Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/in-focus/40009668


Their Majesties the King and Queen laid the foundation stone on Sunday for a monument to His Majesty King Bhumibol the Great at a new public park being built in honour of the beloved monarch.

The King Rama IX Memorial Park, also known as Nang Loeng Public Park, is located in Bangkok’s Rattanakosin Island area, surrounded by important historic sites like the Emerald Buddha Temple and the Grand Palace.

Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great
Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great

The 279-rai park will be completed by 2024 and will showcase royal initiatives launched by King Bhumibol the Great and Her Majesty Queen Sirikit the Queen Mother.

After the foundation laying ceremony, Their Majesties planted auspicious trees and viewed an exhibition featuring the beloved late monarch.

Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great
Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great
Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great

There were also crowds of people waiting in the area to pay their respects and show their loyalty to the Royal Family.

Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great
Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great
Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great

Their Majesties then arrived at the Amarindra Winitchai Throne Hall at the Grand Palace to make merit on the occasion of King Rama IX’s 94th birthday, which is also marked as Father’s Day every year.

After the ceremony, King Rama X paid homage to the relics of his father before returning to Dusit Palace.

Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great
Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great
Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great
Their Majesties lay the foundation stone for statue of King Bhumibol the Great

Published : December 06, 2021

By : THE NATION

‘มนัญญา’ปล่อยสัตว์น้ำ เพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาพื้นที่จ.อุทัยธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620494

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ในโครงการปลาไทยคืนถิ่น และเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกราม โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แม่น้ำสะแกกรัง จำนวน ทั้งสิ้น 20,200 ตัว และกุ้ง 500,000 ตัว พร้อมกับมอบพันธุ์ปลาพื้นถิ่น และพันธุ์กุ้งก้ามกราม ให้กับผู้นำชุมชน เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะ ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี จำนวน 5 แห่ง ที่บริเวณแม่น้ำสะแกกรัง ด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี อ.เมือง จ.อุทัยธานี

ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมดังกล่าวนั้น เป็นการเพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ และมีมูลค่าสูง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ให้กับชาวบ้านในชุมชน และยังเป็นการรส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย เนื่องจาก จ.อุทัยธานี มีความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยอาหารจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความหลากหลาย โดยมีสัตว์น้ำหลายชนิดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกุ้งก้ามกรามซึ่งประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นอาหาร และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรด้านการประมงด้วย เชื่อว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกุ้งก้ามกราม และสามารถเจริญเติบโต เพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้กับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ปศุสัตว์แจ้งเกษตรกรสังเกต อาการสัตว์ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620497

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีพบฮิปโปในสวนสัตว์เบลเยียมติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกของโลก ได้มีการเร่งสอบสวนโรคแล้ว กรณีนี้เป็นการติดเชื้อในสัตว์สปีชี่ส์ดังกล่าวเป็นครั้งแรก ขณะนี้มีรายงานสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสทั่วโลก ว่าส่วนใหญ่ติดจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) มีการแถลงเกี่ยวกับการเฝ้าระวังกวางหางขาว สำหรับเชื้อ SARS-CoV-2 ว่าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความชุกภายในประชากรกวางหางขาวในอเมริกาเหนือ และเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบไวรัสในระดับประชากรในสัตว์ป่า โดยกวางเหล่านี้ไม่แสดงอาการทางคลินิกของการติดเชื้อ และการค้นพบดังกล่าวอาจทำให้สันนิษฐานได้ว่ากวางหางขาวนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งรังโรคของ SARS-CoV-2 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมและประเมินถึงผลกระทบอื่นๆ ที่อาจตามมาได้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดที่แสดงถึงการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 แต่การแพร่กระจายเชื้อจากมนุษย์เข้าไปสู่ประชากรกวางหางขาวนั้นเกิดขึ้นหลายครั้ง

ดังนั้น จึงควรมีการสร้างความตระหนักให้กับนักล่าและผู้ที่อาศัยหรือทำงานกับสัตว์ป่า เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นกับสัตว์ป่าและหลีกเลี่ยงการทิ้งขยะหรือวัตถุของมนุษย์ไว้ในพื้นที่ป่าที่สัตว์ป่าสามารถเข้าถึงได้ แม้จะมีการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 ในประชากรกวางหางขาว แต่ไวรัสก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความร่วมมือกับ OIE ในการรายงานเหตุการณ์การติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในประเทศ โดยประเทศไทยได้ทำการรายงานการติดเชื้อว่ามีการติดเชื้อในสุนัขและแมว โดยทุกเคสที่รายงานนั้นพบการติดเชื้อจากเจ้าของติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีโครงการการเฝ้าระวังการติดเชื้อSARS-CoV-2 ในสัตว์เลี้ยงที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีการแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจ เป็นต้นหรือสัตว์เลี้ยงที่มาจากต่างประเทศพร้อมกับเจ้าของ โดยการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังดังกล่าว ทำการตรวจหาเชื้อโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่งปัจจุบัน จากผลการตรวจวิเคราะห์ทุกตัวอย่างให้ผลเป็นลบ

อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เข้าสู่ฤดูหนาว สัตว์อาจมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ กรมปศุสัตว์ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และป้องกันสัตว์ไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำเชื้อโรคเข้าสถานที่เลี้ยงสัตว์ และหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัย ให้รีบแจ้ง
เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
อบต.หรือแจ้งสายด่วนกรมปศุสัตว์ที่ โทร.06-3225-6888 หรือแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือและควบคุมโรค

เกษตรฯทำ MOU ร่วมพัฒนางานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620495

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างหน่วยงานในสังกัด
กระทรวงเกษตรฯ กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และคณะ เข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยมีการลงนาม 2 ฉบับ คือ 1.บันทึกความเข้าใจ เรื่อง การพัฒนาวิชาการด้านการวิจัยและการส่งเสริมการเกษตร และ 2.บันทึกความเข้าใจ เรื่อง การพัฒนาวิชาการด้านวิจัยการส่งเสริมการประมง

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำ MOU ร่วมกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับภาคเกษตรกรรมของไทย ต้องมีการยกระดับด้านการเกษตร มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ให้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่จะสามารถนำมาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตรได้ กระทรวงเกษตรฯ มีการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) 77 แห่งทั่งประเทศ ที่ร่วมกับสถาบันการศึกษา จนเกิดศูนย์ดังกล่าวขึ้นมาได้ อีกทั้งยังมีการทำ MOU ร่วมกับอีกหลายสถาบัน เพื่อยกระดับเกษตรกรให้ก้าวข้ามผ่านจากที่เคยเป็นให้ได้

อย่างไรก็ดี หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะทำงานให้สอดคล้องกัน มีการประสานความร่วมมือให้เกิดประสิทธิภาพร่วมกัน สำหรับการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคการเกษตรอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งภาคเกษตรมีความสำคัญ หากภาคการเกษตรดีเศรษฐกิจในประเทศก็จะเข้มแข็งไปด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภาคการเกษตร ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องมีการพัฒนาทั้งในเรื่องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้

กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620396

กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 11.13 น.

กรมปศุสัตว์ขอผู้เลี้ยงหมั่นสังเกตอาการสัตว์ใกล้ชิด เตือนสงสัย‘โควิด’รีบแจ้งทันที

6 ธันวาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่มีการเสนอข่าวออนไลน์ล่าสุดวันที่ 5 ธันวาคม 2564 ว่าได้กักตัว 2 ฮิปโปในสวนสัตว์เบลเยียมที่ติดโควิด-19 ครั้งแรกของโลก โดยเร่งสอบสวนหาที่มาของเชื้อมาจากไหน โดยรายละเอียดรายงานว่า นายฟรานซิส แวร์คัมเมน สัตวแพทย์ประจำสวนสัตว์ แอนท์เวิร์บในเบลเยียม เผยว่า ฮิปโปโปเตมัส 2 ตัว คือ อิมานิ อายุ 14 ปี และ เฮอร์มีน อายุ 41 ปี พบผลบวกจากการตรวจหาเชื้อ COVID-19 จึงได้ทำการแยกฮิปโปโปเตมัส ทั้ง 2 ตัวไว้ เพื่อเป็นการป้องกัน โดยฮิปโปโปเตมัสทั้ง 2 ตัวไม่ได้แสดงอาการป่วยมากมายแต่อย่างใด เพียงแค่มีอาการน้ำมูกไหลออกมามากเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ของทางสวนสัตว์ได้เร่งสอบสวนโรคเพิ่มเติม ถึงสาเหตุและที่มาของการติดเชื้อว่ามาจากที่ใด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ทั้งหมดไม่มีผู้ใดพบผลบวกจากการตรวจหาเชื้อ COVID-19 และกรณีนี้เป็นรายงานการติดเชื้อในสัตว์สปีชีส์นี้เป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้ามีรายงานการติดเชื้อจำกัดเฉพาะในสัตว์ตระกูลลิงใหญ่ และตระกูลแมวเท่านั้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระบุว่า โคโรน่าไวรัสหรือ COVID-19 เป็นเชื้อไวรัสตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง บางชนิดทำให้เกิดโรคคล้ายหวัดในคน บางชนิดทำให้เกิดการเจ็บป่วยในสัตว์ เช่น วัว ควาย อูฐ และค้างคาว นอกจากนี้บางชนิด เช่น โคโรนาไวรัสที่พบในสุนัขและแมว สามารถพบการแพร่ระบาดในสัตว์เท่านั้นและไม่แพร่ระบาดไปยังคน ซึ่ง ณ ตอนนี้ สัตว์เลี้ยง เช่น แมวและสุนัข แมวใหญ่ในสวนสัตว์หรือเขตรักษาพันธุ์ กอริลล่าในสวนสัตว์ มิงค์ในฟาร์ม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ สามารถติดเชื้อ SARS-CoV-2 ได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลทั้งหมดว่ามีสัตว์ชนิดอื่นที่สามารถติดเชื้อได้อีกไหม ในขณะนี้มีรายงานสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสทั่วโลก สัตว์เหล่านี้ส่วนใหญ่ติดเชื้อหลังจากสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ COVID-19

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) มีการแถลงเกี่ยวกับการเฝ้าระวังกวางหางขาวสำหรับ SARS-CoV-2 กล่าวว่าการวิจัยทางวิทยาศาตร์เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความชุกภายในประชากรกวางหางขาวในอเมริกาเหนือ และนี่เป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบไวรัสในระดับประชากรในสัตว์ป่า โดยกวางเหล่านี้ไม่แสดงอาการทางคลีนิคของการติดเชื้อ และการค้นพบดังกล่าวอาจทำให้สันนิษฐานได้ว่ากวางหางขาวนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแหล่งรังโรคของ SARS-CoV-2 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมและประเมินถึงผลกระทบอื่นๆ ที่อาจตามมาได้ ถึงแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดที่แสดงถึงการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 แต่การแพร่กระจายเชื้อจากมนุษย์เข้าไปสู่ประชากรกวางหางขาวนั้นเกิดขึ้นหลายครั้ง ดังนั้น จึงควรมีการสร้างความตระหนักให้กับนักล่าและผู้ที่อาศัยหรือทำงานกับสัตว์ป่า เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นกับสัตว์ป่าและหลีกเลี่ยงการทิ้งขยะหรือวัตถุของมนุษย์ไว้ในพื้นที่ป่าที่สัตว์ป่าสามารถเข้าถึงได้ แม้จะมีการแพร่กระจายของ SARS-CoV-2 ในประชากรกวางหางขาว แต่ไวรัสก็ไม่ปรากฏว่ามีการกลายพันธุ์อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความร่วมมือกับ OIE ในการรายงานเหตุการณ์การติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในประเทศ โดยประเทศไทยได้ทำการรายงานการติดเชื้อว่ามีการติดเชื้อในสุนัขและแมว โดยทุกเคสที่รายงานนั้นพบการติดเชื้อจากเจ้าของติดเชื้อ COVID-19 ทั้งสิ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีโครงการการเฝ้าระวังการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในสัตว์เลี้ยงที่มีอาการเสี่ยง เช่น มีการแสดงอาการทางระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น หรือสัตว์เลี้ยงที่มาจากต่างประเทศพร้อมกับเจ้าของ โดยการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังดังกล่าว ทำการตรวจหาเชื้อโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน จากผลการตรวจวิเคราะห์ทุกตัวอย่างให้ผลเป็นลบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวด้วยว่า เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเริ่มเข้าสู่อากาศหนาวแล้ว สัตว์อาจมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ กรมปศุสัตว์ จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และป้องกันสัตว์ของตนเองไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำเชื้อโรคเข้าสถานที่เลี้ยงสัตว์ และหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารงานส่วนตำบลในพื้นที่ หรือโทรแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ที่เบอร์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพริเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรสามารถป้องกันและควบคุมโรคได้ทันที

-005

กรมชลฯเดินหน้าแก้มลิงแก้น้ำท่วม-แล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620342

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังติดตามความก้าวหน้าโครงการแก้มลิงหนองทะเล ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ ว่า เนื่องจากปริมาณน้ำในคลองกระบี่มีปริมาณน้ำมาก อัตราการไหล 240 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที เมื่อไหลผ่านเทศบาลเมืองกระบี่ ความกว้างคลองแคบลง สามารถระบายน้ำได้เพียง 80 ลบ.ม./วินาที ทำให้เกิดน้ำเอ่อท่วมขังในเขต ต.ทับปริก และเขตเทศบาลเมืองกระบี่ เกือบทุกปีกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จึงได้ศึกษา สำรวจ ออกแบบ และมีแนวทางในการก่อสร้างแก้มลิงหนองทะเล พื้นที่ 300 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2566 ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่เมืองทับปริก และเทศบาลเมืองกระบี่ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วม ได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำคลองกระบี่ใหญ่ โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหา
คือ 1.ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ (ตัดยอดน้ำ) 2.ก่อสร้างคลองผันน้ำเพื่อลดปริมาณน้ำไหลเข้าเทศบาลเมืองกระบี่ และสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และ 3.แก้มลิงหนองทะเล บริเวณหนองน้ำธรรมชาติบ้านหนองทะเล ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่

“ได้รับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำจืด อุทกภัย และน้ำที่ใช้ในด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ
จึงพร้อมที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ พร้อมจัดสรรงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน
พื้นที่ อ.เมือง จ.กระบี่ อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

‘เฉลิมชัย’เปิดอีสานเกตเวย์ ส่งออกผลผลิตเกษตรสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620345

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการหารือเฉพาะกิจของคณะทำงาน
ฟรุ้ทบอร์ด ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการผลไม้ระดับพื้นที่ ตามนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ กำหนดยุทธศาสตร์อีสานเกตเวย์ เชื่อมอีสานเชื่อมโลกด้วยเส้นทางขนส่งทางรถไฟจากไทยผ่านลาว-จีนทุกมณฑล-เอเชียตะวันออก-เอเชียกลาง-ตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งเป็นการเปลี่ยน logistics landscape สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้โดยมีอีสานเป็นประตูการค้าการขนส่งและเป็นฐานการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ 1 กลุ่ม จังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร หรือศูนย์แปรรูปผลไม้และสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) รวมทั้งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เตรียมความพร้อมในการเปิดบริการใช้ประโยชน์บนเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์

สำหรับเส้นทางรถไฟจีน–ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร 31 สถานี เริ่มต้นที่นครคุนหมิง มณฑล ยูนนาน ประเทศจีน เชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็น ประเทศลาว มีปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดหนองคาย โดยมีการทำ MOU บันทึกความร่วมมือ 3 ประเทศระหว่างไทย–ลาว–จีน ในปี 2560 เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ผ่านการขนส่งทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศและทางเรือเพื่อสร้างโอกาสและการเติบโตของการส่งออกการนำเข้าของประเทศไทยต่อไปในอนาคตโดยมีอีสานเป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ (Esan New Economic Corridor )

“การเปิดศักราชใหม่ของระเบียงเศรษฐกิจอีสานเป็นผลมาจากการเดินทางเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ของนายเฉลิมชัย จนนำมาซึ่งการลงนามในพิธีสารเปิดด่านนำเข้าส่งออกระหว่างไทย–จีน เพิ่มเป็น 16 ด่าน รวมทั้งด่านรถไฟโมฮ่าน ด่านรถไฟผิงเสียง ด่านรถไฟเหอโข่ว พร้อมกับจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เกษตร โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.เกษตรฯ เป็นประธานทำงาน ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนทำให้การเตรียมความพร้อมในการขนส่งทางรถและทางรถไฟปกติไปยังสถานีขนส่งท่านาแล้ง พร้อมเปิดดำเนินการโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยาง และผลไม้ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเวลาในการขนส่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและเปิดโอกาสทางการตลาดต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งทางสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายงานว่า ขณะนี้ลาว ได้กำหนดอัตราค่าโดยสารและค่าระวางขนส่งสินค้าแบบเทกองแล้ว ส่วนอัตราการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่ได้กำหนด” นายอลงกรณ์ กล่าว

ชู‘สุขภาพหนึ่งเดียว’ กรมปศุสัตว์มุ่งลดใช้ ยาต้านจุลชีพในสัตว์ รักษาแค่เท่าที่จำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620343

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนหรือตกค้างของยาต้านจุลชีพในสิ่งแวดล้อม สาเหตุมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่มากเกินความจำเป็น จึงมีแนวทางพึงปฏิบัติในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างถูกต้อง ใช้เท่าที่จำเป็น ในการรักษาสุขภาพของสัตว์ที่เจ็บป่วย ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ริเริ่มและดำเนินโครงการที่ป้องกันการเกิดเชื้อดื้อยาเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค โครงการ “การลดใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์” เพื่อลดการใช้ยาต้านจุลชีพในการทำปศุสัตว์ ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เช่น โครงการเขียงสะอาด โครงการเนื้ออนามัย โครงการปศุสัตว์ OK 2.โครงการ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ (Raised Without Antibiotics; RWA)” จะไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงจนถึงแหล่งจำหน่าย หากสัตว์มีการเจ็บป่วยระหว่างการเลี้ยงจะมีการรักษาสัตว์ป่วยตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) โดยการรักษาจะอยู่ภายใต้ความดูแลของสัตวแพทย์ โดยใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มีระยะหยุดให้ยาตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมและจัดทำโครงการวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้ทางเลือกอื่นๆ (Alternatives) เพื่อทดแทนและลดการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ให้การรับรองฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วมากกว่า 200 แห่ง

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620347

สกู๊ปพิเศษ : วช.หนุนวิจัยโครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง  เพิ่มน้ำพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วช. สนับสนุนทุนวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำชลประทาน “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง” เชื่อมโยงเทคโนโลยีบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อใช้ติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา ประมวลสถานการณ์น้ำ สั่งการและควบคุมปริมาณการส่งน้ำชลประทานให้เหมาะสมกับสภาพการเพาะปลูกพืช ในพื้นที่โครงการชลประทาน

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง เป็นโครงการชลประทาน อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ใช้น้ำต้นทุนหลักจากลำน้ำปิงท้ายเขื่อนภูมิพล แผนงานวิจัยเข็มมุ่งด้านการบริหารจัดการน้ำ ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรมเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำเกษตรกรรมและการใช้น้ำต้นทุนที่เหมาะสมในพื้นที่ศึกษาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร ของศูนย์วิจัยวิศวกรรมน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ช่วยให้โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง ในปัจจุบัน มีระบบปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำเกษตรกรรม เป็นเครื่องมือ
ให้เจ้าหน้าที่ใช้ปฏิบัติงานในการควบคุมและประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อการส่งน้ำได้อย่างเหมาะสม

โดยระบบสามารถติดตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เกษตรกรรมและระดับน้ำในคลองส่งน้ำ จำลองสภาพการใช้น้ำและวางแผนการส่งน้ำจากการติดตามความชื้นดิน จำลองการไหลในคลองส่งน้ำ และปฏิบัติการควบคุมประตูน้ำแบบอัตโนมัติได้ผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งผลการดำเนินงานวิจัย สามารถลดปริมาณการสูญเสียจากการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน ที่เกินความต้องการของพืชที่เพาะปลูกได้ตามเป้าหมาย

นักวิจัยได้จำลองรูปแบบการส่งน้ำเพื่อลดปริมาณการสูญเสียน้ำในการจัดสรรน้ำเข้าพื้นที่ชลประทาน โดยแบ่งกลุ่มการส่งน้ำออกเป็น 20 โซน ตามกลุ่มการใช้น้ำจากคลองเดียวกันที่มีการเหลื่อมเวลาการเพาะปลูกพร้อมกัน โดยกำหนดรูปแบบการส่งน้ำตามจริงจากพฤติกรรมการใช้น้ำของเกษตรกร (ซึ่งมีการพัฒนากลุ่มผู้ใช้น้ำแบบมีส่วนร่วมเสริม) ทั้งในเชิงปริมาณและช่วงเวลาที่สอดคล้องกับความต้องการน้ำของพืช จากการจำลองสภาพการใช้น้ำร่วมกับข้อมูลความชื้นดินราย 3 ชั่วโมงที่มีการติดตามจำนวน 120 จุด ครอบคลุมทั้งโครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดง

จากผลการประเมินประสิทธิภาพการจำลองการส่งน้ำตามแนวทางงานวิจัย โดยใช้พื้นที่เพาะปลูกข้าวที่มีการสำรวจและรายงานโดยกรมชลประทาน พบว่า ในช่วงปีฤดูแล้ง 60/61 ที่มีสถานการณ์น้ำปกติ ผลการเสนอแนะจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำชลประทานที่เกินกว่าความต้องการน้ำของพื้นที่เพาะปลูกข้าวได้ 15.42 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 16.47 ส่วนในปีน้ำน้อย61/62 พบว่า การใช้งานเครื่องมือและระบบที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัย สามารถลดปริมาณการส่งน้ำที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณและช่วงเวลาการใช้น้ำได้ 68.17 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25.20 จากการเปรียบเทียบในเชิงบริหารจัดการระหว่างผลการเสนอแนะจากงานวิจัยฯ เทียบกับการส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำเดิม

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ ปิ่นทอง หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำต้นทุนของเขื่อนภูมิพลขณะนี้ มีปริมาณน้ำต้นฤดูแล้ง 64/65 ณ วันที่ 1 พ.ย. 2564 ใช้การได้อยู่ 4,229 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุใช้การ ใกล้เคียงกับน้ำต้นทุนในปีน้ำปกติ 2556 คาดการณ์ได้ว่า หน้าแล้งปีนี้ โครงการส่งน้ำฯ ท่อทองแดงจะมีสถานการณ์การเพาะปลูกที่เข้าสู่ภาวะปกติ ไม่เกิดการขาดแคลนน้ำสามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ 218,760 ไร่ ตามรูปแบบการส่งน้ำเดิม และหากใช้ผลของงานวิจัยที่ได้เสนอแนะแผนการจัดสรรน้ำร่วมกับการใช้ข้อมูลความชื้นดิน โครงการส่งน้ำฯท่อทองแดง จะมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นเป็น 268,300 ไร่ โดยใช้ปริมาณน้ำที่รับเข้าโครงการฯ รวมทั้งฤดูกาล 216 ล้าน ลบ.ม. ประเมินเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับการส่งน้ำตามรูปแบบเดิม

ทั้งนี้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การปฏิบัติในการลดการสูญเสียการส่งน้ำในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับความต้องการใช้น้ำ งานวิจัยได้เสนอแนะให้มีการวางแผนการส่งน้ำจากพื้นที่เพาะปลูกสำรวจรายสัปดาห์ร่วมกับการติดตามข้อมูลความชื้นดินในแปลงเกษตรกรรม พร้อมกับสร้างการรับรู้ข้อมูลความชื้นดินและการปรับตัวการใช้น้ำตามรูปแบบการส่งน้ำตามโซนให้แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำและเกษตรกร ระบบนี้จะช่วยให้แผนการจัดสรรน้ำตรงกับความต้องการน้ำจากรูปแบบการใช้น้ำของเกษตรกร เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำต้นทุนในระดับโครงการชลประทานได้

น่านจัดนัดรวมพลคนกาแฟ ชู‘กาแฟสร้างป่า’ของดีจังหวัด ส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620341

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน น่านนัดรวมพลคนกาแฟครั้งยิ่งใหญ่ ในงาน ฅน คอกาแฟ รู้จักน่านผ่านกาแฟ โดยมี นายอดิศร จันทรประภา เกษตรและสหกรณ์ จ.น่าน ต้อนรับและนำชมบริเวณการจัดงาน ซึ่งกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.น่าน จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายกาแฟ ผลผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์กาแฟน่าน ให้เป็นที่แพร่หลายสู่สาธารณชน ที่เฮือนฮังต่อ กาแฟน่าน ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน

โดย จ.น่าน มีพื้นที่ปลูกกาแฟที่สำคัญ ได้แก่ อ.แม่จริม ท่าวังผา ทุ่งช้าง สองแคว เฉลิมพระเกียรติ และ อ.บ่อเกลือ จำนวน 10,133 ไร่ ให้ผลผลิตกาแฟมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ความพิเศษของกาแฟน่านคือเป็น “กาแฟสร้างป่า” เพราะปลูกใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ที่มีความสูง 800-1,600 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เกษตรกรปลูกกาแฟแทนการทำลายป่า นอกจากไม่ตัดไม้ใหญ่แล้ว ต้นกาแฟที่ได้รับแสงแดดน้อยทำให้เมล็ดสุกช้า เอื้อต่อการดูดซับแร่ธาตุต่างๆ ในเมล็ด การสุกช้าจะทำให้เก็บสารกาแฟดี ส่งผลให้ได้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพกลิ่นหอม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยภายในงานประกอบด้วยการออกบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟจากแหล่งปลูกในจ.น่าน ลิ้มรสกาแฟจากร้านกาแฟในจังหวัด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านกาแฟ ในกิจกรรมสาธิตและเสวนา จากวิทยากรชั้นนำด้านกาแฟ เป็นต้น