เกษตรฯแก้ปัญหายางพาราที่พังงา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619499

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์และสภาพปัญหายางพาราใน จ.พังงา ซึ่งกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางโคกกลอยมีสมาชิก 289 คน ดำเนินธุรกิจหลักด้านการรวบรวมผลผลิตยางแผ่นดิบจากสมาชิกกลุ่มฯ และเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ข้างเคียง โดยการยางแห่งประเทศไทย สาขาพังงา ช่วยเหลือในการเป็นตลาดกลางยางพารา รวบรวมยางแผ่นดิบจากสมาชิกฯ และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเข้าประมูลในตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช อีกทั้งตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช ได้ช่วยเหลือด้านการบริการ ให้ความรู้กับชาวสวนยางปรับปรุงการทำยางแผ่นดิบสั่งตัด ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ จ.พังงา ปลูกยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 มีเกษตรกรชาวสวนยาง 35,056 ราย พื้นที่สวนยางทั้งหมด 678,564 ไร่ ผลผลิต 138,073 ตัน/ปี มีสถาบันเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย 14 สถาบัน ปัจจุบันการยางฯ สาขาพังงา ส่งเสริม สนับสนุนการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ ไม้ยืนต้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เน้นปลูกสร้างสวนยางแบบผสมผสาน เพิ่มรายได้จากผลผลิต

สำหรับมาตรการในการดูแลเกษตรกรชาวสวนยาง ได้แก่ 1.การช่วยเหลือเงินอุดหนุนแก่สถาบันเกษตรกร 2.การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ยางพารา 3.การสร้างเกษตรกรต้นแบบ หรือ Smartfarmer 4.การจัดฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ และ 5.การจัดสวัสดิการเงินช่วยเหลือให้แก่สมาชิก

“กระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะเข้ามาดูแลทั้งในเรื่องราคายาง ทำให้ได้มากกว่าราคาประกันรายได้ โดยการประกันรายได้ ระยะที่ 3 กำลังเตรียมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี พร้อมเดินหน้าเพื่อเป็นหลักประกันให้กับพี่น้องผู้ปลูกยางพารา ขอให้มั่นใจว่าจะไม่ทำให้ราคายางตกต่ำอย่างแน่นอน” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘ประภัตร’ ดันร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เตรียมออกใบอนุญาตผู้ผลิต-ส่งออก-นำเข้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619383

‘ประภัตร’ ดันร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เตรียมออกใบอนุญาตผู้ผลิต-ส่งออก-นำเข้า

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 14.21 น.

รมช.ประภัตร นั่งหัวโต๊ะ ประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ดัน 6 ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร “ลูกเดือย-ฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค-ฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล-ระบบการผลิตสุกร-การเฝ้าระวังติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์-การแสดงฉลากสินค้าเกษตร” เตรียมประกาศต่อไปเผยปี 64 ออกใบอนุญาตผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า 7 มาตรฐานบังคับ 332 ฉบับ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 5/2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom Cloud Meeting ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ลูกเดือย 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค 3.หลักปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตาม เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์ 4.หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์ : ระบบการผลิตสุกร 5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล และ 6.การแสดงฉลากสินค้าเกษตร ซึ่งเตรียมจะดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1.ลูกเดือย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการบริโภค อุตสาหกรรมอาหาร ตลาดต้องการลูกเดือยคุณภาพดี โดยปี 2563 มีการส่งออกลูกเดือยทั้งเปลือกมูลค่า 102.5 ล้านบาท ปริมาณ 2,035 เมตริกตัน ซึ่งการจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรลูกเดือย เพื่อเป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลการนำเข้าลูกเดือยและคุณภาพของลูกเดือยภายในประเทศ และ 2.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการมีการเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคหลากหลายชนิด เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการได้เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์มปศุสัตว์ โดยมาตรฐานฯ นี้ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคครอบคลุมองค์ประกอบฟาร์ม การจัดการฟาร์ม บุคลากร สุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์ การจับ และการจัดการตัวสัตว์และผลิตผล สิ่งแวดล้อม และการบันทึกข้อมูล เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง สามารถนำไปใช้เป็นอาหาร หรือเลี้ยงต่อเป็นอาหาร หรือเพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัย มีความเหมาะสมในการนำไปบริโภค

3.หลักปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในปศุสัตว์ มาตรฐานฯ นี้เป็นการให้แนวปฏิบัติสำหรับการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเฉพาะแบคทีเรียในปศุสัตว์ ที่เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ครอบคลุมการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ  ในอาหารสัตว์ ผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบระบบการเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการเฝ้าระวังและตรวจติดตามเชื้อดื้อยา แนวทางการเก็บตัวอย่าง การเก็บและนำส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ การเก็บรักษาสภาพแบคทีเรีย การทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ การบันทึก และเก็บข้อมูลจนถึงการวิเคราะห์และรายงานผล และ 4.หลักการด้านสวัสดิภาพสัตว์  ระบบการผลิตสุกร มาตรฐานฯ นี้ เป็นการกำหนดหลักการ คำอธิบายตัวชี้วัดด้านสวัสดิภาพสัตว์สำหรับสุกร และข้อแนะนำด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีในระบบการผลิตสุกร ครอบคลุมการผสมพันธุ์ การเลี้ยงและการจัดการฟาร์มสุกร ตั้งแต่การรับสุกรเข้าฟาร์มจนถึงระยะจับขายหรือส่งโรงฆ่า โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ และให้แนวทางการประเมินสวัสดิภาพสัตว์จากผลลัพธ์ของการจัดการเลี้ยงที่เกิดกับสุกรโดยตรง

5.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล มกอช. ได้ทบทวนขั้นตอนการจัดทำมาตรฐาน ให้สอดคล้องและเป็นไปตามข้อกำหนดของ Global Sustainability Seafood Initiatives (GSSI) โดยการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการวิชาการพิจารณาร่างมาตรฐานให้ครอบคลุมภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและมีความสมดุล รวมถึงการทบทวนมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล (มกษ.7401-2562) ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม ตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยง การจับ จนถึงหลังการจับก่อนการขนส่งออกจากฟาร์ม เพื่อให้ได้ผลิตผลกุ้งที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

และ 6.การแสดงฉลากสินค้าเกษตร เนื่องจากความหลากหลายของสินค้า และกฎระเบียบด้านการแสดงฉลากสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ ดังนั้น เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับอ้างอิงในการกำหนดการแสดงฉลากของสินค้าเกษตร คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงเห็นสมควรให้จัดทำมาตรฐานฯ นี้ขึ้น ซึ่งครอบคลุมการแสดงฉลากของสินค้าเกษตร ทั้งที่เป็นอาหารและที่ไม่ใช่อาหาร ที่บรรจุในหีบห่อสำหรับผู้บริโภค หรืออยู่ในภาชนะบรรจุที่ไม่ได้จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค แต่ไม่ครอบคลุมการแสดงฉลากของสินค้าเกษตรที่อยู่ในรูปแบบบัลก์ (Bulk) ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่ไม่ได้บรรจุหีบห่อ และสินค้าเกษตรนั้นสัมผัสโดยตรงกับพื้นผิวสัมผัสของพาหนะที่ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรและบรรยากาศ เช่น สินค้าเกษตรที่บรรทุกในท้ายรถบรรทุกแบบเทกอง เป็นต้น

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ จำนวนทั้งหมด 7 มาตรฐาน ในปีงบประมาณ 2564 นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 กันยายน 2564 ได้แก่ 1. หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ (มกษ.1004-2557) 2. หลักปฏิบัติสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด (มกษ.2507-2559) 3. เมล็ดถั่วลิสง ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซิน (มกษ.4702-2557) 4. การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ (มกษ.6401-2557) 5. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มผลิตลูกกุ้งขาวแวนนาไม ปลอดโรค (มกษ.7432-2558) 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ.9046-2560) และ 7. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ (มกษ.6909-2562) ซึ่งได้ดำเนินการออกเป็นจำนวนทั้งสิ้น  332 ฉบับ โดยแบ่งเป็นใบอนุญาตผู้ผลิต 236 ฉบับ ผู้ส่งออก 88 ฉบับ และผู้นำเข้า 8 ฉบับ

กรมชลฯดัน3โครงการสำคัญแก้ปัญหาน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619271

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการโครงการสำคัญและโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยกรมชลประทานจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการอ่างเก็บน้ำ น้ำกิ จ.น่าน ความจุ 52.31 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี แล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งมีประชาชนได้รับประโยชน์ 6,305 ครัวเรือน2.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม.ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2571 ซึ่งจะสนับสนุนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 70 ล้าน ลบ.ม./ปี

ทั้งนี้ จากการศึกษาแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดของกรมชลประทาน พบว่าหากจะแก้ปัญหาลุ่มน้ำคลองวังโตนดทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างยั่งยืน จะต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ4 แห่ง ได้แก่ อ่างฯคลองประแกด ความจุ60.26 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.10 ล้าน ลบ.ม. อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80.70 ล้าน ลบ.ม. และอ่างฯคลองวังโตนด ขณะนี้ ผ่าน EHIA แล้ว หากแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 267,800 ไร่

3.โครงการผันน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ ตามแผนจะเริ่มดำเนินการปี 2566ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี แล้วเสร็จในปี 2569 ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าว รองนายกฯ เน้นย้ำให้ชี้แจงและประชาสัมพันธ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทราบ รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญให้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ประภัตรเร่งขานรับนโยบายเมล็ดพันธุ์มอบข้าวให้ชาวนามีผลิตผลคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619269

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องการยกระดับศักยภาพการผลิตข้าวของไทย โดยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวและชาวนาไทย จึงมอบหมายให้กรมการข้าว เร่งเพิ่มศักยภาพการผลิตและการส่งออกข้าว เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายประภัตร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันชาวนาเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องนาน 10 ปี ทำให้คุณภาพข้าวและผลผลิตข้าวลดลงกรมการข้าว จึงจัดทำโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตข้าว โดยมีการประชุมร่วมหารือกับผู้บริหารกรมการข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ เพื่อดำเนินโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี มีเป้าหมายในพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิของประเทศ 27.5 ล้านไร่ ในฤดูการผลิต 2565-2567แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ปี คือปีที่ 1(ปี 2565) เป้าหมาย 5 ล้านไร่ ปีที่ 2(ปี 2566) เป้าหมาย 10 ล้านไร่ และปีที่ 3(ปี 2567) เป้าหมาย 12.5 ล้านไร่รวมทั้งหมดเป็น 27.5 ล้านไร่

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในอัตรา 15 กิโลกรัม/ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ตามที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจำนวน 412,500 ตันกรมการข้าว มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพเพียงพอต่อการสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการ

‘กรมปศุสัตว์’พร้อมรับมือ ไข้หวัดนกระบาดช่วงฤดูหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619270

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากรายงานของกระทรวงเกษตรญี่ปุ่น ซึ่งแถลงยืนยันผ่านเว็บไซต์ว่าพบไข้หวัดนกชนิดก่อโรครุนแรงเป็นครั้งแรกในฤดูหนาวปีนี้ ในฟาร์มสัตว์ปีกในเมืองโยโกเตะ จังหวัดอากิตะ ได้ทำลายไก่ไข่ไปแล้วกว่า 143,000 ตัว พร้อมทั้งยืนยันการพบไข้หวัดนกรอบนี้ยังไม่ระบาดสู่คน อีกทั้งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ในต่างประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง4,122 จุด รวมทั้งพบการระบาดของโรคนี้ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา และลาว พบสายพันธุ์ H5N1 H5N6 และ H5N8 กอปรกับประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ระดับภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนก มาแล้วเป็นระยะเวลา 12 ปี แต่กรมปศุสัตว์ ยังคงเตรียมความพร้อมและป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น เข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก

ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือน และบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน รณรงค์
ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น เป็นต้น ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นกรมปศุสัตว์ ยังขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก สังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ ก็อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคได้ทันที หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร.09-6301-1946 หรือแจ้งผ่านApplication : DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา

รู้เร็วสงบโรคได้เร็ว! ‘ปศุสัตว์’ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619153

รู้เร็วสงบโรคได้เร็ว! 'ปศุสัตว์'ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.29 น.

“ปศุสัตว์”เผยรู้เร็วสงบโรคได้เร็ว ยันไทยปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาหมู-ไข้หวัดนก คุมระบาดลัมปีสกินได้ แถมไม่พบกาฬโรคม้าปีกว่าแล้ว

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากรายงานการระบาดของโรคในสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่างๆ ได้แก่ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) พบทั่วโลกและมีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และสปป.ลาว โรคไข้หวัดนก (HPAI) พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว ซึ่งตอนนี้ต้องมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องด้วยประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ระดับภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้ รวมถึงโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (AHS) ที่มีแมลงเป็นพาหะ และล่าสุดคือโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin) ที่ก่อโรคในโค-กระบือ ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยต้นปี 64

กรมปศุสัตว์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านสุขภาพสัตว์และการบริการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิดเข้มงวดในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรซึ่งไม่พบการระบาดในประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงต่อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่าอย่างต่อเนื่อง เข้มงวดการเคลื่อนย้ายและตรวจโรค สร้างด่านพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อร่วมกับภาคเอกชน นอกจากนี้ในปี 2563-2564 ได้จ่ายค่าชดใช้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่สุกรที่ถูกทำลายแล้ว จำนวน 3,239 ราย สุกร 112,768 ตัว โดยล่าสุด 23 มีนาคม 2564 ถึง 15 ตุลาคม 2564 อยู่ระหว่างขออนุมัติงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายให้เกษตรกรอีก 4,924 ราย จำนวนสุกร 159,167 ตัว สำหรับโรคไข้หวัดนก ได้มีการเฝ้าระวังโรคสัตว์เชิงรุกตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง การควบคุมป้องกัน การเก็บตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด กรณีที่ผิดปกติเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่จะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งประเทศไทยได้ปลอดจากโรคไข้หวัดนกมากกว่า 10 กว่าปีแล้ว

ส่วนโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย พบครั้งแรกในปี 2563 นั้น กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการตามมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อควบคุมโรคให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ลดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ และกำหนดแผนปฏิบัติการการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อขอคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) โดยเร็ว ซึ่งล่าสุดไม่พบการระบาดของโรค AHS แล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 โดยจะขอคืนสถานภาพปลอดโรคจาก OIE ได้ภายในปี 2566 นี้ และโรคลัมปี สกิน ในโค-กระบือ เป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทยปี 2564 ได้มีมาตรการต่างๆ ในการควบคุมโรค ทำให้สถานการณ์การระบาดเริ่มดีขึ้น จนล่าสุดสามารถควบคุมการเกิดโรคให้อยู่ในวงพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ ได้ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย โดยจ่ายเงินให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรแล้ว 8 จังหวัด วงเงินกว่า 8.52 ล้านบาท และจะเร่งตรวจสอบเอกสารและทยอยจ่ายเงินให้เกษตรกรผู้เสียหายในแต่ละจังหวัดให้ทันภายในช่วยเทศกาลปีใหม่นี้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์และการประสานงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ยึดหลัก “รู้เร็ว สงบโรคได้เร็ว” ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยยังคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคไข้หวัดนก สามารถควบคุมการเกิดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า ไม่พบรายงานมาปีกว่าแล้ว และยังคุมการเกิดโรคลัมปี สกินในโค-กระบือให้ในอยู่ในวงพื้นที่จำกัดได้ และเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรคได้อย่างยั่งยืน จึงอยากขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อปรับระบบการเลี้ยงให้สามารถป้องกันโรคได้ เช่น การฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม การกำจัดซาก การป้องกันสัตว์พาหะต่างๆ การห้ามนำเศษอาหารมาเลี้ยงสัตว์ และการทำความสะอาดฆ่าเชื้อในฟาร์มอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบสัตว์ป่วยตายผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ สามารถแจ้งกรมปศุสัตว์ได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือ Application DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

เกษตรฯเพิ่มช่องทางขาย ผลผลิต-สินค้าแปรรูปสู่ผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619034

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงาน “ส่งเสริมสินค้าเกษตรปลอดภัย” ที่ตลาดไชยทิศ เลียบทางรถไฟตลิ่งชัน ว่าจัดงานดังกล่าวเพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตการเกษตร และสินค้าแปรรูปของเกษตรกร ได้พบผู้บริโภคโดยตรง สนับสนุนนโยบายตลาดนำการเกษตร รวมถึงมีนโยบายนำพาภาคเกษตรไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ต่อยอดและปรับเปลี่ยนจากฐานเดิมที่มีอยู่ แก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรทุกมิติ วางรากฐานโครงสร้างให้เกิดผลในระยะสั้นและระยะยาว ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ร่วมกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมมุ่งเน้นพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ปัญหาความเดือดร้อน เช่น ราคาผลผลิตตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ต้นทุนการผลิตสูง

นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต่างๆ เพื่อสร้างความสมดุลทั้งการผลิตและการตลาด มุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ส่งผลให้เกษตรกรรู้จักวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการผลิตสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าหัตถกรรมต่างๆ ที่มีมาตรฐาน เช่น GAP เกษตรอินทรีย์ มีคุณภาพและความปลอดภัยยกระดับเป็นสินค้าพรีเมี่ยม พร้อมเข้าสู่ทุกช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพ ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้บริโภค นำไปสู่การเป็นภาคการเกษตรแบบครบวงจรที่เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้

ด้านนายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯ เน้นการส่งเสริมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้ประเทศไทยเป็นครัวโลก และขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิตเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่เกษตรกร ตลอดจนพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ และกลุ่มส่งเสริมการเกษตรต่างๆ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักงานเกษตรจังหวัด 6 จังหวัด กลุ่มเกษตรกรสมาชิกตลาดเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ฯลฯ ในการนำสินค้ามาจำหน่าย และขอขอบคุณผู้บริหารตลาดไชยทิศ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่จัดงาน

ทั้งนี้ ผู้บริโภคจะได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสมจากเกษตรกรโดยตรง และช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนและจัดเตรียมพื้นที่ในการวางจำหน่ายสินค้าโดยไม่คิดมูลค่า 34 แผงค้า และรับผิดชอบค่าสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้า น้ำประปา ตลอดจนร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมการจัดงาน สำหรับกิจกรรมภายในงานมีเกษตรกรมาร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้าผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ พืชผัก ผลไม้ ข้าวสารและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรจาก จ.นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ชุมพร ชัยนาท และ กทม.

เตือนชาวสวนมะพร้าวระวังไรสี่ขา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619031

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงเข้าสู่ฤดูแล้งขอแจ้งเตือนชาวสวนมะพร้าว เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไรสี่ขามะพร้าว ศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายและระบาดในแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมในหลายประเทศ ปัจจุบันเริ่มระบาดและมีแนวโน้มรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และ ฉะเชิงเทรา ซึ่งจะทำให้มะพร้าวผลเล็ก ร่วง หรือขนาดเล็กลีบจนจำหน่ายไม่ได้ เกษตรกรจึงจำเป็นต้องสำรวจและกำจัดไรสี่ขา อย่างต่อเนื่อง

สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้ลงพื้นที่สวนมะพร้าวที่พบการระบาดของไรสี่ขา พร้อมกับให้คำแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดไรสี่ขามะพร้าวแก่เกษตรกร โดยให้ตัดทำลายจั่นช่อดอก และช่อผลของมะพร้าวทั้งหมด จนกว่าจะไม่พบอาการลูกลาย ซึ่งวิธีกำจัดไรหลังจากตัดช่อดอกและช่อผล สามารถทำได้หลายวิธี คือการนำไปฝังกลบโดยให้มีหน้าดินลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ถ่วงน้ำโดยต้องกดให้จมน้ำทั้งหมด ใส่ถุงพลาสติกดำตากแดดไว้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ แล้วเผาทำลายจั่นช่อดอกและช่อผลทั้งหมด หลังจากตัดจั่นช่อดอกและช่อผล ให้พ่นสารฆ่าไรอย่างน้อย 4 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ทุกครั้ง จนกว่าจะไม่พบอาการเข้าทำลาย หากยังพบอาการลูกลายให้เปลี่ยนชนิดสารฆ่าไรตามกลุ่มสารออกฤทธิ์โดยสารป้องกันกำจัดไรสี่ขามะพร้าว ตามคำแนะนำ ดังนี้ โพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อะมิทราซ 20% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรกำมะถันผง 80% WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร และไพริดาเบน 20% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

“ไรสี่ขามะพร้าวไม่สามารถพ่นยาฆ่าไรอย่างเดียวแล้วกำจัดได้สิ้นซาก เนื่องจากยาฆ่าไรเป็นยาประเภทถูกตัวตายเท่านั้น โดยไรจะเข้าทำลายขั้วผลมะพร้าว ดังนั้นจึงต้องตัดทำลายจั่นช่อดอกและช่อผลของมะพร้าวทั้งหมด รวมทั้งไรสี่ขายังแพร่กระจายโดยอาศัยลมพัดพาจึงควรปลูกไม้กันลม” นายศรุต กล่าว

สปสช. ร่วม อบจ.ปทุมธานี ตั้งกองทุนผู้พิการ-สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619035

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 4 สระบุรี จัดพิธีลงนามในข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด โดยมี นายแพทย์ชลอ ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 4 สระบุรี พลตำรวจโทคำรณวิทย์ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นายแพทย์ภุชงค์ ไชยชินนายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี หน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียนพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีความจำเป็นต้องฟื้นฟูสมรรถภาพในท้องถิ่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายแพทย์ชลอ ศานติวรางคณา ผอ.สปสช.เขต 4 สระบุรี กล่าวว่า สปสช. ได้ดำเนินการ ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 โดยกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด เพื่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพให้กับบุคคลในพื้นที่ได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนหนึ่งสมทบกับเงินงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อีกส่วนหนึ่งในจำนวนที่เท่ากัน เพื่อให้คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ที่อยู่ในระยะที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ในเขตพื้นที่จังหวัดได้รับบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อสุขภาพจากหน่วยบริการ สถานบริการ หรือองค์กรอื่นๆ รวมทั้งได้รับเครื่องช่วยกายอุปกรณ์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ ในกรณีที่มีผลการตรวจวินิจฉัย หรือมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ รวมถึงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้แก่คนพิการผู้สูงอายุและผู้อยู่ในระยะที่จำเป็นจะต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ตามหลักเกณฑ์และรายการที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติประกาศกำหนด

ผู้เลี้ยงไก่แนะรัฐหนุน อาหารสัตว์ไร้คาร์บอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619032

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในประเทศ อยู่ในสถานการณ์ลำบาก เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์หลายตัวมีราคาแพงขึ้นมาก อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สูงกว่า 11 บาท/กิโลกรัมกากถั่วเหลืองราคากิโลกรัมละ 20 บาท ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลมีมาตรการผลักดันให้พืชเกษตรมีราคาสูง แต่ด้วยความที่ไก่ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ มีผลต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไก่เนื้อทั้งระบบ สมาคมฯ จึงต้องการให้รัฐสนับสนุนและช่วยดูแลทั้งระบบ คือ การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไร้คาร์บอน ซึ่งเป็นทิศทางที่ตลาดหลักของไทยอย่างสหภาพยุโรป (อียู) ให้ความสำคัญ

ทั้งนี้ อียู ต้องการซื้อสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ได้มาจากการรุกป่า หากประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตไก่ที่ปราศจากการทำลายป่า หรือไก่ไร้คาร์บอน อาจถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าตามจำนวนคาร์บอนที่ปล่อย ซึ่งหมายถึงความสามารถในการแข่งขันของไก่ไทยจะลดลง และกระทบมาถึงไก่เนื้อทั้งอุตสาหกรรม สำหรับวัตถุดิบอาหารเลี้ยงไก่ มีส่วนผสมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก จึงอยากให้รัฐบาลเน้นส่งเสริมการเลี้ยงไก่ด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีการรุกป่า เผาตอซัง และส่งเสริมข้าวโพดหลังนา