สอศ.ตั้ง 15 ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ ตอบโจทย์ความต้องการแรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620881

สอศ.ตั้ง 15 ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ ตอบโจทย์ความต้องการแรงงาน

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.01 น.

สอศ.ตั้ง 15 ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ ขับเคลื่อนทวิภาคีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการแรงงานประเทศ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานมอบนโยบายการขับเคลื่อนศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ ให้สอดคล้องตามนโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติราชการของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประจำปีงบประมาณ 2565 – 2566 ในการประชุมขับเคลื่อนศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ให้สอดคล้องตามนโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติราชการของ สอศ.ปีงบประมาณ 2565 โดยมี นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ รองเลขาธิการ กอศ. , ดร.นิติ นาชิต ผอ.สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผอ.สำนักความร่วมมือ และ ผอ.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ 15 ศูนย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมอินทนิล 1 ชั้น 2 สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา

ดร.สุเทพ เปิดเผยว่า เพื่อให้การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีมีคุณภาพและประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการกำลังคนในเขตพื้นที่ โดยศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่แต่ละแห่ง มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริม สนับสนุน สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้กับสถานประกอบการในเขตพื้นที่รับผิดชอบ สำรวจข้อมูลความต้องการรับนักเรียน นักศึกษา เข้าฝึกงาน และฝึกอาชีพของสถานประกอบการในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อเผยแพร่ให้กับสถานศึกษาในเครือข่าย จัดทำแผนพัฒนาการดำเนินงานของศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ จัดรูปแบบบริหารงานภายในศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ นิเทศการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีให้เป็นไปตามนโยบาย กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมความพร้อมส่งเสริมและจัดกิจกรรมก่อน ระหว่าง และหลังฝึกงานและฝึกอาชีพของนักเรียน นักศึกษาต่างเขตพื้นที่รับผิดชอบ จัดทำแนวทางการทำงาน ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนนักศึกษาที่มาฝึกงาน และฝึกอาชีพ ในสถานประกอบการในเขตพื้นที่รับผิดชอบ สร้างความตระหนัก และความเข้าใจ เกี่ยวกับความปลอดภัยในการฝึกงาน และฝึกอาชีพทั้งในสถานศึกษาและในสถานประกอบการ  ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า เพื่อให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัว และรวดเร็วในการประสานงานด้านต่างๆ สอศ.จึงประกาศจัดตั้งศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ โดยใช้สถานศึกษาเป็นที่ตั้ง จำนวน 15 แห่ง ดังนี้ 1.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคตะวันออก 1 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วย พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด 2.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคตะวันออก 2 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา 3.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคกลาง 1 โดยมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา ศูนย์หลัก   ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดชัยนาท จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี  จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง 4.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคกลาง 2 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร

5.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคเหนือ 1 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ 6.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคเหนือ 2 โดยมีวิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดตาก จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดพิจิตร จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ 7.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดเลย  จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู 8.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 9.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วย พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ

10.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคใต้ 1 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง 11.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคใต้ 2 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคภูเก็ต เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา จังหวัดระนอง 12.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีภาคใต้ 3 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่  เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี 13.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีปริมณฑล 1 โดยมีวิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี 14.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีปริมณฑล 2 โดยมีวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ เป็นศูนย์หลัก ประกอบด้วยพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครปฐม และ 15.ศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคีกรุงเทพมหานคร โดยมีวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ เป็นศูนย์หลัก

รอลุ้นกันได้เลย! ‘ตรีนุช’แย้ม ศธ.ซุ่มเตรียมของขวัญปีใหม่ให้ครู-นักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620820

รอลุ้นกันได้เลย! 'ตรีนุช'แย้ม ศธ.ซุ่มเตรียมของขวัญปีใหม่ให้ครู-นักเรียน

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.31 น.

“ตรีนุช”แย้ม ศธ.ซุ่มเตรียมของขวัญปีใหม่ให้ครู-นักเรียน ด้านเลขาฯกพฐ.ดันโครงการอาหารกลางวันเป็นของขวัญ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้มอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงานในสังกัด ศธ.ไปเตรียมหาของขวัญปีใหม่ให้ นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชน เบื้องต้นของขวัญปีใหม่ที่วางไว้ คือ การปักหมุดหาเด็กตกหล่น และเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษา เป็นต้น และขณะนี้ ตนรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่อีกครั้ง คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ.ผ่านระบบออนไลน์ ZOOM Meeting โดยมีรองเลขาธิการ กพฐ.และผู้อำนวยการสำนักของ สพฐ.เข้าร่วมการประชุม เพื่อหารือข้อราชการและติดตามความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ที่ สพฐ.กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ รวมถึงการเตรียมของขวัญให้กับคุณครูในช่วงปีใหม่ ว่า ได้ขอให้แต่ละสำนักช่วยกันคิดว่าเราจะทำโครงการ หรือกิจกรรมอะไรที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคุณครู รวมถึงเด็กนักเรียนด้วย ซึ่งในเบื้องต้น รมว.ศธ.ต้องการผลักดันเรื่องอาหารกลางวันให้เป็นของขวัญวันเด็ก แต่ในรายละเอียดนั้นต้องมีการหารือกันต่อไป

‘ตรีนุช’ให้การบ้านผู้ตรวจราชการ ศธ. ติดตาม 3 ประเด็น รายงานผลทุกสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620819

'ตรีนุช'ให้การบ้านผู้ตรวจราชการ ศธ. ติดตาม 3 ประเด็น รายงานผลทุกสัปดาห์

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.30 น.

“ตรีนุช”ให้การบ้านผู้ตรวจราชการ ศธ.ติดตาม 3 ประเด็นใหญ่ “เปิดสอนแบบ on-site -โครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน โรงเรียนดี 4 มุมเมือง-เด็กตกหล่น” สั่งรายงานผลทุกสัปดาห์

วันที่ 8 ธันวาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ประชุมหารือกับ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทุกคน โดยตนได้มอบนโยบายและแนวทางการตรวจราชการ ในปีงบประมาณ 2565 ว่า ในการตรวจติดตามขอให้เน้นตรวจติดตามในประเด็นสำคัญในช่วงนั้น ๆ เช่น ขณะนี้มีเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจติดตาม คือ 1.การเปิดภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2565 แบบในชั้นเรียนปกติ หรือ on-site ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)ว่า โรงเรียนในสังกัด ศธ. สามารถเปิดสอนแบบ on-site ได้หรือไม่ จำนวนเท่าไหร่ เปิดสอนแล้วได้ดำเนินการตามมาตรการของ ศธ.หรือไม่ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง และในกรณีที่เปิดสอนไม่ได้เพราะอะไร 2.โครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน และโรงเรียนดี 4 มุมเมือง มีการดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และ 3.เรื่องการติดตามเด็กตกหล่น นักเรียนออกกลางคัน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพื่อนำกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งนี้ ประเด็นการตรวจราชการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการตรวจราชการให้ใช้วิธีผสมผสานสื่อทางไกลกับการตรวจในพื้นที่ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กรณีไปตรวจราชการในพื้นที่ขอให้ดำเนินการอย่างเรียบง่ายไม่เป็นภาระต่อครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษาในพื้นที่ เน้นตรวจราชการให้ได้ข้อมูลเชิงคุณภาพ มากกว่าเชิงปริมาณ และมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนานำเสนอด้วย ซึ่งเนื้อหาที่ใช้ในการรายงานต้องสั้น กระชับ ให้นำเสนอโดยใช้อินโฟกราฟิก ซึ่งเป็นการแสดงผลของข้อมูลหรือโดยภาพที่อ่านและเข้าใจง่ายเพียง 1-2 แผ่น ไม่ใช้เอกสารจำนวนมาก และให้รายงานทุกสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

สมศ.ปลื้มประเมินคุณภาพภายนอกปี64ทะลุเป้า ย้ำปี 65 ยังใช้เทคโนโลยีออนไลน์ประเมิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620808

สมศ.ปลื้มประเมินคุณภาพภายนอกปี64ทะลุเป้า ย้ำปี 65 ยังใช้เทคโนโลยีออนไลน์ประเมิน

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.02 น.

สมศ. ปลื้ม!! ผลประเมินคุณภาพภายนอกปี 64 สถานศึกษาเข้าร่วมประเมินเกินเป้า ย้ำปี 65 ยังใช้เทคโนโลยีออนไลน์ประเมิน

วันที่ 8 ธันวาคม 2564 ดร.นันทา หงวนตัด  รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. แถลงผลการประเมินคุณภาพภายนอกในรอบปีงบประมาณ 2564 ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยรูปแบบการประเมินแบบออนไลน์ 100% ซึ่งในภาพรวมมีจำนวนสถานศึกษาเข้ารับการประเมินจำนวน 21,277 แห่ง ถือว่าเกินกว่าเป้าหมาย ถึง 20%  ที่ จากที่ สมศ.ตั้งเป้าไว้จากเดิม 17,000 แห่ง

รักษาการ ผอ.สมศ. กล่าวต่อว่า การประเมินในปีนี้ พบว่าสถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการประเมินตามมาตรฐานอยู่ในระดับ “ดี” ทั้ง 3 ด้าน คือ 1.คุณภาพของเด็ก ผู้เรียน 2.การบริหารและการจัดการ และ 3.การจัดประสบการณ์ หรือการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเด็ก ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดย สมศ.ได้แบ่งสถานศึกษาที่เข้ารับการประเมิน ได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็ก เข้ารับการประเมิน 7,698 แห่ง พบว่าอยู่ในระดับคุณภาพดีทั้ง 3 ด้าน คิดเป็น  65.6%  ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้ารับการประเมิน 12,189  แห่ง พบว่าอยู่ในระดับคุณภาพดีทั้ง 3 ด้าน คิดเป็น  95.5%  ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทวัตถุประสงค์พิเศษ  เข้ารับการประเมิน  709 แห่ง พบว่าอยู่ในระดับคุณภาพดีทั้ง 3 ด้าน คิดเป็น  78% ด้านการอาชีวศึกษา เข้ารับการประเมิน 451 แห่ง  พบว่าอยู่ในระดับคุณภาพดีทั้ง 3 ด้าน คิดเป็น  78.85% นอกจากนี้ สมศ. ยังได้ประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษา ตามแผนที่ได้กำหนดไว้ 13 แห่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรับรองผลและแจ้งไปยังสถาบันอุดมศึกษาต่อไป

“นอกจากนี้ สมศ. ยังได้สำรวจความพึงพอใจจากกลุ่มสถานศึกษาที่เข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอก ในปีงบประมาณ  2564 ซึ่งได้จากการประเมินผ่านระบบ QC100 พบว่าเกือบ 100% ให้ความเห็นว่า การประเมินคุณภาพภายนอกด้วยเทคโนโลยีออนไลน์ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานศึกษาให้ความร่วมมือเข้ารับการประเมินกับ สมศ. เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากขั้นตอนและระยะเวลาของการประเมินที่มีความรวดเร็ว ช่วยลดภาระและอุปสรรคการทำงานในช่วงการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เนื่องจากในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ นั้นมีความง่ายและไม่ซับซ้อน พร้อมกันนี้ การประเมินในรอบปีงบประมาณ  2564 ยังเป็นการสะท้อนถึงการทำงานของตัวผู้ประเมินที่สถานศึกษาต่างลงความเห็นว่า ผู้ประเมินส่วนใหญ่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ สามารถแนะนำในส่วนที่ต้องพัฒนา หรือแนวทางการนำผลประเมินไปใช้ให้กับสถานศึกษาได้อย่างตรงจุดมากกว่าทุกรอบที่ผ่านมา รวมถึงยังทำให้เกิดการแบ่งปันแนวทางที่ประสบความสำเร็จจากสถานศึกษาที่ได้รับผลการประเมินในระดับที่ดีไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ที่กำลังพัฒนาระบบการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ได้อีกด้วย” รักษาการ ผอ.สมศ. กล่าว 

ดร.นันทา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2565 สมศ. ยังคงมุ่งสู่บทบาทในการช่วยยกระดับสถานศึกษา ด้วยการทำหน้าที่สะท้อนระบบการศึกษาผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพภายนอก และยังคงเดินหน้าใช้การประเมินภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยรูปแบบการประเมินแบบออนไลน์เช่นเดิม โดยวางเป้าหมายให้สถานศึกษาเข้ารับการประเมินในปีงบประมาณ 2565 ทั้งสิ้น 18,050 แห่ง แบ่งออกเป็น ศูนย์พัฒนาเด็ก 6,376 แห่ง ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 10,468 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทวัตถุประสงค์พิเศษ 326 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐาน (โรงเรียนนานาชาติ) 50 แห่ง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 360 แห่ง ด้านการอาชีวศึกษา 440 แห่ง ระดับอุดมศึกษา 30 แห่ง และตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ สมศ. ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2564 ให้ปรับคำที่ใช้ในการสรุปผลการประกันคุณภาพภายนอก ในระดับดี  ดีมาก และดีเยี่ยม ปรับเป็น “เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด” และ ในระดับ พอใช้ และปรับปรุง ปรับเป็น “ควรได้รับการพัฒนาให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด” ทั้งนี้ เพื่อลดการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ พร้อมกันนี้ สมศ. ยังได้กำหนด 3 กลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้การประเมินมีประสิทธิภาพ ได้แก่

เทคโนโลยีที่ใช้ในการประเมิน ซึ่งจะเน้นการนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยตั้งแต่การประเมินระยะที่ 1 หรือการประเมินผ่าน SAR และระยะที่ 2 ที่เป็นการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบออนไลน์ พร้อมนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับการพัฒนาเข้ามาสนับสนุนการตรวจเยี่ยมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมสำรวจห้องเรียน การสัมภาษณ์ผู้เรียน ฯลฯ ให้มีประสิทธิภาพในยุคที่เทคโนโลยีเสมือนจริงและการสื่อสารทางไกลกำลังทวีบทบาทมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับผู้ประเมิน (Mobile Application) เพื่อใช้สำหรับกรณีที่มีสถานศึกษาร้องขอให้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจริง โดยแอปพลิเคชันดังกล่าว จะมีความสามารถในการบันทึกเสียงพร้อมรายงานออกมาเป็นตัวอักษร และการบันทึกสภาพแวดล้อม ฯลฯ โดยขณะนี้แอปพลิเคชันดังกล่าวได้พัฒนาพร้อมใช้งานแล้วสำหรับศูนย์พัฒนาเด็ก และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแอปพลิเคชันดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกในด้านการอาชีวศึกษา

การยกระดับผู้ประเมิน ซึ่งจะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ความสามารถและความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี การผลักดันให้มีการอบรมกับหน่วยงาน หรือสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่ยอมรับ เพื่อให้เกิดศักยภาพในด้านการให้คำปรึกษาสำหรับการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน การปรับตัวในอนาคต ตลอดจนแนวทางการนำผลประเมินที่สามารถนำไปใช้ได้จริงกับบริบทต่าง ๆ เช่น ผู้เรียน การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจในการเตรียมตัวก่อนและหลังการประเมิน – การตรวจเยี่ยม เพื่อให้เกิดความไว้วางใจกับสถานศึกษาที่มีต่อผู้ประเมิน

การผลักดันให้สถานศึกษานำผลประเมินไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่ง สมศ. จะมีการติดตามให้สถานศึกษานำข้อเสนอแนะที่ได้หลังจากการประเมิน ไปปรับปรุงและพัฒนาทั้งในด้านคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานผู้สอน การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน ซึ่งในส่วนนี้จะดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากตระหนักดีว่าหลาย ๆ สถานศึกษายังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง

‘กสม.’ร่วมประชุมองค์กรสิทธิฯอาเซียน หาแนวทางแก้‘ทรมาน-อุ้มหาย-คุกแออัด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620635

‘กสม.’ร่วมประชุมองค์กรสิทธิฯอาเซียน  หาแนวทางแก้‘ทรมาน-อุ้มหาย-คุกแออัด’

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าร่วมการประชุมประจำปีครั้งที่ 18 ของกรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia National Human Rights Institutions Forum-SEANF) ซึ่งเป็นการประชุมแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดย กสม. ของไทย ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซีย (Komnas HAM) มาเลเซีย (SUHAKAM) เมียนมา (MNHRC) ฟิลิปปินส์ (CHRP) และผู้ตรวจการแผ่นดินของติมอร์เลสเต (PDHJ)

ในการนี้มีกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช และ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันเปิดตัว“แนวปฏิบัติของ SEANF ว่าด้วยการป้องกันการทรมาน” (South East Asia National Human Rights Institutions Forum’s Guidelines on Torture Prevention) อย่างเป็นทางการ โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นเอกสารที่รวบรวมและเสนอแนวทางการป้องกันการทรมานเพื่อให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ในการแก้ไขปัญหาการทรมานที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

โดยมีสาระสำคัญ เช่น สถานการณ์การป้องกันการทรมานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ข้อแนะนำการปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องการป้องกันการทรมานและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อสาธารณะในเรื่องการป้องกันการทรมาน การปกป้องบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการถูกทรมาน เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติ หรือ และการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม โดยการป้องกันการทรมาน เป็นหนึ่งในสี่ประเด็นสำคัญหลักที่ SEANF จะขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ของ SEANF พ.ศ. 2565-2569 ด้วย

ซึ่งก่อนหน้านี้ กสม. ได้มีข้อเสนออย่างต่อเนื่องให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2564 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แจ้งข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติฯไปยังประธานรัฐสภา ทั้งในส่วนหลักการสำคัญของกฎหมาย เช่น การเป็นสิทธิเด็ดขาดที่ไม่อาจละเมิดได้และไม่ควรมีอายุความ การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การดำเนินคดีในชั้นศาล และการกำหนดให้มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมประจำปีของ SEANF เมื่อวันที่ 29-30 พ.ย. 2564 ซึ่งมีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าร่วม คือ น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ และ น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช โดยเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการปฏิรูปเรือนจำ(Regional Conference on Prison Reform) ร่วมกับสมาชิก SEANF ผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

โดยได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนในระบบราชทัณฑ์ และการสนับสนุนวาระว่าด้วยการปฏิรูปเรือนจำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังประสบข้อท้าทายต่างๆร่วมกัน โดยเฉพาะปัญหาเชิงระบบของงานราชทัณฑ์ ซึ่งหลังจากนี้ SEANF จะได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหรือข้อหารือส่งไปยังรัฐบาลของแต่ละประเทศหรือเสนอในกรอบความร่วมมือของอาเซียนเพื่อให้มีการปฏิรูประบบราชทัณฑ์และกระบวนการยุติธรรมที่สอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลต่อไป

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังสูงสุดในอาเซียนและเป็นอันดับที่ 6 ของโลกประสบปัญหาสถานที่ควบคุมไม่เพียงพอและได้สัดส่วนกับจำนวนผู้ต้องขัง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความแออัดอันเสี่ยงต่อการได้รับและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และปัญหาผู้ต้องขังได้รับการปฏิบัติดูแลตามสิทธิขั้นพื้นฐานและมาตรฐานสากลอย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นการปฏิรูปเรือนจำและระบบราชทัณฑ์ รวมทั้งสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

เช่น การใช้มาตรการทางเลือกอื่นในการลงโทษแทนการคุมขัง การทบทวนกฎหมายที่มีโทษทางอาญาโดยไม่จำเป็น การป้องกันการทรมาน จึงเป็นนโยบายสำคัญที่ กสม. ให้ความสำคัญและเร่งขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจุบันไทยมีผู้ต้องขังในเรือนจำประมาณ 2.8 แสนคน เมื่อเทียบพื้นที่กับจำนวนคนแล้วถือว่าแออัดมาก ที่ผ่านมาก็มีความพยายามลดจำนวนผู้ต้องขัง เช่น การแก้ไขกฎหมายยาเสพติดโดยปลดใบกระท่อมพ้นบัญชียาเสพติดให้โทษ ทำให้ผู้ต้องขังบางส่วนได้ประโยชน์เพราะจะถูกปล่อยตัว

นายวสันต์ กล่าวต่อไปว่าการลดความแออัดในเรือนจำ สามารถทำได้ เช่น ลดการกำหนดโทษจำคุกให้เหลือเท่าที่จำเป็น อาทิ จะเห็นได้จากผู้ถูกจับกุมในคดียาเสพติด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80 ของผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งหมด หลายคนมียาบ้าเพียงไม่กี่เม็ดก็ติดคุกแล้ว ทั้งที่ควรจะมุ่งเป้าไปที่ผู้ค้ารายใหญ่เป็นหลัก ขณะเดียวกันปัจจุบันมีกำไล EM เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ติดตามผู้สวมใส่ได้ ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องขังผู้กระทำผิดทุกรายไว้ในเรือนจำเสมอไป เพื่อให้เรือนจำไม่แออัด

‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ’ สวนสมุนไพรตามแนวทาง‘ศาสตร์พระราชา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620640

‘ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ’  สวนสมุนไพรตามแนวทาง‘ศาสตร์พระราชา’

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมูลนิธิธรรมดี นำคณะครู-อาจารย์ที่ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ร่วมถอดรหัสพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) 17 ข้อ

ในโครงการตามรอยพระราชา“ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอดนวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 13” 9 มหามงคล ตามรอยพ่อ ศึกษาเรียนรู้ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว สู่วิถีพอเพียง ที่ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา” ซึ่งที่นี่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดขึ้นเพื่อพลิกฟื้นผืนแผ่นดินซึ่งมีสภาพป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหาร และวัตถุอินทรีย์จากพืช

เพื่อเป็นแหล่งรวบรวม ศึกษาทดลอง วิจัย และพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทางการเกษตรให้เป็นศูนย์ด้านเกษตรกรรมที่สมบูรณ์ด้วยวิธีการเกษตรแผนใหม่ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า การพัฒนาที่ดิน การวางแผนปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต และเป็นศูนย์รวมการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ ถือเป็นต้นแบบแนวทางและตัวอย่างการพัฒนาให้แก่พื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน ศูนย์แห่งนี้ยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจำปี 2545 รางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประจำปี 2547 รางวัลยอดเยี่ยมประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

สำหรับโครงการตามรอย พระราชา “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 13” 9 มหามงคล ตามรอยพ่อ ศึกษาเรียนรู้ ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลว สู่วิถีพอเพียงได้รับเกียรติจาก นางปิณฑิรา เก่งการพานิชนายอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่ง นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับองค์กรภาคีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา

ต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมทางด้านการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2561 โดยการนำคณะครูอาจารย์จากทั่วประเทศรวมแล้วกว่า 300 คนจากกว่า 170 สถาบัน ร่วมโครงการ ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ในรูปแบบ Edutainment เพราะทุกที่คือการเรียนรู้ ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ผสมผสานการท่องเที่ยววิถีชุมชน รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อป ผ่านนวัตกรรมบอร์ดเกมที่จะทำให้คณะครู-อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สามารถนำไปสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้วิถีใหม่ในสถาบันการศึกษา ชุมชน และครอบครัวได้ด้วยตนเอง เพื่อเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โดยกิจกรรม “ทิพยสืบสานรักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชาครั้งที่ 13” 9 มหามงคล ตามรอยพ่อศึกษาเรียนรู้ป่าหาย น้ำแห้ง ดินเลวสู่วิถีพอเพียง ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดฉะเชิงเทรา ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งครั้งสำคัญในการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกของประเทศไทย

“คณะได้เข้าเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ 9 มหามงคล ได้แก่ 1.โรงสีข้าวพระราชทาน 2.สวนป่าสมุนไพร 3.ต้นศรีมหาโพธิ์ 4.ศาลาเทิดพระเกียรติ 5.อ่างเก็บน้ำห้วยเจ๊ก 6.เกษตรทฤษฎีใหม่ 7.พลับพลาพระราม 8.หญ้าแฝก 9.พระตำหนัก 3 จั่ว โดยจุดเด่นที่สำคัญภายใต้การดำเนินชีวิตวิถีใหม่ จากสถานการณ์โรคโควิด-19 อยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์เขาหินซ้อน ศูนย์การเรียนรู้เรื่องการปลูกพืชสมุนไพรตามรอยศาสตร์พระราชา

ต้นกล้า “ฟ้าทะลายโจร”

ฟังบรรยายการปลูก “ฟ้าทะลายโจร”

ซึ่งเป็นสวนสมุนไพรแห่งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และได้จัดตั้งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ภาคตะวันออก ปลูกพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ รวมกว่า 1,000 ชนิด เพื่อดูแลงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของพืชสมุนไพรต่างๆซึ่งหนึ่งในนั้นเราจะได้เรียนรู้ในวิธีการปลูกและวิธีการใช้ในการดูแลรักษาโรค เช่น ฟ้าทะลายโจร นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นศูนย์ฝึกอาชีพด้านต่างๆ จาก 13 หน่วยงาน ให้แก่ชุมชน เกษตรกร รวมไปถึงผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ เพื่อต่อยอดและนำไปสู่การประกอบอาชีพที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย” นางวิชชุดา กล่าว

ก่อนหน้านี้ กิจกรรมโครงการทิพยตามรอยพระราชาฯ ในการลงพื้นที่เรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ที่ผ่านมา ได้แก่ 1.ชุมชนบ้านศาลาดินจังหวัดนครปฐม 2.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี 3.โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ และโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี 4.เขื่อนขุนด่านปราการชลศูนย์ภูมิรักษ์ จังหวัดนครนายก 5.โครงการพัฒนาชุมชนบ้านอ่างเอ็ด จังหวัดจันทบุรี 6.มหาชีวาลัยอีสาน จังหวัดบุรีรัมย์

7.อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 8.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ 9.อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาและโครงการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน มูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดปราจีนบุรี 10.สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีพื้นที่เงาฝน จังหวัดเพชรบุรี 11.โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ จังหวัดสมุทรสงคราม12.มูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดนครสวรรค์

ด้าน รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวถึงโครงการ “หนังสือเดินทางตามรอยพระราชา” ว่า ทางศูนย์คุณธรรมได้จัดทำหนังสือโครงการตามรอยพระราชาที่ ผ่านการคัดสรร 9 เส้นทาง 81 แหล่งการเรียนรู้ 4,877 โครงการ เพื่อให้คณะครู-อาจารย์ได้ลงพื้นที่เรียนรู้ศึกษาศาสตร์พระราชาลงมือทำกิจกรรมเสริมทักษะเรียนรู้และต่อยอด

พร้อมสร้างความเข้าใจและเข้าถึงคุณธรรม 4.0 คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และเพื่อให้เกิดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงพัฒนา “ศาสตร์พระราชา” ให้ชาวบ้านนำมาปฏิบัติจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น โดยครั้งนี้ จะเป็นหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา เส้นทางภาคตะวันออก ตามรอยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้เกษตรกร ผู้ที่สนใจ สามารถมาเรียนรู้และนำไปใช้ในการประกอบอาชีพสู่ความยั่งยืน

“กิจกรรมสำคัญในการตามรอยพระราชาทุกครั้งคือ การถอดรหัสพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และผู้ร่วมกิจกรรมตามรอยพระราชาทุกคนจะได้รับชุดหนังสือภาษาอังกฤษ King Bhumibol Adulyadej of Thailand จำนวน 3 เล่มซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำไปถ่ายทอดแก่นักเรียนผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เยาวชนรุ่นหลังได้รู้จักพระองค์ท่านและสามารถสื่อสารให้ชาวต่างชาติฟังได้ว่า ทำไมคนไทยจึงรักและผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งยังให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรม” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

หลังจากการลงพื้นที่เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติแล้ว คณะครู-อาจารย์ได้ทำกิจกรรมถอดบทเรียน นำโดย นายอดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่าเอเอฟเอสประเทศไทย ผ่านเกมกระดานสื่อการเรียนรู้ 3 แบบ ได้แก่ “Game of Our Nation” ที่สอดแทรกคุณธรรม 4 ประการ คือพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา “9 ตามรอยนวัตกรรมของพ่อ ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนระดับสากล” ถอดบทเรียนและต่อยอดสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมจากกิจกรรมตามรอยพระราชา

และ “The King’s Journey : Learn English an Example of an Invention” ซึ่งคณะครูอาจารย์สามารถนำนวัตกรรมการเรียนรู้ไปต่อยอดการเรียนการสอนสำหรับเยาวชนต่อไป นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “อาชีพแห่งอนาคต” ที่เชื่อมโยงวิถีเศรษฐกิจ พอเพียงสู่ความยั่งยืน โดย ผศ.ดร.วีรณัฐ โรจนประภา ผู้อำนวยการสถาบันคิดใหม่ นักวิชาการอิสระและสุดยอดนักนวัตกรรมทางความคิด อีกด้วย

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมโครงการตามรอยพระราชา “ทิพยสืบสาน รักษาต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 13” เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) ซึ่งเป็นโครงการเพื่อกระตุ้นให้สถานประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เตรียมความพร้อมและดำเนินการปรับปรุงสถานประกอบการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวควบคู่กับมาตรการด้านสุขอนามัย

หน่วยงานหรือองค์กรที่สนใจร่วมเรียนรู้นวัตกรรมศาสตร์พระราชาสามารถติดต่อได้ที่มูลนิธิธรรมดี เว็บไซต์ http://www.do-d-foundation.com แฟนเพจ : ตามรอยพระราชา-The King’s Journey Facebook : มูลนิธิธรรมดี และ LINE Official : @dfoundation

นักวิชาการไทยทำหนังสือจี้กต.ทบทวนสกัดกั้นอาจารย์-นศ.เมียนมาเข้าไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620728

นักวิชาการไทยทำหนังสือจี้กต.ทบทวนสกัดกั้นอาจารย์-นศ.เมียนมาเข้าไทย

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 21.18 น.

หวั่นหายนะการศึกษาในพม่า นักวิชาการไทยหลายสถาบันทำหนังสือถึงปลัด กต.วอนเปิดกว้างอำนวยความสะดวกรับอาจารย์-นักศึกษาหนีภัยเข้าศึกษาต่อ เผย 80%หยุดการเรียนการสอนเหตุไม่ยอมรับรัฐประหาร

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2564 นักวิชากการจากหลายสถาบัน  อาทิ ดร.ชยันต์ วรรธณะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (RCSD)/ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์เพื่อการพัฒนา  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี ที่ปรึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.สุริชัย หวันแก้ว   ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสืบสกุล กิจนุกร  ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกันลงนามในหนังสือถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมสำเนาถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทยและผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือในการทบทวนนโยบายการสกัดกั้นนักศึกษา-นักวิชาการจากเมียนมาเข้าประเทศไทย

หนังสือดังกล่าวระบุว่า ตามที่เกิดการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในประเทศเมียนมาโดยกลุ่มนายทหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์  2564  และมีการจับกุมคุมขังอดีตผู้นำประเทศและบุคคลที่สนับสนุน อันเป็นผลให้เกิดการประท้วงต่อต้านและเป็นที่มาของการปราบปรามอย่างรุนแรงจนทำให้ผู้ร่วมการประท้วงและประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งต้องหลบหนีการจับกุมเข้ามาในประเทศไทยและประเทศที่3 โดยที่ผ่านมา รัฐบาลไทยร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนเรียกร้องให้ผู้นำทหารแก้ใขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินการตามข้อเสนอ 5 ประการ ที่รัฐบาลทหารเมียนมามีท่าทียอมรับ แต่การดำเนินการให้เป็นจริงดูจะยังห่างไกล

ในขณะที่สถานการณ์ภายในประเทศเมียนมายังคงมีความรุนแรง การออกหมายจับ การจับกุมคุมขังและการสู้รบในรัฐต่างๆในประเทศเมียนมายังคงดำเนินต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาถูกสั่งปิด นักวิชาการกว่า 80 % ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารถูกให้ออกจากตำแหน่งหรือไม่ ก็ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตามปกติได้ การเรียนการสอนหยุดชะงักและไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์ดังกล่าวนี้จะได้รับการแก้ไข สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือ “ความหายนะทางการศึกษา” ของประเทศเมียนมาซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของการพัฒนาบุคลากรที่จะมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศเมียนมาต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประเทศเมียนมาเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศไทย

ในหนังสือระบุว่า ในฐานะนักวิชาการที่มองเห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร การปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ รวมถึงเสรีภาพทางวิชาการ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของนักวิชาการ และ นักเรียนนักศึกษา กอปรกับสถาบันการศึกษาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับอุดมศึกษาและระดับที่ลดหลั่นลงไป มีนโยบายรับนักศึกษาจากต่างประเทศอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมอบให้กับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศกำลังพัฒนาที่ห่างไกลออกไปแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมความเป็นนานาชาติของการศึกษาไทย (internationalization of the Thai education) อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจากนักวิชาการและนักศึกษาจากประเทศเมียนมา หลายสถาบันได้รับนักศึกษาและนักวิชาการที่ยังต้องการการพัฒนาทางวิชาการเข้ามาในฐานะนักศึกษาและนักวิจัยในสถาบันต่างๆจำนวนหนึ่ง สถาบันเหล่านั้น ต่างประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือ 1.นักวิชาการและนักศึกษาที่รับมาเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ต้องมีการเปลี่ยนชนิดของวีซ่า ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยอุปสรรคหรือทำไม่ได้ การแนะนำให้คนเหล่านี้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อให้สมัครขอวีซ่าใหม่เป็นชนิดที่ถูกต้องทำไม่ได้เนื่องจากสถานการณ์แพร่กระจายของโรคโควิด-19

2.มีนักศึกษาและนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่ยังคงอยู่ในประเทศเมียนมา แม้จะมีเอกสารเดินทางครบถ้วน แต่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ ด้วยนโยบายงดออกวีซ่าชนิดต่างๆให้กับประชาชนเมียนมาของรัฐไทย และ/หรือนโยบายปิดกั้นการเดินทางออกนอกประเทศโดยเมียนมาเอง 3.มีนักศึกษาและนักวิชาการบางคนที่ต้องหนีภัยการจับกุมหรือหนีภัยความตาย โดยไม่มีเอกสารการเดินทาง ทางเดียวที่คนเหล่านี้จะเดินทางเข้าประเทศไทยได้ คือ การเดินทางผ่านพรมแดนธรรมชาติซึ่งมีความเสี่ยงต่อการจับกุม คุมขัง และส่งกลับโดยรัฐไทย

หนังสือระบุด้วยว่าเพื่อประโยชน์ในระยะยาวของทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษา นักวิชาการที่สามารถเข้ามาศึกษาและทำงานวิชาการในประเทศไทยได้ พวกเราในฐานะนักวิชาการจึงเรียนมาเพื่อขอหารือและเสนอแนะว่า 1.นักวิชาการและนักศึกษากลุ่มแรกที่เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องและอยู่ในประเทศไทยแล้ว ขอให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาผ่อนผันปรับเปลี่ยนชนิดของวีซ่าเป็นวีซ่านักศึกษา/วิชาการ เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้ศึกษาหาความรู้ได้อย่างเต็มที่ 2.อนุญาตให้นักศึกษา นักวิชาการที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษา วิจัย หรือทำงานจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทยแล้ว แต่ยังไม่สามารถเดินทางมาได้ สามารถสมัครขอวีซ่าอย่างถูกต้อง และเดินทางเข้ามาได้ทั้งทางอากาศ และชายแดนทางบก โดยให้ยึดถือหนังสือตอบรับของแต่ละสถาบันการศึกษาเป็นหลักฐานสำคัญ

3.บุคคลที่หนีภัยความตายและการจับกุมคุมขัง โดยเฉพาะที่มีหนังสือตอบรับของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยตามข้อที่ 2ขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องผ่อนผันให้เดินทางผ่านแดนเข้ามาโดยไม่มีการจับกุม และดำเนินการเปิดสำนักงานประสานกับสถาบันการศึกษาต่างๆ และนำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักร และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 มาปรับใช้โดยอนุโลมเพื่อให้บุคคลเหล่านั้นอยู่ในประเทศไทยได้ และได้รับการศึกษาและความคุ้มครองตามหลักการระหว่างประเทศทั้งหลักการสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมที่ประเทศไทยยึดถือ

“การปรับนโยบายให้ผ่อนปรนขึ้นสำหรับคนบางกลุ่ม อย่างน้อยในขั้นแรก ขอให้ปรับใช้กับบุคคลที่ต้องการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อการศึกษา การดำเนินการเหล่านี้นอกจากจะเป็นประโยชนแก่ประเทศเมียนมาในอนาคตและบุคคลเหล่านั้นแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์กับสถาบันการศึกษาในประเทศไทย และชื่อเสียงของประเทศไทยที่จะได้รับการชื่นชมจากประชาคมระหว่างประเทศ ไม่มีอะไรที่รัฐไทยจะทำได้ในขณะนี้ดีไปกว่าการประกันอนาคตของประเทศเมียนมาและอนาคตของบุคคลเหล่านั้นด้วยการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้คนเหล่านั้น”หนังสือระบุไว้ในตอนท้าย

ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี ที่ปรึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สถานบันวิชาการต่างต้องการนักศึกษาและนักศึกษาพม่าเหล่านี้ต่างเข้ามาพร้อมทุน หากประเทศไทยเปิดรับพวกเขาจะทำให้สังคมโลกเห็นว่าเราไม่ใจไม้ไส้ระกำเกินไปการรับเขาไว้ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรต่อไปซึ่งผู้ที่ได้ประโยชนั้นคือทั้งพม่าและไทย อนาคตเราหวัวว่ารัฐบาลทหารพม่าไม่ได้อยู่ตราบนานเท่านาน

อาจารย์มหาวิทยาลัยในนครย่างกุ้งรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า อาจารย์ตามมหาวิทยาลัยและนักศึกษาส่วนใหญ่เข้าร่วมต่อต้านทหารพม่าทำให้ต้องหยุดการเรียนการสอนเกือบทั้งประเทศโดยทหารพม่าพยายามที่จะเปิดมหาวิทยาลัยเพื่อทำให้เห็นว่าสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่อาจารย์และนักศึกษาไม่ยอมเพราะนอกจากต้องการแสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับทหารแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพในเรื่องโควิดซึ่งทหารพม่าไม่ได้ดูแลเรื่องเหล่านี้เลย

“ทั้งอาจารย์และนักศึกษาเองก็รู้ว่าทำให้เสียโอกาสทางการศึกษา แต่พวกเราต้องเข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและยอมตกงาน บางส่วนหนีมาชายแดนไทยเพราะอยู่ในประเทศไม่ได้กลัวถูกทหารจับเข้าคุก บางส่วนหลบหนีไปฝึกอาวุธอยู่ในกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ พวกเราต้องการทำให้เห็นว่าไม่ยอมรับเผด็จการ ทั้งประเทศมีมหาวิทยาลัยเปิดไม่กี่แห่ง บางคนส่วนที่เปิดเมื่อไปมหาวิทยาลัยก็ต้องระมัดระวังตัวเพราะกลายเป็นว่าเป็นศัตรูกับฝ่ายที่ต่อต้านทหาร”อาจารย์รายนี้กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า อาจารย์จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะสอนออนไลน์ให้กับนักศึกษา แต่ก็มีปัญหา ถ้าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อีก 1-2 ปี ระบบการศึกษาในประเทศพม่าพังทลายแน่ และจะพังไปหมดทุกๆด้าน ทุกวันนี้ยังมีการปะทะและนักศึกษาเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน หลายคนจึงต้องหนีออกนอกประเทศไปทางพื้นดินเพราะหากไปทางเครื่องบินต้องถูกทหารพม่าจับกุมแน่

พิธีลงนาม MOU ชูศักยภาพเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และโรคอุบัติใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620712

พิธีลงนาม MOU ชูศักยภาพเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และโรคอุบัติใหม่

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 20.23 น.

วช. จับมือ GISTDA และกรมโรงงานฯ ลงนาม MOU ชูศักยภาพเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และโรคอุบัติใหม่

7 ธันวาคม 2564 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการบริหารจัดการ การผลิต

การลดผลกระทบด้านภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารสถานการณ์ต่าง ๆ และโรคอุบัติใหม่ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยมี รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวง อว. และนายวันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมเป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ถนนรางนา กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวง อว. ได้กล่าวแสดงความยินดีว่า การตัดสินใจบนภาวะวิกฤติของประเทศ ข้อมูลถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งข้อมูลจากอวกาศจะช่วยให้เราเห็นภาพกว้าง ภาพใหญ่ ที่สามารถช่วยบริหารภาวะวิกฤติให้ดียิ่งขึ้นโดยไทยได้ประสบกับภาวะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนามาตลอดสองปี อีกทั้งเหตุระเบิดของโรงงานสารเคมี ที่จังหวัดสมุทรปราการ ยังทำให้เกิดวิกฤติซ้ำซ้อน ภาคแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน ด้วย อว.ประกอบไปด้วยหน่วยงานสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และหวังว่าจะเกิดความร่วมมือเช่นนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อจากนี้

นายวันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมโรงงานฯ ตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รวมถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ด้วยข้อมูลจากGISTDA จะเป็นการแจ้งเตือนให้กับกรมโรงงานฯในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เนื่องจากโรงงานจะตั้งอยู่ในเขตชุมชน เช่น การวางแผนอพยพหากเกิดสารเคมีรั่วไหลในโรงงาน การใช้ฐานข้อมูลด้านผู้ติดเชื้อโควิด-19 สถานการณ์น้ำท่วมโรงงานและชุมชน เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยในการบริหารจัดการโรงงานอุตสาหกรรมทางทั้งด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม สารเคมีและวัตถุอันตราย ให้เกิดความปลอดภัย และลดผลกระทบด้านภัยพิบัติสิ่งแวดล้อมทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ รวมถึงการบริหารสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งโรคอุบัติใหม่ที่มีต่อโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้ทันต่อเหตุการณ์ สามารถวางแผน พัฒนา ติดตามและแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมโรงงานฯ ที่วางไว้ สามารถยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ตามกรอบความร่วมมือที่เราจัดทำในวันนี้

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า วช.ภายใต้กระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการพัฒนาเชิง platform โดยความร่วมมือในครั้งนี้ของทั้ง 3 หน่วยงาน GISTDA จะได้วางโครงสร้างของระบบ ในการเป็นต้นแบบ Demand site ตอบโจทย์ความต้องการของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อแล้วเสร็จจะมีการขยายผลออกมาในเชิงประจักษ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานของระบบ ในอนาคตจะได้เห็นภาพของการทำงานที่ใหญ่ขึ้น ทางกรมโรงงานฯจะได้รับ Role model ไปขยายผลในพื้นที่ได้อย่างกว้างขวาง ความร่วมมือกันในครั้งนี้เราจะระดมสรรพกำลังที่มีอยู่ เพื่อส่งเสริมและ สนับสนุนให้ภารกิจบรรลุตามเป้าหมาย

ขณะที่ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมา GISTDA ได้ร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ วช. ในการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงาน ย่านกิ่งแก้ว เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นต้น โดยครั้งนี้ทั้ง 3 หน่วยงานจะร่วมกันประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อวกาศและภูมิสารสนเทศในการศึกษา วิจัย พัฒนา และจัดทำฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ รวมถึงส่งเสริม และพัฒนาองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อการพัฒนาต้นแบบการเฝ้าระวังและลดผลกระทบการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินจากภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตกับโรงงานขนาดใหญ่ ที่มีแรงงานจำนวนมาก โดยการพัฒนาต้นแบบดังกล่าว จะสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ และมีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอย่างทันท่วงที อีกทั้งยังใช้กำหนดมาตรการ ป้องกันการควบคุมสถานการณ์การแพร่กระจายและลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด -(016)

สิ้น’แม่ชีศันสนีย์’ หลังป่วยมะเร็งลุกลามระยะสุดท้าย สิริอายุ 68 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620709

สิ้น'แม่ชีศันสนีย์' หลังป่วยมะเร็งลุกลามระยะสุดท้าย สิริอายุ 68 ปี

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 20.13 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2564 มูลนิธิเสถียรธรรมสถาน ออกแถลงการณ์ (ฉบับที่ 2) แจ้งข่าวการคืนสู่ธรรมชาติ ของท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน ระบุว่า จากที่ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และเข้ารับการรักษาตั้งแต่ พ.ศ.2560 โดยมีอาการดีขึ้นในช่วงปีแรกและตรวจพบก้อนมะเร็งอีกครั้งในกลางปี 2563 และเข้ารับการรักษาโดยคณะแพทย์อย่างเต็มความสามารถ

กระทั่งวันที่ 3 ธันวาคม 2564 พบว่าอาการไม่ปกติ อ่อนเพลียมาก คณะผู้ดูแลจึงพาท่านเข้ารับการรักษาอีกครั้ง คณะแพทย์พบว่าก้อนมะเร็งได้ขยายขนาดและลุกลามอย่างมาก ผู้ดูแลจึงตัดสินใจพาท่านกลับมาพำนักที่เสถียรธรรมสถาน ตามปณิธานของท่านในวันที่ 6 ธันวาคม และคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2564 เวลา 18.23 น.สิริอายุ 68 ปี 1 เดือน 7 วัน และนับเป็น 41 พรรษาบนมรรคาแห่งการตื่น

เสถียรธรรมสถานและคณะศิษยานุศิษย์ จึงขอประกาศแจ้งข่าวการคืนสู่ธรรมชาติของท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ให้ได้ทราบโดยทั่วกันด้วยความอาลัยยิ่ง สำหรับกำหนดการอื่นๆ จะได้แจ้งให้ทราบในวันถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

– เปิดประวัติอาลัย’แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ก่อนคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบ

– ‘มูลนิธิเสถียรธรรมสถาน’แถลงการณ์! ‘แม่ชีศันสนีย์’ป่วยมะเร็งลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย

มฟล.จับมือบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ พัฒนาโครงการวิจัยและนวัตกรรมสร้างฐานอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620662

มฟล.จับมือบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ พัฒนาโครงการวิจัยและนวัตกรรมสร้างฐานอนาคต

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.09 น.

มฟล.จับมือบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ พัฒนาโครงการวิจัยและนวัตกรรมสร้างฐานอนาคต

7 ธันวาคม 2564 ที่ลานหน้าห้องประดู่แดง อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมด้วยนายสุทธิเดชถกลศรี  ประธานบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ได้ร่วมกันพัฒนาและจัดทำโครงการวิจัยและนวัตกรรม ในรูปแบบของการวิจัยร่วมกับภาคเอกชนขึ้น โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด นิสิตนักศึกษา ตลอดจนสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก 

ทั้งนี้หลังพิธีลงนามทางบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จำนวน 4 ทุนๆ ละ 25,000 บาท เพื่อให้นักศึกษาที่มีความสามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาด้านการศึกษาและด้านงานวิจัยต่อไป

รองศาสตราจารย์ น.ท. ดร.ทศพล บุญเกิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนของประเทศ มีศักยภาพในการทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นงานวิจัยที่จะต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและนักวิจัยในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง โดยคาดหวังว่าจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานวิจัยและพัฒนาของเอกชนได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการและขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกันในด้านต่างๆ อาทิ สนับสนุนให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีด้านเครื่องสำอาง ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ด้านบรรจุภัณฑ์และวัสดุศาสตร์ หรือด้านเทคโนโลยีดิจิตอล ที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสังคมในทุกช่วงวัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภค Young Old และกลุ่มเด็กเล็ก และสามารถพัฒนาสู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง

นอกจากนี้ สนับสนุนการพัฒนาความรู้ความสามารถของอาจารย์ นักวิจัย หรือนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ให้เกิดการพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของบริษัท ตลอดจนสร้างความร่วมมือทางวิชาการอย่างเป็นระบบระหว่างหน่วยงานทั้งสอง และร่วมกันดำเนินกิจกรรมทางวิชาการให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน จากการเผยแพร่ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์โดยผู้ที่เชี่ยวชาญและเพื่อสร้างความร่วมมือด้านสหกิจศึกษาหรือการอบรมวิชาชีพในด้านที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการรับนักศึกษาเข้าฝึกฝนหรือศึกษาดูงานในบริษัท เพื่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถและเกิดประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มีผลผูกพันเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 5 ปีนับแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

ทางด้านศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา  กล่าวว่า การศึกษาวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ เป็นพันธกิจที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2541 ด้วยความเชื่อมั่นว่า การเสริมสร้างให้ชุมชน สังคมและเอกชน เกิดความเข้มแข็งและปลอดภัย เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้มีความมั่นคง และการมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธาน ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการ “ปลูกป่า สร้างคน” โดยมุ่งหวังให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นขุมพลังทางปัญญาของสังคมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ชุมชน สังคมและเอกชน มีความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน การที่มหาวิทยาลัยได้มีโอกาสร่วมมือกับบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ในครั้งนี้  จึงถือได้ว่า เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ และการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่เอกชนที่ทรงคุณค่าและมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง -005