดีขึ้น เช่น กาแฟ ชา พริก แต่ในความเป็นจริงแล้วยังไม่มีอาหารและเครื่องดื่มที่มีผลวิจัยรับรองว่าสามารถช่วยเรื่องการเผาผลาญได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้น คำตอบที่ง่ายที่สุดสำหรับการดูแลสุขภาพคือการทานอาหารที่สมดุลและหลากหลาย (Healthy Balance Diet) ไม่ว่าจะเป็น การทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูง อย่างน้อย 5 กำมือต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกิดความสมดุลและหลากหลาย ซึ่งจะช่วยบำรุงการทำงานของร่างกายและการควบคุมน้ำหนัก และ การแบ่งสัดส่วนการทานอาหารแบบ 2:1:1 ตลอดจน การเลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ขวัญใจคนไทย ไม่ว่าจะเป็น ของทอด ของมัน หมูกระทะ พิซซ่า น้ำอัดลม ฯลฯ การเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการเผาผลาญก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนได้ไม่ยาก ถึงแม้ว่าจะต้องโบกมือลาอาหารโปรดบางจานบ้างก็ตาม

                2.พักผ่อนให้เพียงพอ อำลาแก๊งใต้ตาคล้ำ ร่างกายของเราทำงานตลอดเวลา 24 ชม. ต่อวันตลอดปี แม้เวลาเรานอนหลับ ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอตามที่ร่างกายของเราต้องการนั้นก็เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ เพราะเวลาที่ร่างกายเราเข้าสู่การนอนหลับ นอกจากที่ร่างกายเราจะได้พักสมองและสำรองพลังงานในร่างกายแล้ว การนอนยังมีส่วนช่วยสร้างสมดุลต่อฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายของเราอีกด้วย ซึ่งกลไกของร่างกายทุกอย่างมีความสัมพันธ์กันไม่มากก็น้อย การที่เราได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการจะมีส่วนช่วยให้การเผาผลาญของเราสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

                3.เริ่มออกกำลังกายวันนี้ สุขภาพดียั่งยืน และอีกวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดี คือ การออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายสามารถช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญ ทั้งยังไปกระตุ้นให้การเผาผลาญส่วนที่เกิดจากการออกกำลังกายนั้นทำงานอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายเป็นวิธีที่เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการจะฟิตหุ่นลดน้ำหนักก่อนช่วงปีใหม่ โดยการออกกำลังกายที่ควรจะทำเป็นกิจวัตร ได้แก่ การออกกำลังกายแบบคาดิโอ เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน เป็นอย่างน้อย 150 – 300 นาทีต่อสัปดาห์ และการออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เป็นอย่างน้อย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อดูแลการเผาผลาญของเราให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

                ทั้งนนี้ สำหรับคนที่ต้องการออกกำลังกาย เพื่อดูแลการเผาผลาญของตัวเอง การใช้ “นาฬิกาสมาร์ทวอทช์” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพของตัวเอง ผ่านฟีเจอร์ต่าง ๆ ควบคู่กับการออกกำลังกาย ซึ่งอุปกรณ์จากการ์มิน ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยในการติดตามสุขภาพและการออกกำลังกายได้แบบ 24 ชั่วโมง กับ 8 เทคโนโลยีด้านสุขภาพในสมาร์ทวอทช์จากการ์มิน ไม่ว่าจะเป็น การวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Ox Blood Sensor) การติดตามการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Function) การติดตามระดับความเครียด (Stress Tracking) การฝึกความแข็งแรง (Strength Training) การวัดอายุของสุขภาพ (Fitness Age) การติดตามการนอนหลับ (Sleep Monitoring)การติดตามการดื่มน้ำ (Hydration Tracking) และการติดตามการเผาผลาญขณะพัก (Resting Calories) ซึ่งการพักผ่อนที่เพียงพอและการดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวันก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้การเผาผลาญคงที่            

                การมีสุขภาพที่ดี สามารถเริ่มได้ง่ายๆ จากการเลือกที่จะเริ่มดูแลตัวเอง เพราะ ‘สุขภาพคือสิ่งที่คุณเลือก (Health is a choice)’ รวมไปถึงการดูแล “การเผาผลาญ” ผ่านการทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ การดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน และ การใช้ชีวิตแบบ “แอคทีฟไลฟ์สไตล์”

เปิดตัว Molfix ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปจากตุรกี ดึง ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’ เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620659

เปิดตัว Molfix ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปจากตุรกี  ดึง ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’ เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัทฮายัท ไฮจีนิค โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปสำหรับเด็กเกรดพรีเมียมจากประเทศตุรกี ที่พร้อมเติมเต็มทุกความสุข มอบรอยยิ้มให้กับคุณแม่และลูกน้อย สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีทั่วทุกมุมโลก แถลงข่าวเปิดตัวแบรนด์ Molfix (โมลฟิกซ์) อย่างเป็นทางการในรูปแบบออนไลน์ พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนแรกของประเทศไทย “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” ตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ที่มีความพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมเพื่อความสุขของลูกน้อย

ถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับแบรนด์โมลฟิกซ์ แบรนด์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปจากประเทศตุรกี ซึ่งมีวางจำหน่ายเพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับคุณแม่และลูกน้อยมากว่า 100 ประเทศทั่วโลก จนสามารถขึ้นเป็นแบรนด์ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก โมลฟิกซ์ ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณแม่และเด็กในทวีปเอเชียก่อนตัดสินใจขยายตลาดสู่ประเทศเวียดนามและมาเลเซีย ในวันนี้โมลฟิกซ์ พร้อมแล้วที่จะมอบประสบการณ์สัมผัสแห่งความนุ่มเบาสบาย อ่อนโยน พร้อมทั้งสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับลูกน้อยและคุณแม่ชาวไทย

ฮาสซาน อูจร์ รองประธานบริหารประจำภูมิภาคเอเชียบริษัทฮายัทกรุ๊ป กล่าวว่า “Hayat (ฮายัท) มีความหมายว่า “ชีวิต” ในภาษาตุรกีเป้าหมายของเราคือการทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราทั้งหมดนั้นสามารถช่วยให้พวกเค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น Molfix เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กชั้นนำของ Hayat Group โดยพันธกิจของเราคือการพร้อมที่จะเติมเต็มทุกความสุข มอบรอยยิ้มให้กับคุณแม่และลูกน้อย พร้อมจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดด้วยราคาที่จับต้องได้ในทุกตลาดทั่วโลก

มูรัต บูรุต หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ ฮายัท ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “โมลฟิกซ์สามารถผลิตและจัดจำหน่ายผ้าอ้อมเด็กมากกว่า 12,000 ล้านชิ้นต่อปี จึงทำให้เรากลายเป็นผู้ผลิตผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปรายใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก โดยมีฐานการผลิต 7 แห่ง ใน 7 ประเทศและจัดจำหน่ายใน 5 ทวีป มากกว่า 100 ประเทศ และมีเด็กมากกว่า 59 ล้านคนทั่วโลกได้ใช้ผลิตภัณฑ์โมลฟิกซ์ ทำให้เราขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่งในประเทศตุรกี และอีกหลายประเทศในทวีปเอเชีย และแอฟริกา

ตอนนี้ถึงเวลาสำหรับประเทศไทยแล้ว ที่จะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ของโมลฟิกซ์ ที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ด้วยความเข้าใจถึงความต้องการของแม่และเด็กๆ รวมถึงช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับพวกเขามากยิ่งขึ้น”

ภายในงาน ได้เปิดตัว “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” นักแสดงชั้นนำและคุณแม่มือใหม่ ทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนแรกในประเทศไทย โดยศรีริต้าเป็นตัวแทนของคุณแม่ที่ให้ความใส่ใจ พิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมเพื่อความสุขของลูกน้อยของเธอจึงอยากส่งมอบสิ่งนี้ให้กับแม่ๆ ท่านอื่นๆ ด้วย

ศรีริต้า เปิดใจถึงการมาทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสซาเดอร์คู่กับน้องกวินท์ในครั้งนี้ว่า “ริต้าดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติมากๆ นะคะที่ทางโมลฟิกซ์ เลือกให้ริต้าและน้องกวินท์ได้มาทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ตัวริต้าเองเคยได้ลองใช้สินค้าที่เป็นแบรนด์ตุรกีเมื่อสมัยตอนไปเที่ยวที่นั่นกับคุณกรณ์ก็รู้สึกว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพมาวันนี้ที่โมลฟิกซ์ซึ่งเป็นสินค้าจากตุรกี ได้มาวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วและด้วยความที่ริต้าเป็นคนช่างเลือก เราจึงอยากให้ลูกของเราได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ทำให้ริต้ากล้าที่จะเปิดใจ ซึ่งเมื่อได้ใช้แล้ว คนเป็นคุณแม่อย่างเรา ถือว่าไม่ผิดหวัง น้องกวินท์ใส่แล้วแฮปปี้มาก ร่าเริง ไม่เกิดอาการแพ้หรือผื่นคัน สามารถทำกิจกรรมของเขาได้อย่างเต็มที่ แค่นี้คนเป็นแม่อย่างเราก็มีความสุขและผ่อนคลายไปได้มากๆ”

โมลฟิกซ์ มีจุดมุ่งหมายที่จะขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในแต่ละประเทศด้วยการออกแบบสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ มีความพิถีพิถันใส่ใจในการเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวที่บอบบางส่งเสริมให้ลูกน้อยได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อต่อยอดพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยได้อย่างเต็มที่

สนใจและต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จาก Molfix (โมลฟิกซ์) ได้ที่ http://www.molfix.co.th หรือ Facebook: Molfix.Thailand

LIFE & HEALTH : การไม่บริโภคผัก..ส่งผลเสียต่อสุขภาพแค่ไหน

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

https://www.naewna.com/lady/620653

LIFE & HEALTH : การไม่บริโภคผัก..ส่งผลเสียต่อสุขภาพแค่ไหน

ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่บริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แม้จะทราบกันดีว่าผักผลไม้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใยอาหารที่ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยลดการดูดซึมไขมัน และคอเลสเตอรอลในเลือด มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ฯลฯ

แต่ด้วยหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เร่งรีบหรือพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปจึงมักจะเน้นไปที่ความสะดวก รวดเร็วและมักจะจบลงที่เมนูเดิมๆอยู่เสมอ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าในแต่ละเมนูมักจะไม่ค่อยมีผักเป็นส่วนประกอบหลัก หรือแม้แต่ความไม่ชอบกินผักมาตั้งแต่เด็กๆ ฯลฯ ข้อมูลจาก อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ กรรมการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ผักอยู่ในมื้ออาหารของเราน้อยลง ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากมาย ตั้งแต่ ท้องผูก ผิวพรรณหมองไม่สดใส เจ็บป่วยบ่อยไปจนถึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา เรามาดูรายละเอียดดังต่อไปนี้

เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด เพราะในผักผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ สารไฟโตนิวเทรียนท์ ฯลฯ ที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย ต่อสู้กับสารก่อมะเร็ง และช่วยลดอาการอักเสบของเซลล์ภายในร่างกาย รวมถึงป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ  ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่จะนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ

ปัญหาต่อสุขภาพลำไส้ เพราะเส้นใยอาหารจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เร่งการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย รวมถึงช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ แต่หากร่างกายได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ระบบลำไส้ ระบบขับถ่ายก็จะแปรปรวนตามกันไป โดยจะมีผลกระทบต่อผิวพรรณ และอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก ริดสีดวง หรือเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ระบบภูมิคุ้มกันแย่ เมื่อร่างกายไม่ได้รับวิตามินและแร่ธาตุจากผัก ก็จะเป็นหวัดได้ง่าย ป่วยเป็นประจำ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ เจ็บคออยู่บ่อยๆ และติดเชื้อได้ง่าย หากปล่อยไปเรื่อยๆ ร่างกายก็อาจเกิดความบกพร่องที่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการขาดแร่ธาตุบางชนิด เกิดภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น

อ้วนขึ้นแน่ๆ  ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่ให้ไขมันต่ำและมีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายอิ่มได้ยาวนานมากขึ้น ลดความอยากอาหารในมื้อต่อๆไป และยังช่วยในการควบคุมปริมาณแคลอรีในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ต่างจากการรับประทานอาหารที่เน้นเนื้อสัตว์ หรือที่มีไขมันสูงหรืออาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ซึ่งนอกจากจะเพิ่มไขมันในร่างกายแล้ว ยังทำให้น้ำหนักขึ้นเร็ว ยิ่งอายุเยอะระบบเผาผลาญก็จะทำงานได้น้อยลง ทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ง่าย

ปัญหาทางด้านสายตา เนื่องจากในผักและผลไม้ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตา เช่น วิตามิเอ ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา และการมองเห็น หรือสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มของ ลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเสื่อมสภาพที่จอประสาทตา และการเกิดต้อกระจก

เมื่อรู้โทษของการบริโภคผักน้อยหรือไม่บริโภคเลย เราคงต้องหันมาใส่ใจกับอาหารประเภทผักให้มากขึ้นสักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับละเลยอาหารประเภทอื่นๆ เพราะหลักในการรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกายก็ต้องบริโภคครบทั้ง 5 หมู่อย่างหลากหลายในปริมาณเหมาะสมโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)แนะนำให้ในแต่ละวันควรบริโภคผักและผลไม้อย่างต่ำวันละ 400 กรัม หรือประมาณ 4-6 ทัพพี แต่หากเป็นผักสุกต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า ซึ่งฟังดูอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ก็มีหลายวิธีที่จะกินผักได้มากขึ้น เช่น ปั่นเป็นสมูทตี้ เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลักแทนอาหารหมักดอง มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น พร้อมรับประทานเป็นอาหารว่าง

แน่นอนการป้องกันย่อมดีกว่าปล่อยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เข้ามาจู่โจมทำร้ายสุขภาพคุณแต่ด้วยเหตุอะไรก็ตามที่ไม่สามารถบริโภคผักผลไม้ในปริมาณที่แนะนำได้จึงควรเพิ่มปริมาณผักผลไม้ในอาหารทุกมื้อนอกจากให้ความสำคัญเรื่องของอาหารกันแล้ว คุณไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่นๆ ควบคู่กันไป เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ทำใจให้แจ่มใส่ไม่เครียด อย่านอนดึกให้พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารเค็มหรือหวานจัด เนื่องจากร่างกายเราเริ่มเสื่อมถอยลงทุกวัน อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วจึงตระหนัก เพราะมันอาจจะสายเกินไป ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นใส่ใจดูแลสุขภาพกันให้มากขึ้น เพื่อการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

สถานทูตเกาหลี จัดงาน‘เราจะไม่ลืม วีรชนของพวกเรา’ ขอบคุณทหารผ่านศึกเกาหลีในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/620658

สถานทูตเกาหลี จัดงาน‘เราจะไม่ลืม วีรชนของพวกเรา’  ขอบคุณทหารผ่านศึกเกาหลีในประเทศไทย

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี จัดงานวัฒนธรรมสำหรับทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี และครอบครัว “เราจะไม่ลืม วีรชนของพวกเรา” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับการเสียสละเพื่อชาวเกาหลี โดยมี ฯพณฯ อี อุก-ฮ็อน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี พันเอกคิม คยอง-ยอล ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี และครอบครัวที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่ เปิดงาน ท่ามกลางผู้เข้าร่วมงานราว 50 คน

สถานเอกอัครราชทูตได้จัดงาน “เราจะไม่ลืม วีรชนของพวกเรา” เป็นงานแรกที่ได้พบกันกับทหารผ่านศึกในปีนี้ โดยในงานนี้ ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มอบทุนการศึกษาแก่ลูกหลานของทหารผ่านศึก และ “ถุงปันสุข” ซึ่งเป็นสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันสำหรับทหารผ่านศึก เนื่องจากผู้สูงอายุอาจมีความไม่สะดวกในการออกไปซื้อสินค้าและอาหารด้วยตนเอง

ภายในงาน ฯพณฯ อี อุก-ฮ็อน พันเอกคิม คยอง-ยอล และนายโจ แจ-อิล ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีและเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตฯได้ลงมือประกอบอาหารเกาหลีซึ่งมี กิมจิกิมจิจอน (พิชซ่ากิมจิ) และบุลโกกิ (หมูผัดซอสเกาหลี) ให้กับทหารผ่านศึกด้วยฯ แถมงานนี้ยังได้ยกอาหารและมักกอลลี (ไวน์ข้าวเกาหลี) ให้กับทหารผ่านศึกเกาหลีเพื่อแสดงความขอบคุณ

โดยหลังจากอาหารค่ำ ยังจัดให้มีการแสดงดนตรีพื้นบ้านของเกาหลีโดยนักแสดงชาวเกาหลีและชาวไทย

ฯพณฯ อี อุก-ฮ็อน กล่าวว่า“ผมรู้สึกซาบซึ้งใจกับทหารผ่านศึกเกาหลีในประเทศไทยจริงๆ ที่ท่านมาช่วยชาวเกาหลีเป็นกองทัพแรกจากเอเชียผมอวยพรให้ทหารผ่านศึกที่เข้าร่วมงานทุกท่านรวมทั้งครอบครัวจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง”

ร้อยเอกบรรจง อดีตทหารผ่านศึก อายุ 92 ปี กล่าวว่าขอบคุณที่ยังไม่ลืมผมแม้เวลาจะผ่านไปหลายปีตั้งแต่ผมต่อสู้ในสงครามในปี 1951 และกล่าวต่อว่า “ผมชอบอาหารเกาหลีและอาหารที่ชอบที่สุดของผมในวันนี้ก็คือกิมจิที่เอกอัครราชทูตลงมือทำให้ผม”

ในช่วงสงครามเกาหลี ประเทศไทยได้ส่งทหารเข้าร่วม6,326 นาย เสียชีวิต136 นายบาดเจ็บ 1,139 นาย และสูญหาย5 นาย และยังมีทหารผ่านศึกเกาหลี179 คน ยังมีชีวิตอยู่ในประเทศไทยตามข้อมูลเมื่อปีก่อน