สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699310

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.24 น.

สกสว.จับมือหน่วยบริหารและจัดการทุน มุ่งเป้าทำน้อยได้มากและผลผลิตร่วม

สกสว.สานพลังหน่วยบริหารและจัดการทุนร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศในเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเป็นทีมเดียวกันที่สร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ ทำน้อยแต่ได้มาก ไม่เพิ่มภาระ สร้างความเข้าใจร่วม มีเครื่องมือและแพลตฟอร์มการทำงานเชื่อมโยงกัน และใช้ผลผลิตร่วมในระบบติดตามประเมินผล
ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานเปิดการประชุม PMU Forum Retreat ประจำปี 2565 ระหว่างวันที่ 16-18 ธันวาคม 2565 ณ โรงแรม เดอะ คาวาลิ คาซ่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวน แลกเปลี่ยน และรับฟังข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นร่วมกันของหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในเชิงกลยุทธ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประธาน กสว. ระบุว่า ที่ผ่านมาในเชิงการทำงานได้มีการวางระบบในระดับหนึ่งแล้ว การร่วมคิดและร่วมหารือกันทำงานแบบพี่น้องจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน เพื่อหาวิธีบริหารจัดการและการสื่อสารระหว่างกัน ทำให้การทำงานประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และใช้ ‘ผลผลิตร่วม’ เป็นตัวแสดงในระบบติดตามประเมินผล ขณะที่ ศ. ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ประธานอำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สิ่งที่ยังขาดและจะทำให้เกิดความเข้มแข็งในการทำงานเชิงนโยบาย คือ การทอนยุทธศาสตร์ในภาพรวมลงมาเป็นสิ่งที่วัดได้ และต้องตอบคำถามแรกให้ได้ว่าจะทำอะไรให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังต้องมีเครื่องมือที่ใช้ร่วมกัน วางแนวคิดและติดตามผลเพื่อให้คุยกันง่ายขึ้น และมีการประเมินผลที่เข้าใจตรงกัน

ด้าน รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สิ่งที่คาดหวังจากเวทีนี้คือภาพที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันในบทบาทของหน่วยบริหารและจัดการทุน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบ ววน. ของประเทศ ได้ทบทวนปัญหาอุปสรรคพร้อมกับแนวทางที่จะขับเคลื่อน โดยก้าวต่อไปคือ ทำน้อยได้มาก และเป็นทีมเดียวกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศและมีผลกระทบสูง

สำหรับประเด็นสำคัญในการแสวงหาเป้าหมายร่วมกัน ได้แก่ การปรับเป้าหมายการทำงานเพื่อใช้เงินตามเป้าประสงค์ของ ววน. โดยการสร้างความเข้าใจร่วม มีแนวทางการทำงานร่วมกัน และอยากเห็นแพลตฟอร์มการทำงานที่เชื่อมโยงกัน มี Gray area ที่มีการพูดคุยกันของหน่วยบริหารและจัดการทุนทำงานในประเด็นเดียวกัน โดยมีความท้าทายในช่วง 1-5 ปี คือ กระบวนการทำงานน้อยแต่มาก และไม่สร้างภาระงานเพิ่มแก่หน่วยบริหารและจัดการทุนโดยไม่จำเป็น แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และร่วมกันพัฒนานักวิจัยให้มีคุณภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายของ ววน. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังขาดคนวิเคราะห์ภาพใหญ่ให้ชัดเจนว่ามีช่องว่างอยู่ที่ใด สกสว.และหน่วยบริหารและจัดการทุนต้องทำอะไรเพื่อปิดช่องว่างนั้น

ขณะที่การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบภายใต้แผนระยะ 5 ปี คือ การเพิ่มขีดความสามารถ และการนำความรู้ไปสร้างความยั่งยืนในมิติของสังคม โดยตั้งเป้าไว้ว่าประเทศไทยต้องมีอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) และมีอันดับดัชนีความยั่งยืน (SDG Index) ที่สูงขึ้นอยู่ใน 35 อันดับแรก เกิดผลลัพธ์ที่ได้รับจากการจัดสรรงบประมาณ ทั้งด้านสังคม ชุมชน พื้นที่ และด้านกำลังคน ระบบนิเวศ โดยมีหน่วยงานในระบบ ววน. เป็นกำลังหลักที่จะส่งมอบผลผลิตแก่ฝ่ายนิติบัญญัติในการชี้แจงงบประมาณ สามารถตอบสนองประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้เชื่อมั่นว่าการลงทุนด้าน ววน. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศได้จริง ดังนั้นจึงต้องร่วมกันกำหนดเป้าหมายร่วมในการส่งมอบผลสัมฤทธิ์ 5 ปี และแนวทางการทำงานเพื่อนำส่งตัวชี้วัดต่าง ๆ และนำไปสู่การขับเคลื่อน ววน. ให้ประสบความสำเร็จ

ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.จะรวบรวมข้อมูลและสรุปให้เป็นระบบเพื่อสื่อสารกับหน่วยงานอันจะเป็นประโยชน์ต่อทำงาน และคิดต่อว่าจะพัฒนากลไกขับเคลื่อนอย่างไร โดยนำความเห็นของทุกคนที่ร่วมเวทีไปประกอบการทบแทนแผนด้าน ววน. ระยะ 5 ปี โดยในระยะสั้นจะทบทวนเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ (OKRs) การสร้างศักยภาพของบุคลากร การจัดทำคู่มือหรือหลักสูตรเพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันและเครื่องมือหนุนเสริมที่จำเป็น เช่น การสร้างวิจัยเชิงระบบ รวมถึงการติดตามประเมินผลการทำงาน ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นพลังที่มีความมุ่งมั่นและเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง สกสว. และหน่วยบริหารและจัดการทุน 

“ข้อสังเกตจากเวทีนี้คือ เราจะมีอะไรส่งมอบผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบบ้าง ซึ่งจะต้องมีความสามารถในการเล่าเรื่องและเขียนเส้นทาง มีคำตอบที่เริ่มจากกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน จะเดินทางไหนเพื่อช่วยบูรณาการโครงการต่าง ๆ ที่จะเข้ามา และเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้ร่วมกันเพื่อให้เห็นความสอดคล้องของงานมากขึ้น 

นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม เช่น Covid-19 เพื่อสร้างความตระหนักแก่สังคม รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกันด้วย” ประธานอำนวยการ สกสว. กล่าวสรุป

ธรรมศาสตร์ จัดงาน วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คณาจารย์-นักวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699150

ธรรมศาสตร์ จัดงาน วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย  เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คณาจารย์-นักวิจัย

ธรรมศาสตร์ จัดงาน วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คณาจารย์-นักวิจัย

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน “วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2565” ขึ้น โดยศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติคุณคณาจารย์และนักวิจัยของ มธ. ที่สร้างผลงานด้านการวิจัยและนวัตกรรมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงพัฒนาทั้งต่อสังคมไทยและสังคมโลก และสามารถคว้ารางวัลได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2565 ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี กล่าวว่าช่วงที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีนวัตกรรมจำนวนมากที่ได้รับรางวัลในประเทศ และสร้างชื่อเสียงในระดับโลก ซึ่งทำให้เห็นศักยภาพของบุคลากรธรรมศาสตร์ ที่มีความรู้ความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นที่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสังคม ธรรมศาสตร์ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญด้านวิชาการ งานวิจัย งานสร้างสรรค์ รวมถึงสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมมาโดยตลอด และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสร้างงานวิจัย รวมถึงนวัตกรรมต่อไป โดยได้ตั้งกองทุนส่งเสริมงานวิจัย เพื่อสนับสนุนนักวิจัยทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพื่อให้อาจารย์และนักวิจัยของธรรมศาสตร์ผลิตงานวิจัย อันจะนำไปสู่การยกระดับงานวิจัยให้มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลในงาน “วันเชิดชูเกียรตินักวิจัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประจำปี 2565” แบ่งออกเป็น 7 ประเภทรางวัล ประกอบด้วย ผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ จำนวน 7 เหรียญ ผู้ได้รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น เมธีวิจัยอาวุโส และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 4 เหรียญผู้ได้รับการกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ ได้รับเงินเดือนขั้นสูง จำนวน 2 เหรียญ ผู้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 19 เหรียญ 4 ผลงาน ผู้ได้รับทุนวิจัยโครงการขนาดใหญ่ จำนวน 11 เหรียญ ผู้ได้รับรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่นระดับส่วนงาน จำนวน 12 เหรียญผู้ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณทางด้านการวิจัยจากหน่วยงานภายนอก จำนวน 21 เหรียญ

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699146

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด  นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20 จัดโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่างกรมศิลปากร และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โดยมี พลเอกจรัลกุลละวณิชย์ นายกสภามหาวิทยาลัยพร้อมด้วย รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติอธิการบดี รศ.ภิญโญ สุวรรณคีรีประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดศิลปะปูนปั้น แห่งประเทศไทย นายประทีปเลี่ยวไพรัตน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) และผศ.บรรลุวิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่าง ร่วมเฝ้าฯรับเสด็จ และน.ส.ภัทรพรรณ เลี่ยวไพรัตน์ ผู้ช่วยรองผู้จัดการใหญ่สายขาย บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) และผู้แทนนักศึกษาชาย-หญิง ทูลเกล้าฯ ถวายพวงมาลัย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ อาคารพิพิธภัณฑ์เพาะช่างเฉลิมพระเกียรติ มทร.รัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่างเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม 2565

นิทรรศการศิลปะปูนปั้นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 20 จัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์ สืบสานงานศิลปะปูนปั้นซึ่งเป็นภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เปิดโอกาสให้ประชาชน เยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมถึงช่างปูนปั้นได้เข้ามารู้จักมีส่วนร่วม ได้แข่งขัน รับฟังแลกเปลี่ยนความรู้ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นทั้งผู้ถ่ายทอดความรู้และเป็นกรรมการตัดสินนอกจากนี้ยังมีโครงการการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เป็นกิจกรรมที่เน้นเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนรุ่นใหม่เยาวชนหรือบุคคลทั่วไปที่สนใจรักในงานปูนปั้น การบรรยายให้ความรู้ทางศิลปะไทยเบื้องต้น การนำชมผลงานปูนปั้นที่จัดนิทรรศการเพื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ การจัดให้เข้าร่วมรับฟังการสาธิตโดยศิลปินปูนปั้นยอดเยี่ยมที่มาเป็นวิทยากร และผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติการสร้างสรรค์งานปูนปั้น ภายในวิทยาลัยเพาะช่าง การจัดแสดงผลงานศิลปะปูนปั้น เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อเป็นการอนุรักษ์ เผยแพร่ความรู้และส่วนหนึ่งได้นำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนของนักศึกษาพัฒนาองค์ความรู้และประเทศชาติต่อไป

สยามราชธานี ร่วม มทร.ราชมงคลกรุงเทพ ผลิตบัณฑิตสารสนเทศและดิจิทัลเพื่อธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699148

สยามราชธานี ร่วม มทร.ราชมงคลกรุงเทพ ผลิตบัณฑิตสารสนเทศและดิจิทัลเพื่อธุรกิจ

สยามราชธานี ร่วม มทร.ราชมงคลกรุงเทพ ผลิตบัณฑิตสารสนเทศและดิจิทัลเพื่อธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการจ้างเหมาบริการครบวงจร (Outsourcing Services) และ รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการร่วมผลิตบัณฑิตด้านระบบสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานรูปแบบใหม่

นายณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทฯ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ได้เดินหน้าปรับองค์กรจากบริษัทธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร ก้าวสู่การเป็น Tech Company หรือบริษัทที่มีการใช้เทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น และอีกหนึ่งพันธกิจหลักของบริษัทคือการส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานเพื่อการพัฒนาทรัพยาบุคคล สยามราชธานีจึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สถาบันการศึกษาที่มีทั้งองค์ความรู้ บุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ และสถานที่สำหรับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมสำหรับการผลักดันให้มีการพัฒนางานทางด้านวิชาการ โดยเฉพาะทางด้านไอที เทคโนโลยี

“นับตั้งแต่เกิดผลกระทบจากดิจิทัลดิสรัปชั่นมาจนถึงโควิด-19 ดิสรัปชั่นทำให้มีการเปลี่ยนแปลงหลากหลาย ถือเป็นความท้าทายของทั้งภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดความต้องการการจ้างงานเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่มีความรู้ในสาขาที่เรียนมาเฉพาะด้าน แต่ต้องการบัณฑิตที่สามารถทำงานได้จริง ดังนั้นการพัฒนาด้านสหกิจศึกษา (Cooperative Education) ซึ่งเป็นระบบการศึกษาที่ผสมผสานการเรียนกับการปฏิบัติงาน (Work Integrated Learning) โดยเฉพาะการเรียนรู้ในสาขาด้านไอทีและเทคโนโลยี เพื่อเสริมคุณภาพของบัณฑิตผ่านประสบการณ์ทํางานในสถานประกอบการ ตามมาตรฐานวิชาการและวิชาชีพ และตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาของธุรกิจ และแก้ปัญหาการเรียนจบไม่มีงานทำ ก่อให้เกิดการจ้างงานจริง

รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กล่าวว่า ภายใต้การตกลงร่วมผลิตบัณฑิตด้านระบบสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจในครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาหลักสูตรและศักยภาพนักศึกษา โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาบัณฑิตจบใหม่ในสาขาระบบสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อธุรกิจ รวมถึงสาขาอื่นๆ ด้านไอที ด้านเทคโนโลยี ที่ต้องการเข้ามาทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลให้มีความพร้อมผ่านการส่งเสริมทักษะที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมอีกทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพสากลก่อนป้อนเข้าสู่ระบบ โดยมีเป้าหมายพัฒนาบัณฑิตภายใต้หลักสูตรความร่วมมือครั้งนี้ปีละไม่น้อยกว่า 670 ราย

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดนตรีไทย งานแสดงดนตรีไทย ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699149

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดนตรีไทย  งานแสดงดนตรีไทย ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงดนตรีไทย งานแสดงดนตรีไทย ครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์

วันอังคาร ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนิน ไปทอดพระเนตรและทรงดนตรีไทย “การแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์” พ.ศ.2565 โดยมี นายอิทธิพลคุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ และทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ วงบ้านปลายเนิน และผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กราบบังคมทูลรายงานว่าการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทรงเป็น “เอกอัครราชูปถัมภก มรดกวัฒนธรรมไทย” และ “วิศิษฏศิลปิน” ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่งานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านดนตรีไทย ทั้งได้ทรงเกื้อหนุนอุปถัมภ์ดนตรีไทยและนักดนตรีไทยมาโดยตลอด เป็นที่ซาบซึ้งและประจักษ์ชัดในพระมหากรุณาธิคุณเป็นยิ่งนัก

ในปีนี้ การแสดงในภาคแรก จากครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ ทั้งชาย-หญิง รวม 36 ท่าน รวมถึงลูกศิษย์และลูกหลานครูอาวุโส 25 คน ร่วมขับร้องและบรรเลงบทเพลงไทยประกอบด้วยรายการแสดงโดยครูอาวุโสชายหญิงได้แก่ รำถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา พร้อมบรรเลงดนตรีไทยประกอบโดย วงดนตรีไทยกรมศิลปากร ร่วมกับวงศิษย์พระประณีตวรศัพท์การบรรเลงดนตรีไทย และขับร้องถวายพระพรแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วงมโหรีเครื่องใหญ่พิเศษ การบรรเลงดนตรีไทย เพลงลาวดวงดอกไม้ 2 ชั้น (ออกซุ้ม เดี่ยวจะเข้) วงปี่พาทย์ไม้นวม การบรรเลงดนตรีไทย เพลงแขกสาหร่าย 2 ชั้น วงดนตรีไทยเครื่องใหญ่ การบรรเลงดนตรีไทย เพลงภาษาจีน (โป๊ยกังเหล็ง) วงเครื่องสายผสมขิม และ การบรรเลงดนตรีไทยประกอบการแสดง เพลงยอยศพระลอ โดยวงปี่พาทย์ไม้นวม โดยวงลูกศิษย์ครูอาวุโส

ปิดท้ายด้วยการแสดงชุดพิเศษโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดนตรีไทย (ซอด้วง) เพลงลาวดวงเดือนร่วมกับ วงดนตรีบ้านปลายเนิน

เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษสั่งตั้งกก.สอบ’หลวงพ่อเคราเงิน’ เจ้าตัวยืนกรานไม่โกน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699282

เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษสั่งตั้งกก.สอบ'หลวงพ่อเคราเงิน' เจ้าตัวยืนกรานไม่โกน

เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษสั่งตั้งกก.สอบ’หลวงพ่อเคราเงิน’ เจ้าตัวยืนกรานไม่โกน

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 22.19 น.

เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ สั่งตั้งกรรมการสอบ “หลวงพ่อเคราเงิน” ขีดเส้น 15 วันรู้ผล ด้านพระเจ้าตัวยืนยันยังไงก็ไม่โกน เทวดาฟ้าดินเขาให้มาแบบนี้

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 19 ธ.ค.65 พระครูเกษมวีรานุวัตร เจ้าคณะตำบลบักดอง เขต 2 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ ทหาร จาก กอ.รมน.จว.ศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.ขุนหาญ ลงพื้นที่ตรวจสอบสำนักสงฆ์ถ้ำน้ำย้อย ต.บักดอง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ กรณีที่ พระพรชัย พุทธสาโร หรือหลวงพ่อเคราเงิน เจ้าสำนักสงฆ์ดังกล่าว ไว้หนวดเครายาวเฟื้อย คล้ายฤาษี มานานกว่า 30 ปี ไม่เคยปลงหนวดเครา โดยอ้างว่าทุกครั้งที่ปลงหนวดเคราแล้ว มักจะเจ็บป่วยไม่สบาย เนื่องจากเชื่อว่ามีสิ่งลี้ลับบางอย่างมากระซิบข้างหูในขณะนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม ขออาศัยอยู่ในร่างด้วย โดยได้ให้สัจจะต่อสิ่งลี้ลับต่อกันว่าจะไม่ปลงหนวดเครา และยังยืนยันคำเดิมที่จะไม่ยอมปลงหนวดเคราอย่างเด็ดขาด ตามที่สื่อนำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด พระครูเกษมวีรานุวัตร เจ้าคณะตำบลบักดอง เขต 2 เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้สำนักสงฆ์น้ำย้อยแห่งนี้ จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก เมื่อหลวงพ่อเคราเงิน ได้รับกิจนิมนต์ไปตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะในพื้นที่ อ.ขุนหาญ หรือต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัด เมื่อหลวงพ่อเคราเงินปรากฏตัวตามสถานที่สาธารณะต่างๆ จึงเป็นที่สนใจของเหล่าญาติโยมพุทธศาสนิกชนที่พบเห็น ต่างพากันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป หนาวเคราของหลวงพ่อเคราเงิน และมีการนำไปโพสต์ลงในโซเชียล โลกออนไลน์ จนกลายเป็นข่าวโด่งดังตามที่ปรากฎตามสื่อต่างๆในขณะนี้

เจ้าคณะตำบลบักดอง เขต 2 กล่าวต่อว่า ดังนั้นทางคณะสงฆ์ พร้อมทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องลงพื้นที่มาตรวจสอบ ถึงแม้ว่าทางคณะสงฆ์ได้เคยขอความร่วมมือ และขอร้องให้หลวงพ่อเคราเงิน ปลงหนวดเครามาแล้วหลายรอบ แต่ก็ยังถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่อ้างดังกล่าว ทั้งนี้ การไว้หนวดเครา ถือเป็นอาบัติทุกกฎ ถึงแม้ว่าจะเป็นอาบัติเล็กน้อย แต่เป็นโลกวัชชะ (โล-กะ-วัด-ชะ) ถือเป็นโทษทางโลก หรือการอาบัติที่เป็นโทษทางโลก ซึ่งเป็นข้อเสียหายที่ชาวโลกติเตียนว่าไม่เหมาะสมกับสมณะ ซึ่งขณะนี้เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันแล้ว โดยระยะนี้ได้ขอร้องให้หลวงพ่อเคราเงิน งดกิจนิมนต์ไปก่อน เพื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ดำเนินการเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาก่อน และเพื่อไม่ให้เกิดกระแสข่าวในระยะนี้

ด้าน พระพรชัย พุทธสาโร หรือหลวงพ่อเคราเงิน กล่าวว่า อาตมาอยากให้ทุกหน่วยงานมาดู มาตรวจสอบ อยากให้มันจบๆ อาตมาก็จะได้สบายใจ และตนจะรับกิจนิมนต์ญาติโยมตามปกติ เพราะถ้าอาตมา ไม่รับกิจนิมนต์เขา แล้วใครล่ะจะทำอาหารให้อาตมาฉัน เพราะอาตมาไม่ได้ออกเดินบิณฑบาตมาหลายปีแล้ว ต้องหุงหาอาหารฉันเองทุกวัน ส่วนปัจจัยที่ญาติโยมถวายทำบุญมา ก็นำมาสร้างมาพัฒนาสำนักสงฆ์แห่งนี้ ส่วนตัวก็ไม่อยากให้คนอื่นเป็นเหมือนอาตมาที่เป็นเรื่องอยู่ในขณะนี้ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เทวดาฟ้าดินเขาให้มาแบบนี้

-001