เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539956

30 ธ.ค. 2565

เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต

เปิดเอกสารหนังสือ ป.ป.ท. และ ปปช. สั่งต้นสังกัด “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” ตรวจสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม ’ กรณีโดนร้องเรียนปฎิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใสช่วงปี 65 หลายโครงการ

วันนี้ (30 ธันวาคม 2565) คมชัดลึก ยังคงเกาะกรณีปัญหาในการเสนอชื่อ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินการเกษตร ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2565 หลังจากพบข้อมูลและการทักท้วงจากที่ประชุมครม.ถึงชื่อของนายสุพิศ ว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เพราะนายสุพิศ มีเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัยตามระเบียบของทางราชการ ทั้งจากปปท. สตง. ปปช. ดีเอสไอ และ สตง. มาแล้วตั้งแต่สมัยยังทำหน้าที่ ผอ.สำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน และล่าสุดในตำแหน่งรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเช่นเดียวกัน  ซึ่งขณะนี้หน่วยงานหลายหน่วยงานดังกล่าวยังอยู่ระหว่างตรวจสอบฯ จึงมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะถูกเสนอและผลักดันจากฝ่ายการเมืองให้มีตำแหน่งใหญ่โตขึ้นนั้น 

คมชัดลึก ได้รับการเปิดเผยเอกสารอ้างอิงที่มาจาก จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ลงวันที่ 1 กันยายน 2565 ส่งถึงอธิบดีกรมฝนหลวง

เรื่องขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารพยานหลักฐาน กรณีได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดฯ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มเอกชนเกี่ยวกับการจัดจ้าง

1.โครงการปรับปรุงที่ทำการอาคารกรมฝนหลวงฯ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ งบประมาณ  8,587,725.60 บาท

2.โครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พระบิดาแห่งฝนหลวง ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี งบประมาณ 457,940,000 บาท  

โดยขอทราบข้อเท็จจริงพร้อมเอกสารว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์และกฎหมายใด พร้อมขอเอกสารเกี่ยวข้องการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายและมาตรการฯป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 แก้ไขเพิ่มเติม มติครม.วันที่ 28 มกราคม 2563
 

ข้อ 3. ในหนังสือดังกล่าวยังตั้งคำถามว่า ในช่วงปี 2565 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมฝนหลวงฯ หรือไม่ หากเป็น ดำรงตำแหน่งใด ระดับ สังกัด/งาน /กอง อย่างไร และมีอำนาจเกี่ยวข้องดำเนินการข้อ1 และข้อ 2 หรือไม่อย่างไร

4.กรมฝนหลวงฯ เคยได้รับการร้องเรียนพฤติการณ์ดังกล่าวหรือไม่และหากมี การตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนวินัยตามระเบียบราชการหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร ซึ่งทั้ง 4 ข้อให้กรมฝนหลวงฯ แจ้งข้อเท็จจริงและส่งเอกสารให้ปปท.ตามหนังสือระบุ

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือจาก กองกำกับการ 1 กองป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่  7 กรกฎาคม 2565 เรื่องขอข้อมูลและเอกสารประกอบการสอบสวน ถึงอธิบดีกรมฝนหลวงฯ

กรณีได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียน กรณีอ้างว่ากรมฝนหลวงฯมีการจัดซื้อเครื่องบินเล็ก โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ที่ไม่โปร่งใส มีผู้เสนอเพียงรายเดียว และไม่มีการสืบประวัติผู้เสนอราคาซึ่งทราบว่า มีกรณีอุทรณ์กับกองทัพไทย ‘ทิ้งงาน’ เป็นต้น

ขณะเดียวกันกรณีจัดซื้อเครื่องบินเล็กของกรมฝนหลวงฯ ดังกล่าว ยังมีหนังสือจาก ป.ป.ช.ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ส่งถึงอธิบดีกรมฝนหลวง เรื่องขอทราบข้อเท็จจริงและขอเอกสารหลักฐาน ระบุว่าได้รับเรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดกรมฝนหลวงฯ ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ฯ กรณีกรมฝนหลวงฯได้กำหนดเงื่อนไขรายละเอียดประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างเครื่องบินขนาดกลางด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์คุณลักษณะเฉพาะและเงื่อนไขทางเทคนิคฯ

อันเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทผู้ชนะเสนอราคา ซึ่งเป็นการมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรมเป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย จึงให้กรมฝนหลวงฯแจ้งข้อเท็จจริงและส่งเอกสารไปยังสำนักไต่สวน ปปช.ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ

เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต
เปิดหนังสือป.ป.ท.-ป.ป.ช.สั่งสอบ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’ โดนร้องเรียนทุจริต

วัชระ เฮ วุฒิสภารับลูกลุยสอบทุจริตโยงแก๊งตู้ห่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539952

30 ธ.ค. 2565

วัชระ เฮ วุฒิสภารับลูกลุยสอบทุจริตโยงแก๊งตู้ห่าว

วุฒิสภารับลูก “วัชระ เพชรทอง” จัดหนักสั่ง 2 กรมาธิการสอบทุจริต “ปิยะพันธ์-เทพสุ” หลังมีข่าวอื้อฉาวโยงแก๊งตู้ห่าว

วันที่ 30 ธ.ค.65 จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.65 ขอให้สอบสวนพล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  และนายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ ปปง. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. ว่ามีการกระทำที่ส่อว่าผิดกฎหมายหรือจริยธรรมหรือไม่ 

หลังจากที่ได้รับหนังสือร้องเรียนจากข้าราชการสำนักงาน ปปง. (ไม่ระบุชื่อ)ว่า ทั้งสองมีการทุจริตและประพฤติมิชอบในหลายกรณี มีพฤติกรรมเกี่ยวพันกับนายตู้ห่าวและกลุ่มคนจีนสีเทา โดยขอให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาแจ้งคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของวุฒิสภาสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ภายใน 30 วันนั้น ล่าสุดนายทศพร แย้มวงษ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการวุฒิสภา

ได้ลงนามในหนังสือลงวันที่ 23 ธ.ค.65 แจ้งนายวัชระ เพชรทอง ว่า ประธานวุฒิสภาพิจารณาแล้ว ได้มอบหมายให้เลขาธิการวุฒิสภา เป็นผู้พิจารณา

วัชระ เฮ วุฒิสภารับลูกลุยสอบทุจริตโยงแก๊งตู้ห่าว

โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และ คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 

ทั้งนี้ นายวัชระได้ชี้ประเด็นต่างๆที่ขอให้คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาได้สอบสวนคือ

  1. มีข่าวว่ากลุ่มจีนสีเทาไปพบประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปปง. ที่ห้องทำงานชั้น 3 หลังเวลาราชการจนถึงตอนค่ำ มีการพบปะสังสรรค์กันจริงหรือไม่ 
  2. อาคารสำนักงานปปง. ชั้น 3 เดิมเป็นที่ทำการเลขาธิการ ปปง. นับแต่ก่อตั้งองค์กร แต่ปัจจุบันปรับปรุงเป็นที่ทำงานของประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ปปง. (ประธานบอร์ด) จริงหรือไม่ ตั้งแต่เมื่อใด ปีงบประมาณใด ใครเป็นผู้อนุมัติ ใช้งบประมาณเท่าใด
  3. ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาสำนักงาน ปปง. ได้อนุมัติคืนทรัพย์ให้กลุ่มทุนจีนสีเทาหรือกลุ่มการพนันออนไลน์หรือไม่ ขอให้ตรวจสอบสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ของกลุ่มคนจีนสีเทาว่ากระทำการละเมิดกฎหมายและศีลธรรมอันดีงามความสงบสุขในสังคมหรือไม่ การติดป้ายสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นการหลอกลวงคนจีนและคนไทยให้หลงเชื่อหรือไม่ หากละเมิดให้ดำเนินการยุบสมาคมตามกฎหมายต่อไป
  4. ประเด็นสำคัญที่สุดที่ประชาชนกำลังจับตามองติดตามอย่างใกล้ชิดคือ กรณีกลุ่มทุนจีนสีเทาซื้อโครงการบ้านหรูของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ราคาเฉลี่ยหลังละ 35-60 ล้านบาท รวมเงินประมาณ 2,500 ล้านบาท มีข้อสงสัยการทำธุรกรรมทางการเงินว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เงินที่มาซื้อชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 คณะกรรมาธิการของวุฒิสภาที่ประธานวุฒิสภามอบหมายให้ดำเนินการควรเร่งสอบสวนให้มีความชัดเจนตามที่ประชาชนกำลังรอคำตอบอย่างเร็วที่สุด

รวมความสำเร็จSoft Powerเวที”เอเปค” ผลงานรัฐบาลยุค”บิ๊กตู่”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539926

30 ธ.ค. 2565

รวมความสำเร็จSoft Powerเวที"เอเปค" ผลงานรัฐบาลยุค"บิ๊กตู่"

ปี2565 ผลงานรัฐบาลยุค”บิ๊กตู่” จัดเวทีระดับโลกดึงศักยภาพวัฒนธรรมไทย ชู Soft Power ของดี-ของเด็ด บนเวที”เอเปค” ให้นานาชาติได้เห็นอย่างอลังการ

ผลงานในปี 2565 ไม่พูดถึงเห็นทีคงจะเสียชื่อรัฐบาล การประชุมเอเปค 2022 หรือ APEC 2022 สร้างความน่าประทับใจให้กับผู้นำและผู้เข้าร่วมอย่างมาก 

รัฐบาลโชว์ของดีของเด็ดประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ดังทั่วโลก หรือ Soft Power เริ่มต้นจากพรีเซนเตอร์ของการประชุม ดังเป็นพลุแตกเพียงชั่วข้ามคืน  “(นาง) นวล” แมวน้อยสีขาวนวล นั่นเอง

นางนวล พรีเซ็นเตอร์ประชุมเอเปคนางนวล พรีเซ็นเตอร์ประชุมเอเปค

สินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ที่ถูกหยิบยกขึ้นเวทีประชุมเอเปค 2022

Food (อาหาร) ยกตัวอย่างจากที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ยกขบวนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ของไทย ต้อนรับระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำและตัวแทนเขตเศรษฐกิจเอเปก 
-ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ของจังหวัดศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และมหาสารคาม
เนื้อโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร 
ปลากุเลาเค็มตากใบ จังหวัดนราธิวาส (ราชาแห่งปลาเค็ม)
-ไวน์เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา 
-ส้มโอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 
-ไข่เค็มไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 
-กล้วยหอมทองพบพระ จังหวัดตาก

ปลากุเลาจากตากใบปลากุเลาจากตากใบเนื้อโคขุนโพนยางคำ เนื้อโคขุนโพนยางคำ

ไข่เค็มไชยาไข่เค็มไชยา

Fashion (การออกแบบแฟชั่นไทย)
จัดแสดงโชว์ “ผ้าไหม” ไทยที่มีมรดกอันล้ำค่าและเป็นเอกลักษณ์จากภูมิปัญญาไทย ออกแบบโดยดีไซเนอร์จากเขตเศรษฐกิจเอเปคทั้ง 21 เขต เรียกได้ว่ากระชับมิตร แถมยังได้ชมความคิดสร้างสรรค์จากประเทศต่างๆ
 
นอกจากนี้นำ “ผ้าไหมปักธงชัย” จังหวัดนครราชสีมา มอบเป็นของที่ระลึกแก่ผู้นำเอเปค เช่น เนคไท ผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น 

จัดแสดงผ้าไหมไทยจัดแสดงผ้าไหมไทย

Fighting (ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย)  
จัดการสาธิตมวยไทยและ workshop จากยอดมวยไทย บัวขาว บัญชาเมฆ และทีมงานล้านนาไฟท์ติ้ง ที่โชว์แม่ไม้มวยไทยบทเวที บริเวณศูนย์แถลงข่าวสื่อมวลชนได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งจากผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ

มวยไทยมวยไทยมวยไทยมวยไทย

Festival (เทศกาลประเพณี)

ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ได้จัดการแสดงแต่ละภูมิภาค
-ภาคเหนือ การแสดงฟ้อนร่ม
-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีชุดการแสดงผีตาโขน บ่าวขาลาย ถือหางนกยูง ฟ้อนภูไทย เชิดพญานาค
-ภาคใต้ มีการแสดงโนรา ที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากยูเนสโก มีหนังตะลุง ตารีบุหงา
-ภาคกลาง มีการแสดงโขน ที่นับเป็นศิลปะขั้นสูงของไทยที่สวยงาม วิจิตร อลังการ และแน่นอนมีการแสดงบรรยากาศการลอยกระทง

รวมความสำเร็จSoft Powerเวที"เอเปค" ผลงานรัฐบาลยุค"บิ๊กตู่"
รวมความสำเร็จSoft Powerเวที"เอเปค" ผลงานรัฐบาลยุค"บิ๊กตู่"

ภายในงานกระทรวงแรงงาน จัดบูธบริการ “นวดไทย” นวดสมุนไพร การทำสปาหินร้อน เพื่อให้สื่อต่างชาติและสื่อไทยได้ผ่อนคลายระหว่างรอทำข่าวด้วย 

นอกจากที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมเอเปคแล้ว ผู้นำและตัวแทนใน 21 เขตเศรษฐกิจยังได้รับการต้อนรับจากพี่น้องชาวไทย สัมผัสบรรยากาศที่สะท้อนถึงความเป็นไทย ด้วยการจัดแสดงแสงสีเสียงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น สะพานพระราม 8 “ทอแสง วิจิตร ตระการ” แสดง Light Show & Laser ย้อมไฟกับเส้นสายของสะพานพระราม 8 เกิดเป็นสีสันบรรยากาศ และฉายแสงเลเซอร์เป็นลวดลายและข้อความ ประกอบกับเสียงเพลงที่ผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับดนตรีสากล จากศิลปิน The Sound of Siam , วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร “นฤมิต วิจิตร นาฏกรรม” การแสดงทางวัฒนธรรมประยุกต์ ผสมผสานระบบเทคนิคพิเศษ  บอกเล่าเรื่องราวของประเพณีอันเรืองงามคู่สายน้ำเจ้าพระยา , สะพานพระพุทธยอดฟ้า “วิจิตร เรืองรอง ท้องนที” การแสดง Illumination Light Show เป็นการเล่นแสงไฟตามจังหวะเพลงที่สื่อถึงประสบการณ์การเดินทาง เป็นต้น

“ดร.สามารถ”อัปเดต”รถไฟฟ้าสายสีส้ม” เสียส่วนต่างจาก 6.8 เป็น 7.5หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539936

30 ธ.ค. 2565

"ดร.สามารถ"อัปเดต"รถไฟฟ้าสายสีส้ม" เสียส่วนต่างจาก 6.8 เป็น 7.5หมื่นล้าน

“ดร.สามารถ”เผยตัวเลขใหม่ การประมูล”รถไฟฟ้าสายสีส้ม” รัฐต้องเสียส่วนต่างให้BEM จากเดิม 6.8 เป็น 7.5หมื่นล้านบาท หลังล่าสุดขอรับเงินสนับสนุนเพิ่ม 85,432 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงส่วนต่างที่รัฐบาลต้องเสียให้กับเอกชนในการประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม จากเดิมประเมินไว้ 6.8 หมื่นล้านบาท ขณะนี้พุ่งขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาท ว่า

สุดช็อก ! ข้อมูลใหม่ 
ดันผลต่างประมูลสายสีส้ม
พุ่งจาก 6.8 เป็น 7.5 หมื่นล้าน
เดิมเราเข้าใจกันว่า เงินสนับสนุนสุทธิในการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มครั้งที่ 2 มากกว่าครั้งที่ 1 ถึง 6.8 หมื่นล้าน แต่มาวันนี้ ตัวเลขนี้อาจพุ่งขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้าน ! ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
1. การประมูลครั้งที่ 1
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกาศเชิญชวนเอกชนให้ร่วมลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) และเดินรถตลอดสายทั้งช่วงตะวันตกและตะวันออก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) แต่ในระหว่างการประมูล รฟม. ได้เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล และในที่สุดได้ล้มประมูล 

การประมูลครั้งที่ 1 มีเอกชนยื่นข้อเสนอ 2 ราย ประกอบด้วย (1) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC และ (2) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM
แม้การประมูลครั้งที่ 1 จะถูกล้มไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อไม่นานมานี้ BTSC ได้ขอเอกสารที่ยื่นประมูลคืนจาก รฟม. และได้เปิดซอง “ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน” ต่อหน้าสื่อมวลชน พบว่า BTSC ได้เสนอเงินตอบแทนให้ รฟม. 70,144.98 ล้านบาท และขอรับเงินสนับสนุนจาก รฟม. 79,820.40 ล้านบาท เป็นผลให้ รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนสุทธิ (เงินที่ รฟม. ต้องสนับสนุน หักด้วย เงินตอบแทนที่ รฟม. ได้รับ) แก่ BTSC 9,675.42 ล้านบาท (79,820.40-70,144.98) 

2. การประมูลครั้งที่ 2
หลังจากการประมูลครั้งที่ 1 ถูกล้มไปแล้ว รฟม. ได้ประกาศเชิญชวนเอกชนให้ร่วมลงทุนครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่ามีเอกชนยื่นข้อเสนอ 2 ราย ได้แก่ (1) BEM และ (2) ITD Group ซึ่งประกอบด้วย ITD และ Incheon Transit Corporation หรือ ITC ผู้เดินรถไฟฟ้าจากเกาหลี ส่วน BTSC ไม่สามารถยื่นข้อเสนอได้ เพราะหาผู้รับเหมามาเป็นผู้ร่วมยื่นข้อเสนอไม่ได้ เนื่องจากมีการปรับแก้คุณสมบัติของผู้รับเหมาให้ผ่านเกณฑ์ยากขึ้นกว่าครั้งที่ 1


ก่อนหน้าที่ BTSC จะเปิดซอง “ข้อเสนอการลงทุนและผลตอบแทน” ของตนเองนั้น รฟม. ได้เปิดซองดังกล่าวของ BEM และของ ITD Group พบว่า รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนสุทธิ (เงินที่ รฟม. ต้องสนับสนุน หักด้วย เงินตอบแทนที่ รฟม. ได้รับ) แก่ BEM 78,287.95 ล้านบาท และให้แก่ ITD Group 102,635.66 ล้านบาท ส่งผลให้ BEM เป็นผู้ชนะการประมูล เนื่องจาก รฟม. จะต้องให้เงินสนับสนุนสุทธิน้อยกว่านั่นเอง

 
แต่อย่างไรก็ตาม รฟม. ไม่ได้เปิดเผยจำนวนเงินตอบแทนที่ BEM เสนอให้แก่ รฟม. และจำนวนเงินที่ BEM ขอรับเงินสนับสนุนจาก รฟม. เพียงแต่เปิดเผยจำนวนเงินที่ รฟม. จะต้องสนับสนุนสุทธิเท่านั้น

3. เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าไม่ล้มประมูลครั้งที่ 1 BTSC จะคว้าชัย ?
ในการประมูลครั้งที่ 1 ไม่มีการเปิดเผยว่า BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิเท่าไหร่ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการประมูลครั้งที่ 2 ซึ่ง BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 78,287.95 ล้านบาท โดยที่แบบการก่อสร้างยังเหมือนเดิม ราคากลางค่าก่อสร้างก็ยังเท่าเดิม อีกทั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับการประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ซึ่ง BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิสูงกว่า BTSC นับแสนล้านบาท ทำให้เกิดคำถามดังนี้ 
(1) ในการประมูลครั้งที่ 1 เป็นไปได้หรือไม่ ? ที่ BEM จะขอรับเงินสนับสนุนสุทธิต่ำกว่า BTSC ซึ่งขอ 9,675.42 ล้านบาท
(2) ในการประมูลครั้งที่ 1 เป็นไปได้หรือไม่ ? ที่ BTSC ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ก่อสร้างและให้บริการเดินรถไฟฟ้าในเมืองไทย และโชกโชนกับการประมูลโครงการขนาดใหญ่ด้านขนส่งมาหลายโครงการ จะไม่ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านคุณสมบัติ และข้อเสนอด้านเทคนิค 
หากเป็นไปไม่ได้ กรณีไม่ล้มการประมูลครั้งที่ 1 อาจเป็นไปได้ที่ BTSC จะชนะการประมูล ! 
4. ผลต่างเงินสนับสนุนสุทธิเพิ่มจาก 6.8 หมื่น เป็น 7.5 หมื่น ?
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 รฟม. แถลงข่าวผลการประมูลครั้งที่ 2 ว่า BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 78,287.95 ล้านบาท ผมได้เปรียบเทียบกับการประมูลครั้งที่ 1 ซึ่ง BTSC ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 9,675.42 ล้านบาท พบว่าเงินสนับสนุนสุทธิที่ BEM ขอในการประมูลครั้งที่ 2 มากกว่าเงินสนับสนุนสุทธิที่ BTSC ขอในการประมูลครั้งที่ 1 ถึง 68,612.53 ล้านบาท
แต่ต่อมา ในวันที่ 26 ธันวาคม 2565 รฟม. ชี้แจงผลการประมูลครั้งที่ 2 ระบุว่า BEM ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิ 85,432 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขใหม่ ไม่เหมือนเดิม ไม่มีการชี้แจงว่า ทำไมเงินสนับสนุนสุทธิจึงเปลี่ยนไป ? ทำให้ผลต่างเงินสนับสนุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 75,756.58 ล้านบาท 


5. สรุป 
เดิมเราแทบล้มทั้งยืนเมื่อรู้ว่า การประมูลครั้งที่ 2 มีเงินสนับสนุนสุทธิมากกว่าครั้งที่ 1 ถึง 68,612.53 ล้านบาท มาบัดนี้ถ้าผลต่างพุ่งขึ้นเป็น 75,756.58 ล้านบาท เราจะไม่ช็อกจนหมดสติกันหรือครับ ? 
หมายเหตุ : ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง

ผลต่างประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มผลต่างประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม

“สุชาติ”เร่งตรวจ”แรงงานไทย”จากเหตุไฟไหม้บ่อนปอยเปต เบื้องต้น ตาย 1 เจ็บ 10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539903

29 ธ.ค. 2565

"สุชาติ"เร่งตรวจ"แรงงานไทย"จากเหตุไฟไหม้บ่อนปอยเปต เบื้องต้น ตาย 1 เจ็บ 10

“สุชาติ”สั่งหน่วยงานจังหวัดสระแก้ว ตรวจสอบ”แรงงานไทย”จากเหตุไฟไหม้บ่อนปอยเปต เบื้องต้นพบ ตาย 1 เจ็บ 10 พร้อมเร่งเยียวยาตามสิทธิ

จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงแรม แกรนด์ ไดมอนด์ ซิตี้ แอนด์ กาสิโน เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา หรือ บ่อนปอยเปต เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 02.00 น. จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย 


วันที่ 29 ธันวาคม 2565 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ทันทีที่ทราบข่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวและกำชับให้เร่งตรวจสอบข้อมูลผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพื่อให้การช่วยเหลือโดยเร็ว ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสระแก้ว ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปที่ศูนย์ประสานงานจังหวัดสระแก้ว

จากการรายงานของนางสาวผกาพันธุ์ ผกานิรินทร์ ประกันสังคมจังหวัดสระแก้ว ปรากฎว่า เหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวในเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 13 ราย สูญหาย 8 ราย ผู้บาดเจ็บ จำนวน 53 ราย

-ผู้เสียชีวิตเป็นคนไทย 1 ราย ทราบชื่อคือ นายวราวุธ จิรศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 2 ทายาทมีสิทธิ์ได้รับค่าทำศพ จำนวน 25,000 บาท

-ผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 2 ราย ผู้ประกันตนมาตรา 38 จำนวน 1 ราย ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 4 ราย และผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 3 ราย รวมผู้ประกันตนทั้งสิ้น 10 ราย 
 

ทั้งนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่จังหวัดสระแก้วลงพื้นที่ให้บริการช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ญาติผู้ประสบเหตุที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บและนอนพักรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ แล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานห่วงใยผู้ประกันตนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานห่วงใยผู้ประกันตน

ฝ่ายค้านยื่นสอบ”บิ๊กตู่-ศักดิ์สยาม”เมินฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539902

29 ธ.ค. 2565

ฝ่ายค้านยื่นสอบ"บิ๊กตู่-ศักดิ์สยาม"เมินฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม

พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นสอบ”บิ๊กตู่-ศักดิ์สยาม”ละเว้นหน้าที่ กรณีฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม จนรัฐต้องเสียส่วนต่างให้เอกชนถึง 6.8 หมื่นล้าน จี้ให้ยกเลิกเพื่อรักษาประโยชน์ประเทศ

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.สนามบินน้ำ ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบด้วย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล , นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย , พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ , นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ , นายนิคม บุญวิเศษ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และพวก ในความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) ความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยทุจริต กรณีการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์)

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้ออกมาต่อสู้ในเรื่องนี้ เพื่อปกป้องไม่ให้เงินภาษีของประชาชนเสียหายมากเกินจำเป็น โดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความเห็นตรงกันว่าเป็นเมกะดีล ในตำนานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 2 เนื่องจากเป็นการสร้างสิ่งเดียวกัน ประมูลสิ่งเดียวกัน 2 ครั้ง แต่กลับมีส่วนต่างถึง 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่รัฐจ่ายอุดหนุนให้กับเอกชน เป็นวงเงินที่มากเกินความจำเป็น อาจเกิดเกิดเงินทอน ย้อนกลับไปที่กระเป๋าของนายทุน หรือ พรรคการเมือง เพื่อนำไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป 

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ตั้งแต่มีการประมูล กำหนดเกณฑ์ในรอบแรก และไปเปลี่ยนเกณฑ์การแข่งขันกลางอากาศ เกิดการประมูลรอบ 2 แต่ปรากฎว่า กีดกันไม่ให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เข้าร่วม  ดังนั้นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือ BEM จะตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้ ราคากลางไม่สมเหตุสมผล ทำให้รัฐเกิดความเสียหายมากเกินจำเป็น ถือเป็นความผิดชัดเจนและเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องเข้ามาตรวจสอบ 

ด้านพันตำรวจเอกทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า ฉายารัฐบาล ที่สื่อตั้งให้ว่า “รัฐบาลแปดเปื้อน” ก็สอดคล้องกัน เนื่องจากโครงการนี้มีส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาท จึงอยากให้สังคมรู้ว่าอันตรายจากการทุจริต การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลักษณะนี้เป็นแผนเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ที่ผ่านมาไม่เคยซักถามในคณะกรรมาธิการการงบประมาณฯ หรือเคยเรียกหน่วยงานมาสอบถามเรื่องส่วนต่างนี้ รวมถึงเคยมีการต่อรองราคาบ้างหรือไม่ และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียใจว่าไม่ได้มีการต่อรองใด ๆ แต่ขณะเดียวกันกลับชี้แจงในส่วนต่อรองราคาของค่าโดยสารของประชาชน ซึ่งเป็นการยกเหตุผลอื่นมาตอบคำถาม ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่จะต้องรักษาประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนผู้เสียภาษี

พร้อมยกตัวอย่างสมัย ซึ่งก่อนหน้านี้ นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีการประมูลสนามบินสุวรรณภูมิ มีการร้องเรียนว่าราคาสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท นายวันมูหะหมัดนอร์ จึงได้ตัดสินใจยกเลิกการประมูลและทำการประมูลใหม่ทำให้ราคาลดลงมาไม่ถึง 3 หมื่นล้านบาท แม้จะมีการฟ้องร้องและร้องต่อ ป.ป.ช. แต่สุดท้ายผลออกมาว่าไม่มีความผิด ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างว่าการยกเลิกเพื่อรักษาประโยชน์สามารถทำได้ 

“ประการสำคัญที่สุด คือ ในหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตามกฎหมาย พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ กำหนดไว้ว่าผู้อนุมัติหรือผู้ดำเนินการ ถ้ารู้ว่ามีการกระทำผิดลักษณะนี้แล้ว ไม่ยกเลิก มีโทษจำคุกถึง 10 ปี”

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒินายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิพันตำรวจเอกทวี สอดส่องพันตำรวจเอกทวี สอดส่องนายสมคิด เชื้อคงนายสมคิด เชื้อคง

“ก้าวไกล”ชำแหละ”กรมอุทยานฯ” ซื้อขายตำแหน่งจ่ายเงินเป็นกิโลกรัม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/539896

29 ธ.ค. 2565

"ก้าวไกล"ชำแหละ"กรมอุทยานฯ" ซื้อขายตำแหน่งจ่ายเงินเป็นกิโลกรัม

“ก้าวไกล”ชำแหละ”กรมอุทยานฯ” ซื้อขายตำแหน่งจ่ายเงินเป็นกิโลกรัม สูงสุด 20 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้เป็นทำเลทองที่สุด

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ที่รัฐสภา ส.ส.พรรคก้าวไกล ประกอบด้วย นายมานพ คีรีภูวดล , นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ และนายสุเทพ อู่อ้น เปิดเผยถึงกรณีนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถูกจับกุมข้อหาทุจริตเรียกรับผลประโยชน์และซื้อขายโยกย้ายตำแหน่ง ว่า มีการส่งรายเดือนและประจำปีงบประมาณและส่งสวยเพื่อรักษาตำแหน่ง จึงตั้งคำถามว่าเป็นข้าราชการระดับพื้นที่มีเงินเดือนไม่มากนัก แต่นำเงินจากไหนมาส่งส่วย นอกจากนี้อ้างอิงข้อมูลว่ามีการเรียกรับเงินจากงบประมานที่สนับสนุนไปแต่ละหน่วยงาน เรียกเก็บจากหน่วยงานที่ควบคุมไฟป่าร้อยละ 30 เรียกเก็บจากหน่วยฟื้นฟูต้นน้ำร้อยละ 30 เรียกเก็บจากหัวหน้าอุทยานแต่ละพื้นที่ร้อยละ 18.5 และเรียกจากป่าต้นน้ำร้อยละ 18.5 และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ร้อยละ 7.5 และที่น่าสนใจคือเรียกเก็บจากโครงการพระราชดำริร้อยละ 12.5 ที่กรมอุทยานดูแล

ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานให้ประชาชนไม่บรรลุผลสำเร็จเพราะไม่มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างงบประมาณไฟป่าหมอกควัน ที่การจัดสรรงบประมาณกระจัดกระจาย แล้วจะเห็นว่าทุกปีรัฐบาลจะใช้งบกลางลงไปสนับสนุนแต่ละหน่วยงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าสนใจว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณที่พบว่ามีการเรียกเก็บจากฝ่ายปฏิบัติงานเกิดกระบวนการคอรัปชั่น ทำให้การปฎิบัติงานไม่เกิดผลสัมฤทธิ์
 

ด้านนายประเสริฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนเรื่องของปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เข้าไปตรวจสอบ อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศว่ามีการใส่ซองเงินหรือไม่ เชื่อว่าอุทยานฯในภาคใต้มีปัญหาดังกล่าว และเรียกร้องให้มีการแก้ไขเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯด้วย
 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นประจักษ์พยาน การซื้อขายตำแหน่ง บางคนต้องการเข้าไปทำงานในอุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางทะเล เพราะสร้างรายได้ จึงเรียกร้องให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นจะได้มีการติดตามตรวจสอบที่เข้มข้น หากอำนาจไปอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง จะเป็นช่องทางให้มีการเรียกเก็บส่วยได้ เชื่อว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีอีกหลายคนอาจจะนอนไม่หลับ เพราะเรื่องนี้จะเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและประชาชนจะเฝ้าติดตามตรวจสอบอย่างจริงจัง

ด้านนายมานพ ทราบว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์ในกรมอุทยานฯ หากใครต้องการอยู่ตำแหน่งสูงๆ ต้องจ่ายเงินที่เรียกเป็นกิโลกรัม โดย 1 กิโลกรัมเท่ากับ 1 ล้านบาท เรียกเก็บตั้งแต่ 5 แสน- 20 ล้านบาท โดยเฉพาะอุทยานฯทางทะเลทำเงินเป็นจำนวนมาก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเร่งกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ต่างๆ

ManpowerGroup Thailand offers path to optimising talent retention, tackling turnover challenges

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/pr-news/more/pr-news/40023589

ManpowerGroup Thailand offers path to optimising talent retention, tackling turnover challenges

ManpowerGroup Thailand offers path to optimising talent retention, tackling turnover challenges

FRIDAY, DECEMBER 30, 2022

The global labour market is badly suffering the effects of Covid disruption, causing an abrupt change in people’s lifestyles and work environments.

Now more employees are opting for hybrid work environments, forcing companies to implement major changes with a focus on their staff’s mental well-being and goodwill.

Under the expert family of brands – ManpowerExperis®, and Talent Solutions – ManpowerGroup has always believed “People are our organization’s most valuable assets”.  Consequently, providing optimal quality of life, training and re-skilling, and more importantly, offering sustainability in work-life happiness and balance and understanding of the three generations – Gen X, Gen Y and Gen Z – across the workforce who bring a novel way of thinking and values but at the same time expect stability and flexibility – are all crucial in the workplace.

According to Lilly Ngamtrakulpanit, Country Manager, ManpowerGroup Thailand, “Based on ManpowerGroup’s recent survey with regard to the labour market, results indicated that employee turnover rates have shot up significantly and at the same time skilled labour in IT and technology is in higher demand than previously.

With the rise in demand for hybrid working, employers and organizations need to rethink and reimagine their normal business practices and rules and provide, first and foremost, work-life balance and flexibility in their employees’ working lives in addition to providing skills or re-skilling – analytical skills in particular – to successfully cope in today’s digital era.  

The focus is on understanding and ensuring the three generations of employees work together in harmony and the best talents retained and provided with an optimal work-life balance and flexibility.”

Generation X (Gen-X), born 1965-1980, primarily represents seniors who have worked hard and experienced significant events such as “Tom Yam Kung” and “Hamburger” financial crisis in their lives as well as having witnessed their parent’s dedication to working, tend to place importance on work-life balance.  

However, they are still loyal, driven and efficient, are open to new ideas and work well as a team. 

Generation Y (Gen-Y or millennials), born 1981-1995, are predominantly occupying the middle management levels at the workplace.  This generation upholds clarity and authenticity, shares and dares to state their honest opinions. They don’t hesitate to ask for their rights as an employee. They are team players who are prepared to face any challenges upfront.

Employers and organizations thus need to constantly keep this generation of talents alert with innovations to prevent them from finding work monotonous, and opting for employment elsewhere.

Generation Z (Gen-Z), born 1996-2010 in the digital age, are creative multi-taskers and savvy with current technologies and are result-oriented and strong in quickly filtering relevant information. With their creative attitude, they expect freedom to do things their way and always with an eye to innovation.  

Therefore, in order to retain talents in this generation who prefer to opt for other than the traditional 9 to 5 work day, employers need to understand their nature and provide healthy challenges and entertainment in the work environment.

In the past three months, the pandemic has drastically changed working methods whether working from home 100% or alternating between working from home or going to the office or working in the office 100%, ManpowerGroup, as a global leader in providing innovative workforce solutions, had foreseen the importance of the latest hybrid working option in the digital age and amidst Covid disruption resulting in a win-win outcome in terms of investment in talents and additional employee benefits positively affecting their well-being and lifestyles as a whole – a perfect work-life balance.

 “I believe organizations in both Thailand and overseas are in unanimous agreement that an important outcome of the Covid-19 pandemic is the opportunity to reshape and maintain work-life balance for each and every one of us,” said Lilly.

“Employers are experiencing the benefits of a truly balanced, beneficial and efficient work-life routine where there are days for on-site meetings for brainstorming and setting goals as a team and also days when we have time to clear pending assignments which we may not otherwise be able to find the time to concentrate on producing new, creative works or reflect upon self-improvements without disruption in an office full of employees, and the luxury of not having to waste time in the traffic and spend more quality time with the family. Employees can produce efficient work off-site as well if not better than working on-site. The flexibility in the work schedule affords the employee to better manage his or her lifestyle, neither necessary to face traffic jams nor to clock in.  Everyone’s enhanced mental state of being will definitely be beneficial to work input.”

The latest “hybrid working” option that many organizations including ManpowerGroup Thailand are offering has received positive feedback from employers in general which is in line with ManpowerGroup’s culture and tradition of focusing on results.  Flexibility in working on-site or working from anywhere which depends on the pandemic situation is gauged on a monthly basis. 

“ManpowerGroup Thailand has recently introduced the new “Four-day” “Work from Anywhere” policy to our staff.  I believe we are the first country among the countries of regional ManpowerGroup to introduce such a policy, as we always believe that providing benefits and flexibility to the employees is crucial. If we look after them well, everyone will be happy which in turn will raise efficiency. Working from anywhere is equivalent to additional employee benefits and offers them a chance for work-life balance as well as better employee relationships and a degree of flexibility.  We believe our “People are our organization’s most valuable assets”, hence providing work-life balance and skills or re-skilling to our employees are of utmost importance,” added Lilly.

Thai luxury brand fashions success from gender diverse designs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/more/pr-news/40023586

Thai luxury brand fashions success from gender diverse designs

Thai luxury brand fashions success from gender diverse designs

FRIDAY, DECEMBER 30, 2022

Luxury brand Amass Me launched a new branch at The Emporium mall in Bangkok on Wednesday, aiming to bring inspiration to both women and LGBTQ+ fashionistas.

The brand’s Valleyouth label offers a range of gender-diverse designs to encourage customers to express themselves with confidence, explained Yurudee Thanakittiphum, Amass Me’s managing director.

Never go out of style/Never run out of inspiration” is the theme for its exclusive range of clothing from Valleyouth and other local designers, she added.

Brands available at Amass Me stores include its own Amass Me range, AEL Studio (Amy Enjoy life), Xunruo, Jungle Me, Camoooni, Goudirnqc, La’ Festin, Tomato&Potato, Tsmlxlt, Empty Reference, Valleyouth, and Kapalikko. Yurude said the company is the country’s only authorised distributor of these brands.

We have no multi-luxury-brand fashion store in Thailand. So Amass Me wants to offer a wardrobe of fashions with a variety of styles, rather than be a general fashion store.”

Thai luxury brand fashions success from gender diverse designs
Thai luxury brand fashions success from gender diverse designs

Amass Me currently has nine Bangkok boutiques at The Crystal SB Ratchapruek, The Crystal Ekamai-Ramindra, CentralWorld, Central Chidlom, Central Ladprao, Central Festival Eastville, The Promenade, Terminal 21 Rama 3 and The Emporium.

The company plans to open one more branch soon.

Thai luxury brand fashions success from gender diverse designs

TPI Group sweeps citations in ASIA’S GREATEST BRANDS & LEADERS 2022-2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/pr-news/more/pr-news/40023563

TPI Group sweeps citations in ASIA’S GREATEST BRANDS & LEADERS 2022-2023

TPI Group sweeps citations in ASIA’S GREATEST BRANDS & LEADERS 2022-2023

THURSDAY, DECEMBER 29, 2022

Photo: Mr. Pakorn Leophairatana, President of TPI Polene Power Pcl and Mrs. Surapha Nakwatchara, Assistant Vice President Sales of TPI Polene Pcl, received the awards in the occasion of India-Thailand Partners in Progress 2022 Summit on December 17, 2022 held at the India-Thai Chamber of Commerce in Bangkok.

Khun Prachai Leophairatana, Chief Executive Officer of TPI Polene Public Company Limited was awarded ASIA’S GREATEST CEO 2022-2023 by AsiaOne Magazine as he leads the Group in its rebranding of TPI to Technology, Products and Innovation while keeping its commitment to developing Bio-Circular-Green economy (BCG) strategy targeting to achieve net zero GHG by 2026.

On the same occasion, TPI Polene and its subsidiary TPI Polene Power Public Company Limited that operates renewable power plants fueled by municipal solid waste (MSW) both received awards as ASIA’S GREATEST BRANDS 2022-2023. The winners of ASIA’S GREATEST BRANDS & LEADERS are chosen by consumers and industry under the supervision and management of United Research Services of URS Media Consulting International.