ปวดหัวรุนแรงทุกเช้า ต้องระวัง อาจเสี่ยงเป็นมะเร็งสมอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699423

ปวดหัวรุนแรงทุกเช้า ต้องระวัง อาจเสี่ยงเป็นมะเร็งสมอง

ปวดหัวรุนแรงทุกเช้า ต้องระวัง อาจเสี่ยงเป็นมะเร็งสมอง

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาการปวดศีรษะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่เมื่อรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการดีขึ้น แสดงว่าอาจมีความรุนแรงน้อยจนร่างกายสามารถรับมือและฟื้นฟูเองได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อาการปวดศีรษะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้นจนยาแก้ปวดไม่สามารถช่วยได้ ให้สงสัยว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดโรคร้าย เช่น มะเร็งสมอง

นพ.วิกรม เจนเนติสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่ามะเร็งสมอง เกิดจากเนื้องอกที่มีเซลล์ผิดปกติ หรือที่เรียกว่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นเองที่บริเวณเนื้อเยื่อสมอง หรืออาจลุกลามมาจากมะเร็งที่อวัยวะอื่น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไตสำหรับสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งสมองยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค ได้แก่ อายุที่มากขึ้น, มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งสมอง, ป่วยเป็นโรคมะเร็งในอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายที่สามารถลุกลามมาที่สมองได้ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต มะเร็งผิวหนัง, ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เอชไอวี,สูบบุหรี่เป็นประจำต่อเนื่องหลายปี, สัมผัสสารกัมมันตภาพรังสี สารเคมี หรือภาวะแวดล้อมบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง

อาการของโรคมะเร็งสมอง จะขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งที่พบของเนื้องอก โดยอาการจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทั่วไปแล้วผู้ที่เป็นโรคมะเร็งสมองอาจมีอาการดังนี้ ปวดศีรษะ โดยจะมีอาการรุนแรงในตอนเช้า, คลื่นไส้ อาเจียน, เป็นลมหมดสติ, ซึม, ชัก กล้ามเนื้อกระตุก, อ่อนแรงและชาบริเวณแขนและขา, มีปัญหาการทรงตัว หรือเดินลำบาก, มีปัญหาทางความคิด สติปัญญา อารมณ์ หรือสูญเสียความทรงจำ, มีปัญหาในการพูด, มีปัญหาในการมองเห็น, มีปัญหาบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้หากมีอาการร่วม เช่น มองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด, ง่วงซึมผิดปกติ,ปวดศีรษะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา

การวินิจฉัยโรคมะเร็งสมอง ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย โดยแพทย์จะมีแนวทางการวินิจฉัยดังต่อไปนี้

1.การตรวจระบบประสาท (NeurologicalExamination) เพื่อตรวจหาความผิดปกติในการทำงานของสมอง ที่เป็นผลมาจากการที่มีรอยโรคในสมอง 2.การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อดูลักษณะและตำแหน่งของเนื้อร้าย 3.การเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) โดยการเก็บตัวอย่างของเหลวในโพรงสมองและไขสันหลัง เพื่อตรวจเซลล์มะเร็งหรือความผิดปกติอื่นๆ

การตัดชิ้นเนื้อตรวจ (Biopsy) สามารถทำได้ด้วยกัน 2 วิธี คือ การผ่าตัดเปิดกะโหลกเพื่อกำจัดเนื้อร้ายในสมอง และการผ่าตัดด้วยระบบนำวิถี (Stereotaxis) ทำได้โดยการหาตำแหน่งที่ชัดเจน จากนั้นทำการเจาะรูเล็กที่กะโหลกแล้วใช้เข็มสอดเข้าไปเก็บตัวอย่างเนื้องอก แล้วส่งให้นักพยาธิวิทยาตรวจสอบหาเซลล์มะเร็งต่อไป

การรักษาโรคมะเร็งสมอง ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษามากกว่าหนึ่งวิธี ขึ้นอยู่กับประเภท ขนาด และตำแหน่งของก้อนเนื้อมะเร็ง รวมไปถึงข้อจำกัดต่างๆ ของผู้ป่วย โดยการรักษาที่เป็นมาตรฐานได้แก่ การผ่าตัด การฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคมะเร็งสมอง เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการสังเกตความผิดปกติของตัวเอง เมื่อเกิดความผิดปกติควรรีบมาตรวจรักษาโดยเร็ว เพราะหากตรวจพบโรคมะเร็งสมองในระยะแรกที่เนื้องอกยังมีขนาดเล็ก การรักษาจะยังไม่ซับซ้อน และมีโอกาสในการรักษาหายได้

เปิดโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ นำ‘ปัตตานี’สู่เมืองปูทะเลโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699461

เปิดโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ  นำ‘ปัตตานี’สู่เมืองปูทะเลโลก

เปิดโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ นำ‘ปัตตานี’สู่เมืองปูทะเลโลก

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ ณ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2565 โดยแสดงความชื่นชมในความร่วมมือร่วมใจกันของภาคีทุกภาคส่วนที่ทุ่มเทศึกษาค้นคว้าวิจัยพัฒนาชุดความรู้ในการเพาะเลี้ยงปูทะเล อันเป็นที่มาของ โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งของการเพาะฟักปูทะเล และจะมีส่วนสำคัญในการทำให้จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองปูทะเลโลก อีกทั้งยังช่วยสร้างความอยู่ดีกินดีมีความสุขแก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้

โอกาสเดียวกันนี้ รศ.ดร.ซุกรีหะ ยีสาแม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จังหวัดปัตตานีชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมว่าโรงเพาะฟักสัตว์น้ำแห่งนี้ นับเป็นรูปธรรมจากผลลัพธ์ของงานค้นคว้าวิจัยพัฒนาการเพาะฟักปูทะเล ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกันของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)กรมประมง

รวมถึงหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เพื่อเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของการเลี้ยงปูทะเลให้ครบวงจร ซึ่งโรงเพาะฟักสัตว์น้ำแห่งนี้นอกจากจะแก้ปัญหาคอขวดของการเพาะฟักลูกปูได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ยังจะถูกใช้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนิสิตนักศึกษา แหล่งค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการผลิตลูกปูทะเล และแหล่งผลิตลูกปูทะเลสำหรับให้บริการแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปูอีกด้วย

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า โรงเพาะฟักสัตว์น้ำแห่งนี้ เปรียบเหมือนรางวัลความสำเร็จจากการทุ่มเทศึกษาค้นคว้าวิจัยการเพาะฟักปูทะเล ที่ บพท. ได้เข้าไปมีส่วนให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ศอ.บต. จังหวัดปัตตานี กรมประมง และภาคีที่เกี่ยวข้องอีกหลายภาคส่วน

ซึ่งตนมั่นใจว่าโรงเพาะฟักสัตว์น้ำแห่งนี้ จะเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ต่อยอดงานวิจัยเรื่องปูทะเลให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ทั้งระดับครัวเรือนและชุมชน อีกทั้งยังจะมีส่วนในการขยายมูลค่าการค้าปูทะเลของไทยให้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเป็นรากฐานสำคัญในการทำให้จังหวัดปัตตานีเป็นเมืองปูทะเลโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ดร.กิตติ กล่าวด้วยว่า โรงเพาะฟักสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นต้นทางของการเพาะฟักลูกปู และอนุบาลลูกปู ก่อนส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงในระบบปิดที่ควบคุมอุณหภูมิและระดับความเค็มของน้ำ หรือนำไปเลี้ยงในระบบเปิดในนากุ้งร้าง และป่าชายเลนเสื่อมโทรม ซึ่งช่วยฟื้นฟูป่าชายเลนเสื่อมโทรม หรือนากุ้งร้างที่เสื่อมค่า ให้กลับมามีคุณค่ามีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จะทำให้มูลค่าผลผลิตปูทะเลไทยขยายตัวแบบก้าวกระโดดจากระดับประมาณ 900 ล้านบาท ในปัจจุบันขึ้นไปแตะระดับ 5,000 ล้านบาทต่อปี ภายในเวลา 5 ปี

พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวว่า ศอ.บต.เชื่อมั่นว่าโรงเพาะฟักสัตว์น้ำแห่งนี้จะทำให้กระบวนการเพาะเลี้ยงปูทะเลมีความครบวงจร ซึ่งจะก่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชนในหลายภาคส่วนทั้งผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร รวมทั้งภาคการท่องเที่ยว และเวลานี้ ศอ.บต.ได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นำชุดความรู้การเลี้ยงปูทะเลไปส่งเสริมให้ประชาชนประกอบอาชีพเลี้ยงปูทะเลแล้วกว่า 30 ชุมชน

นายมูฮำหมัดสุกรี มะแซ ประธานกลุ่มเลี้ยงปูในบ่อกุ้งร้าง ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี กล่าวว่า ได้นำชุดความรู้เรื่องการเลี้ยงปูทะเลไปใช้ประกอบอาชีพ ซึ่งได้ผลดีมาก และทำให้ตัดสินใจเลิกอาชีพประมงเรือเล็กที่ต้องออกทะเลให้หาสัตว์น้ำในทะเล มาเลี้ยงปูอย่างจริงจัง โดยก่อนมาเลี้ยงปู ตนต้องหาเช้ากินค่ำไม่มีเงินเหลือเก็บ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเลี้ยงปู ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก มีเงินเหลือเก็บ โดยปูเนื้ออายุ 4 เดือน ขนาด 2-3 ตัว/กิโลกรัม มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 400-500 บาท ส่วนปูไข่ จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 500-600 บาท

‘เส้นไหมและผ้าไหมควบทอมือบ้านดงบัง’ จากเส้นไหมพื้นบ้าน‘สู่มาตรฐานระดับประเทศ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699431

‘เส้นไหมและผ้าไหมควบทอมือบ้านดงบัง’  จากเส้นไหมพื้นบ้าน‘สู่มาตรฐานระดับประเทศ’

‘เส้นไหมและผ้าไหมควบทอมือบ้านดงบัง’ จากเส้นไหมพื้นบ้าน‘สู่มาตรฐานระดับประเทศ’

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เส้นไหมและผ้าไหมควบทอมือจากบ้านดงบัง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เป็นภูมิปัญญาเดิมที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยทำเส้นไหมขายและทอผ้าเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น จุดเด่นของผ้าทอไหมควบจากบ้านดงบังคือ การทอโดยควบเส้นไหมสองเส้นให้เป็นเส้นเดียวและทออย่างนี้ตลอดทั้งผืนทำให้ได้ผ้าไหมที่มีความคงทนเป็นพิเศษ ยิ่งผ่านการใช้งานจะยิ่งสวยงามผ้าจะนุ่มและพลิ้วสวยขึ้นตามกาลเวลาและด้วยจุดเด่นนี้เองทำให้ลูกหลานชาวบ้านดงบังได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดงบังเพื่อนำภูมิปัญญาการทำเส้นไหมและทอผ้าไหมควบมาพัฒนาขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ได้เป็นสินค้าคุณภาพและมีมาตรฐานเพื่อเลี้ยงชีพและสืบสานอาชีพของบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน

นางหนูเพชร สายบัว ประธานกรรมการกลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดงบัง ต.ดงบัง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิบอกเล่าถึงที่มาของผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์พิเศษหาจากที่อื่นมิได้ก่อนจัดตั้งกลุ่มชาวบ้านทำการเกษตรเพียงอย่างเดียวจึงมีรายได้ทางเดียวเมื่อผลผลิตทางการเกษตรไม่ดีเกิดความเดือดร้อน ขณะที่บางบ้านแม้จะทำเส้นไหมขายบ้าง แต่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานทำให้ขายได้ราคาไม่ดีนักแต่หลังจากจัดตั้งกลุ่มฯขึ้นเมื่อปี 2556 ทำให้ได้องค์ความรู้ด้านขั้นตอนการผลิตและการบริหารจัดการเพิ่มเติม จากการช่วยเหลือและสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง โดยเฉพาะสำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ ที่ให้เงินทุนตั้งต้นและให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและบุคลากรรวมถึงการตลาดจากเคยผลิตเส้นไหมที่ไม่ได้มาตรฐานปัจจุบันสามารถผลิตเส้นไหมที่มีคุณภาพระดับประเทศได้ ด้วยการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน การผลิตตั้งแต่ปลูกต้นหม่อนเลี้ยงไหมและขั้นตอนที่ทำให้ได้สินค้าคุณภาพ ช่วยสร้างรายได้อีกนั่นคือ…ดักแด้จนทำให้บ้านดงบังในเวลานี้ กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีของผ้าไหมทอมือดักแด้และเส้นไหมคุณภาพที่มีเส้นและสีเสมอไหมรวมตัวกันเหนียวแน่นดีส่งผลให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นจนตอนนี้งานขายเส้นไหมกลายเป็นอาชีพหลักรองมาเป็นขายไหมทอมือและตัวดักแด้ที่ได้จากการสาวไหม ส่วนอาชีพทำไร่ทำนาก็ยังคงทำอยู่แต่ไม่ต้องคอยพะวงปีไหนที่ผลผลิตไม่ดีจะเอารายได้จุนเจือครอบครัวเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ด้วยจิตวิญญาณที่ต้องการสืบสานวัฒนธรรม ภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ จนสร้างเส้นไหมและผ้าไหมที่ได้มาตรฐาน รวมถึงส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการประกวดสาวไหม จนสามารถคว้ารางวัลมาได้อย่างสม่ำเสมอ นางหนูเพชรจึงได้รับรางวัลระดับประเทศการันตีความสำเร็จมากมาย อาทิ ปี 2560 รางวัลโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการแข่งขันสาวไหมระดับประเทศ ประเภทไหมลืบสาวมือรุ่นบุคคลทั่วไป, ปี 2562 รางวัลชนะเลิศ การประกวดผลการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ, ปี 2564 รางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประเภททำสวน และล่าสุดปี 2565รางวัลเลิศรัฐ รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดี ประเภทร่วมใจแก้จน

“สิ่งที่เกษตรกรบ้านเราภาคภูมิใจที่สุดคือ เส้นไหมและผ้าไหมของเราได้รับตรารับรองคุณภาพผ้าไหมไทยตรานกยูงสีเงินของผ้าถุงลายมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติและผ้าคลุมไหล่ลายโบงามย้อมสีธรรมชาติ และแม้เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยโดนลูกค้าตีกลับสินค้าและยังได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าประจำมาเสมอทำให้ยอดขายยังคงมีต่อเนื่องแม้ในยุคโควิด แต่ในอนาคตก็อยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ให้สำเร็จ คือ คุกกี้ใบหม่อนและชาใบหม่อนเจาะกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ จึงฝากติดตามผลิตภัณฑ์จากทางเพจเฟซบุ๊กกลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดงบัง”

ด้าน นายปรีชา ลาภารัตน์ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าเราได้สนับสนุนในเรื่องของเงินทุนและการประสานงานให้กับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง และให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการทำงาน ร่วมคิดร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ และร่วมรับผลประโยชน์และผลักดันให้สมาชิกมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง รวมถึงการสร้างทายาทเพื่อสืบสานอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ยั่งยืนคู่ชุมชนต่อไปด้วย

ในขณะที่ นายวีรชาติ ประสิทธิแสงผู้อำนวยการส่งเสริมสหกรณ์ 3 กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิมีความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตให้กลุ่มเกษตรกร ด้วยการให้การสนับสนุนทุกช่องทาง มุ่งหวังให้กลุ่มมีรายได้ที่มั่นคง เพื่อให้เศรษฐกิจครัวเรือนขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลและกรมส่งเสริมสหกรณ์ในอนาคตก็วางแผนจะสนับสนุนการพัฒนาในเรื่องบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่าย และพัฒนาการตลาดออนไลน์ ตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ชวนหนุ่มสาวเตรียมฉลองคริสต์มาส กับแฟชั่นไอเทม สีแดง-เขียว สุดเริ่ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699437

ชวนหนุ่มสาวเตรียมฉลองคริสต์มาส  กับแฟชั่นไอเทม สีแดง-เขียว สุดเริ่ด

ชวนหนุ่มสาวเตรียมฉลองคริสต์มาส กับแฟชั่นไอเทม สีแดง-เขียว สุดเริ่ด

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เข้าสู่ช่วงเทศกาลแห่งความสุข หลายสถานที่ต่างประดับไฟ เตรียมตัวต้อนรับ “Santa Claus is coming to town” กับเทศกาลคริสต์มาสพร้อมกับฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันนี้จึงมีไอเทมสีแดง สีเขียว มาแนะนำให้สาวๆ สายแฟชั่นเตรียมตัวสวยเริ่ด ไม่ตกเทรนด์

เริ่มต้นกับแบรนด์ที่กำลังฮอตในหมู่เซเลบริตี้ อย่าง AB. AngelysBalek (เอบี.แอนเจลิส บาเลก) แบรนด์ลักซ์ชัวรี่สวิมแวร์ ของดีไซเนอร์สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน แองจี้-แอนเจลิส บาเลก ซึ่งแบรนด์นี้นอกจากดีไซน์สวยฉีกกรอบจากชุดว่ายน้ำเดิมๆ สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์เป็นชุดสุดเก๋สำหรับใส่กลางวันและกลางคืนแล้ว ยังใช้ sustainablefabricในกระบวนการผลิตกว่า 80% คัดติ้งระดับไฮเอนด์ ส่งตรงจากโรงงานในประเทศอิตาลีที่ผลิตให้กับแบรนด์ดังๆ มากมาย

เดรสสั้นประดับเลื่อมด้วยมือในสไตล์โอต์กูตูร์ทั้งตัว จาก Capsule Collection “RainbowGlam” ซึ่งทางแบรนด์ AB. AngelysBalek ได้คอลลาบอเรชั่น (collaboration) กับ AnnaDello Russo (แอนนา เดลโล รุสโซ่) แฟชั่นไอคอนคนดัง เรียกว่าเป็นไอเทมสุดปัง!เหมาะกับใส่ไปปาร์ตี้คริสต์มาส

สดใสส่งท้ายปีด้วย AB. AngelysBalek คอลเลคชั่น GARDEN PARTY แบบสาวพอลล่าเทเลอร์กับวันพีช สีแดง ผ้ากำมะหยี่สุดหรู ดีไซน์แฝงความน่ารักกับระบายแบบรัฟเฟิลช่วงอก หรือจะเซ็กซี่ กลิ่นอายแฟชั่นยุค 80 กับวันพีชเกาะอก สีแดง มาพร้อมกับปลอกแขน ซึ่งสาวๆ สามารถนำมาทวิตเป็นบอดี้สูท สวมทับด้วยกางเกงยีนส์แบบ สาวเฟย์ พรปวีณ์ นีระสิงห์ก็โก้ไปอีกสไตล์

ไอเทมที่เสริมให้ลุคโดดเด่นหนีไม่พ้น “รองเท้า” สาวๆ ที่กำลังมองหารองเท้าสวยๆ ใส่สบาย ต้องยกให้ Jimmy Choo (จิมมี่ ชู) แบรนด์รองเท้าสุดหรูจากอังกฤษ โดยรองเท้าสีแดงเพลิงรุ่น FLACA SANDAL100 และรองเท้ารัดส้น รุ่น HELOISE 120 จากคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด Winter 2022 Collection สะดุดตากับดีเทลโบและด้วยความสูงที่สูงถึง 100 มิลลิเมตร ยิ่งเสริมให้ลุคดูสูงเพรียว สง่างาม

สาวๆ ที่ชอบคอมพลีลุคด้วยกระเป๋า แนะนำ Varenne Avenue Quad กระเป๋าถือรุ่นซิกเนเจอร์ทำจากกำมะหยี่สีแดงทับทิม ทรงสี่เหลี่ยมดีไซน์คลาสสิก มาพร้อมกับดีเทลบุนวมลวดลายลอนคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์ และฮาร์ดแวร์โลโก้ JC ประดับคริสตัลสุดหรูหรา

ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสกับแฟชั่นสายสตรีทที่ใครเห็นเป็นต้องช็อป!เสื้อยืดMatter Tee จาก Matter Makers แบรนด์แฟชั่นสตรีทแวร์ ที่ดึงความเท่ เปรี้ยว ซ่า ในตัวคุณออกมา ด้วยคอนเซ็ปต์ exCOOLsive “ความเท่ที่ไม่เหมือนใคร” และสนุกไปกับแฟชั่นไม่จำกัดเพศ โดยในครั้งนี้แบรนด์ได้เลือกสีดีพ เร้ด และสีไบรท์ กรีน พร้อมยกขบวนเจ้าหมาสุดแสบและน้องกระต่ายสุดซ่ามาปาร์ตี้สุดมันส์ ในธีม Ready-To-Rock พร้อมเป็นเจ้าของไอเทมใหม่สุดร็อกก่อนใคร

พบกับ Matter Makers คอลเลคชั่นReady-To-Rock T-shirt ได้ที่ LineOA@mattermakers / http://www.matter-makers.com /Lazada / Central Online และ MatterMakers Stores ทุกสาขา

Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699421

Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

Life & Health : เรียนรู้..กว่าจะมาเป็นยา

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยา เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตที่เราขาดไม่ได้ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า กว่าจะผลิตยามาใช้ในการรักษาโรคแต่ละตัวได้นั้น เภสัชกรและทีมนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลานานหลายปี ตั้งแต่ขั้นตอนการทดลองและพัฒนายาขึ้นมา จนได้เป็นยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาโรคหรือภาวะต่างๆได้อย่างปลอดภัย

ข้อมูลจาก เภสัชกรธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล แนะนำขั้นตอนต่างๆ กว่าจะมาเป็นยา ดังนี้

ค้นหาตัวยาสำคัญ สารไหนกันที่มีฤทธิ์

ตัวยาสำคัญ คือ ส่วนประกอบสำคัญในยา ที่ทำให้ยานั้นมีผลในการรักษา ตัวยาสำคัญนี้อาจได้มาจากพืช สัตว์ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมา แต่กว่าจะได้มาซึ่งตัวยาสำคัญนี้ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ดังตัวอย่างของการค้นหาตัวยาสำคัญจากสมุนไพร อาจเริ่มตั้งแต่สืบค้น หาประโยชน์จากการใช้พืชสมุนไพรของชาวบ้านที่เคยใช้สืบเนื่องกันมา เช่น การใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณที่โดนน้ำร้อนลวก ซึ่งช่วยลดอาการแสบ ลดการเกิดผิวไหม้ได้นั้น ทำให้เกิดแนวคิดขึ้นว่า อาจมีสารใดสารหนึ่งในว่านหางจระเข้เป็นตัวที่ช่วยรักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ และสามารถใช้สารนั้นเพียงสารเดียวในการรักษาแผลน้ำร้อนลวกต่อไปซึ่งแนวคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาอย่างต่อเนื่องตามมา โดยสังเกตว่าชาวบ้านเลือกใช้เฉพาะส่วนของวุ้นซึ่งลอกยางออกแล้วทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกเท่านั้น ดังนั้น ตัวยาสำคัญจึงควรอยู่ในวุ้นนั่นเอง จากนั้นจึงเริ่มทำการสกัด คัดแยก วุ้นว่านหางจระเข้ออกเป็นส่วนๆ แล้วนำแต่ละส่วนที่คัดแยกได้นั้นมาทดลองเบื้องต้นดูว่าส่วนที่ช่วยลดการอักเสบจริงๆ คือส่วนใด โดยมักเป็นการทดสอบปฏิกิริยาทางเคมีเบื้องต้นเป็นหลัก

ขั้นตอนการค้นหาตัวยาสำคัญนี้ยังรวมถึงการพัฒนาวิธีการสกัดและการสังเคราะห์ เพื่อให้ได้สารสำคัญที่บริสุทธิ์เพียงชนิดเดียว ไม่เจือปนสิ่งปนเปื้อนหรือสารอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ รวมทั้งกำจัดส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ของยาออกไปอีกด้วย

ปลอดภัยไม่มีพิษ ใช้เพียงนิดพอได้ผล

ตัวยาสำคัญที่ได้ต้องนำมาทดลองต่อเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นตัวยาที่นำมาใช้พัฒนาต่อได้จริง ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดพิษต่อผู้ใช้ โดยเริ่มจากการทดลองใช้ตัวยาสำคัญนั้นในสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ก่อน ตามลำดับดังนี้

1.ทดสอบกับเซลล์มีชีวิตในหลอดทดลอง เช่น การทดสอบสารต้านมะเร็งในเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ทดสอบยาที่มีผลช่วยสมานแผลในเซลล์เยื่อบุผิวหนัง ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการทดสอบยากับสิ่งมีชีวิต

2.ทดสอบในสัตว์ทดลอง เมื่อมั่นใจว่าสารสำคัญที่ทดสอบในหลอดทดลองให้ผลเบื้องต้นที่ดี จึงนำมาทดสอบในสัตว์ทดลอง เช่น หนู สุนัข ลิง เพื่อดูว่าในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับมนุษย์นั้นสารสำคัญยังให้ผลที่ดีเช่นเดิมหรือไม่ ในขั้นตอนนี้ยังช่วยบอกในเบื้องต้นได้ว่า สารสำคัญนั้นมีพิษมากน้อยแค่ไหน และปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้ในมนุษย์คือปริมาณมากน้อยเพียงใด ปริมาณสารสำคัญที่เหมาะสมจะทำให้การใช้ยาก่อให้เกิดผลการรักษาที่ดี แต่ทำให้เกิดพิษจากยาน้อย

3.ทดสอบในมนุษย์ ในขั้นตอนนี้สารสำคัญนั้นจะถูกทดลองประสิทธิภาพในมนุษย์เป็นครั้งแรก โดยมักเริ่มทดลองจากอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวนน้อยๆ ก่อน ว่ายาให้ผลอย่างไร ก่อให้เกิดพิษในมนุษย์อย่างไรบ้าง จากนั้นจึงเริ่มทำการทดลองในผู้ป่วยต่อไป เช่น ทดลองยาลดความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หรือทดลองยาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ

ต่อยอดพัฒนา จนเหมาะมาใช้กับคน

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดลองจนมั่นใจแล้วว่ามีประสิทธิผลในการรักษา ปลอดภัย ทราบขนาดของตัวยาสำคัญที่เหมาะสมจะนำมาใช้เป็นยาแล้ว ก่อนจะนำมาใช้จริง ต้องมีการพัฒนาสูตรตำรับให้มีความเหมาะสมก่อนเสมอ โดยดูว่าตัวยาสำคัญนั้น ควรจะใช้ในรูปแบบยาใด เช่น ยาฆ่าเชื้อบางชนิดมีรสขมมาก ไม่เหมาะจะนำมาใช้ในรูปของยาเม็ดธรรมดา ควรเคลือบด้วยน้ำตาลก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยกลบรสขมได้แล้ว ยังช่วยให้กลืนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิดอาจรับประทานแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ไม่ดี ต้องมีการพัฒนาโดยการเติมสารอื่นๆ เข้าไปในตำรับยา เพื่อช่วยให้การดูดซึมยาดีขึ้น ยารักษาสิวบางอย่าง เมื่อทาแล้วมักทำให้เกิดอาการแสบ ระคายเคืองมาก เนื่องจากเนื้อครีมที่ใช้ผลิตยานั้นทำให้ยาซึมเข้าสู่ผิวเร็วเกินไป จึงต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบของยาครีมที่ใช้ผลิตยาให้ดีขึ้น

นอกจากการพัฒนาสูตรตำรับแล้ว คุณภาพของยาก็เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ทำให้ต้องมีการวิเคราะห์ ตรวจสอบว่ายาที่ผลิตออกมามีปริมาณตัวยาสำคัญตามที่ต้องการหรือไม่ ตัวยาสำคัญนั้นยังอยู่ในคงให้ผลการรักษาอยู่หรือไม่หลังจากเก็บรักษายาไว้ในสภาวะต่างๆ ซึ่งก็นำไปสู่การกำหนดวันหมดอายุของยานั่นเอง

ตามผลด้วยอดทน มนุษย์พ้นมวลโรคา

เมื่อได้ตัวยาสำคัญที่ทดสอบจนมั่นใจว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลและปลอดภัย รวมทั้งมีการพัฒนาสูตรตำรับให้เหมาะสมต่อการใช้แล้ว ผู้ผลิตยาจะเริ่มวางขายยานั้นสู่ท้องตลาด แต่ขั้นตอนการทดลองยังไม่หมดสิ้น เนื่องจากในการทดสอบประสิทธิผลของยาเบื้องต้นจะทำในทั้งอาสาสมัครและผู้ป่วยเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อยาออกสู่ท้องตลาดจริง ผู้ป่วยอาจมีสภาวะอื่นๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น เป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่ใช้ยาอาจมีการทำงานของตับหรือไตบกพร่อง รวมทั้งผู้ป่วยอาจใช้ยาอื่นอยู่ก่อนที่จะได้รับยาตัวใหม่ อาจทำให้เกิดปัญหายาตีกันได้ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหลังยาตัวใหม่ออกสู่ท้องตลาด ผู้ผลิตยาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำการติดตามศึกษาผลเหล่านี้ของยาในผู้ป่วยต่อไปเรื่อยๆ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาข้อบ่งใช้ คำแนะนำ คำเตือนและข้อควรระวัง ขนาดการใช้ยาของยาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

จะเห็นได้ว่ากว่าจะได้เป็นยาหนึ่งตัว ต้องใช้ใจในการคิด กายในการทำ เวลาในการปรับปรุง รวมทั้งเงินในการจัดหาและจัดการสิ่งต่างๆ อีกมากมายมหาศาล สารที่มีฤทธิ์ดีในการทดลองเบื้องต้นหลายตัวอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะถูกพัฒนาต่อยอดจนเป็นยาออกมาใช้ได้จริง ยาใหม่ๆ ที่ออกมาขายในท้องตลาด จึงมักมีราคาที่สูงมาก เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตได้คิดคำนวณสิ่งเหล่านี้เข้าเป็นต้นทุนของยาด้วยนั่นเอง เรามักเรียกยาเหล่านี้ว่ายาต้นตำรับ (original drug) ซึ่งบริษัทผู้ผลิตยา จะได้รับสิทธิ์ในการขายยานั้นเพียงบริษัทเดียวอยู่นาน 20 ปี นับจากวันที่ขึ้นทะเบียนตัวยาสำคัญ (ข้อมูลของสหรัฐอเมริกา) ก่อนจะมียาที่บริษัทอื่นๆ สามารถผลิตออกมาขายได้ เรามักเรียกยาที่ผลิตในช่วงหลังเหล่านี้ว่า ยาสามัญ (generic drug) ซึ่งทำให้ผู้ที่ใช้ยา มีทางเลือกในการใช้ยามากขึ้น เนื่องจากจะมีราคาถูกกว่ายาต้นตำรับเสมอ สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

‘สบายอารมณ์’ เปิดตัวSleep Well Collection ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย เอาใจคนนอนยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699436

‘สบายอารมณ์’ เปิดตัวSleep Well Collection  ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย เอาใจคนนอนยาก

‘สบายอารมณ์’ เปิดตัวSleep Well Collection ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย เอาใจคนนอนยาก

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“สบายอารมณ์” (Sabaiarom)แบรนด์ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Thai Home Spaและ Aromatherapy มุ่งเน้นศาสตร์ธรรมชาติบำบัด ผ่อนคลายความเครียด เปิดตัวผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่นใหม่ที่ช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องการนอนหลับ “Sleep Well Collection” จับกลุ่มลูกค้าคนทำงานและคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพต้องการผ่อนคลายความเครียดจากการใช้ชีวิตประจำวัน

“สบายอารมณ์” แบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ 100% สัญชาติไทย ดำเนินธุรกิจโดย บริษัทออเทนติคไทยสปา จำกัด (Authentic Thai Spa Co.,Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยาดม ยาหม่อง แบรนด์เซียงเพียว และเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ โดยมีผู้บริหารหญิง มีนา อัครพงศ์พิศักดิ์ผู้ช่วยประธานบริหารด้านการตลาด บุตรสาวของนางสุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัทเบอร์แทรม (1958) จำกัด และเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่เจเนอเรชั่นที่ 3 ได้นำแบรนด์สบายอารมณ์ รุกตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยส่งท้ายปี เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Sleep Well Collection เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนในเมืองที่มีความตึงเครียดจากการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน รวมถึงช่วยเรื่องการนอนหลับให้ดีขึ้น

นางสาวมีนา กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้ผู้คนให้ความสำคัญและสนใจในเรื่องเทรนด์สุขภาพมาก โดยเฉพาะในช่วงหลังยุคโควิด-19 คนส่วนมาก มีความสนใจในเรื่องการออกกำลังกายที่บ้าน การทานอาหารสุขภาพ และการหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดหรือการรักษาโรคซึมเศร้า มีรายงานจากกรมสุขภาพจิตว่า คนไทยเผชิญปัญหานอนไม่หลับมากถึง 40% หรือราว 19 ล้านคน 30% ของคนไทยนอนหลับยากมากขึ้นและคนทำงาน 70% ทั้งหมดในประเทศไทยเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เกิดความเครียดเราจึงนำ Sleep Well Collectionขึ้นมาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ 100% กลุ่ม aromatherapy ช่วยในเรื่องการบำบัดจิตใจและอารมณ์ ด้วยสารสกัดจากพืชพรรณและดอกไม้ธรรมชาติ ได้แก่ ดอกลาเวนเดอร์กระดังงาคาโมมายล์ยูคาลิปตัสมะกรูดและส้มหวาน ซึ่งแต่ละตัวมีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดปรับระบบประสาทสู่โหมดพักผ่อนคลายความกังวลหายใจโล่งช่วยให้รู้สึกสบายนอนหลับง่ายและหลับลึกมากขึ้น ปลอดภัยต่อผู้ใช้และไม่มี side effect ใดๆ หรือสารตกค้างในร่างกายค่ะ”

สำหรับผลิตภัณฑ์ Sleep Well Collection มีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ Sabaiarom Sleep Well Pillow Mist สเปรย์น้ำมันหอมระเหยสำหรับฉีดหมอนห้องนอน หรือบริเวณที่ต้องการ Sleep Well Essential Oil Blend น้ำมันหอมระเหยสำหรับสูดดมโดยตรง ใช้หยดเตาน้ำมันหอมระเหยหรือเครื่อง diffuserและใช้หยดอ่างอาบน้ำอุ่นเพื่อเพิ่มความผ่อนคลายระหว่างอาบน้ำ Sleep Well Essential Oil Spot Roller ลูกกลิ้งน้ำมันหอมระเหยแบบพกพา ใช้สูดดมเพื่อความผ่อนคลาย NiteNite Body Wash เจลอาบน้ำเนื้อนุ่มเนียนใสทำความสะอาดผิวกายอย่างอ่อนโยนไม่ทำให้ผิวแห้งตึงและคงความชุ่มชื้นให้ผิว NiteNite Massage Oil น้ำมันนวดกลิ่น NiteNite ให้การนวดผ่อนคลายมากกว่าที่เคยบอกลาความเหนื่อยเมื่อยล้าตามร่างกาย NiteNite Body Cream ครีมบำรุงผิวกาย กลิ่น NiteNite ด้วยส่วนผสมจากน้ำมันหอมระเหยนานาชนิดอย่างดอกลาเวนเดอร์คาโมมายล์และกระดังงาผสานกับยูคาลิปตัสที่ให้กลิ่นหอมอบอวลให้ความรู้สึกผ่อนคลายหลับสนิทเหมาะสำหรับการพักผ่อนจากวันที่เหนื่อยล้าพร้อมทั้งเป็นตัวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม น่าสัมผัส

“ถึงแม้ว่าแบรนด์สบายอารมณ์จะเพิ่งเข้ามาเป็นครอบครัวในเครือเบอร์แทรมได้ไม่นาน แต่เรามั่นใจและมุ่งมั่นพัฒนาสบายอารมรณ์ให้เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ที่ปลอดภัย มีคุณภาพสูง ในราคาที่จับต้องได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า ความเครียด ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย นอนหลับเต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น พร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีสุขภาพกายและใจที่ดีสำหรับทุกคน ซึ่งเป็นเป้าหมายของแบรนด์ที่อยากจะมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสร้างคุณค่าเพื่อสมดุลของศาสตร์ธรรมชาติบำบัดให้ความรู้กับผู้คนในการนำน้ำมันหอมระเหยไปเป็นเพื่อนคู่กายเป็นตัวช่วยในการดูแลตัวเองและช่วยบำบัดในเรื่องสุขภาพและอารมณ์มีความปลอดภัยใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ” นางสาวมีนา กล่าว

สนใจชมเว็บไซต์ https://sabaiarom.com/ และติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นต่างๆ ได้ทาง https://www.facebook.com/SabaiAromNaturals

วงเสวนาค้าน‘นำกัญชากลับสู่ยาเสพติด’ ชี้ปั่นกระแสกลัวเกินจริงหวั่นทำลายภูมิปัญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699460

วงเสวนาค้าน‘นำกัญชากลับสู่ยาเสพติด’  ชี้ปั่นกระแสกลัวเกินจริงหวั่นทำลายภูมิปัญญา

วงเสวนาค้าน‘นำกัญชากลับสู่ยาเสพติด’ ชี้ปั่นกระแสกลัวเกินจริงหวั่นทำลายภูมิปัญญา

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เครือข่ายภาคประชาชน นำโดย สมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย เครือข่ายประชาชนเพื่อการมีกฎหมายควบคุมกัญชาในประเทศไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มหมอยาพื้นบ้าน จัดเวทีเสวนาในรูปแบบ “สภาประชาชน” โดย Live สด ผ่านเพจ“กัญชาทีวี” เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมาโดย ประสิทธิ์ชัย หนูนวล กรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงพ.ศ. … และเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยกล่าวว่า บรรยากาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.กัญชา แบ่งเป็น2 ประเด็นคือ

1.ความไม่เข้าใจในข้อมูล และ 2.เลือกใช้ข้อมูลมากเพื่อสนับสนุนเป้าหมายความต้องการของตนเอง คือต้องการให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ดังนั้นในการพิจารณาจึงมีการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นการหยิบยกปรากฏการณ์ สรุปผลภาพรวมของประเทศเพื่อต้องการเบี่ยงเบนให้ พ.ร.บ.กัญชา มีปัญหาเพื่อหวังผลทางการเมือง จะเห็นว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการใช้เวลาพิจารณามาตรา 3 หลายชั่วโมงและไม่ลงมติ โดยมี 2 มาตราที่เกี่ยวข้องคือ มาตรา 15 ปลูกเพื่อขายและมาตรา 18 ปลูกใช้ในครัวเรือน ซึ่งทั้งสองมาตรานี้ควรคงไว้

“ที่เบี่ยงเบนว่าหากชาวบ้านปลูกได้ 15 ต้น ก็จะทำให้ประชาชนติดกัญชากันทั้งประเทศ ซึ่งมายาคติเหล่านี้ ได้ขยายกันไปเยอะในสังคม และสร้างปรากฏการณ์ในทางลบขึ้นมากในฐานะกรรมาธิการฯ มาตรา 18 สำคัญมาก เพราะเป็นสิทธิหลักประชาชนที่มีสิทธิใช้กัญชาในครัวเรือน ส่วนการที่จะเอากัญชาไปทำอะไรให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ก็จะมีหลักเกณฑ์ในการควบคุม และขอยืนยันว่ากัญชาเสรี ไม่ได้ถูกพูดถึงใน พ.ร.บ.ฉบับนี้เลย” ประสิทธิ์ชัย ระบุ

ขณะที่ พ.ต.ท.(หญิง) ฐิชาลักษณ์ ณรงค์วิทย์ คณะทำงานภาคีเครือข่ายเพื่อประชาชน กล่าวว่า ในฐานะที่ทำเรื่องเกี่ยวกับประชาชนมาตั้งแต่ต้นและในภาคีเครือข่ายฯ เองก็มุ่งเน้นเรื่องนี้มาก จึงอยากให้ประชาชนสามารถใช้กัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย โดยหากไม่ผ่านมาตรา 18ประชาชนทั้งประเทศก็คงผิดกฎหมายกันหมด ทั้งนี้ หากกังวลว่าประชาชนจะใช้กัญชาในทางที่ผิด เหตุใดเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาจึงไม่ออกแบบให้การศึกษา หรือออกแบบในการควบคุมกำกับการใช้ไว้ ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุขเองก็มีการเยี่ยมบ้าน มีบุคลากรใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว

“ประชาชนต้องมีสิทธิปลูกกัญชาโดยถูกกฎหมาย แต่กลไกการควบคุมต้องออกแบบมา โดยมีบุคลากรสาธารณสุข เป็นผู้กำกับและอบรมบุคลากรเพื่อให้เข้าใจ และมีการนำระบบกำกับที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมาใช้ หากออกแบบได้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีใครอยากทำร้ายตัวเองหรอก ทุกคนก็อยากใช้ของดีๆ แล้วในส่วนของเยาวชนท่านก็ไม่ต้องเป็นห่วง ก็ไปให้การศึกษาอบรมเขา เพราะสมัยก่อน เขาก็ใช้กัญชากันทุกบ้านทำไมพวกเขาจึงเติบโตกันมาได้” พ.ต.ท.(หญิง) ฐิชาลักษณ์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงข้อกังวลที่ว่ากัญชาจะทำให้เยาวชนจะติดยาเสพติดกันทั้งประเทศ ว่า ไม่ได้อิงข้อมูลหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างหนักแน่นเพียงพอ ซึ่งจากการวิจัยที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกาพบว่า กัญชา ทำให้การใช้ยาเสพติดชนิดอื่นลดน้อยลง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดของโลกยืนยันว่า เมื่อจะลำดับการเสพติดของสารเสพติดทั้งหลายถือว่า กัญชาเป็นมีฤทธิเสพติดน้อยกว่ากาแฟ ดังนั้นการจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติด จึงเป็นสิ่งไม่สมเหตุสมผล การกำหนดโทษ จึงไม่สอดคล้องกับการเสพติด

“ผลกระทบที่ตามมา นอกจากไม่สามารถเข้าถึงกัญชาได้แล้ว ประชาชนยังถูกจับเข้าคุก โดนปรับ ทำลายเศรษฐกิจของครอบครัว ทำลายชาติและเยาวชน คนเหล่านี้จะเกิดผลกระทบทางสังคมมากมาย ไม่มีการอบรมเลี้ยงดู เข้าไม่ถึงการศึกษา เนื่องจากพ่อแม่ติดคุก ซึ่งนอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมได้จริงแล้ว ยังส่งในทางตรงกันข้ามคือการใช้ยาเสพติดทำร้ายเยาวชนมากกว่าปกป้อง” รศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ กล่าว

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เภสัชกรเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร กล่าวว่า ประเทศไทยมีภูมิปัญญาการใช้กัญชาที่ไม่มีที่ไหนในโลกใช้กัญชาทุกส่วน ใบ ต้มกินแก้ปวด ทำให้นอนหลับ กิ่งก้านใบใช้เป็นยาอบหลังคลอด ราก ต้มกินให้ร่างกายอบอุ่น เช่น น้ำมันกัญชาทั้ง 5ของลุงดำ แก้ปวด ช่วยให้นอนหลับ ดังนั้นควรให้ประชาชนทำยารักษาตนเองได้ แค่แก้นอนไม่หลับก็คุ้มแล้ว ซึ่งยานอนหลับแผนปัจจุบันเข้าถึงยากและทำให้เสพติดด้วย

“เหตุที่ประชาชนต้องปลูกเองทำยาเองเพราะหมอแผนปัจจุบันไม่จ่ายยาจากกัญชาอยู่แล้ว เข้าถึงยากมาก รอยาที่มีทะเบียนก็มีราคาแพงและไม่มีตำรับที่ผ่านออกมาได้ ซื้อกัญชาใต้ดินก็เสี่ยงกับยาฆ่าแมลงและโลหะหนักประชาชนต้องมีสิทธิปลูกกัญชารักษาตนเองซึ่งมีการจำกัดจำนวนต้น มีสิทธิที่จะเอามาทำยา ใส่ในอาหารซึ่งเป็นภูมิปัญญาของไทย เชื่อว่าสังคมไทยต้องมีปัญญาที่จะใช้ประโยชน์จากส่วนดีและควบคุมผลกระทบ” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ นายกสมาคมนักวิจัยแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้สภาฯ รีบพิจารณา พ.ร.บ.กัญชา ให้เสร็จภายใน 21 ธ.ค. 2565 เนื่องจากในชั้น กมธ. ถกกันมามากและมีการสงวนคำแปรญัตติไว้อยู่แล้ว พอมาถึงสภาใหญ่ อาจจะมีความเห็นอื่นที่แตกต่าง แต่ในทางการเมือง วิป รัฐบาล ก็ลงมติแล้วว่า ต้องช่วยกันผ่านร่าง พ.ร.บ. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาใช้เวลาในการพิจารณาหลายชั่วโมงผ่านไม่กี่มาตรา แสดงให้เห็นชัดเจนว่าต้องการเตะถ่วง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า สงครามกัญชาจะไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ เพราะมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มการเมือง

อิตาเลเซียฉลองครบรอบ 60 ปียิ่งใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699433

อิตาเลเซียฉลองครบรอบ 60 ปียิ่งใหญ่

อิตาเลเซียฉลองครบรอบ 60 ปียิ่งใหญ่

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท อิตาเลเซีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด โดย จักรกฤต เบเนเดทตี้ และ ฟาเบเนเดทตี้ เนรมิตหอประชุมกองทัพเรือ เพื่อการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี โดยแบ่งงานเป็น 2 คอนเซ็ปต์ ที่มีทั้งงานกาลาดินเนอร์และงาน ItalasiaFesta งานสังสรรค์วันหยุดที่รวบรวมอาหารอิตาเลียนและร้านอาหารชั้นนำของประเทศไทยมาจับคู่กับเครื่องดื่มภายใต้บรรยากาศช่วงเฉลิมฉลองพร้อมชมวิวริมฝั่งเจ้าพระยา โดยงานทั้ง 2 วันมีนักธุรกิจและผู้มากรสนิยมร่วมงานมากมาย อาทิ นิกกี้ วอน-บูเรนทัต, วร สุกัณศีล, เบน ณ นคร, พาย-ภัทรียา ณ นครชยพร พรประภา, วรรณพร-อธิชัยโปษยานนท์ และ เจ สเปนเซอร์ เป็นต้น

อิตาเลเซีย (ITALASIA) มาจากคำว่า อิตาลี+เอเซีย ก่อตั้งโดย มร.โอเทลโล่ เบเนเดทตี้ (Mr.Othello Benedetti) และจาตร โทณวณิก เบเนเดทตี้ที่เริ่มธุรกิจจากการนำเข้าสินค้าจากประเทศอิตาลี ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทยต่อมาจึงจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดอิตาเลเซีย เทรดดิ้ง ในปี พ.ศ.2505 และต่อมาในปีพ.ศ. 2517 ได้เปิดเพิ่มอีกหนึ่งบริษัท ชื่อบริษัท อิตาเลเซียอิเล็คโทร จำกัด เพื่อการนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงแรม เครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียม รวมไปถึงการนำเข้าอุปกรณ์การทำอาหารให้กับร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น เตาอบ เตาทอด เป็นต้น ในปีพ.ศ.2539 ทายาทรุ่นที่ 2 อโดโฟ่ เบเนเดทตี้ (Khun Adolfo Benedetti) ได้จดทะเบียนบริษัท อิตาเลเซียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัดนำเข้าสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศอิตาลี และประเทศอื่นๆ ตามความต้องการของตลาด สังคม และกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น อาทิ เส้นพาสต้า ไวน์ ชุดรับประทานอาหารบนโต๊ะ

ปัจจุบันบริหารโดยรุ่นที่ 3 ได้แก่จักรกฤต เบเนเดทตี้ กรรมการผู้จัดการ และฟาเบเนเดทตี้ ผู้บริหารและผู้อำนวยการฝ่าย Hospitality ได้ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นบุกเบิกและนำพาความมุ่งมั่นในการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์และฐานลูกค้า นำเข้ากาแฟ illy กาแฟชั้นนำของโลก ไวน์จากทุกมุมโลก รวมถึงการพัฒนาการเชื่อมโยงธุรกิจให้ต่อยอดกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น อาทิ การจับมือกับงานศิลปะอย่างเช่น Lotus Arts De Vivre เพื่อรังสรรค์ผลงานศิลปะลงบนชุดจาน คอลเลคชั่นดอกบัวและต้นไผ่ หรือการทำฉลากไวน์พิเศษกับแบรนด์ VVON SUGUNNASIL และการออกแบบเครื่องแต่งกายพนักงานโชว์รูมที่มีดีเทล VVine (วีไวน์) ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ พร้อมผลักดันการเปิดสาขาอิตาเลเซียทั่วไทย 30 แห่ง

งานเฉลิมฉลองครั้งสำคัญนี้ทางอิตาเลเซียได้แปลงโฉม ห้องชมวังหอประชุมกองทัพเรือ จัดงานกาลาดินเนอร์สุดหรูอลังการ ชมความสวยงามของแสงอาทิตย์สีทองที่กระทบกับยอดหมู่มณเฑียรของพระบรมมหาราชวัง และวัดพระแก้ว ก่อนก้าวเข้าสู่งานที่ได้พันธมิตรงานศิลป์อย่าง Lotus Arts de Vivreมาตกแต่งบรรยากาศให้พร้อมต้อนรับแขกคนสำคัญจากยุโรป ที่มีทั้งเจ้าของบริษัทเครื่องครัวยักษ์ใหญ่ ผู้บริหารจากแบรนด์ผู้ผลิตน้ำแร่จากประเทศอิตาลีโดยค่ำคืนพิเศษนี้ได้เชฟนอร์เบิร์ต คอสเนอร์เชฟใหญ่ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลมาสร้างสรรค์เมนู จับคู่กับเครื่องดื่มจากอิตาเลเซียให้เป็นพิเศษ ด้วยคอนเซ็ปต์อาหารพื้นเมืองของแคว้นที่อิตาลี ได้แก่ Piedmont, Apulia, Veneto,Tuscany และ Sicily พร้อมเพลิดเพลินไปกับดนตรีแจ๊ซจากวง Mother Funky ตามด้วยเพลงอัพบีทจากนักร้องสาวเสียงทรงพลังLily V ก่อนปิดท้ายความสนุกจากดีเจตุลและ ดีเจพิชชี่

ส่วนงาน ItalasiaFesta ในวันอาทิตย์เปิดต้อนรับตั้งแต่เช้ายันค่ำ มีกิจกรรมมากมายรวมถึงเวิร์กช็อป 7 คลาสทั้งการเรียนรู้การใช้แก้วในแบบต่างๆ คลาสกาแฟ Illy เวิร์กช็อปไวน์เทสติ้งที่จะได้พูดคุยอย่างใกล้ชิดกับเจ้าของไร่ไวน์และผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ สำหรับคุณหนูก็มีกิจกรรมเรียนรู้ไซรัปจากแบรนด์ Monin และโรงเรียนสอนทำอาหาร ABCซึ่งเด็กๆ สามารถทำแพนเค้กและขนมโตเกียวได้อย่างสนุกสนานสำหรับเหล่านักชิมจะได้ลิ้มรส อาหารจากหลายร้านพันธมิตร และปิดท้ายการฉลองครบรอบ 60 ปี ทางอิตาเลเซียจัดล่องเรือให้กับเหล่าแขกคนสำคัญเพื่อชื่นชมบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาในยามเย็น

4 ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค สร้างโมเมนท์แห่งความสุข ชวนมา ช้อป แชะ เช็คอินรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699415

4 ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค สร้างโมเมนท์แห่งความสุข  ชวนมา ช้อป แชะ เช็คอินรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2023

4 ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค สร้างโมเมนท์แห่งความสุข ชวนมา ช้อป แชะ เช็คอินรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2023

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เข้าสู่เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความ Festive บรรยากาศแห่งความสุขและความสนุกกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง 4 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ได้แก่ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ ร่วมเติมเต็มสีสันแห่งความสุขให้แก่ทุกคนในช่วงเวลาส่งท้ายปีแบบนี้ เนรมิตพื้นที่ให้อบอวลเต็มไปด้วยบรรยากาศความสุขความสนุก พร้อมประดับตกแต่งต้นคริสต์มาส ภายใต้คอนเซ็ปต์ SparkingHappiness ไว้อย่างสวยงาม พร้อมอวดโฉมให้ทุกคนมาแชะ เช็คอิน เก็บภาพสวยๆ อย่างจุใจ พร้อมเอาใจนักช้อป กับโปรสุดพิเศษ ลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ จาก Thai Vietjet Air และคะแนน MBK POINTS สูงสุด 1,200,000 คะแนน

เริ่มที่ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ตระการตากับต้นคริสต์มาส ขนาดใหญ่ สูง 9 เมตร บริเวณลานสกาย วอล์ก ประดับไฟหลากสีสัน เพิ่มความสนุกไปกับธีม Disco ด้วยการนำ Disco Mirror Ball กว่า 300 ลูกมาเนรมิตเป็นต้นคริสต์มาสที่เล่นแสงระยิบระยับวิบวับ ยิ่งโดดเด่นอย่างมากในยามค่ำคืน เคียงข้างด้วยคุณลุง Giant Santa และ ซุ้ม Snow Man จนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่ทุกคนต้องมาเก็บภาพส่วนแนวคิดในการสร้างสรรค์ ต้นคริสต์มาสในธีม Disco นั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากการปรับโฉมใหม่ของ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ที่มีการเติม Magnet ร้านค้าใหม่ๆ รวมถึงการเพิ่มโซนNight Vibes สร้างประสบการณ์กิน ดื่มเที่ยว ช้อป ครบในที่เดียว เสมือนเป็นแลนด์มาร์คสังสรรค์แห่งใหม่ใจกลางเมือง(Nightlife Destination) รวมทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจมากจากดนตรีในยุค 70 80 และ 90 ที่มีกลิ่นอายความเป็น retro & disco มาสะท้อนความสนุกผ่านตัว Disco Mirror Ball ที่เป็นสัญลักษณ์ให้นึกถึงฟลอร์เต้นรำ จังหวะของความสุข (Rhythm of Happiness) ที่รอต้อนรับผู้มาเยือนให้ได้สัมผัสบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง และมาสนุก ตื่นเต้นไปกับมุมถ่ายรูปต่างๆ อีกด้วย นอกจากนี้บริเวณทางเชื่อมระหว่าง A LA ART (อะ ลาอาร์ท) เพิ่มความสวยงามให้เข้าบรรยากาศเช่นกัน ด้วยการตกแต่งให้เป็นอุโมงค์ดาว ประดับไฟแสง สี วิบวับเว่อร์ และตัว Snow Man สุดคิ้วท์ จนอดใจไม่ไหวต้องแวะแชะภาพสวยๆ

ต่อด้วย พาราไดซ์ พาร์ค เน้นตกแต่งโทนสีตามธีมคริสต์มาส ใช้สีหลักๆอย่าง สีแดง สีเขียว และขาว ซึ่งต้นคริสต์มาสตกแต่งให้เหมือนมีหิมะขาวปกคลุมที่ต้น และนำไฟประดับมาตกแต่งรอบๆ ต้น ยิ่งทำให้ต้นคริสต์มาสหรูหราน่ามอง รายล้อมด้วยกล่องของขวัญและลูกบอลสีแดง สีเขียว แซมด้วยลูกบอลสีเงินเมทัลลิ มาประดับรอบๆรวมทั้งพระเอกของงาน เหล่าทหารนัทแครกเกอร์ ที่ยืนรอต้อนรับ เพื่อส่งความสุขให้ลูกค้าและทุกครอบครัวที่มาเยือน

ส่วน เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9และ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ พบกับต้นคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยไอเดียสุดเก๋ มีการนำไม้มาทำเป็นโครงต้นคริสต์มาส พร้อมแซมด้วยต้นไม้เขียวประดับไฟสีนวล ยิ่งชวนน่ามอง ตลอดจนการจัดองค์ประกอบตกแต่งรอบๆที่มีทั้งสโนว์เฟล็ก กล่องของขวัญรายล้อมและ “เจ้าจิงเจอร์เบรด” (Gingerbread) ที่นำความสดใสและรอยยิ้มมารอมอบความสุขและความสนุกให้กับทุกคน

นอกจากมาเก็บภาพสวยๆ กับต้นคริสต์มาสแล้วมาเอนจอยกับการช้อปสินค้าทั้ง 4 ศูนย์การค้าฯ กับโปรโมชั่น“SPARKING HAPPINESS” มอบสิทธิพิเศษให้นักช้อปสูงสุดถึง 4 ต่อพร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ตั๋วเครื่องบินไป-กลับจาก Thai Vietjet Air และคะแนนMBK PLUS รวมสูงสุด 1,200,000 คะแนนทุกสัปดาห์ตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม2565

มาร่วมโมเมนท์แห่งความสุข เก็บภาพสวยๆ หรือเซลฟี่ เก็บภาพความประทับใจไม่ว่าคุณมาถ่ายที่ไหน สวยทุกมุม กับ 4 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2023 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

‘เซ็นทรัล ทำ’ต่อยอดโครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/699430

‘เซ็นทรัล ทำ’ต่อยอดโครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน

‘เซ็นทรัล ทำ’ต่อยอดโครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน

วันพุธ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เซ็นทรัล ทำ” ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ ภายใต้โครงการหลักการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ของ กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ พระเมธีวชิโรดม(ท่าน ว.วชิรเมธี) ผู้ก่อตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย และภาคีเครือข่าย ต่อยอด โครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน นำร่องดำเนิน โครงการศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ บนพื้นที่ 2 ไร่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร ชาวนา รวมถึงผู้ที่สนใจ สามารถเข้ามาเรียนรู้ศึกษาโครงการ

พระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว.วชิรเมธี) ผู้ก่อตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน กล่าวว่า โครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ ไร่เชิญตะวัน เป็นหนึ่งในโครงการศึกษาแผนแม่บทพัฒนาไร่เชิญตะวันให้เป็น “พุทธนิเวศสากล” (International EcoMonastery)มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ในการสร้างอาชีพ ภายใต้ภูมิปัญญาใหม่ ให้คนกับคน คนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ร่วมกัน เป็นกัลยาณมิตรด้วยจิตที่เป็นกุศลและตื่นรู้ต่อปัญหาของสิ่งแวดล้อมแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงหมุนเวียนระดับพื้นบ้าน ด้านการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จจะเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูมนุษย์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่าจากการที่ได้มาเยี่ยมชมศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน และรับทราบถึงเป้าหมายในการผลักดัน โครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ไร่เชิญตะวัน ให้เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านนวัตกรรมการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งสอดคล้องกับ โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ที่มีความมุ่งมั่นสร้างคุณค่าร่วมกัน (Creating Shared Values) ระหว่างธุรกิจสังคมชุมชนและสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตไปด้วยกัน จึงเริ่มต้นศึกษาแนวทางการดำเนินโครงการ ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีการแก้ไขบนพื้นที่นำร่อง 2 ไร่ ซึ่งจากการลงพื้นที่อย่างละเอียดพบว่า ปัญหาใหญ่ของพื้นที่คือปัญหาแหล่งน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ เพราะสภาพผืนดินเป็นดินทรายและมีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ในชั้นดิน จากวันนั้นในปี 2563 ด้วยการร่วมลงมือของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาแหล่งน้ำ ปัจจุบัน แหล่งน้ำในโครงการสามารถกักเก็บน้ำได้ 12,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถนำน้ำมาใช้ในการเกษตรของโครงการ จนสามารถต่อยอดให้เป็นต้นแบบ ศูนย์เรียนรู้ด้านนวัตกรรมการทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างสมบูรณ์

ภายในโครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ ไร่เชิญตะวัน ประกอบด้วย บ่อน้ำเพื่อการเกษตรนับเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดในการทำการเกษตรโดยนำทฤษฎี โคก หนอง นา มาปรับใช้ สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้เป็นแหล่งน้ำถาวรแก้ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำระบบเก็บน้ำสำรองด้วยการขุดบ่อพักน้ำ และขุดคลองไส้ไก่เพื่อเชื่อมการระบายน้ำในโครงการ สร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่ นำพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ มาใช้ในระบบรดน้ำอัตโนมัติ Smart Farm และการหมุนเวียนน้ำในโครงการปรับปรุงพื้นที่โครงการปลูก ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ แคนา เฮือก มะฮอกกานี ประดู่ มะค่าโมง และแปลงผักสวนครัว ได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว และตระกูลผักสลัด ซึ่งหากได้ผลผลิตที่ดีสามารถนำเข้าจำหน่ายที่ตลาดจริงใจ ของกลุ่มเซ็นทรัลต่อไป ทำแปลงปลูกข้าวสายพันธุ์หอมมะลินิลสุรินทร์ซึ่งเป็นข้าวสายพันธุ์ที่มีความอดทนต่อสภาพแวดล้อม ใช้น้ำในการปลูกน้อย มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการสูง เบื้องต้น ผลผลิตที่ได้จะนำมาเป็นอาหารสำหรับพระสงฆ์และผู้มาร่วมปฏิบัติธรรม โครงการเลี้ยงไก่ไข่ปลอดภัยระดับชุมชน เพื่อนำมาเป็นอาหารสำหรับพระสงฆ์และผู้มาร่วมปฏิบัติธรรม หากมีปริมาณมากพอสามารถนำเข้าจำหน่ายที่ตลาดจริงใจของกลุ่มเซ็นทรัลต่อไป ปรับปรุงภูมิทัศน์ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เพิ่มความสวยงาม และเป็นการเชิญชวนให้มาเยี่ยมชม

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัล และ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน ยังมีแผนที่จะดำเนินโครงการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากโครงการศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์อาทิ โครงการปลูกต้นไม้ตามอายุ การบริหารจัดการขยะซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้จะสามารถช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม มุ่งให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างชุมชน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน