โรงแรม มีเลีย เชียงใหม่ชวนมาปิกนิกฟาร์มออร์แกนิค ลิ้มลองมื้ออาหารปลอดสารพิษ พร้อมเรียนรู้วิถีเกษตรยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698969

โรงแรม มีเลีย เชียงใหม่ชวนมาปิกนิกฟาร์มออร์แกนิค  ลิ้มลองมื้ออาหารปลอดสารพิษ พร้อมเรียนรู้วิถีเกษตรยั่งยืน

โรงแรม มีเลีย เชียงใหม่ชวนมาปิกนิกฟาร์มออร์แกนิค ลิ้มลองมื้ออาหารปลอดสารพิษ พร้อมเรียนรู้วิถีเกษตรยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว โดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โรงแรม มีเลีย เชียงใหม่(Meliá Chiang Mai) ชวนมาสัมผัสทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พักผ่อนพร้อมท่องเที่ยวฟาร์มออร์แกนิคที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เรียนรู้วิถีการทำเกษตรแบบยั่งยืนและการรับประทานอาหารจากผลผลิตทางการเกษตรแบบปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพที่ดี กับแพ็กเกจห้องพัก อะ เจอร์นี่ ทู เดอะ ฟาร์ม (A Journey tothe Farm)

ภายใต้โปรแกรมครัว 360 องศา (360° Cuisine) แผนกครัวของโรงแรม มีเลีย เชียงใหม่ ได้ร่วมมือกับ ออริจิ้น เดอะกัวร์เม่ ฟาร์ม (ORI9IN The Gourmet Farm) ฟาร์มออร์แกนิคในเขตอำเภอสันทราย โดยนำผลผลิตปลอดสารพิษสดใหม่จากฟาร์มซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม มารังสรรค์เป็นเมนูอาหารในห้องอาหาร และบาร์ ของโรงแรม โดยพยายามใช้ทุกส่วนของวัตถุดิบเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็น ราก ใบ ลำต้น ก้าน และส่วนอื่น ๆ มาปรุงอาหาร และส่งเศษอาหารที่เหลือจากการปรุงอาหาร กลับคืนสู่ฟาร์มเพื่อทำเป็นปุ๋ยหมัก

แพ็กเกจห้องพัก อะ เจอร์นี่ ทู เดอะ ฟาร์ม รวม 3 วัน 2 คืน ราคา 9,999 บาท ประกอบไปด้วย ห้องพักแบบ มีเลีย (MeliáRoom) 2 คืน อาหารเช้าสำหรับ 2 ท่านต่อคืนและโปรแกรมท่องเที่ยว ออริจิ้น เดอะกัวร์เม่ ฟาร์ม พร้อมอาหารกลางวันแบบปิกนิก 1 ครั้งสำหรับ 2 ท่าน

โปรแกรมท่องเที่ยว ออริจิ้น เดอะกัวร์เม่ฟาร์ม ประกอบไปด้วย กิจกรรมการให้อาหารสัตว์กิจกรรมเยี่ยมชมฟาร์มกับเกษตรกรตัวจริงที่จะพาชมแปลงปลูกผัก ผลไม้และสมุนไพรของ โรงแรม มีเลีย เชียงใหม่ รวมไปถึงแปลงปลูกพืชสมุนไพรนานาชนิดของออริจิ้น เดอะกัวร์เม่ ฟาร์ม กิจกรรมเดินเล่นในเขาวงกต ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สอดแทรกทั้งสาระความรู้ และความสนุกสนานเพลิดเพลิน

ภายใต้ความร่วมมือระหว่างโรงแรมมีเลีย เชียงใหม่ และ ออริจิ้น เดอะกัวร์เม่ ฟาร์ม เกษตรกรในพื้นที่จะปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพร ส่งให้โรงแรมเพื่อนำไปใช้สำหรับให้บริการที่ห้องอาหาร บาร์ และยี่ สปา ซึ่งนอกจากการปลูกผลิตผลในท้องถิ่นตามฤดูกาล อาทิ ผักบุ้งใบโหระพาแดง ตะไคร้ และเสาวรสแล้ว เกษตรกรยังได้ปลูกมะเขือเทศหลากหลายพันธุ์ สลัดผัก รวมไปถึงผลิตผลที่เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการปรุงอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เช่น พริกปาโดรง (Padrón Pepper) หรือ พริกเขียวสเปน เพื่อทดแทน และลดปริมาณการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศสเปน

โรงแรม มีเลียเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำปิง และไนท์บาซาร์ ย่านค้าขายที่มีชื่อเสียงใจกลางเมืองเชียงใหม่เปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายน 2565ที่ผ่านมา เป็นอาคารสูง 22 ชั้น เชื่อมต่อกับการอาคารสูง7 ชั้น ทุกๆ ส่วนล้วนถูกออกแบบตกแต่งภายในอย่างงดงามโดยมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวล้านนาอย่างลงตัว จึงทำให้โรงแรม มีเลีย เชียงใหม่ โดดเด่นและมีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล

โรงแรม มีเลีย เชียงใหม่ มีจุดเริ่มต้นจากประเทศสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการปรุงอาหาร มีส่วนบริการอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ ห้องอาหาร ไหม เรสเตอร์รองท์แอนด์ บาร์ (Mai Restaurant & Bar) ห้องอาหารล้านนา คิทเช่น (Laan Na Kitchen) ไหม เดอะ สกาย บาร์ (Mai The Sky Bar) เทียน พูลบาร์(Tien Pool Bar) เรือนแก้ว เลานจ์ (RuenKaew Lounge) และ เดอะ เลเวล เลานจ์ (The Level Lounge) ซึ่งเป็นส่วนบริการพิเศษของห้องพักแบบ เดอะ เลเวลขึ้นไป ตั้งอยู่บนชั้น 22 จึงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเชียงใหม่ได้แบบ 180 องศา

สำรองแพ็กเกจห้องพัก อะ เจอร์นี่ ทู เดอะ ฟาร์ม ได้ที่แผนกสำรองห้องพัก โทร.052-090699 อีเมล reservation.chaingmai@melia.com ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มิถุนายน2566 โดยสามารถเลือกวันเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2566

สร้างภูมิด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เกราะป้องกันโรคปอดอักเสบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698948

สร้างภูมิด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เกราะป้องกันโรคปอดอักเสบ

สร้างภูมิด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เกราะป้องกันโรคปอดอักเสบ

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เข้าสู่ฤดูหนาว แพทย์เตือนเร่งสร้างภูมิด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หนึ่งในเกราะป้องกันโรคปอดอักเสบ ลดอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร อาจารย์ประจำหน่วยโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการและรักษาการหัวหน้าฝ่ายวิจัยและบริการคลินิก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เปิดเผยว่าการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อหลักๆ ในปัจจุบันที่จะนำไปสู่ภาวะของโรคปอดอักเสบ หรือที่รู้จักกันดีว่า โรคปอดบวม หมายถึง การอักเสบที่เนื้อปอด ประกอบด้วยถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้ปอดทำหน้าที่ได้น้อยลง เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

สาเหตุของปอดอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อโดยหลักๆ เกิดจากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย มีอยู่ 3 ตัวหลักๆ ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่(Influenza virus), ไวรัสโควิด-19 (Coronavirus;SAR CoV-2)และไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus-RSV) ส่วนเชื้อแบคทีเรียพบได้บ่อย คือ นิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoneae) ขณะที่ปอดอักเสบจากเชื้อรายังพบได้น้อยและมักจะเกิดในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือได้รับยาเคมีบำบัด เป็นต้น

ปอดอักเสบนับเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทั่วไปและทุกวัยและเป็นโรคที่พบได้มากขึ้นในกลุ่มเสี่ยงประมาณร้อยละ 8-10 ของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเฉียบพลันทางระบบหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยกลุ่มเสี่ยงของโรคปอดอักเสบ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ฯลฯ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเริ่มมีอาการจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนก่อน เช่น เจ็บคอ มีน้ำมูก แล้วถึงมีอาการไอและหายใจหอบตามมา ซึ่งเกิดได้จากโรคไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด-19 หรือโรค RSV ซึ่งอาการสำคัญของโรคปอดอักเสบ คือ มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย โดยผู้ป่วยจะมีอาการแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ เช่น โรค RSV ถือเป็นปัญหาหลักและมีความรุนแรงในกลุ่มเด็กเล็ก และจากผลการวิจัยปัจจุบัน พบว่า RSV ก็เป็นปัญหาสำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะต้องนอนโรงพยาบาลและมีโอกาสเสียชีวิตด้วย ส่วนไข้หวัดใหญ่พบได้ในทุกอายุพบบ่อยในเด็กแต่จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าในผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และกลุ่มที่มีโรคประจำตัว สำหรับโควิด-19พบได้ทุกอายุ แต่เด็กจะไม่ค่อยมีอาการและยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นปอดอักเสบน้อยกว่าผู้สูงอายุและกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง ขณะที่เชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส มักจะทำให้เกิดปอดอักเสบที่รุนแรงในผู้ใหญ่ผู้สูงอายุ และกลุ่มที่มีโรคประจำตัว รวมถึงกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบยังคงมีอยู่ด้วยกันถึง 4 ตัวหลักๆ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่, โควิด-19, อาร์เอสวี และนิวโมคอคคัส ทำให้ยิ่งมีโอกาสแพร่กระจายจากคนสู่คนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในฤดูหนาวปลายปีนี้ รวมถึงเดือนมกราคม-มีนาคม และฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม-ตุลาคมปีหน้า ซึ่งมีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยปอดอักเสบจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากพบว่าร้อยละ 10-30 ของผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบจะมีการติดเชื้อร่วมกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปได้ และมีความเสี่ยงที่จะเชื้อลงปอดอาการหนักจนต้องเข้ารักษาในไอซียูในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สำหรับแนวทางป้องกันโรคปอดอักเสบที่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามากที่สุด คือ การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบ ซึ่งประกอบด้วย วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด-19 และวัคซีนนิวโมคอคคัส ขณะที่ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีน RSV แต่คาดว่าจะมีในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยวัคซีนในกลุ่มดังกล่าวนี้ มีความสำคัญอย่างมากสำหรับกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีปอดอักเสบรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ, ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคไตวาย โรคตับวาย โรคพิษสุราเรื้อรัง รวมถึงกลุ่มที่ได้รับยาภูมิคุ้มกัน เช่น ยารักษามะเร็ง ยารักษาโรคภูมิคุ้มกันตัวเอง เป็นต้น เพราะวัคซีนในกลุ่มนี้จะช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบและลดความรุนแรงของโรคได้

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นวัคซีนที่เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกที่สุดในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้แนะนำให้ประชาชนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำปีทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงที่จะเกิดปอดอักเสบรุนแรงโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยประชาชนสามารถเข้ารับการฉีดได้ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้าน

‘ต้องใจ ธนะชานันท์’เผยความสำเร็จ‘ไทยเบฟ’ด้านความยั่งยืน ครองคะแนนสูงสุด DJSI อุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698966

‘ต้องใจ ธนะชานันท์’เผยความสำเร็จ‘ไทยเบฟ’ด้านความยั่งยืน  ครองคะแนนสูงสุด DJSI อุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

‘ต้องใจ ธนะชานันท์’เผยความสำเร็จ‘ไทยเบฟ’ด้านความยั่งยืน ครองคะแนนสูงสุด DJSI อุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำเครื่องดื่มครบวงจรที่มั่นคงและยั่งยืน ของภูมิภาคอาเซียน (Stable and Sustainable ASEAN Leader) ด้วยการครองคะแนนสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของโลกจากการประเมินของ S&P Global และยังเป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (The Dow Jones Sustainability Indices – DJSI) มาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดลำดับดัชนีตลาดเกิดใหม่ (DJSI Emerging Markets Index) เป็นปีที่ 7 และสมาชิกในกลุ่มดัชนีโลก (DJSI World Index)เป็นปีที่ 6 โดยล่าสุดได้รับคะแนนสูงสุดอันดับ 1ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต่อเนื่องเป็นปีที่ 5(ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2565) สะท้อนถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของไทยเบฟ ในการเป็นต้นแบบองค์กรที่ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใส่ใจด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและนำความภาคภูมิใจของคนไทยไปสู่ระดับโลก ไทยเบฟเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย PASSION 2025 ภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต” (Creating and Sharing the Value of Growth) เน้นย้ำกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนเพื่อ“สรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” (Enabling Sustainable Growth) ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม การเกื้อหนุนสังคม และการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจในไทยและในภูมิภาคอาเซียน โดยมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2583

หัวเรือใหญ่ด้านกลุ่มงานความยั่งยืน ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ กล่าวว่าไทยเบฟมุ่งดำเนินธุรกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานด้านสังคมใน5 มิติหลัก ได้แก่ การศึกษา สาธารณสุข กีฬา ศิลปะและวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนและสังคม ที่ได้สร้างผลลัพธ์ความสำเร็จของการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม และมีการติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“ส่วนหนึ่งที่เราได้รับการจัดอันดับที่ดีต่อเนื่องเป็นเพราะเราลงมือทำอย่างจริงจัง ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนภายในองค์กร ตลอดจนความร่วมมือกับองค์กรภายนอก ที่สำคัญคือเราไม่ได้เพียงเขียนรายงาน แต่เรายังนำข้อแนะนำความคิดเห็นของคณะกรรมการ คู่ค้า ลูกค้า นำมาพัฒนาปรับปรุงแนวทางการทำงานที่ก่อให้เกิดผลสำเร็จตามมา”

ความสำเร็จต่างๆ นั้น ไทยเบฟได้นำเสนอในรูปแบบของการจัดงาน Sustainability Expo (SX) 2022 งานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความตระหนักรู้ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับประชาชนทั่วไปและเยาวชนในภูมิภาคอาเซียน นับเป็นงานที่ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน โดยภายในงานแสดงให้เห็นว่าภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ได้อย่างไร อาทิ การคัดแยกขยะภายในครัวเรือนจะช่วยลดปริมาณขยะ สามารถนำขยะนั้นไปรีไซเคิลเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ได้ เช่นการรับคืนขวดน้ำพลาสติกมารีไซเคิลเป็น “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” นำไปแจกให้กับผู้ประสบภัยหนาวซึ่งทำมาต่อเนื่อง เศษอาหารนำไปหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น

สำหรับในปี 2566 ต้องใจ กล่าวว่า ไทยเบฟยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้นสำหรับการประกอบธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน โดยมีเป้ามาย ในด้านต่างๆ เช่น การรักษาคุณภาพน้ำและการคืนน้ำสู่ธรรมชาติเป็นสัดส่วน 100% ของปริมาณน้ำที่ใช้ ในการผลิตสินค้า ภายในปี 2573 และได้เริ่มดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ การผสานความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันดูแลและอนุรักษ์แหล่งน้ำ การดูแลชุมชนให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภค โครงการประเมินความยั่งยืนของน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และ การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำร่วมกับชุมชน

อีกหนึ่งความยั่งยืนที่อยู่ระหว่างการทดลองใช้คือการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) การขนส่งสินค้า ซึ่งขณะนี้มีใช้อยู่ 1 คันวิ่งระหว่างโรงงานและคลังสินค้า แต่อุปสรรคคือรถ EV มีราคาสูงกว่ารถใช้น้ำมันทั่วไป ไทยเบฟจึงร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง SCG ในการพัฒนารถบรรทุก EV รวมถึงจุดชาร์จไฟ ให้สามารถเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุก EV ได้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น ไทยเบฟ ได้ผนึกกำลังร่วมกับองค์กรภาคีธุรกิจชั้นนำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับสากล สร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในอีกหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จ อาทิ ภาคีเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network- TSCN) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการยกระดับความรู้และมาตรฐานการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในห่วงโซ่อุปทานของไทย โดยในงาน Sustainability Expo (SX) 2022 จะมีการเพิ่มหลักสูตรแบ่งปันองค์ความรู้เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับพันธมิตร คู่ค้า ฯลฯ 30 คน/หน่วยงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้แนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น โลกร้อน น้ำท่วม ธุรกิจจะมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด จะต้องเสียภาษีคาร์บอน ภาษีการใช้น้ำ เหล่านี้เป็นต้น

“เรามีแผนที่จะขยายนโยบายความยั่งยืนไปสู่ธุรกิจของไทยเบฟให้ครอบคลุมทุกประเทศที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ ซึ่งหลายๆ ประเทศในฝั่งตะวันตกได้เริ่มทำไปแล้ว เนื่องด้วยเขามีกฎหมายของประเทศนั้นๆ ควบคุมอยู่ แต่สำหรับในเอเชีย ประเทศเวียดนามถือว่าให้ความสนใจและตื่นตัวในการสร้างความยั่งยืนเป็นอย่างมาก แต่ที่ประเทศที่อาจจะติดขัดบ้างก็คือพม่า แต่เราก็จะพยายามที่ให้ทุกแห่งเดินไปพร้อมๆ กัน การพัฒนาความยั่งยืน ให้เติบโตแข็งแรง ทุกส่วนของธุรกิจ จะมีส่วนร่วมในการหาจุดเดินร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และโลก”

การดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งในการบริหารจัดการด้านธุรกิจ และการดำเนินโครงการต่างๆ ล้วนเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและความพร้อมในทุกมิติของไทยเบฟที่จะเดินหน้า “สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต” สู่การเป็นต้นแบบและผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก

สยามพิวรรธน์ ปลุกพลังแห่งการให้ สร้างรอยยิ้มส่งท้ายปี ชวนมอบของขวัญให้น้องๆ นักเรียน รร.ตำรวจตระเวนชายแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698938

สยามพิวรรธน์ ปลุกพลังแห่งการให้ สร้างรอยยิ้มส่งท้ายปี ชวนมอบของขวัญให้น้องๆ นักเรียน รร.ตำรวจตระเวนชายแดน

สยามพิวรรธน์ ปลุกพลังแห่งการให้ สร้างรอยยิ้มส่งท้ายปี ชวนมอบของขวัญให้น้องๆ นักเรียน รร.ตำรวจตระเวนชายแดน

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ สานต่อกิจกรรมส่งต่อความรัก ร่วมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านโครงการ “Citizen of Love by Siam Piwat” ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ได้ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และ Loft จัดกิจกรรมภายใต้คอนเซ็ปต์ “Gifts for Them : ปลุกพลังการให้ สร้างโอกาสการศึกษาไทยให้เท่าเทียม” ชวนคนไทยมอบของขวัญ สร้างรอยยิ้มในช่วงเวลาแห่งการมอบความสุขในช่วงส่งท้ายปลายปีให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นคน ด้วยการส่งมอบเครื่องเขียน หรืออุปกรณ์การเรียนที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาร่วมมอบในกล่อง Gifts for Them ที่ร้าน Loftทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2566

ภายในงานแถลงข่าว ได้รับเกียรติจาก มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ กรุ๊ป และ พล.ต.ต.วรณัฏฐ์ ผันผ่อนรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ให้รายละเอียดโครงการ พร้อมด้วยศิลปินนักวาดภาพประกอบชื่อดัง ครูปาน-สมนึก คลังนอก มาสอนเทคนิคการระบายสีให้กับน้องๆ ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในกิจกรรม Mini เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ Event Space ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่

มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ กรุ๊ป กล่าวว่า กว่า 63 ปี ของการดำเนินธุรกิจ สยามพิวรรธน์มุ่งมั่นที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ด้วยการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการสนับสนุนคนไทยที่มีความสามารถทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยจากต่างจังหวัด ดีไซเนอร์นักออกแบบไทยที่มีความสามารถ เยาวชน ผู้พิการผู้ทุพพลภาพ เด็กพิเศษ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสใช้ธุรกิจและสถานที่ของสยามพิวรรธน์เป็นเวทีของการนำเสนอสินค้าและบริการในหลากหลายประเภทด้วยความภาคภูมิใจ

“สำหรับโครงการ Citizen of Love by Siam Piwat กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของเราที่เดินหน้าสานต่อปณิธานการขับเคลื่อนธุรกิจที่เอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับผู้คน ชุมชนและสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการมอบโอกาส และสร้างความเท่าเทียมให้กับผู้คนทุกกลุ่มในสังคม อันจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติสืบต่อไป ด้วยตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมกันของการศึกษาไทยสำหรับปีนี้สยามพิวรรธน์ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างโอกาส ส่งต่อรอยยิ้มมอบความสุขให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ด้วยการนำเครื่องเขียน หรืออุปกรณ์การเรียนที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว หรือจะเลือกซื้อชุดของขวัญอุปกรณ์การเรียนในร้าน Loft ที่จัดเตรียมไว้ให้มาร่วมส่งมอบลงกล่อง Gifts for Them ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2566 จากนั้นสยามพิวรรธน์จะร่วมสมทบทุนซื้อชุดเครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น และนำของขวัญชุดเครื่องเขียนอุปกรณ์การเรียนที่ได้รับจากการร่วมโครงการทั้งหมด ส่งมอบให้กับน้องๆ ต่อไป

พล.ต.ต.วรณัฏฐ์ ผันผ่อนรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กล่าวว่า“นอกจากการดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอันเป็นภารกิจหลักที่สำคัญของตำรวจตระเวนชายแดนแล้ว อีกหนึ่งภารกิจที่ตำรวจตระเวนชายแดนรับสนองพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษาและเด็กและเยาวชน เพื่อให้เด็กๆ มีวิชาความรู้ที่จะสามารถประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวต่อไปในอนาคตได้ ปัจจุบันโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมีจำนวน 220 โรงทั่วประเทศโดยภาคเหนือจะมีโรงเรียน ตชด. มากที่สุดมีครู ตชด. และครูอาสารวมกว่า 2,000 พันคนและมีเด็กนักเรียนรวมทั้งสิ้น 26,577 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาสมีฐานะยากจนโครงการ Citizen of Love by Siam Piwatที่จัดโดยกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์นี้จึงเป็นของขวัญที่มีค่าและนำรอยยิ้มมาสู่เด็กๆ ในปีใหม่นี้ เพราะสิ่งเล็กๆ ที่ท่านไม่ได้ใช้ประโยชน์ อาจจะเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเด็กๆ ที่ขาดแคลนครับ”

ร่วมกันสร้างรอยยิ้ม มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยการมอบของขวัญชุดเครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียน ผ่านโครงการ “Citizen of Love by SiamPiwat” ได้ ณ ร้าน Loft ทุกสาขา ได้ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2566

ภารกิจเพื่อเด็กไทย‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’MUT 2022 กับ‘โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา’ก่อนบินพิชิตมง 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698968

ภารกิจเพื่อเด็กไทย‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’MUT 2022  กับ‘โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา’ก่อนบินพิชิตมง 3

ภารกิจเพื่อเด็กไทย‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’MUT 2022 กับ‘โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา’ก่อนบินพิชิตมง 3

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญด้านส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนไทยอันสะท้อนตัวตนที่งดงามอย่างแท้จริงของ “แอนนา เสืองามเอี่ยม” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 ที่ล่าสุด ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้บริหารกลุ่มทรู พบน้องๆ นักเรียนโรงเรียนสกุลดีประชาสรรค์ อ.บางนํ้าเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ด้วยการสนับสนุนของกลุ่มทรู พร้อมร่วมขับเคลื่อน “โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ของมูลนิธิฯ ระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน ก่อนจะสวมสายสะพายไทยแลนด์ เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศชิงมงกุฎในเวทีการประกวด Miss Universe 2022 ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

การมาครั้งนี้ ได้สร้างรอยยิ้ม ความสุขให้แก่เด็กๆ และที่สำคัญ คือความประทับใจที่ได้ฟังเรื่องราวสู้ชีวิต ทำให้น้องๆ ทุกคน มีกำลังใจและพลังที่จะเดินต่อไป

“พี่แอนนาชื่นชมน้องๆ ที่มีความฝันหลากหลาย พี่เองก็มีต้นทุนชีวิตเท่ากับทุกคน อาศัยอยู่กับคุณทวดซึ่งบวชเป็นแม่ชีที่วัดตั้งแต่ป.3 คุณแม่เป็นคนที่อยากเรียนหนังสือมาก แต่คุณยายไม่มีเงินส่งเสีย คุณแม่เลยตั้งความหวังอยากให้พี่เรียนถึงมหาวิทยาลัยให้ได้ ท่านทำงานหนักมากตั้งแต่ตี 5 ถึง 3 ทุ่ม และทำทุกวัน เพื่อส่งพี่แอนนาเรียน สิ่งนี้เลยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันทำให้พี่ตั้งใจเรียน ใครที่เหนื่อยจากการเรียน ให้คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่เหนื่อยกว่าเราหลายเท่า การศึกษาจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้จริง มีสังคมที่กว้างขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้เชื่อมั่นในตนเอง ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อนาคตที่สวยงามรอน้องๆ อยู่ ซึ่งวันนี้พี่แอนนา ก็ยินดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาช่วยผลักดันให้น้องๆ ได้มีอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ ในโครงการ “คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ซึ่งพี่ได้เห็นแล้วว่าน้องๆยังคงเจอกับอุปสรรคในการเรียนเพราะคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอ ซึ่งเทคโนโลยีสำคัญมากกับการศึกษาในยุคปัจจุบันนี้ เพราะจะทำให้น้องๆ รู้จักโลกที่กว้างขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ที่อยู่รอบตัวเรามากมาย”

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี และหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจและการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” หรือ Notebook for Education ของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี สอดคล้องกับการดำเนินงานตามแนวทาง 5 ยุทธศาสตร์หลัก ด้านการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะสรรหาอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อมอบให้แก่เยาวชนไทยในโรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศได้ใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม ก้าวทันการศึกษายุคดิจิทัล โดยที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กทุกเครื่อง สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้รับและติดตามความคืบหน้าการนำไปใช้งานได้อย่างโปร่งใส ควบคู่กับการดูแลปลูกฝังให้เยาวชนไทยใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องและปลอดภัยด้วย”

ขอชวนทุกคนมาร่วมมอบโอกาสให้แก่เด็กไทยได้เข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ กับ “โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพียงร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้แก่น้องๆ โรงเรียนสกุลดีประชาสรรค์ จ.ฉะเชิงเทรา ได้ที่ https://donate.connexted.org/notebookforeducation/projects/12611 หรือร่วมบริจาคโดยตรงให้โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีอีกมากมายที่ขาดแคลนทั่วประเทศ ผ่าน connexted.org พร้อมสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ข้อมูลเพิ่มเติมขอโครงการคลิกที่ เว็บไซต์: http://connexted.org และ FB: CONNEXT ED

10 ปี พิสูจน์รักแท้ เกี่ยวก้อยฉลองวิวาห์หวานชื่น สิรินธรา อเนกพุฒิ – อลงกรณ์ พรหมศิลป์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698971

10 ปี พิสูจน์รักแท้ เกี่ยวก้อยฉลองวิวาห์หวานชื่น สิรินธรา อเนกพุฒิ - อลงกรณ์ พรหมศิลป์

10 ปี พิสูจน์รักแท้ เกี่ยวก้อยฉลองวิวาห์หวานชื่น สิรินธรา อเนกพุฒิ – อลงกรณ์ พรหมศิลป์

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศ.พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี เป็นประธานในพิธีสวมแหวน ท่ามกลางความยินดีของคุณพ่อคุณแม่เจ้าสาว สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-จิตรา (ถาวรว่องวงศ์) อเนกพุฒิ และคุณพ่อคุณแม่เจ้าบ่าว วิชัย-วลัยพรรณ พรหมศิลป์

บรรยากาศพิธีมงคลสมรสระหว่าง เจ้าสาวคนเก่ง นกยูง-สิรินธรา อเนกพุฒิ บุตรี คุณพ่อสมศักดิ์ อเนกพุฒิ- คุณแม่จิตรา (ถาวรว่องวงศ์) อเนกพุฒิ กับเจ้าบ่าว ต่อ-อลงกรณ์ พรหมศิลป์ บุตรคุณพ่อ-คุณแม่ วิชัย-วลัยพรรณ พรหมศิลป์ โดยช่วงเช้าได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี เป็นประธานในพิธีสวมแหวน จากนั้นช่วงเย็นจัดงานเลี้ยงรับรองฉลองมงคลสมรสได้รับเกียรติจาก อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกล่าวอวยพรมอบให้แก่คู่บ่าว–สาว พร้อมด้วย ชีพ จุลมนต์อดีตประธานศาลฎีกา ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องฉัตราบอลรูม โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2565

เรื่องราวความรักของบ่าว-สาว เริ่มต้นจากเพื่อนรักของเจ้าสาวเป็นคนแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน พบเจอกันครั้งแรกในงานแต่งงานของเพื่อนรักจากนั้นทั้งคู่ก็สานสัมพันธ์จากคนรู้จักมาเป็นคนรู้ใจ คบหาดูใจกันมานานถึง 10 ปี ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดแต่ความรักของทั้งสองก็ยังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยประวัติของ เจ้าสาวนกยูง-สิรินธรา อเนกพุฒิ จบการศึกษาระดับประถมศึกษา โรงเรียนสาธิตประสานมิตร มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสาธิตปทุมวัน มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย 1 Year Fashion Design Istituto Marangoni Milan Italy และปริญญาโท Master in Fashion & Luxury Brand Management Istituto Marangoni Milan Italy ปัจจุบัน ทำงาน บริษัท The SRT Studio จำกัด ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าในกลุ่มแบรนด์ของ House of SIRINTRA ซึ่งประกอบด้วยทั้งหมด 3 products line ได้แก่ SIRINTRA, The SRT และ Private by SIRINTRA ตำแหน่งาน Founder/Creative Director ด้านเจ้าบ่าว ต่อ-อลงกรณ์ พรหมศิลป์จบการศึกษาระดับมัธยม โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง ปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาโยธา ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานและการบริหาร ปัจจุบันทำงานที่กรมทางหลวงในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง ประธานในพิธีขึ้นกล่าวอวยพรแก่คู่บ่าว-สาว

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.กระทรวงการคลัง ประธานในพิธีขึ้นกล่าวอวยพรแก่คู่บ่าว-สาว

ทรงพร-พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี, ศานิต ร่างน้อย และภรรยา ร่วมยินดีกับบ่าว-สาว
มี คุณพ่อเจ้าสาว สมศักดิ์ อเนกพุฒิ ต้อนรับ

ทรงพร-พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี, ศานิต ร่างน้อย และภรรยา ร่วมยินดีกับบ่าว-สาว มี คุณพ่อเจ้าสาว สมศักดิ์ อเนกพุฒิ ต้อนรับ

ชีพ จุลมนต์ อดีตประธานศาลฎีกา และ พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี

ชีพ จุลมนต์ อดีตประธานศาลฎีกา และ พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี

ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ, พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี, ชีพ จุลมนต์ อดีตประธานศาลฎีกา และแขกผู้มีเกียรติ มีคุณพ่อ-คุณอาเจ้าสาว สมศักดิ์-สมบูรณ์ อเนกพุฒิ ต้อนรับอย่างอบอุ่น

ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ, พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี, ชีพ จุลมนต์ อดีตประธานศาลฎีกา และแขกผู้มีเกียรติ มีคุณพ่อ-คุณอาเจ้าสาว สมศักดิ์-สมบูรณ์ อเนกพุฒิ ต้อนรับอย่างอบอุ่น

สมศักดิ์ อเนกพุฒิ, ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ และ สมบูรณ์ อเนกพุฒิ

สมศักดิ์ อเนกพุฒิ, ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ และ สมบูรณ์ อเนกพุฒิ

ปรีชา ส่งวัฒนา และ สมศักดิ์-สมบูรณ์ อเนกพุฒิ

ปรีชา ส่งวัฒนา และ สมศักดิ์-สมบูรณ์ อเนกพุฒิ

รักษา-ภิญโญ แสงภู่

รักษา-ภิญโญ แสงภู่

สมศักดิ์ อเนกพุฒิ ต้อนรับ สนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย, ดร.รวีพร คูหิรัญ,
ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ และ เรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์

สมศักดิ์ อเนกพุฒิ ต้อนรับ สนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทย, ดร.รวีพร คูหิรัญ, ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ และ เรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์

คุณแม่ จิตรา (ถาวรว่องวงศ์) อเนกพุฒิ และเครือญาติเจ้าสาว ร่วมแสดงความยินดีอบอุ่น

คุณแม่ จิตรา (ถาวรว่องวงศ์) อเนกพุฒิ และเครือญาติเจ้าสาว ร่วมแสดงความยินดีอบอุ่น

เพื่อนรักเจ้าสาวสมัยมัธยมปลายขึ้นกล่าวแสดงความยินดีกับเพื่อนรัก

เพื่อนรักเจ้าสาวสมัยมัธยมปลายขึ้นกล่าวแสดงความยินดีกับเพื่อนรัก

สองพิธีกรในงาน

สองพิธีกรในงาน

ทางเลือกใหม่ รักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698952

ทางเลือกใหม่ รักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ

ทางเลือกใหม่ รักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

โรคต่อมลูกหมากโตไม่เพียงสร้างความรำคาญ แต่ยังส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน หากมีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งทำให้คุณผู้ชายกังวลใจ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ปัจจุบันสามารถรักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ (Water Vapor Therapy) โดยไม่ต้องผ่าตัด คืนคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

นพ.ดำรงพันธ์ วัฒนะโชติผู้อำนวยการศูนย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ กล่าวว่า โรคต่อมลูกหมากโต หรือ BPH (Benign Prostate Hyperplasia)คือ ภาวะต่อมลูกหมากที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะล้อมรอบท่อปัสสาวะมีขนาดใหญ่ผิดปกติจนไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง ชายไทยมีความผิดปกติของต่อมลูกหมากมากเป็นอันดับ 1 โดยพบได้มากกว่า 50% ของผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 80 ของชายที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ปัจจัยคืออายุที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ค่อยๆ ลดลงไป รวมถึง อารมณ์และจิตใจที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ด้วยอาการปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน ปัสสาวะไม่สุด บางครั้งมีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ทำให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งอาการและความรุนแรงของโรคในแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป การตรวจวินิจฉัยต่อมลูกหมากโตจะเริ่มด้วยการ ซักประวัติเพื่อตรวจสอบอาการ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และตรวจวัดความแรงของสายปัสสาวะ อัลตราซาวนด์ขนาดต่อมลูกหมากที่เปลี่ยนแปลง ตรวจคลำต่อมลูกหมากผ่านทางท่อทวารหนักเพื่อดูความผิดปกติ

วิธีรักษาต่อมลูกหมากโตที่นิยมคือ การกินยารักษาหรือการผ่าตัด แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยที่ไม่ต้องการผ่าตัดและไม่อยากกินยา เพราะกลัวผลข้างเคียง ปัจจุบันโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่นำเทคโนโลยีการรักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ (Water Vapor Therapy) โดยไม่ต้องผ่าตัด เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต ซึ่งการรักษาด้วยไอน้ำ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีผลงานวิจัยรองรับว่ามีประสิทธิภาพ ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2558 และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย

การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ แพทย์จะใช้เครื่องมือและกล้องสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังต่อมลูกหมากจากนั้นจะฉีดไอน้ำอุณหภูมิ 103 องศาเซลเซียส ประมาณ 4-6 ครั้ง โดยจะขึ้นอยู่กับขนาดของต่อมลูกหมาก หากมีขนาดที่โตมากจำนวนครั้งในการฉีดก็จะมากขึ้นไปด้วย โดยการรักษาจะเหมาะกับผู้ป่วยที่ต่อมลูกหมากโตขนาด 30-80 กรัม เวลาในการรักษาจะอยู่ที่ 15 นาทีต่อครั้ง หลังการรักษาจะทำการใส่สายสวนปัสสาวะแบบคาสายปัสสาวะชนิดโฟเลย์ (Foley’s catheter) ประมาณ 7-10 วัน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องปัสสาวะเอง ช่วยให้อาการบวมหายไวและกระเพาะปัสสาวะฟื้นตัวเร็วขึ้น หลังจากเอาสายสวนปัสสาวะออกแล้ว อาจรู้สึกปัสสาวะลำบากเพราะยังมีอาการบวมของต่อมลูกหมาก หรือมีอาการแสบร้อนระหว่างปัสสาวะบ้าง รวมถึงมีเลือดปนออกมาในปัสสาวะเล็กน้อยประมาณ 4-6 สัปดาห์ และอาจมีเลือดปนออกมาในอสุจิได้ รวมถึงปริมาณการหลั่งน้ำอสุจิลดลง การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ถ้ามีมักจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์และส่วนใหญ่อาการขับถ่ายปัสสาวะจะดีขึ้นจนเกือบปกติเต็มที่ภายใน 3 เดือน

วิธีการรักษาโรคต่อมลูกหมากโตด้วยไอน้ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีขนาดต่อมลูกหมากไม่เกิน 30-80 gไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา มีปัญหาสุขภาพที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดที่ต้องวางยาสลบนานๆ ไม่มีการใส่อวัยวะเพศเทียม ข้อดีคือ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด ด้วยการทำหัตถการผ่านกล้องเข้าท่อปัสสาวะตามทางธรรมชาติ ไม่ต้องวางยาสลบ ใช้เวลาไม่นานในการรักษา ฟื้นตัวเร็วกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางเพศ(การแข็งตัวของอวัยวะเพศหรือการหลั่งน้ำอสุจิเป็นปกติ) สามารถใช้รักษาผู้ป่วยในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดได้ ผลลัพธ์ค่อนข้างยาวนาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่รักษาเพียงครั้งเดียวและติดตามผลทุก 2-5 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร. 02-3103009 หรือ แอดไลน์ @bangkokhospital

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698951

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ปลอดภัยไหม เหมาะสมกับสถานการณ์ใด

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ครอบครัวเป็นสุข มีลูกเมื่อพร้อม เป็นคำขวัญที่เป็นจริงเสมอ ยิ่งปัจจุบันคำว่ามีลูก 1 คน จนไป 7 ปี โดยเทียบกับอัตราเงินเฟ้อในยุคหลังโควิด อาจเพิ่มเป็น 14 หรือ 21 ปีได้ 

ดังนั้น การวางแผนครอบครัวจึงสำคัญมาก เพราะป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้ การคุมกำเนิด ด้วยการที่ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบทั้งชนิดกิน ฉีด ฝัง หรือจะเป็นการใช้ห่วงคุมกำเนิด สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันหรือป้องกันแล้วยังคงเกิดความผิดพลาด เช่น ถุงยางฉีกขาด ในกรณีนี้ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะแก้สถานการณ์คับขันได้ 

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจว่ายาคุมกำเนิดฉุกเฉินต่างจากยาคุมกำเนิดปกติอย่างไร ยาคุมกำเนิดปกติ ประกอบด้วยฮอร์โมน อาจมีทั้งชนิดเดี่ยวๆ หรือสูตรผสม ที่กำหนดขนาดให้รับประทานประมาณ 21-28 วันต่อรอบเดือน เพื่อป้องกันการตกไข่ 

ส่วนยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เป็นฮอร์โมนเดี่ยวๆ ปริมาณสูง ต้องรับประทานทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หรือไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน มีทั้งสูตรที่รับประทานเพียง 1 เม็ด หรือรับประทาน 1 เม็ดทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือภายในไม่เกิน 72 ชั่วโมง และรับประทานอีก 1 เม็ด หลังจากรับประทานยาเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ซึ่งเม็ดที่สองนี้มีความสำคัญไม่แพ้เม็ดแรก เพราะหากรับประทานไม่ถูกต้อง ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์จะลดลงอย่างมาก ดังนั้น หากผู้ใช้ยารู้ตัวว่าเป็นคนขี้ลืม ก็ควรเลือกสูตรที่รับประทานเพียง 1 เม็ดจะดีกว่า

ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันในช่วงใกล้ๆ กับระยะตกไข่ โอกาสตั้งครรภ์ก็อาจจะเพิ่มขึ้น แม้รับประทานยาแล้วก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่งคือ ระยะเวลาที่กินยาหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าคำแนะนำการใช้ยาจะบอกว่าให้รับประทานยาภายในไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แต่ยิ่งรับประทานเร็วเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น ถ้ามัวแต่ใจเย็น รีๆ รอๆ ว่ายังไม่ถึง 72 ชั่วโมง ไปทำอย่างอื่นก่อนก็ได้ ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดก็จะลดลงไป

เนื่องจากยามีฮอร์โมนค่อนข้างสูง ดังนั้น โดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้ใช้มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน ดังนั้นถ้าประเมินแล้วว่าจะมีเพศสัมพันธ์บ่อยกว่านั้น ควรเลือกใช้ยาคุมทั่วไปที่กินทุกวันจะดีกว่า ส่วนสาวๆที่ชอบลืมกินยา แนะนำเป็นชนิดฉีด ฝัง หรือใส่ห่วงอนามัยแทนก็ได้ เพราะยาคุมกำเนิดที่ต้องกินทุกวันนั้น หากลืมกินมากกว่าเดือนละ 3 วันก็เสี่ยงตั้งครรภ์ได้

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยจากการใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน คือ คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะปวดท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน มีเลือดออกกะปริดกะปรอย ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลาได้ กรณีกินยาแล้วอาเจียนออกมาหลังจากกินไปไม่เกิน 2 ชั่วโมง แนะนำให้กินยาใหม่ เพราะยาน่าจะยังดูดซึมไม่สมบูรณ์ มีผลต่อประสิทธิภาพการคุมกำเนิด

ข้อสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินต้องเข้าใจก่อนคือ การใช้ยาป้องกันได้เพียงการตั้งครรภ์เท่านั้น ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ได้ ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ถือเป็นความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย การสวมถุงยางอนามัยสามารถป้องกันได้ทั้งการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น ผู้หญิงไม่ควรเลือกใช้วิธีการกินยาคุมฉุกเฉินเป็นหลักในการป้องกันการตั้งครรภ์

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรแด่ ‘สมเด็จฯเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698976

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรแด่ ‘สมเด็จฯเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรแด่ ‘สมเด็จฯเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำสวดเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากฯ จัดพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม2565 เวลา 10.00 น. ณ พระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

ในการนี้มี สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยมีคณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ อาทิ ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, รศ.ดร.สุทธิมาชำนาญเวช, ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงศ์ กิตยารักษ์, สายสม วงศาสุลักษณ์, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุลร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายผ้าไตรจตุปัจจัยไทยธรรม และภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯกล่าวว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ทรงช่วยเหลือประชาชนมาพร้อมกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพมายาวนานถึง 27 ปี หลักๆ คือช่วยบรรเทาทุกข์จากน้ำท่วม องค์ประธานท่านเสด็จไปทรงบรรจุถุงยังชีพ เสด็จไปเยี่ยมประชาชนตอนฟื้นฟูเพื่อให้กำลังใจประชาชนโดยหลายๆ ครั้งไม่ออกข่าว ทรงพระดำเนินไปตามบ้านต่างๆ ทรงมีพระดำริให้ตั้งชุมชนเตือนภัยเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 19 แห่งทั่วประเทศ ฝึกอบรมประชาชนให้อพยพทัน ตั้งสถานีโทรมาตรในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่สูง จำนวน 510 สถานี ซึ่งขณะนี้ติดตั้งไปแล้วกว่า 100 สถานี เพื่อเป็นการเตือนภัยองค์ประธานรับสั่งว่าถ้าเราสามารถป้องกันภัยได้ดีจะได้บรรเทาทุกข์น้อยลง นอกจากนี้ยังรับสั่งถึงพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากก็ต้องมีการฟื้นฟู เช่น ฟื้นฟูอาชีพสหกรณ์ผ้าครามที่สกลนคร ร่วมกับมหาวิทยาลัยเครือข่าย และโปรดให้ทำโครงการพัฒนาโครงการธุรกรรมออนไลน์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากสามารถนำสินค้าของตนขึ้นวางจำหน่ายในระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง โดยร่วมกับแพลตฟอร์มและหน่วยงานต่างๆ ในการฝึกอบรม ในแง่ของมูลนิธิฯพระกรณียกิจขององค์ประธานมีทั้งป้องกัน บรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน

พระองค์ท่านให้ความสนพระทัยมากในการแก้ข้อบังคับมูลนิธิฯ บางข้อ เพื่อให้การดำเนินงานมูลนิธิฯ มีความคล่องตัว เช่น การประชุมหรือกราบทูลเรื่องต่างๆ ผ่านไลน์ อย่างการขอพระราชทานถุงยังชีพ ก็ได้กราบทูลในไลน์กลุ่มคณะกรรมการมูลนิธิฯ พระองค์ท่านก็จะทรงตอบกลับภายใน 15 นาที เมื่อมติจากคณะกรรมการและมีความเห็นชอบขององค์ประธาน ไม่เกินครึ่งชั่วโมงความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์จะส่งไปถึงผู้ประสบภัย เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อองค์ประธานมูลนิธิฯ ในยามที่พระองค์ท่านประชวร สิ่งที่พวกเราทำได้คือ ตั้งจิตอธิษฐานส่งกำลังใจถวาย ทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล รวมใจให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้พระองค์ท่านหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว

เมื่อได้ทราบข่าว พวกเราทุกคนรู้สึกตกใจ และมีความเป็นห่วงเป็นใยอย่างมาก เพราะอย่างที่เราเห็นว่าพระองค์ท่านทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงมาโดยตลอด เราได้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงดูแลพระราชมารดาอย่างดีเยี่ยม พระองค์ท่านทรงให้ความเมตตาต่อคณะกรรมการ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯท่านทรงทักทาย ให้กำลังใจ ชื่นชมตลอดเวลา ทรงมีความใส่พระทัยในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทรงติดดินทรงอยู่กับประชาชน ทรงงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน มีอะไรที่จะช่วยได้ อย่างเรื่องน้ำท่วม ทรงติดตามข่าวอยู่เสมอ เมื่อทรงทราบว่าจะมีพื้นที่ไหนที่เสี่ยง ก็จะรับสั่งให้มูลนิธิฯ ส่งถุงยังชีพไปรอไว้ก่อน ถ้าไม่ได้ใช้ก็ไม่เป็นไร จากการที่เราเห็นความทุ่มเทและน้ำพระทัยของพระองค์ท่าน ทำให้ทุกคนตกใจและเป็นห่วงพระองค์ท่านมากๆ อยากให้ท่านมีพระวรกายกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทำงานให้แผ่นดินต่อไป”

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐเอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปันพอเพียง ยั่งยืน”

ในโอกาสาก้าวสู่ปีที่ 27 ของมูลนิธิฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงมีพระนโยบายให้ยกระดับการทำงานของมูลนิธิฯ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และการจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย” Center of Excellence in Flood Relief and Management)ในด้านสังคมและมนุษย์ เน้นการประสานงานกับภาคีเครือข่ายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งด้านการป้องกัน เพื่อให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกัน การสูญเสีย การบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดีและการฟื้นฟูให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตอย่างปกติได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นที่จะต้องเก็บข้อมูลเชิงสังคม แล้วนำมาบูรณาการ มองและเข้าใจ ปัญหาแบบองค์รวม ดำเนินการตามเป้าหมายอันเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่ การพัฒนาที่เกิดความยั่งยืนให้กับสังคม

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวง
ราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวง ราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ประธานในพิธีถวายผ้าไตรและจตุปัจจัยไทยธรรมแด่สมเด็จ
พระธีรญาณมุนี

ประธานในพิธีถวายผ้าไตรและจตุปัจจัยไทยธรรมแด่สมเด็จ พระธีรญาณมุนี

สมเด็จพระธีรญาณมุนี สนทนากับ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
และ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์

สมเด็จพระธีรญาณมุนี สนทนากับ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร,
สายสม วงศาสุลักษณ์, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงศ์ กิตยารักษ์,
รศ.ดร.สุทธิมา ชำนาญเวช และ ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร, สายสม วงศาสุลักษณ์, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงศ์ กิตยารักษ์, รศ.ดร.สุทธิมา ชำนาญเวช และ ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล

คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมใจถวายพระพรแด่องค์ประธานมูลนิธิฯ

คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมใจถวายพระพรแด่องค์ประธานมูลนิธิฯ

NT ยกระดับ NT CLOUD และ NT DATA CENTER ด้วยมาตรฐาน ISO/IEC 27701 ระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698940

NT ยกระดับ NT CLOUD และ NT DATA CENTER  ด้วยมาตรฐาน ISO/IEC 27701 ระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล

NT ยกระดับ NT CLOUD และ NT DATA CENTER ด้วยมาตรฐาน ISO/IEC 27701 ระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล

วันจันทร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รับมือและรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ NT ผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ ยกระดับการให้บริการ NT CLOUD และ NT DATACENTER ด้วยมาตรฐาน ISO/IEC 27701:2019เพิ่มความเชื่อมั่นด้านการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมตอบโจทย์ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า NT ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้งและดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ของประเทศไทย ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ISO/IEC 27701:2019 โดย บริษัท บีเอสไอ กรุ๊ป(ประเทศไทย) จำกัด หรือสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (The British Standards Institution-BSI) สำหรับการให้บริการคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์

NT ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัลคำนึงถึงการพัฒนาบริการตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและทันสถานการณ์ โดยปัจจุบันภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในโลกดิจิทัล ซึ่งหากเกิดการรั่วไหลของข้อมูลดังกล่าวย่อมส่งผลเสียหายต่อบุคคลผู้ใช้บริการและกระทบต่อธุรกิจ NT จึงมุ่งมั่นพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล ISO/IEC 27701:2019 เพื่อดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานบนระบบ NT CLOUD และ NT DATA CENTER ซึ่งจัดเก็บข้อมูลลูกค้าองค์กรจำนวนมากให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่มีระบบการกำหนดสิทธิการเข้าถึง การตรวจสอบ และการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่จัดเก็บโดย NT มีความปลอดภัย และสอดคล้องกับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดย NT
ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27701:2019 ด้านระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลใน 2 บริการ คือบริการ NT CLOUD ซึ่งรวมถึงโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้บริการจากหน่วยงานภาครัฐ 835 หน่วยงาน และบริการ NT DATA CENTER บางรัก นนทบุรี และศรีราชา

ทั้งนี้ NT ได้พัฒนามาตรฐานการให้บริการมาอย่างต่อเนื่องครอบคลุมมาตรฐานสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นในระดับสูงให้แก่ลูกค้าทั้งองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน โดยปัจจุบันบริการคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ของ NT ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 27001, ISO 20000-1, CSA-STAR และล่าสุดคือมาตรฐาน ISO 27701