‘เฉลิมชัย’ยกสัตวแพทย์ไทย ก้าวสู่ผู้นำในอาเซียน-ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618164

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 44 ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มีข้อจำกัดในการเดินทางระหว่างประเทศ แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาความรู้และความร่วมมือด้านต่างๆ จึงมีการประชุมออนไลน์เสมือนจริง โดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นเจ้าภาพหลัก มี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ที่ปรึกษาสมาคมฯ และคณะ ร่วมจัดประชุมหัวข้อ “สัตว์อยู่ดี คนมีสุข ยุควิถีใหม่” กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24-26 พฤศจิกายนนี้

การประชุมครั้งนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี สัตวแพทยสมาคมฯ ได้อาศัยความร่วมมือจากสาขาวิชาชีพต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนระดับชาติและนานาชาติ เปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย สาขาวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจด้านการดูแลสัตว์เลี้ยง และผลิตสัตว์เชิงอุตสาหกรรม ได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ทางวิชาชีพ มุ่งเน้นความร่วมมือในการเพิ่มศักยภาพ ขีดความสามารถวิชาชีพสัตวแพทย์ในการขับเคลื่อนประเทศไทย เน้นใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนาด้านการเลี้ยงสัตว์ เพื่อนำเสนอผลงานทางวิชาการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นในระดับภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

จากการพัฒนาศักยภาพและการขับเคลื่อนงานวิชาชีพสัตวแพทย์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้วงการสัตวแพทย์ไทยมีความก้าวหน้าเป็นผู้นำระดับภูมิภาคอาเซียน มีการสร้างความร่วมมือในด้านวิจัยและนวัตกรรมในระดับนานาชาติ อีกทั้งมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของประเทศในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ ระบบอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ รวมถึงด้านสาธารณสุขในระบบการเฝ้าระวัง ควบคุมและป้องกันโรคทั้งในสัตว์และมนุษย์ การรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของพี่น้องประชาชน รวมถึงการมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย และสอดคล้องกับข้อกำหนดระหว่างประเทศและสากล ซึ่งประเทศคู่ค้าต่างๆ ให้ความเชื่อมั่น ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนและผู้นำในอันดับโลกซึ่งวิชาชีพสัตวแพทย์ถือเป็นบทบาทที่ท้าทายในการควบคุมผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์รวมมีมูลค่าแล้วมากกว่า 240,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

นายเฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ขอชื่นชมและให้กำลังใจผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ที่ช่วยขับเคลื่อนพัฒนาวงการวิชาชีพสัตวแพทย์ไทยให้ก้าวสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก

เลขาฯสปก.รุดเยี่ยม วิสาหกิจบ้านถ้ำสิงห์ ได้รับรางวัล‘เลิศรัฐ’ สร้างอาชีพเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618161

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมด้วย นายเอกพงศ์ น้อยสร้าง รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ จ.ชุมพร ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งได้รับรางวัลเลิศรัฐปี 2564 สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีนายนิคม ศิลปศร ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ ต้อนรับ และรายงานประวัติความเป็นมา ผลการดำเนินงาน จากนั้นเลขาธิการ ส.ป.ก.ได้มอบโล่รางวัลเลิศรัฐ ที่ได้รับจาก กพร.ให้แก่วิสาหกิจชุมชน 2 กลุ่ม ใน จ.ชุมพร ที่ได้รางวัล คือกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ และการบริหารจัดการสินค้าปาล์มน้ำมัน ต.ละแม อ.ละแม ต่อมาประธานวิสาหกิจชุมชนฯ ได้นำคณะของเลขาธิการ ส.ป.ก.เยี่ยมชมพื้นที่ กระบวนการผลิตทั้งกระบวนการคั่วการอบกาแฟ และการบริหารจัดการภายในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

สำหรับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ ประกอบด้วย เกษตรกรสมาชิกที่ป้อนผลผลิตกาแฟโรบัสต้า 150 ราย จากพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 3,700 ไร่ ซึ่งกว่าร้อยละ 90 เป็นเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดย ส.ป.ก.ชุมพร ให้การสนับสนุนเกษตรกร ทั้งในส่วนของที่ดินทำกิน แหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตร และการรวมกลุ่มของเกษตรกรจนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนฯ เจ้าของกาแฟตราถ้ำสิงห์ กาแฟขึ้นชื่ออันดับต้นๆ ของ จ.ชุมพร ที่สร้างงาน สร้างตลาด สร้างอาชีพให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.ถ้ำสิงห์ และพื้นที่ใกล้เคียง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมถก ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618162

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมสัมมนาโครงการขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกรมปศุสัตว์พื้นที่เขต 9 พร้อมด้วยนายบรรจงจงรักษ์วัฒนา ปศุสัตว์เขต 9 น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา เลขานุการกรมปศุสัตว์ ผู้แทนกองแผนงาน และหัวหน้าส่วนราชการพื้นที่เขต 9 ผอ.ศูนย์ฯ หัวหน้าด่านฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม ทั้งนี้ ภารกิจและบทบาทของกรมปศุสัตว์มีหลากหลาย ส่วนนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานประกอบด้วย คน (การบรรจุคนและกระจายอัตรากำลังสู่ภูมิภาคและพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ) เงิน (ใช้งบอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด) และงาน (ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก)ดังนี้ 1.ด้านผลิตและส่งเสริม 2.ด้านสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ 3.ด้านคุณภาพมาตรฐานสินค้า (food safety) และ 4.ด้านการบริหาร การใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า การบริหารบุคลากร การบรรจุแต่งตั้งอย่างเป็นธรรม การปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และยานพาหนะ

สำหรับการปฏิบัติงาน เน้นเชิงรุก ยึดสุจริต โปร่งใสและเป็นธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล ด้านงบประมาณ ให้ใช้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และด้านบุคลากร ให้พัฒนาองค์ความรู้ เพิ่มศักยภาพของตนเองเพื่อใช้ประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและประเทศชาติ ที่สำคัญคือความรู้รักสามัคคี ให้สามารถขับเคลื่อนหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้และสำเร็จตามเป้าหมายการดำเนินงาน

ช่วยเกษตรกร! กรมชลฯเดินเครื่องจ้างแรงงานปี 65 เป้าหมาย 7.5 หมื่นคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618043

ช่วยเกษตรกร! กรมชลฯเดินเครื่องจ้างแรงงานปี 65 เป้าหมาย 7.5 หมื่นคน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 10.10 น.

25 พ.ย.2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการตามนโยบายการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ 2565 เพื่อปฏิบัติงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นการทำการเกษตร โดยในปีนี้ มีแผนจ้างแรงงานวงเงินกว่า 4,465 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 75,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 1 – 10 เดือน วงเงินจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 8,700 – 87,000 บาท/คน โดยเกณฑ์การจ้างแรงงานจะพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. เกษตรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2. สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป และ 4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ 

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 64) มีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้ว 2,155 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 2.87 ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 621 คน จังหวัดร้อยเอ็ด 312 คน และจังหวัดกาฬสินธุ์ 186 คน 

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460 ชลประทานบริการประชาชน

รมว.เกษตรฯ ประกาศหนักแน่น ย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618038

รมว.เกษตรฯ ประกาศหนักแน่น ย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 09.12 น.

“เฉลิมชัย” ประกาศหนักแน่นย้ำขอคืนสถานภาพปลอดกาฬโรคในม้า หลังไม่พบโรคมาปีกว่าแล้ว

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการรายงานพบโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness: AHS) ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ครั้งแรกในประเทศไทยมีการรายงานพบการเกิดโรคไปองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เมื่อ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563 ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อผู้เลี้ยงม้าอย่างมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น ไม่สามารถจัดการแข่งขันม้าทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายม้าข้ามจังหวัดหรือออกนอกประเทศ ไม่สามารถนำม้าให้บริการนักท่องเที่ยวหรือทำสันทนาการได้ ทำให้ผู้เลี้ยงม้าขาดรายได้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบให้น้อยที่สุดและควบคุมโรคในวงจำกัด จึงได้ให้ความสำคัญใส่ใจมาตั้งแต่ต้นและมีนโยบายสั่งการเร่งด่วนให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการควบคุมโรคทันที นั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์รับสนองนโยบาย ได้เร่งดำเนินการพร้อมด้วยภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด โดยขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการตามมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค เพื่อควบคุมโรคให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัดลดการแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้กำหนดแผนปฏิบัติการการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อขอคืนสถานภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) โดยแนวทางดำเนินการประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ ระยะที่ 2 ระยะเฝ้าระวังและป้องกันการอุบัติซ้ำของโรค และระยะที่ 3 ขอคืนสถานภาพรับรองการปลอดโรค AHS ในประเทศไทยจาก OIE โดยตามข้อกำหนดของ OIE (OIE Terrestrial Animal Health Standards Commission, 2018) ระบุเงื่อนไขในการขอคืนสถานภาพปลอดโรคจะต้องไม่พบม้าป่วยใหม่เพิ่มเติมในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 2 ปี และต้องมีการหยุดการใช้วัคซีนภายในประเทศก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงจะสามารถดำเนินการขอคืนสถานะปลอดโรคนี้จาก OIE ได้ โดย OIE ได้กำหนดการขอคืนสถานะปลอดโรค AHS ในรูปแบบของ free country หรือ free zone ไว้ด้วย

จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่พบการระบาดของโรค AHS แล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและขอคืนสถานภาพปลอดโรค AHS จาก OIE ได้โดยเร็ว กรมปศุสัตว์จึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ได้แก่ การเฝ้าระวังโรค การควบคุมเคลื่อนย้าย การควบคุมแมลงและพาหะ และการเฝ้าระวังโรคในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือพื้นที่เฉพาะ (Sentinel surveillance) ซึ่งจากข้อมูลที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นจนพบม้าป่วยตัวสุดท้าย สามารถขอคืนสถานภาพปลอดโรคจาก OIE ได้ภายในปี 2566 นี้ นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บกของ OIE กรมปศุสัตว์จึงได้หารือ Dr. Susanne Muensterman ที่ปรึกษา OIE มาตั้งแต่ต้น โดย Dr. Susanne มีกำหนดเดินทางมาประเทศไทย ระหว่างวันที่ 21-27 พฤศจิกายน 2564 เพื่อเป็นที่ปรึกษาและตรวจประเมินการดำเนินงานควบคุมและกำจัดโรค AHS ของประเทศไทยให้มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดสุขภาพสัตว์บกของ OIE ก่อนที่ประเทศไทยจะยื่นขอรับรองคืนสถานภาพปลอดโรค

สำหรับกำหนดการเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ด่านกักกันสัตว์ สถานที่กักสัตว์ และสถานที่ที่มีสัตว์ sentinel เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือในประเด็นต่างๆ กับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล่าสุดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 นี้ กรมปศุสัตว์ได้จัดประชุมหารือร่วมภาคีเครือข่าย Mr. Harald Link นายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี Dr. Susanne ร่วมประชุมหารือด้วย โดย Dr. Susanne ได้ให้ข้อเสนอแนะในการจัดทำเอกสาร รวมทั้งการปรับแนวทางและกิจกรรมการเฝ้าระวังโรคให้ครอบคลุมและครบถ้วนยิ่งขึ้น เช่น ปรับแผน Sentinel surveillance เพิ่มการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการในสัตว์กลุ่มม้าลายในพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มการประชาสัมพันธ์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้มากขึ้น

รมว.กษ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้มั่นใจประเทศไทยได้ดำเนินการสอดคล้องตามข้อกำหนดและข้อเสนอแนะของ OIE สามารถขอคืนสภาพปลอดโรค AHS ภายในปี พ.ศ. 2566 นี้ได้แน่นอน ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ของ Dr. Susanne จะเป็นประโยชน์กับกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมาก หากคืนสถานภาพปลอดโรคได้จะทำให้ประเทศไทยลดผลกระทบและความสูญเสียจากโรคดังกล่าว อุตสาหกรรมม้าของประเทศกลับสู่ปกติ และสามารถจัดการแข่งขันกีฬาขี่ม้าในระดับนานาชาติ ซึ่งสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศไทยได้ต่อไปในอนาคต

คปก.กำหนดค่าตอบแทน ใช้ที่ส.ป.ก.เยียวยาผู้กระทบจากโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617966

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 5/2564 ว่ามีวาระสำคัญในการอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ตลอดจนการรายงานผลการปฏิบัติงานตามกรอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำปีบัญชี 2564 ไตรมาสที่ 4 โดย ส.ป.ก.เสนอร่างประกาศ คปก.เรื่อง หลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าตอบแทนการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2564 ตามมติ คปก.ครั้งที่ 3/2564 ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยพิจารณาหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าตอบแทนการใช้ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่จะเรียกเก็บค่าตอบแทนจากผู้ได้รับการจัดที่ดิน และมีหลักเกณฑ์การลดค่าตอบแทน การปรับปรุงค่าตอบแทน การทบทวนอัตราค่าตอบแทน และการคำนวณค่าตอบแทนเพื่อเป็นการสนับสนุนและลดต้นทุนในกิจกรรมความเป็นอยู่ต่างๆ ของเกษตรกรและผู้เช่าที่ดิน

คปก.ยังให้ความสำคัญในเรื่องของสาธารณูปโภคโดยได้อนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ พร้อมกับหอถังสูงเพื่อการอุปโภค-บริโภค ในแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 แปลงที่ดิน No 83 โซน 5 และ 6 จ.ชุมพร ที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ปรับพื้นที่และปรับปรุงถนนสายหลัก ผิวจราจรหินคลุก ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแปลงและขนส่งผลผลิตจากแปลงไปสู่ตลาดได้สะดวก ตลอดจนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแบบครบวงจร

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า การอนุมัติโครงการและใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมครั้งนี้ เป็นการพัฒนาแปลงที่ดินตามโครงการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 ซึ่งอนุมัติหลักการใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในการพัฒนาทั้งสิ้น7 กิจกรรม มีการอนุมัติโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560–2564ไปแล้ว 74 โครงการ 5 กิจกรรม ดำเนินงานในพื้นที่ 12 จังหวัด จำนวน 39 แปลง จำนวนเงินทั้งสิ้น 218,526,362.00 บาท และเบิกจ่ายแล้ว148,445,857.27 บาท ส.ป.ก.ได้เยียวยาช่วยเหลือเกษตรกร ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ปีงบประมาณ2563-2564 รวม 45 จังหวัด เกษตรกร 4,162 ราย เป็นเงิน 146.32 ล้านบาท และช่วยลดภาระหนี้สินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ได้รับผลกระทบโดยผ่อนผันการชำระเงินกู้รายงวด หรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้เงินกู้ออกไป 1 ปี

‘ประภัตร’วางแผนดึงน้ำ เก็บอ่างฯเพนียดแก้แล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617962

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายศุภภิมิตร เปาริก รอง ผวจ.ลพบุรี ลงพื้นที่ ต.เพนียด อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี วางแผนสูบน้ำพื้นที่น้ำท่วมขัง มาเก็บกักที่อ่างเก็บน้ำเพนียดเพื่อใช้ประโยชน์หลังฤดูฝน โดยสั่งการให้ อบต.เพนียด นำท่อขนาด 1 เมตร 2 แถว วางเชื่อมต่อระหว่างอ่างเก็บน้ำเพนียด ซึ่งมี 2 ส่วน ให้เชื่อมต่อถึงกัน เพื่อเก็บน้ำให้ได้ปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม).เพิ่มเป็น 3 ล้านลบ.ม. และให้โครงการชลประทาน จ.ลพบุรี ทำถนนคันรอบอ่างเก็บน้ำเพนียดเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และให้สำนักงานประมง จ.ลพบุรี จัดหาพันธุ์ปลา กุ้ง มาปล่อยเป็นแหล่งอาหารให้ประชาชน

นอกจากนี้ นายประภัตร ได้สั่งการให้แก้ไขปัญหาการตื้นเขินของลำคลองหนองยายลักษณ์ ข้าง อบต.เพนียด ซึ่งมีความยาว 100 เมตร โดยขุดลอกสองข้างลำคลอง และวางท่อลำคลองรับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระยะทาง 30 กิโลเมตร รวมทั้งขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำระยะไกล 3 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 16 ชัยนาท เพื่อสูบน้ำจากสระพุ ต.เพนียด มาเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำเพนียด สำหรับใช้ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนคลองลำสนธิ ได้ให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคลพบุรี สำรวจและขุดลอกคลอง เพื่อให้ระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

เกษตรกรเฮ! ‘บิ๊กตู่’จัดอีก1.55แสนล้าน เติมประกันรายได้/สินเชื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617995

เกษตรกรเฮ!  ‘บิ๊กตู่’จัดอีก1.55แสนล้าน  เติมประกันรายได้/สินเชื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เกษตรกรเฮ! ‘บิ๊กตู่’จัดอีก1.55แสนล้านเติมประกันรายได้/สินเชื่อ นำเข้าครม.อนุมัติ30พ.ย.นี้

นายกฯไม่ทอดทิ้งเกษตรกร จัดสรรเงินช่วยเหลืออีก 1.55 แสนล้านบาทใช้ในโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตรและโครงการสินเชื่อต่างๆเข้าครม. 30 พฤศจิกายนนี้ ปลื้ม“คนละครึ่ง”เฟส 3-“ยิ่งใช้ยิ่งได้”ฉลุยต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปท.“ผู้ซื้อ-ผู้ขาย”ได้ประโยชน์ร่วมกันสร้างมูลค่ารวมมาตรการใช้จ่ายลดค่าครองชีพของรัฐสะสมสูงเกือบ2แสนล้านบาทแล้ว

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ระบุว่า “พี่น้องประชาชนที่รักครับ ผมมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทุกคน ที่ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ รวมทั้งการแพร่ระบาดโควิดและน้ำท่วม-น้ำแล้ง จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหางบประมาณมาให้พี่น้องเกษตรกร ในโครงการต่างๆ เช่น โครงการประกันรายได้ข้าว โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าว โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการข้าวเพื่อช่วยเหลือเรื่องต้นทุนการผลิตข้าว โครงการประกันรายได้ยางพารา โครงการประกันรายได้ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งวันนี้ผมขอแจ้งให้ทราบว่ารัฐบาลสามารถจัดสรรเงินให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้เพิ่มเติมอีก 155,000 ล้านบาท

โดยจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติในวันอังคารหน้า (30 พ.ย.64) จากนั้น ก็จะมีการเบิกจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถึงบัญชีพี่น้องเกษตรกรโดยตรง สำหรับรายละเอียดขอให้ติดตามข่าวสารจากทางภาครัฐอีกครั้งครับ”

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ปลื้มกระแสการใช้จ่ายของประชาชนผ่านมาตรการใช้จ่ายลดค่าครองชีพของรัฐ ที่รัฐบาลมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนในการช่วยลดภาระในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันของประชาชน ช่วยกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19ได้แก่โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ รวมทั้งเพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยความคืบหน้า (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564) มียอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 41.2ล้านคน ยอดใช้จ่าย สะสม รวม 191,685.3 ล้านบาท

แบ่งเป็น 1) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 26.13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 169,488.9 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 86,115 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 83,373.9 ล้านบาท 2) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 90,799 คน ยอดใช้จ่ายส่วนประชาชนสะสม 3,445.8 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 184.5 ล้านบาท 3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.55 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 17,123.1 ล้านบาท และ 4) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.43 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 1,443 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่ขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์ม ล่าสุด มีจำนวนกว่า 75,000 ราย ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ยังสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ ผ่านเว็บไซต์ http://www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอป พลิเคชัน “เป๋าตัง” จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ

นายธนกร ยังกล่าวด้วยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจกลับมาคึกคึกหลังจากรัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลาย นายกฯ พอใจกระแสตอบรับและการใช้จ่ายของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นฝนรัฐบาล ออกมาใช้ชีวิตแบบ New Normal ซึ่งรัฐบาลยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อ “พลิกโฉมประเทศไทย” ผ่านมาตรการ โครงการต่างๆ มาตรการเยียวยา มาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ละโครงการได้รับเสียงชื่นชมจากต่างชาติ เช่น โครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ฯลฯ ที่ทำให้ว่าทั้งผู้ซื้อ/ผู้รับบริการ และผู้ประกอบการ ตลอดจนร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ต่างได้รับประโยชน์ สร้างเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ คู่ขนานไปกับนโยบายการเปิดประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติได้ เชื่อมั่นว่าในอีก 1 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะยิ่งคึกคัก เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนไทยทุกคนมีความสุขในเทศกาลปีใหม่อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันยภาพรวมด้านการลงทุนในไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยนายกฯ ได้รับทราบความคืบหน้าจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน ดังนี้

-กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2564 คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 213 ราย เงินลงทุนรวมกว่า 11,554 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 5,000 คน โดยชาวต่างชาติ 3 อันดับแรก ที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดได้แก่ ญี่ปุ่น 82 ราย (ร้อยละ 38) สิงคโปร์ 33 ราย (ร้อยละ 15) และ ฮ่องกง 20 ราย (ร้อยละ 9) และลงทุน ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ธุรกิจบริการเป็นที่ปรึกษา บริหารจัดการ และให้บริการเดินรถและซ่อมแซมบำรุงรักษารถไฟความเร็วสูง ภายใต้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินในประเทศไทย ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม วางระบบและทดสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโครงการศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าอัจฉริยะระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านประกันภัย บริการออกแบบวิศวกรรม จัดซื้อจัดหา ก่อสร้าง ทดสอบและตรวจสอบท่อลำเลียงเชื้อเพลิงก๊าซรวมถึงสถานีควบคุมและวัดปริมาตรก๊าซธรรมชาติสำหรับโครงการไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เป็นต้น

นายธนกร กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI รายงาน ว่าการกำหนดให้โมเดลเศรษฐกิจ BCG หรือการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio – Circular – Green Economy) เป็นวาระแห่งชาติ ส่งผลให้สถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกิจการในกลุ่ม BCG ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2564 (ม.ค. – ก.ย.)มีสัญญาณบ่งชี้อัตราเติบโตที่ดี โดยมีกิจการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 564 โครงการ จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 74 และมีมูลค่าลงทุน 128,370 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อนร้อยละ 160 และสูงกว่ามูลค่าการลงทุนในปี 2563 ทั้งปี (93,883 ล้านบาท) ทั้งนี้ ตั้งแต่ ปี 2558–กันยายน 2564 มีจำนวน 2,829 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 677,157 ล้านบาท โดย 5 อันดับแรกกิจการ BCG ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ได้แก่ 1. กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า ที่เป็นพลังงานหมุนเวียน (รวมถึงไฟฟ้าจากขยะ) 289,007 ล้านบาท 2. กิจการผลิตหรือถนอมอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additive) หรือสิ่งปรุงอาหาร (Food Ingredient) โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย 94,226 ล้านบาท 3. กิจการผลิตเคมีภัณฑ์หรือพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูปต่อเนื่องจากการผลิตพอลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในโครงการเดียวกัน 40,998 ล้านบาท 4. กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากผลพลอยได้หรือเศษวัสดุทางการเกษตร 25,838 ล้านบาท 5. กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ 22,250 ล้านบาท

“คาดว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2564นี้ จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่อนคลายให้มีการเปิดประเทศ และเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจตามโมเดล BCG ของไทย จะนำไปสู่การปรับกระบวนทัศน์ และการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs และคาดว่าในอีก 5 ข้างหน้าอุตสาหกรรม BCG ของไทยจะมีมูลค่าร้อยละ25ของ GDP ซึ่งจะทำให้การเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน”นายธนกร กล่าว

ปั้น‘ยุวประมง’ปกป้องทรัพยากรสัตว์น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617961

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้จัดโครงการยุวประมง ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในท้องถิ่น เป็นสื่อกลางในการนำความรู้ที่ได้ไปบอกกล่าวผู้ปกครองที่ประกอบอาชีพประมง และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องชาวประมงในท้องถิ่นของตนเอง โดยดำเนินการจัดอบรมให้นักเรียน นักศึกษาจากทั่วประเทศ 13 รุ่น รุ่นละ 20 คน รวม 260 คน ผู้เข้ารับการอบรมเป็นนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา 4-6 มัธยมศึกษา 1-3 และ 4-6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากสถานศึกษาในชุมชนประมงน้ำจืดและชุมชนประมงทะเลชายฝั่ง ภายใต้โครงการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่น โดยจะเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับกฎหมายประมง การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ฯลฯ ซึ่งผู้ผ่านการอบรมจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ยังเป็นสื่อกลางถึงพี่น้องชาวประมงท้องถิ่นให้ทราบแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และการทำการประมงอย่างถูกวิธี ลดปัญหาและป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย สร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดการดูแลทรัพยากรประมงพื้นถิ่นมากขึ้น เกิดเป็นเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการ

ที่ผ่านมา กรมประมง จัดโครงการยุวประมง ไปแล้วกว่า 196 รุ่น มีเยาวชนที่ผ่านการอบรมกว่า 11,257 คน ซึ่งเครือข่ายเยาวชนเหล่านี้หลายคนมีความเข้มแข็งในการเป็นกระบอกเสียงในการดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นถิ่นของตนเอง บางคนเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวให้ความรู้เรื่องการดูแลคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำ บางคนมีแรงจูงใจหันมาสนใจเรียนประมง จนสอบบรรจุเข้ารับราชการกรมประมง และความสำเร็จเหล่านี้ คืออีกหนึ่งบทบาทของกรมประมง ที่น่าภาคภูมิใจ

กรมหม่อนไหมชม โครงการที่เพชรบุรี มีภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งแนะนำเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/617965

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วย นางพรไสวชุ่มบุญชู ผอ.ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ กาญจนบุรี เยี่ยมเยียนให้กำลังใจและคำแนะนำแก่เกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จ.เพชรบุรี ได้แก่ โครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หัตถกรรม และทอผ้าไหม มีสมาชิกในโครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี (ดอน 1)ผลิตเส้นไหม รวมปีละ 180-200 กิโลกรัม สร้างรายได้เป็นอาชีพเสริมให้สมาชิกในกลุ่ม รวมปีละ 216,000-240,000 บาท และเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านหม่อนไหม (การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหัตถกรรม การสาวเส้นไหม และการทอผ้าไหม) โดยให้คำแนะนำในการจัดทำให้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญา และวัฒนธรรมด้านหม่อนไหมในชุมชน

ต่อมา นายปราโมทย์ พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมโครงการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม ทดแทนการปลูกสับปะรด ให้กับเกษตรกรที่สนใจ รวมทั้งการปลูกหม่อนเพื่อเป็นอาหารสัตว์ เช่น โคขุน แพะขุน เพื่อเพิ่มรายได้ และเป็นอาชีพทางเลือก โดยใช้นโยบายตลาดนำการผลิต ส่งเสริมเกษตรกร และยังเข้าเยี่ยมชมอาคารหอประวัติศาสตร์ดอนขุนห้วย หมู่ 11บ้านวังพลับ ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี (ดอน2) ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหม ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานโครงการตามพระราชประสงค์ฯ ร่วมต้อนรับ