‘สมุย’ตั้งจุดพร้อมคัดกรองโควิด-19สนามบินนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619743

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธีระพงศ์ ช่วยชู นายอำเภอเกาะสมุย ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคอำเภอเกาะสมุย พร้อมด้วยแพทย์หญิงณิชาภา สวัสดิกานนท์ ผู้อำนวยการ
โรงพยาบาลเกาะสมุย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดูความพร้อมในการจัดเตรียมสถานที่จุดคัดกรอง จุดสวอบตรวจหาเชื้อโควิด-19 ภายในสนามบินนานาชาติสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่บินตรงจากประเทศสิงคโปร์ที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลังจากวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นช่วงคริสมาสต์ และวันปีใหม่ พร้อมทั้งสอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงานของแพทย์พยาบาลที่จุดคัดกรอง เพื่อนำไปปรับปรุง

สำหรับเกาะสมุยยังเป็นเป้าหมายของการเดินทางมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเลือกการเดินทางบินมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนจะต่อเครื่องบินมาลงที่สนามบินสมุย และยังมีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่บินมาลงที่ประเทศสิงคโปร์และต่อเครื่องมายังสนามบินเกาะสมุย

นางศุภกาญจน์ ยอดฉุน ผอ.ททท. สำนักงานเกาะสมุย กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน เดินทางเข้าเกาะสมุยไม่ถึง 1% และจากข้อมูลการจองการเดินทางเข้ามาเกาะสมุยในช่วงเดือน ธ.ค. ยังไม่มีผลกระทบ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปว่าเชื้อตัวนี้จะมีผลอย่างไร และนโยบายของรัฐบาลอย่างไร อย่างไรก็ตามภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ได้มีการประชุมเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังและรายงานต่อระบบสาธารณสุขในพื้นที่

กรมชลฯยันแก้ปัญหาน้ำในภาคตะวันออกอ่างฯใหญ่เต็มความจุจัดสรรให้พื้นที่EEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619744

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาคตะวันออก ว่าภาพรวมหลังสิ้นสุดฤดูฝนปี 2564
มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ อ่างฯบางพระ อ่างฯคลองหลวงรัชชโลทร อ่างฯหนองปลาไหล อ่างฯประแสร์ อ่างฯคลองสียัด อ่างฯขุนด่านปราการชล และอ่างฯนฤบดินทรจินดา ความจุเก็บกักรวม 1,612.75 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1,492.73 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 92.56% ของความจุรวม ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ภาคตะวันออกทั้ง 55 แห่ง ปริมาณความจุเก็บกักรวม 930.32 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 945.13 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101.59% ของความจุเก็บกักรวม

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2564/2565 ของภาคตะวันออก ได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ดังนี้ น้ำเพื่อเกษตรรวม 1,000 ล้าน ลบ.ม.เพื่ออุปโภค-บริโภค 148 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุตสาหกรรม 273 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศ 369 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อเป็นน้ำดิบผลิตน้ำประปาและอื่นๆ รวม 228 ล้าน ลบ.ม. ส่วนการจัดสรรน้ำในพื้นที่ EEC เป็นลักษณะของอ่างพวง หรือโครงข่ายน้ำที่เชื่อมโยงกัน แบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1.กลุ่มอ่างฯ บางพระ อ่างหนองค้อ และอ่างฯ ขนาดกลาง 5 แห่งใน จ.ชลบุรี2.กลุ่มอ่างฯ หนองปลาไหล อ่างฯดอกกรายและอ่างฯคลองใหญ่ จ.ระยอง และ 3.กลุ่มอ่างฯประแสร์ อ่างฯคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล จ.ระยอง

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619737

สกู๊ปพิเศษ : รณรงค์ยุติความรุนแรง  สื่อต้องทำงานบนความรับผิดชอบ

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านมาแล้ว 25 พฤศจิกายน ของทุกปี ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดเป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว ส่วนครม.ของไทยเห็นชอบให้เดือนพฤศจิกายนทุกปีเป็นเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงเช่นเดียวกัน

วันก่อนมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ(มสส.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)เข้าร่วมประชุมผ่านระบบZoom เรื่อง “ยุติความรุนแรงในครอบครัว…สื่อเติมเชื้อหรือดับไฟ” มี รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ ท่านคณบดีใหม่ถอดด้ามคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสสส. เป็นประธานเกริ่นนำว่า สสส. เห็นความสำคัญเรื่องการยุติความรุนแรงในครอบครัว จึงร่วมกับมสส.จัดงานนี้ขึ้น เพราะจากการสำรวจข้อมูลหลายครั้งพบว่า ปัจจัยกระตุ้นสำคัญของการใช้ความรุนแรงมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติดซึ่งแอลกอฮอล์ถือเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงติดโควิด 2.9 เท่า อุบัติเหตุทางถนนมากกว่าร้อยละ 20 มาจากการดื่มแล้วขับ ซึ่งเพิ่มสูงถึงร้อยละ 40 ในช่วงเทศกาล เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทต่อปี และเป็นสาเหตุหลักของความรุนแรงในครอบครัว จึงอยากให้สื่อมวลชนได้มีบทบาทร่วมลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

ด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า ได้สำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวช่วงการระบาดของโควิด-19 จำนวน 1,692 ตัวอย่าง ในกทม.และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 17-23 ต.ค.2564คนไทยนั้นเครียดเลยแสดงออกถึงความรุนแรงที่พบมากที่สุดร้อยละ 53.1 พูดจาส่อเสียด เหยียดหยามด่าทอ ร้อยละ 20.2 มีการทำร้ายร่างกาย ข้อมูลยังระบุชัดเจนร้อยละ 41.5 ว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก่อนโควิด-19 ระบาด มิหนำซ้ำร้อยละ 75 ระบุว่ามีการกระทำความรุนแรงซ้ำ 2-3 ครั้ง สาเหตุหลักมาจากแอลกอฮอล์ ส่วนผลกระทบต่อครอบครัว พบว่าร้อยละ 82 มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 80.2 มีผลต่ออารมณ์ ที่น่าตกใจคือการแก้ไขปัญหาเมื่อถูกกระทำรุนแรงร้อยละ 52.2 จะใช้การตอบโต้กลับ ร้อยละ 33.2 พูดคุยไกล่เกลี่ย มีเพียงร้อยละ 1.4 เท่านั้นที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย มีมากถึงร้อยละ87 ที่ไม่ขอความช่วยเหลือเพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาเองได้ร้อยละ 75.6 มองเป็นเรื่องส่วนตัวและร้อยละ 61.8มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลบอกว่าการเสนอความรุนแรงนั้นสื่อหนังสือพิมพ์รายวันดีขึ้น แต่ที่น่ากังวลคือโทรทัศน์ยังมีการนำเสนอฉากข่มขืน การใช้ความรุนแรงกับคู่รัก สร้างมายาคติให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนสื่อออนไลน์ก็เช่นจากการเก็บข้อมูลมิวสิกวีดีโอพบว่ามี 19 เพลง เนื้อคุกคามทางเพศกดทับผู้หญิง ภาคีจะร่วมกับหลายฝ่ายณรงค์เรื่องนี้ต่อไป

ส่วน ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีข้อเสนอต่อสื่อมวลชนว่าสื่อต้องทำงานเพิ่มอีก 2 มิติคือ ต้องไม่มองแค่ความรุนแรงทางตรงที่ปรากฏอยู่ในฉากละครแต่ต้องมองให้ลึกในเชิงโครงสร้างความรุนแรงในครอบครัว และจะต้องมองความรุนแรงบนฐานของจากเพศสภาพมากกว่าเพศหญิงเพศชายในปัจจุบัน ไม่เช่นนั้นสื่อจะผลิตภาพซ้ำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัวทั้งๆ ที่ความรุนแรงเป็นผลจากนโยบายของรัฐที่ปกป้องผู้หญิงน้อยเกินไป การใช้ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นความผิดทางอาญาที่ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว สื่อต้องไม่ยอมรับให้ความรุนแรงในครอบครัวกลายเป็นความชอบธรรม ต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบไม่ตำหนิผู้เสียหาย รู้เรื่องกฎหมาย มีการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเสมอหน้า มองปัญหารอบด้านและให้ข้อมูลช่องทางในการช่วยเหลือด้วย

ขณะที่นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส อดีตบอร์ดสสส. สะท้อนว่าสื่อถูกตั้งคำถามว่าขายความรุนแรงเพื่อความอยู่รอดจริงหรือ ประสบการณ์ที่เคยทำงานในหนังสือพิมพ์รายวันก็ยอมรับว่าในอดีตเจ้าของสื่อคิดอย่างนั้นจริงๆเพราะมองว่าคนอ่านชอบและทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันถือว่าดีขึ้น ขณะที่สื่อโทรทัศน์และทั้งสื่อออนไลน์บางส่วนในปัจจุบันยังคงขายความรุนแรงในรูปแบบต่างๆอยู่เช่นรายการบางสถานีนำเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัวสามีภรรยามาทะเลาะกันออกอากาศคนดู ก็สนใจ เรทติ้งก็พุ่งสูงขึ้นดูได้จากรายได้บริษัทมีกำไรมากขึ้น แต่เชื่อว่าในอนาคตผู้บริโภคจะเป็นคนกำหนดเนื้อหาและคุณภาพของสื่อ ถ้าสื่อยังขายความรุนแรงนอกจากจะทำร้ายเหยื่อซ้ำแล้วจะเป็นการปลูกฝังความคิดการใช้ความรุนแรงให้กับประชาชนไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ทางด้านสื่ออาวุโสอย่างนางกรรณิกา วิริยะกุล บก.บห. นสพ.ไทยโพสต์ เห็นว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ตระหนักในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่สื่อจะต้องรับผิดชอบทั้งหมดหรือไม่เพราะผู้บริโภคยุคปัจจุบันต่างกับในอดีตเดิมเสนอข่าวจากการแถลงข่าวที่เชื่อถือได้แต่ปัจจุบันต้องส่องจากเฟซบุ๊คว่าใครทำอะไรคำถามคือเราจะเอาความเข้มข้นทางวิชาการหรือจะเอาใจวัยรุ่น ไทยโพสต์ยืนยันว่าจะยังคงความเข้มข้นก็หวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยให้สื่อหลักที่ไม่ทำตามกระแสให้อยู่ได้ ส่วนกฤษณ์ชนุตม์ เจียรรัตนกนก บก.ข่าวไทยรัฐทีวี บอกว่าทำงานอยู่บนความรับผิดชอบอยู่แล้วหากเป็นคดีสะเทือนขวัญก็ต้องนำเสนอเพื่อตักเตือนสังคม นอกจากนี้ยังมีทีมดูแลถ้อยคำการพาดหัว มีกรรมการจริยธรรม 7 คนมากำกับเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ด้านนายพิธพงษ์ จตุรพิธพร ผู้ประกาศข่าวทีวี ช่อง 7 ระบุว่านโยบายของสถานีถ้าเป็นข่าวความรุนแรงในครอบครัวจะพยายามไม่นำเสนอยกเว้นคดีสำคัญและจะเน้นประเด็นการดำเนินคดี การนำเสนอภาพหรือข่าวหน้าจอจะถามความสมัครใจก่อนและให้ข้อมูลช่องทางการช่วยเหลือร้องเรียนด้วย ส่วนนายเอกพล บันลือ บก.สำนักข่าว The Standard กล่าวว่า ไม่ค่อยเสนอข่าวความรุนแรงระหว่างบุคคลอยู่แล้วแต่จะเน้นวิเคราะห์ ถอดบทเรียนในประเด็นที่สังคมสนใจ ที่สำคัญผู้บริโภคคือคนกำหนดบทบาทของเราว่าอะไรเหมาะสมหรือออกนอกแนวทางที่วางไว้

บทสรุปวันนั้นตรงกันว่าสื่อต้องช่วยกันดับไฟความรุนแรงไม่ใช่เป็นผู้เติมเชื้อไฟ

3บริษัทใหญ่ผนึกกำลังร่วมมือธุรกิจ เดินหน้าสู้กระแสไวรัสโควิดระบาด ลุยกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619740

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกลันธ์ อินทวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มเมอรัลด์ เทค แอดวานซ์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากเกิดโรคระบาดโควิด-19 การใช้ชีวิตของมนุษยชาติก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม การใส่หน้ากาก รวมทั้งการใช้มาตรการ Lockdown กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการชะงักงันและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แทบทุกประเทศในปัจจุบัน ใช้นโยบายให้ประชาชนอยู่ใน “safe zone ขณะที่ธุรกิจภาพรวมกำลังซบเซา ธุรกิจที่เกี่ยวกับดิจิทัล กลับมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนหันมาใช้ดิจิทัลในทุกส่วนธุรกิจ ทำให้เกิดการเรียนรู้ ตื่นตัวในเรื่องดิจิทัลอย่างกว้างขวาง เรากำลังเข้าสู่ยุคระบบ ดิจิทัล อย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นอีกความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจให้เกิดขึ้น

จากระแสโลกที่เปลี่ยนไป จึงเป็นที่มาของการจับมือร่วมธุรกิจกัน ของ 3 บริษัท คือบริษัทเอ็มเมอรัลด์ เทค แอดวานซ์ จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่มากความสามารถและประสบการณ์ ร่วมกับ บริษัทควอนตัม เมทัล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายทองคำรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย และ บริษัทสตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ดำเนินการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เชื่อถือได้มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีการเซ็นสัญญาความร่วมมือกัน

โดยการร่วมมือกันภายใต้นโยบาย ของการท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและกลุ่มพำนักระยะยาวเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกของภูมิภาคเอเชีย สำหรับการให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อขยายตลาดการท่องเที่ยวกับการลงทุน ช่วยสร้างการเติบโตการท่องเที่ยวในไทย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผนวกเข้าด้วยกันในการที่จะช่วยกระตุ้นธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ในการผลักดันการลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในที่พักอาศัยระยะยาว มาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย

ปศุสัตว์เร่งพัฒนาวัคซีน ป้องกันอหิวาต์สุกรหวั่นลามไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619742

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มขยายเป็นวงกว้าง และพบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือและทำงานเชิงรุก เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกัน จึงให้ความสำคัญ ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ เร่งสั่งการให้กรมปศุสัตว์ เฝ้าระวัง ศึกษาค้นคว้าความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ เกี่ยวกับโรคดังกล่าว และติดตามให้การช่วยเหลืออนุมัติงบกลางเพื่อจ่ายชดเชยราคาสุกรที่ถูกทำลาย

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและเผชิญเหตุ หากเกิดการระบาดในประเทศไทย จึงมีคำสั่งกรมปศุสัตว์ ที่ 1018/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมงานวิจัยโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยมีคณะกรรมการจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และคณะสัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ การป้องกันและควบคุมโรคมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่และการพัฒนาวัคซีนโรค ASF ในสุกรต้นแบบ กำหนดแนวทางการวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคและเสนอจัดหาแหล่งเงินทุนวิจัยสนับสนุน พร้อมทั้งส่งเสริม สนับสนุนให้คำปรึกษาและผลักดันให้เกิดการพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาวัคซีน

ทั้งนี้ ผลการวิจัยจากคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในประเทศไทยและยังสามารถเป็นประโยชน์ใช้เป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วย สำหรับการให้ความช่วยเหลือเยียวยาการจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย ในปีงบประมาณ 2563-2564 กรมปศุสัตว์ได้จ่ายค่าชดใช้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่สุกรที่ถูกทำลายแล้ว 3,239 ราย สุกร 112,768 ตัว วงเงิน 470.28 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2565 ได้ขออนุมัติงบประมาณปี 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำนวน 1,779.83 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าชดใช้ราคาสุกรและสิ่งของที่ถูกทำลาย ค่าตรวจวินิจฉัยและทำลายเชื้อโรค/ซากสัตว์ และค่าครุภัณฑ์ในการปฏิบัติงาน โดยยังอยู่ระหว่างขออนุมัติงบประมาณเพื่อจ่ายค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายให้เกษตรกรอีก 4,924 ราย สุกร 159,167 ตัว ในวงเงิน 582.36 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร แต่เพื่อการเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุและทำงานเชิงรุก จึงได้มีการพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

หนุนภาคธุรกิจสร้างเกษตรกรเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619739

วันศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายไมเคิล มิคาลัค รองประธานกรรมการอาวุโสและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคของ USABC (Senior Vice President and Regional Managing Director, USABC) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเกษตร และความร่วมมือในการสนับสนุนโครงการต่างๆ โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการหารือดังกล่าว โดยนายนราพัฒน์ กล่าวว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภาคการเกษตรไทยได้รับผลกระทบต้องฟื้นฟู โดย GDP เกษตร ไตรมาส 3 ขยายตัว 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ ได้รับฟังรายงานข้อมูลจากแต่ละบริษัทซึ่งมีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการ กิจกรรม และการดำเนินงานต่างๆ ด้านการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเกษตรและอาหารของไทย มีความเข้มแข็ง สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากไวรัสดังกล่าว ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเดินหน้าตามนโยบายหลักคือ 3’S (Safety – Security – Sustainability) เพื่อตอบโจทย์ความมุ่งมั่นในการยกระดับ Global Food Security Index ของไทยในปีต่อๆ ไป ให้สูงขึ้น

“นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนการเป็น Partnership ร่วมกับประเทศต่างๆ ในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ยินดีร่วมมือกับภาคธุรกิจต่างชาติ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เชื่อมโยงตลาด ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตร ตามนโยบาย 3’S รวมถึงความร่วมมือเพื่อปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร เพื่อระบบอาหารและเกษตรที่ยั่งยืน” นายนราพัฒน์ กล่าว

กางพิมพ์เขียว‘อีสานเกตเวย์’ เชื่อมรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน-โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619668

กางพิมพ์เขียว‘อีสานเกตเวย์’ เชื่อมรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน-โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.02 น.

“เฉลิมชัย” ดันเตรียมพร้อมเปิด “อีสานเกตเวย์” เชื่อมโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน เชื่อมอีสานเชื่อมโลก ตั้งเป้าพลิกโฉมอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ ส่งออกข้าว-มัน-ยาง-ผลไม้ พร้อมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร สร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

2 ธันวาคม 2564 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประชุมหารือร่วมกับนายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และคณะ ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยเป็นการประชุมหารือเฉพาะกิจ (Focus Group) เพื่อปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลไม้ในระดับพื้นที่ (Area Base) ตามนโยบาย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Broad) ซึ่งเป็นการ Focus Group ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.)

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ที่ประชุมมีการวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการรับ-ส่ง การรักษาคุณภาพผลไม้เชิงพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกับการกำหนดยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมอีสานเชื่อมโลกด้วยเส้นทางขนส่งทางรถไฟ จากไทยผ่านลาวไปจีนทุกมณฑล-เอเชียตะวันออก-เอเชียกลาง-ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งเป็นการเปลี่ยน logistics landscape สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ โดยมีอีสานเป็นประตูการค้าการขนส่ง และเป็นฐานการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร หรือศูนย์แปรรูปผลไม้และสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์

ทั้งนี้ ได้วางแผนเตรียมความพร้อมในการเปิดบริการใช้ประโยชน์บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ ซึ่งมีพิธีเปิดเป็นทางการในวันที่ 3 ธันวาคม 2564 ที่เวียงจันทน์ นครหลวงของลาว และมีพิธีเปิดสถานีขนส่งท่านาแล้ง ในวันที่ 4 ธันวาคม ที่จะถึงนี้

สำหรับเส้นทางรถไฟจีน-ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร 31 สถานี เริ่มต้นที่นครคุนหมิงง มณฑลยูนนานของจีน เชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็นของลาว มีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งอยู่ติดกับ จ.หนองคาย โดยมีการทำ MOU บันทึกความร่วมมือ 3 ประเทศ ระหว่างไทย-ลาว-จีน ในปี 2560 เพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง และการขนส่งสินค้าข้ามแดน เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการขนส่งทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศ และทางเรือ เพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตของการส่งออกการนำเข้าของประเทศไทยต่อไปในอนาคต โดยมีอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ (Esan New Economic Corridor )

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า การเปิดศักราชใหม่ของระเบียงเศรษฐกิจอีสานเป็นผลมาจากการเดินทางเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายน 2562 ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนนำมาซึ่งการลงนามในพิธีสารเปิดด่านนำเข้าส่งออกระหว่างไทย-จีน เพิ่มเป็น 16 ด่าน รวมทั้งด่านรถไฟโมฮ่าน ด่านรถไฟผิงเสียง ด่านรถไฟเหอโขว่ พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร โดยมีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานทำงาน ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน ทำให้การเตรียมความพร้อมในการขนส่งทางรถ และทางรถไฟปกติไปยังสถานีขนส่งท่านาแล้ง

ทั้งนี้ พร้อมเปิดดำเนินการ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเวลาในการขนส่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและเปิดโอกาสทางการตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ทางสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ รายงานล่าสุดว่า ขณะนี้ทางลาวได้กำหนดอัตราค่าโดยสาร และค่าระวางขนส่งสินค้าแบบเทกองแล้ว ส่วนอัตราการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่ได้กำหนด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคม รายงานว่า การเชื่อมทางรถไฟความเร็วสูงในส่วนของไทยยังอยู่ระหว่างดำเนินการ เช่น การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีระยะทาง 253 กม. กำหนดเปิดให้บริการ ปี 2569 สำหรับระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย มีระยะทาง 356 กิโลเมตร ปัจจุบันได้ออกแบบรายละเอียดโดยมีกำหนดเปิดให้บริการ ปี 2571

ในส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งว่า ได้จัดขบวนรถรองรับการเดินทางช่วงหนองคาย-เวียงจันทน์ และรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่สถานีท่านาแล้งของลาว จากเดิมมีรถไฟของ รฟท.ผ่านสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 ขาไป 2 ขบวน และขากลับ 2 ขบวน ทาง รฟท. ได้เพิ่มเติมตารางเวลาการเดินรถ ซึ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อในเส้นทางดังกล่าวแล้วจะเพิ่มขบวนรถขาไป 7 ขบวนและขากลับ 7 ขบวน รวมมีการเพิ่มจำนวนขบวนรถเป็น 14 ขบวน

อีกทั้งมีการพัฒนาสถานีหนองคายให้รองรับการขนส่งผ่านสะพานเดิม โดยพัฒนาบริเวณสถานีที่มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ให้เป็นพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนถ่ายจากถนนสู่ราง โดยให้เอกชนเช่าบริหารจัดการพื้นที่ 4 แปลง อีก 1 แปลงเป็นพื้นที่ส่วนกลาง

ในส่วนการจัดเตรียมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับศูนย์ย่านเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Transshipment Yard) สามารถรองรับการแลกเปลี่ยนสินค้าจากรถไฟที่เข้ามาจากจีนและลาว และส่งออกไปยังลาวและจีนโดย ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของลานขนถ่ายสินค้า สำหรับกองเก็บตู้สินค้าประเภทต่างๆ รวมถึงอาคารสำนักงาน , คลังสินค้า และอาคารประกอบอื่นๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก รวมถึงศูนย์การเอ็กซเรย์(X-ray) ตู้สินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการแบบ One-Stop Service

‘เฉลิมชัย’ เตรียมเปิด ‘อีสานเกตเวย์’ ทันคิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน เชื่อมอีสานเชื่อมโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619655

'เฉลิมชัย' เตรียมเปิด 'อีสานเกตเวย์' ทันคิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีน เชื่อมอีสานเชื่อมโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.46 น.

“เฉลิมชัย” ดันเตรียมพร้อมเปิด “อีสานเกตเวย์” คิกออฟโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-ลาว-จีนเชื่อมอีสานเชื่อมโลกตั้งเป้าพลิกโฉมอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่(Esan New Economic Corridor )ส่งออกข้าวมันยางผลไม้พร้อมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

2 ธันวาคม 64 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประชุมหารือร่วมกับนายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และคณะที่กระทรวงเกษตรฯซึ่งเป็นการประชุมหารือเฉพาะกิจ (Focus Group)ของคณะทำงานฟรุ้มบอร์ดเฉพาะกิจครั้งที่ 5เพื่อปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลไม้ในระดับพื้นที่ (Area Base) ตามนโยบาย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Broad) ซึ่งเป็นการ Focus Group ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.)

ทั้งนี้นานอลงกรณ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งที่ที่ประชุมมีการวิเคราะห์ ปัญหา อุปสรรค รับ-ส่ง การรักษาคุณภาพผลไม้ เชิงพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมกับการกำหนดยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมอีสานเชื่อมโลกด้วยเส้นทางขนส่งทางรถไฟจากไทยผ่านลาวไปจีนทุกมณฑล-เอเซียตะวันออก-เอเซียกลาง-ตะวันออกกลางและยุโรปซึ่งเป็นการเปลี่ยน logistics landscape สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้โดยมีอีสานเป็นประตูการค้าการขนส่งและเป็นฐานการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหารหรือศูนย์แปรรูปผลไม้และสินค้าเกษรรซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กรกอ.) รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ได้ได้วางแผนเตรียมความพร้อมในการเปิดบริการใช้ประโยชน์บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ซึ่งมีพิธีเปิดเป็นทางการในวันที่3ธ.ค.ที่เวียงจันทร์ นครหลวงของลาวและมีพิธีเปิดสถานีขนส่งท่านาแล้งในวันที่ 4 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

สำหรับเส้นทางรถไฟจีน – ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร 31 สถานีเริ่มต้นที่นครคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีนเชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็นของลาวมีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดหนองคายโดยมีการทำ MOU บันทึกความร่วมมือ3ประเทศระหว่างไทย-ลาว-จีนในปี2560เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการขนส่งทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศและทางเรือเพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตของการส่งออกการนำเข้าของประเทศไทยต่อไปในอนาคตโดยมีอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ (Esan New Economic Corridor)

“การเปิดศักราชใหม่ของระเบียงเศรษฐกิจอีสานเป็นผลมาจากการเดินทางเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ของ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนนำมาซึ่งการลงนามในพิธีสารเปิดด่านนำเข้าส่งออกระหว่างไทย-จีนเพิ่มเป็น16ด่านรวมทั้งด่านรถไฟโมฮ่านด่านรถไฟผิงเสียงด่านรถไฟเหอโขว่พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรโดยมีนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานทำงานร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนทำให้การเตรียมความพร้อมในการขนส่งทางรถและทางรถไฟปกติไปยังสถานีขนส่งท่านาแล้งพร้อมเปิดดำเนินการโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรเช่นข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้เป็นต้นซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเวลาในการขนส่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและเปิดโอกาสทางการตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย

ทางสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายงานล่าสุดว่าขณะนี้ทางลาวได้กำหนดอัตราค่าโดยสารและค่าระวางขนส่งสินค้าแบบเทกองแล้ว ส่วนอัตราการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่ได้กำหนด” นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมรายงานว่าการเชื่อมทางรถไฟความเร็วสูงในส่วนของไทยยังอยู่ระหว่างดำเนินการเช่นการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 1 ช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา มีระยะทาง 253 กม. กำหนดเปิดให้บริการ ปี 2569 สำหรับระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย มีระยะทาง 356 กิโลเมตร ปัจจุบันได้ออกแบบรายละเอียดโดยมีกำหนดเปิดให้บริการ ปี 2571 ในส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)แจ้งว่าได้จัดขบวนรถรองรับการเดินทางช่วงหนองคาย-เวียงจันทน์และรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่สถานีท่านาแล้งของลาว จากเดิมมีรถไฟของ รฟท.ผ่านสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 ขาไป 2 ขบวนและขากลับ 2 ขบวนทางรฟท. ได้เพิ่มเติมตารางเวลาการเดิน
รถซึ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อในเส้นทางดังกล่าวแล้วจะเพิ่มขบวนรถขาไป 7 ขบวนและขากลับ 7 ขบวน รวมมีการเพิ่มจำนวนขบวนรถเป็น 14 ขบวน

อีกทั้งมีการพัฒนาสถานีหนองคายให้รองรับการขนส่งผ่านสะพานเดิม โดยพัฒนาบริเวณสถานีที่มีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ ให้เป็นพื้นที่ตรวจปล่อยสินค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนถ่ายจากถนนสู่ราง โดยให้เอกชนเช่าบริหารจัดการพื้นที่ 4 แปลง อีก 1 แปลงเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ในส่วนการจัดเตรียมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับศูนย์ย่านเปลี่ยนถ่ายสินค้า (Transshipment Yard) สามารถรองรับการแลกเปลี่ยนสินค้าจากรถไฟที่เข้ามาจากจีนและลาว และส่งออกไปยังลาวและจีนโดย ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของลานขนถ่ายสินค้า สำหรับกองเก็บตู้สินค้าประเภทต่างๆ รวมถึงอาคารสำนักงาน, คลังสินค้า และอาคารประกอบอื่นๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออก รวมถึงศูนย์การเอ็กซเรย์(X-ray) ตู้สินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการแบบ One-Stop Service -(016)

ปลัดเกษตรฯเน้นเชิงรุก ขับเคลื่อนภาคการเกษตรยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619498

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมมอบแนวทางการ ขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้แนวคิด “Agri challenge NextNormal 2022” แก่ทุกหน่วยงานในสังกัด ว่าแนวคิดดังกล่าวมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร โดยยังคงดำเนินงานเชิงบูรณาการภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการบริหาร แปลงสารให้ชัด จัดสรรให้ถูก” หมายถึง การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์กับพันธกิจของกระทรวง การสื่อสารนโยบายไปยังผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะขับเคลื่อนงาน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย 2.ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร และ 3.วางรากฐานการทำงานของกระทรวง โดยตั้งเป้าหมายครอบคลุม 4 ด้านในปี 2565 คือ (1) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตร เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.8 (2) ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.2 (3) เกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และ (4) พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 350,000 ไร่ รวมทั้งเตรียมการผลักดันเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ของกระทรวง

ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำการยกระดับภาคการเกษตรของจังหวัด โดยเร่งยกระดับการทำงาน ผลักดัน “ตลาดนำการผลิต” 5 แนวทาง คือ 1.รู้ให้ลึก ข้อมูลและทิศทางการพัฒนาของจังหวัด ข้อมูลพื้นฐาน สินค้าโดดเด่นอัตลักษณ์พื้นถิ่นในพื้นที่ที่รับผิดชอบอย่างถ่องแท้ 2.ประยุกต์ใช้เป็น ใช้เครื่องมือที่มีให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทั้งAgri-Map ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลสินค้าเกษตร สถิติ แนวโน้ม แผนน้ำ แพลตฟอร์มตลาด มาวิเคราะห์วางแผนการพัฒนาภาคการเกษตรของจังหวัด

3.จัดการให้เป็นระบบ ต้องวางแผนและบริหารงบประมาณภาคการเกษตรภาพรวมของจังหวัดให้ได้ ให้ชัดเจน ส่วนใดต้องขอ Function ส่วนใดควรของบจังหวัด ส่วนใดต้องให้สถาบันการเงินช่วย เพื่อให้การขับเคลื่อนเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย 4.แสวงหาความร่วมมือ ให้เพื่อนช่วย โดยเฉพาะหน่วยงานส่วนกลางและต่างประเทศของ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานสังกัดกระทรวง ในการดำเนินการด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งภาคส่วนต่างๆ ที่จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรของจังหวัด สานสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไว้ การทำงานในทุกสภาพการณ์จะได้มีความราบรื่น และ 5.ภูมิใจในความสำเร็จของการพัฒนาภาคเกษตรของจังหวัดที่ได้ทำไปแล้ว ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะได้รู้ และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ศูนย์วิจัยข้าวฯช่วย ส่งเสริมแปลงใหญ่ นำเทคโนโลยีมาใช้ มีผลผลิตคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619497

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุรเชษฐ์ ชามนตรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร กล่าวว่า กลุ่มแปลงใหญ่ที่ศูนย์ฯ ได้เข้าไปส่งเสริมมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยได้จัดทำแปลงทดสอบผลผลิตข้าวเหนียวนาน้ำฝน ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสมาชิกในการประเมินลักษณะทางการเกษตร ส่งผลให้ได้ข้อมูลด้านการวิจัยต่างๆ นอกจากนี้ศูนย์ฯ ยังได้รับมอบหมายจากกรมการข้าว ในการให้คำแนะนำโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาด

“อยากฝากถึงกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกกลุ่ม ฝากถึงเกษตรกร ว่าอยากให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี และรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ เพราะว่าเมล็ดพันธุ์ที่ดีจะทำให้ได้ผลผลิตสูง ได้ข้าวคุณภาพดี หากว่ามีปัญหาหรือข้อสงสัยสามารถสอบถามจากศูนย์วิจัยข้าว หรือว่าศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ได้ตลอดเวลาเรายินดีมากในการที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกกลุ่ม” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

ด้านนายวิสิทธิ์ ธรรมวงศ์ ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.ช้างมิ่ง เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิก 56 ราย ปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เป็นหลัก จากเดิมทำนาข้าวโดยการลงแขกกับเกษตรกรในชุมชนปักดำนา ไม่มีนวัตกรรม เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรกลใหม่ๆ เมื่อศูนย์ฯ เข้ามาส่งเสริม จึงได้นำนวัตกรรมใหม่ๆ เครื่องจักรกลใหม่ๆ มาใช้ สามารถช่วยลดต้นทุนได้ตั้งแต่การปักดำ การที่มีหน่วยงานจากกรมการข้าว มาส่งเสริมและให้คำแนะนำด้านการปลูกข้าวและผลิตเมล็ดพันธุ์ ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง