ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเชียง’ ภูมิวิถีไทพวนและแหล่งมรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698798

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเชียง’ ภูมิวิถีไทพวนและแหล่งมรดกโลก

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ชุมชนบ้านเชียง’ ภูมิวิถีไทพวนและแหล่งมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติบ้านเชียง

ด้วยชื่อเสียงของ “บ้านเชียง” จากเครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปแบบและลวดลายงดงามเฉพาะ คือเป็น ภาชนะดินเผาที่มีรูปทรงของการปั้นหลายแบบและมีการเขียนลายเป็นเส้นโค้ง ลายเชือกทาบ ลายก้านขดก้นหอย ลายรูปเรขาคณิต ซึ่งเป็นลายเขียนแบบแรกได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกและได้ขึ้นทะเบียน “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” Geographical Indication (GI)โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น ทำให้เกิดความสนใจชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ขึ้น ด้วยเป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์พวน ที่อพยพจากเมืองเชียงขวาง ของประเทศลาวมาตั้งถิ่นฐานเมื่อครั้ง พ.ศ.๒๓๒๒-๒๓๓๕ สมัยหลังปรากฏชื่อผู้นำครอบครัว ๔ คน คือ ท้าวเชียงใหญ่ (เฒ่าดอนบุญมา) ท้าวเชียงบุญมา (ท้าวศรีสุวรรณช่างคำ) ท้าวเชียงคะ และ ท้าวเชียงพิณ นำผู้คนมาตั้งบ้านเรือนที่ดงตาว จึงเป็นเหตุให้ถูกเรียกว่าบ้านเชียง (ทั้งสี่) และทำให้ชาติพันธุ์พวนรุ่นหลังต่างพากันมาอยู่มากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ช่วง พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๗๑ การสร้างบ้านแปงเมืองครั้งแรกได้มีการถากถางดงตาลและป่าละเมาะจัดเป็นคุ้มต่างๆ ๑๐ คุ้มได้แก่ คุ้มดอนดู่ คุ้มส้างโพธิ์ คุ้มเดิ่นตาเสือ คุ้มนาดำ คุ้มโนนสองสลึง คุ้มป่าติ้ว คุ้มนอก คุ้มโนนสุดซา(คุ้มศรีเชียงใหม่) คุ้มบึง (คุ้มหัวบึง)และคุ้มใต้ปัจจุบันได้เป็นหมู่บ้าน ๑๐ หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ ๑, ๒, ๔, ๖,๘, ๙, ๑๑, ๑๒, ๑๓, ๑๕ โดยเฉพาะมีศูนย์กลางบริหารจัดการของชุมชนอยู่ที่หมู่ ๙ บ้านศรีเชียงใหม่เป็นเทศบาลตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕ ได้มีการค้นพบภาชนะดินเผาลายบ้านเชียงขึ้นที่วัดโพธิ์ศรี ซึ่งต่อมาได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยองค์การยูเนสโก

พิธีเปิดชุมชนต้นแบบยลวิถี

ดังนั้น การมีชื่อเสียงของบ้านเชียง จึงทำให้ทุกคนในชุมชนได้ร่วมกันสร้างกิจกรรมนำ “บวร”มารักษาวัฒนธรรมประเพณีของตน โดยจัดงานพิธีทางศาสนาใส่บาตรยามเช้า ถนนสายบุญ ทุกวันอาทิตย์ที่ ๑ และที่ ๓ ของเดือน ณ ลานวัฒนธรรม มีการรวมกลุ่มอาชีพต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ความช่วยเหลือต่อกันจนสามารถสร้างรายได้ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง จากการเริ่มต้นปั้นหม้อดินเผาเขียนลายบ้านเชียง ซึ่งมีงานเฉลิมฉลองมรดกโลกบ้านเชียงทุกปีแล้ว ยังฟื้นฟูอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น จากวิถีไทพวนบ้านเชียงให้เกิดขึ้น คือภาษาใช้ไทพวนการแต่งกายแบบโบราณด้วยผ้าฝ้ายย้อมและทอขึ้นเอง ซึ่งนิยมใช้สีครามหรือสีดำ เป็นเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม ผ่าหน้า ผูกเชือก แขนสามส่วน นุ่งกางเกงครึ่งแข้ง(เรียกว่า “โซ่ง”) ยาวปิดเข่าเล็กน้อย มีผ้าขาวม้าพาดบ่าและคาดเอว ส่วนผู้หญิง สวมใส่ผ้าถุงและเสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายย้อมครามเช่นเดียวกัน ต่อมาได้มีการพัฒนาลวดลายโดยใช้ลายจากภาชนะบ้านเชียง และมีการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มปั้นหม้อเขียนสี กลุ่มโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม กลุ่มฟ้อนรำ กลุ่มอาหารแปรรูปกลุ่มทอผ้าย้อมคราม กลุ่มจักสาน กลุ่มมัคคุเทศก์กลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มทำเกษตรผสมผสานไปพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกลุ่มต่างๆ โดยนำองค์ความรู้จากทุนทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น และความเป็นวิถีลาวพวนมาสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตน เช่น รำฟ้อนไทพวนแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายย้อมครามเสื้อแขนกระบอก ผ้าถุงยาวห่มสไบสีแดงและกลองยาวไทพวนชื่อวงสิบสามแสนที่สร้างความสนุกสนานแบบอีสานนอกจากนี้ยังมี “บ้านไทพวน” ดั้งเดิม และการจัดเมนูอาหาร “ข้าวผัดข่าแจ่วหอมหวานบ้านเชียง”ให้เป็นอาหารพื้นบ้านและการทอผ้าที่พัฒนาแบบลายสู่สายตาโลก เป็นต้น นับว่าเป็นชุมชนที่มีการจัดเป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่น่าสนใจ ทำให้ชุมชนบ้านเชียงนั้นได้รับการคัดเลือกเป็นชุมชนต้นแบบของกระทรวงวัฒนธรรม โดย นางยุพาทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะได้ไปทำพิธีเปิดชุมชนแห่งนี้ และสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนเพื่อส่งเสริมแหล่งมรดกโลกที่มี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง จัดแสดงวัตถุโบราณทางประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นพบเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕ พร้อมนิทรรศการทางประวัติศาสตร์หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีในที่เป็น พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งแรกของไทย ด้วย

พิพิธภัณฑ์ไทพวนบ้านเชียง

พิพิธภัณฑ์ไทพวนบ้านเชียง

ผังชุมชนบ้านเชียง

ผังชุมชนบ้านเชียง

ลายบ้านเชียง

ลายบ้านเชียง

ข้าวผัดข่าแจ่วหอมหวาน

ข้าวผัดข่าแจ่วหอมหวาน

ภาชนะลายบ้านเชียง

ภาชนะลายบ้านเชียง

หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน

หลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน

เสื้อลายบ้านเชียง

เสื้อลายบ้านเชียง

ศูนย์ปั้นหม้อเขียนสี

ศูนย์ปั้นหม้อเขียนสี

วัดสันติวนาราม

วัดสันติวนาราม

เรียนรู้การร้อยลูกปัดดิน

เรียนรู้การร้อยลูกปัดดิน

เรียนรู้การปั้้นหม้อบ้านเชียง

เรียนรู้การปั้้นหม้อบ้านเชียง

เรียนรู้การเขียนลาย

เรียนรู้การเขียนลาย

รถเที่ยวชุมชนบ้านเชียง

รถเที่ยวชุมชนบ้านเชียง

ฟ้อนรำไทพวน

ฟ้อนรำไทพวน

ถนนสายบุญใส่บาตรเช้า

ถนนสายบุญใส่บาตรเช้า

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698806

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทพระนครหลวง พระราชมรดกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าปราสาททองคือพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ลำดับที่ 24 เสด็จขึ้นทรงราชย์พ.ศ.2172-2199 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างปราสาทพระนครหลวงขึ้นบนพระราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ณ ริมแม่น้ำป่าสัก เมื่อ พ.ศ. 2174 โดยทรงโปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทนครธมมาจากกรุงกัมพุช(ดินแดนแว่นแคว้นของเขมร) เนื่องจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยามีชัยเหนือกรุงกัมพุช โดยทรงตั้งพระราชหฤทัยให้ปราสาทพระนครหลวงเป็นที่ประทับในยามเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท เมืองสระบุรี

นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าการที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงให้ถอดแบบปราสาทนครธมมาสร้างเป็นปราสาทพระนครหลวง หรือปราสาทนครหลวง ด้วยเหตุที่ทรงเลื่อมใสในลัทธิเทวราชาแบบขอม ที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์คือเทพเจ้าชั้นสูงที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์

นอกจากนี้ ตามหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏยังพบว่า ในรัชสมัยของพระองค์นั้น ทรงมีพระราชนิยมสถาปัตยกรรมแบบขอมหลายแห่ง เช่น วัดไชยวัฒนาราม (สร้างก่อนปราสาทพระนครหลวง) พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ พระที่นั่งองค์นี้ทรงให้ก่อสร้างในปี พ.ศ. 2175 โดยครั้งแรกเมื่อสร้าง ได้พระราชทานชื่อว่า ปราสาทคิริยโรธรมพาพิมาน 

ย้อนกลับไปกล่าวเรื่องปราสาทพระนครหลวงหรือปราสาทนครหลวงเมื่อยุคสิ้นแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุงศรีฯ แก่กองทัพของพม่า ในรัชสมัยพระเจ้ามังระ เมื่อ พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาก็กลายเป็นพระนครร้าง ขณะเดียวกันปราสาทพระนครหลวงที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงก็ถูกปล่อยร้าง จนกระทั่ง พ.ศ. 2352 ก็ได้ถูกแปรสภาพเป็นวัด มีการสร้างรอยพระพุทธบาทจำลอง4 รอยไว้ ณ ชั้นบนของปราสาท แล้วสร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระราชดำริให้บูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทแห่งนี้ แต่ทว่าเมื่อทรงพิจารณาเห็นว่าบนยอดปราสาทมีรอยพระพุทธบาทอยู่แล้ว จึงไม่ทรงให้รื้อออก เพราะเป็นเรื่องไม่บังควร ดังนั้นแผนการบูรณปฏิสังขรณ์จึงหยุดลง แต่ทรงให้ก่อสร้างส่วนบนของปราสาทเป็นระเบียงคดสถาปัตยกรรมแบบทรงโค้ง (arch) และมีหลักฐานเพิ่มเติมว่ามณฑปจตุรมุขสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังมีข้อความปรากฏที่หน้าบันพระมณฑปว่า มณฑปพระนครหลวง ปฏิสังขรณ์ขึ้นเมื่อปีรัตนโกสินทร์ศก 122 ซึ่งเป็นปีที่ตรงกับรัชสมัย รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

ปราสาทนครหลวงที่ยังปรากฏในปัจจุบันมีทั้งหมดสามชั้น ซึ่งเป็นไปตามคติการสร้างปราสาทหินแบบเขมรหรือขอม สิ่งที่ยังหลงเหลือปรากฏอีกอย่างก็คือปรางค์ทิศปรางค์ราย (ปรางค์มุม) ยังคงมีปรางค์องค์หนึ่งหลงเหลืออยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ในขณะที่ปรางค์ส่วนใหญ่หลงเหลือเพียงเศษแค่ส่วนผนังเท่านั้น แต่ส่วนยอดปรางค์พังทลายไปแล้ว

สิ่งสำคัญอีกอย่างบนบริเวณยอดปราสาทคือ หน้าพระมณฑปมีรูปปั่้นพระพิฆเณศประทับบนฐานหัวกะโหลกมนุษย์ ซึ่งพระพิฆเณศองค์นี้มีลักษณะเช่นเดียวกับพระพิฆเณศศิลปะแบบชวาตะวันออก ซึ่งจันทิสิงหาส่าหรี สร้างขึ้นในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-16 ซึ่งพระพิฆเณศองค์ที่หน้าพระมณฑปนั้นเป็นองค์จำลอง ส่วนองค์จริงเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดยพระพิฆเณศองค์จริงนั้นผู้สำเร็จราชการชาวดัทช์ที่ดูแลชวาได้น้อมเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสเกาะชวา เมื่อพ.ศ. 2539 

ส่วนรอยพุทธบาทจำลองบนยอดปราสาททำเป็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยซ้อนกัน โดยมีรอยใหญ่สุดแล้วซ้อนด้วยรอยเล็กๆ ไว้บนรอยเดียวกัน 

อ่านเรื่องราวโดยสังเขปเกี่ยวกับปราสาทพระนครหลวงจบแล้ว หากคุณๆ ต้องการไปเที่ยวชมและกราบนมัสการโบราณสถานแห่งนี้และต้องการไปเป็นหมู่คณะ (เล็กๆ) นำทัวร์โดยMr. Flower หนังสือพิมพ์แนวหน้า โปรดติดต่อที่หมายเลข 091-7233615

อว.ร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698867

อว.ร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

อว.ร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 18.25 น.

16 ธันวาคม 2565 ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารกระทรวง อว. อธิการบดีจากมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวง อว. มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) มหาวิทยาลัยเอกชนจากทั่วประเทศ ได้ร่วมลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้  ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. แจ้งว่ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ทั้งมหาวิทยาลัยในกำกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน และทุกหน่วยงานในสังกัด อว. จะร่วมกันจัดกิจกรรมถวายพระพรฯ พร้อมกันทั่วทุกจุด ในวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เวลา 08.00 น. โดยจะมีพิธีถวายพระพรชัยมงคลและอธิษฐานจิต แด่พระองค์ท่านอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ ทั้งในสถานที่ และผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้นิสิต นักศึกษา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากร และประชาชน ได้เข้าร่วมอย่างทั่วถึง นอกจากนี้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งและหน่วยงานของ อว. ยังมีการจัดกิจกรรมทำบุญใส่บาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล รวมถึงจัดสถานที่ลงนามถวายพระพรทั้งในส่วนกลาง และในพื้นที่ของทุกมหาวิทยาลัยและหน่วยงาน

“ขณะนี้ มหาวิทยาลัยและหน่วยงานของ อว. ได้ร่วมใจกันจัดกิจกรรมถวายพระพร เช่น ผู้บริหาร คณาจารย์และนักศึกษาของ มรภ. สุราษฎร์ธานี  ร่วมกล่าวคำถวายพระพรอย่างพร้อมเพรียงกันที่หอประชุมวชิราลงกรณ์ มรภ.สุราษฎร์ธานี, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ (มจร.) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา และสวดโพชฌังคปริตรเพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่พระองค์ท่าน ขณะที่ ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานของ อว. ได้เดินทางไปร่วมลงนามถวายพระพรด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี ที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยอีกด้วย” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์กล่าว

-(016)

ฉลองครบรอบ 11ปี บอน-ซอง! เอก-ณกรณ์ คว้าตัวแม่ ‘นัท-หญิง’ ท้าความสวยอมตะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698859

ฉลองครบรอบ 11ปี บอน-ซอง!  เอก-ณกรณ์ คว้าตัวแม่ ‘นัท-หญิง’ ท้าความสวยอมตะ

ฉลองครบรอบ 11ปี บอน-ซอง! เอก-ณกรณ์ คว้าตัวแม่ ‘นัท-หญิง’ ท้าความสวยอมตะ

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 18.12 น.

“เอก-ณกรณ์ กรณ์หิรัญ” บิ๊กบอสใหญ่ คว้า 2 ตัวแม่นักร้องดังยุค 90 “นัท มีเรีย” และ “หญิง รฐา” นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ Filler Flore ฉลองครบรอบ 11 ปีบริษัท บอน-ซอง โดยภายในงานพบกับขบวนพาเหรดของเหล่าเซเลปที่สุดของวงการนางงาม พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญด้านความงามกว่า 100 ชีวิต นำโดย นาตาลี เกลโบว่า Miss Universe 2025, อ๋อ-ญาดา เทพนม Miss Grand Thailand 2013, พรฟ้า-ปุณิกา รอง อันดับ 2 Miss Universe Thailand 2020, เมย์-ณัฐพัชร นางสาว ไทย 2563, ฟิล์ม-ธัญญรัศม์จิรา Miss Tiffany 2007 ,แจม รัชตะ,เข้ม หัสวีร์,ยูโร ยศวรรธน์ , เบน สันติราษฎร์” และคู่จิ้นสายวาย “มอส-เบน”

พบกับความยิ่งใหญ่ครบรอบ 11ปี  บริษัท บอน-ซอง จำกัด ได้ในวันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2565 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเทลประตูน้ำ ชั้น11

///

OCR จัดงาน ‘XCMG EV EXPO 2022’ เฟ้นหายอดนักตักครั้งแรกของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698848

OCR จัดงาน ‘XCMG EV EXPO 2022’ เฟ้นหายอดนักตักครั้งแรกของไทย

OCR จัดงาน ‘XCMG EV EXPO 2022’ เฟ้นหายอดนักตักครั้งแรกของไทย

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.47 น.

บริษัท โอ.ซี.อาร์ จำกัด ยกทัพเครื่องจักรพลังงานไฟฟ้ามาจัดแสดงในงาน “มหกรรมเครื่องจักรหนัก พลังงานไฟฟ้าแห่งปี XCMG EV EXPO 2022” อาทิ รถตักไฟฟ้านวัตกรรมไร้เกียร์, รถดัมพ์เหมืองไฟฟ้า รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า โดยนายสิรภพ ตันติธรรม กรรมการ บริษัท โอ.ซี.อาร์ จำกัด กล่าวว่า “OCR และ XCMG ได้เดินทางร่วมกันมา กว่า 17 ปี และได้มีความสัมพันธ์ที่ดีมากันโดยตลอด ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากท่าน ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี , MR.Gan Xin Ting Vice General Manager XCMG Machinery และทีมบริหารจากบริษัท XCMG ประเทศจีน เข้าร่วมงาน

ทั้งนี้ ภายในงานจะมีการแข่งขัน XCMG Wheel Loader Heroes Competition ศึกชิงแชมป์ค้นหายอดนักตักแห่งประเทศไทยและการอบรมแข่งขันขับรถตักล้อยางครั้งแรกของไทยอีกด้วย พร้อมพิธีส่งมอบรถ XCMG คันที่ 10,000 (รุ่นพิเศษ) ซึ่งจำหน่ายโดย OCR รวมถึงพิเศษสุดๆ กับการจับมอบโชคที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท รางวัลรถตักล้อยาง LW160FV มูลค่า 750,000 บาท และรางวัลทองคำแท่งหนัก 1 บาท จำนวน 15 รางวัล

ขณะเดียวกัน ภายในงานยังได้สนุกสุดมันส์ไปกับการแสดงมินิคอนเสิร์ต จาก 2 ศิลปินชื่อดัง เจ เจตริน และเต๋า The voice เลี้ยงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่อีกด้วย

-(016)

TOD เผยหมอกสีเหลือง ‘กรุงเตหะราน’ กับการลดมลภาวะทางอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698839

TOD เผยหมอกสีเหลือง ‘กรุงเตหะราน’ กับการลดมลภาวะทางอากาศ

TOD เผยหมอกสีเหลือง ‘กรุงเตหะราน’ กับการลดมลภาวะทางอากาศ

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.06 น.

ปัญหามลพิษ และฝุ่นควันขนาดเล็กตั้งแต่ PM 2.5-10 ได้กลายเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องเผชิญ ซึ่งมากน้อยแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน มลพิษเหล่านี้คือภัยพิบัติของประเทศ ถึงขนาดองค์การอนามัยโลกประกาศว่า “เตหะราน” เป็นหนึ่งในเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลก อยู่อันดับที่ 12 จาก 26 เมืองใหญ่ ในปี พ.ศ. 2559 ทำให้เทศบาลกรุงเตหะรานต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการนำแนวทางการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะ TOD รวมถึงมาตรการอื่นๆ เพื่อทำให้เมืองเตหะรานที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีเหลือง กลับมาเป็นเมืองในอ้อมกอดขุนเขายอดหิมะที่สวยงามอีกครั้ง

ฟื้นฟูพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะโดยร่วมมือกับญี่ปุ่น

ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเตหะรานคล้ายกับ “กรุงเทพมหานคร” ที่มีรถสาธารณะบริการไม่เพียงพอ ไม่ครอบคลุมพื้นที่รอบนอกเมือง ในขณะที่สภาพภูมิประเทศของเตหะรานมีสภาพเป็นแอ่งกระทะ ท่ามกลางกลุ่มเทือกเขาแอลโบร์ซ คล้ายกับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาถนนธงชัย กับเทือกเขาขุนตาล

ซึ่งพื้นที่ ที่มีภูเขาโอบล้อมนั้นเปรียบเสมือนแอ่งกระทะ ที่กักอุณหภูมิ และฝุ่นผง  PM 2.5-10 ไม่ให้ถ่ายเทออกไปโดยง่าย และถ้าหากพื้นที่นั้นๆ มีปล่อยมลพิษทางอากาศเพิ่มเติม เช่นฝุ่นควันจากรถยนต์หรือการเผาไหม้ จะยิ่งทำให้เกิดสภาพอากาศที่ทั้งเมืองปกคลุมด้วยมลพิษ มีฝุ่นควันสะสมเป็นระยะเวลานานกว่าพื้นที่อื่น อย่างเช่นจังหวัดเชียงใหม่ ที่ประสบปัญหาฝุ่นควันปกคลุมในช่วงฤดูหนาวของทุกปี

ปัญหามลพิษทางอากาศของกรุงเตหะราน มีต้นตอจากหลายแหล่ง ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม การใช้น้ำมันขาดสารเสริมประสิทธิภาพ และฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และสิ่งที่น่าตกใจคือกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นฝุ่นควันที่มาจากระบบขนส่งมวลชนแบบรถบัสโดยสาร ที่มีให้บริการในพื้นที่ประมาณ 7,600 คัน แต่มีมากกว่า 5,000 คัน ที่ปล่อยควันเสียเกินมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่กำหนด ในขณะที่แต่ละวันมีรถยนต์ส่วนบุคคลวิ่งในเมืองราว 4.2 ล้านคัน ซึ่งคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนรถทั้งหมดที่วิ่งในเมืองเตหะราน หรือหากคิดในอีกทางหนึ่งก็เท่ากับว่ามีประชาชนราว 80 เปอร์เซ็นต์เลือกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลก็ได้เช่นกัน

ทำให้เทศบาลกรุงเตหะราน เริ่มหาหนทางในการพัฒนาเมืองตามแนวทาง TOD โดยร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA : The Japan International Cooperation Agency) เพื่อเข้ามาช่วยเหลือและพัฒนาพื้นที่ตามแนวทาง TOD เพื่อดึงดูดให้ประชาชนหันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น และเป้าหมายสูงสุด คือลดมลพิษทางอากาศให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชน

ดร.ชิเกะฺฮิสะ มัตสึมูระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมืองตามแนวทาง TOD และผู้นำการสำรวจเมืองเตหะรานของ JICA เล่าถึงสภาพและแนวทางในการพัฒนาเมืองไว้ว่า “ทั้งเมืองเตหะรานและเมืองโตเกียว มีทั้งขนาดและจำนวนประชากรใกล้เคียงกันมาก แต่หากเทียบสภาพปัญหา โตเกียวเคยผ่านช่วงเวลาที่ประสบปัญหามลพิษทางอากาศ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในโตเกียวนั้นสภาพการจราจร และสิ่งแวดล้อมเลวร้ายยิ่งกว่าเมืองเตหะรานในปัจจุบัน ฉะนั้นการพัฒนาเมืองเตหะรานจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ แต่ในแง่การพัฒนาจะต้องทำงานในรูปแบบของการบูรณาการพื้นที่รอบสถานีขนส่ง อาศัยความความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ส่งเสริมพัฒนาในพื้นที่ต่าง ๆ ที่จำเป็น”

สำหรับกรุงเตหะรานอาจมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเครือข่ายเส้นทางรถบัส เชื่อมโยงไปยังพื้นที่พักอาศัยรอบนอก เป็นแนวทางการพัฒนาที่มีความสะดวกสบาย และเหมาะสมกับพื้นที่ ที่เป็นอยู่ควบคู่กับการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าในอนาคต ขณะเดียวกันการพัฒนาโครงข่ายทางเดินเท้า มีการกำหนดรัศมีที่มีความเหมาะสมจากสถานีขนส่งสาธารณะอยู่ที่ 750-800 เมตร (จากปรกติ 600 เมตร) ต้องมีการบูรณาการสถานี ป้ายรถเมล์ และอาคารสถานีขนส่งสาธารณะ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวทาง TOD เช่นพื้นที่สีเขียว การใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

ลดตัวการปล่อยมลพิษ เพิ่มระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ

หลังจากเริ่มดำเนินการศึกษาพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งสาธารณะตามแนวทาง TOD และพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองที่มีปัญหา เช่น แผนการพัฒนาระบบขนส่งรถไฟฟ้าระบบราง เพิ่มจากเดิมเป็น 2 เท่า และขยายเส้นทางไปสู่รอบนอกเมืองมากขึ้น สิ่งที่เทศบาลเมืองเตหะรานดำเนินการควบคู่กัน คือ การออกกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ เพื่อลดการก่อมลพิษในอากาศ เช่น ดำเนินการย้ายโรงงาน ที่ก่อมลพิษทางอากาศจำนวนกว่า 25 บริษัทออกนอกตัวกรุงเตหะราน มีธุรกิจ 1,000 กว่าแห่งได้รับคำเตือนให้ปรับปรุงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากภาครัฐ

ดำเนินโครงการเขตปล่อยมลพิษต่ำ (LEZ : Low emission zone) โดยกำหนดรถที่สามารถวิ่งในตัวเมืองในช่วงเวลากลางวันตั้งแต่ 06.00 – 19.00 น. ต้องมีสติ๊กเกอร์ที่ได้จากการตรวจสอบการปล่อยมลพิษทางอากาศไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ส่งผลให้รถเก่าที่ไม่ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษทางอากาศ ที่มีจำนวนมากกว่า 4 แสนคัน ไม่สามารถวิ่งในเมืองได้ และเปิดทางให้กับรถรุ่นใหม่ที่ปล่อยมลพิษต่ำ ได้แก่ รถพลังงานไฟฟ้า รถยนต์แบบไฮบริด

ในขณะเดียวกันกฎข้อบังคับดังกล่าว ก็เป็นตัวยกเครื่องรถบัสโดยสารที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ทั้งของภาครัฐ และเอกชนจำนวนกว่า 5,000 คัน ให้เปลี่ยนเป็นรถรุ่นใหม่ หรือทำการซ่อมแซมเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ปล่อยมลพิษไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด มาตรการเหล่านี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2559 และเริ่มเห็นผลจากมลพิษทางอากาศที่ลดลงในทันที ทำให้ปลายปีเดียวกัน มีการออกมาตรการเพิ่มระยะเวลาควบคุมรถที่ไม่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมห้ามวิ่งในเมืองจาก 13 ชั่วโมง เป็น 24 ชั่วโมง

หลังจากดำเนินโครงการได้ 3 ปี ในปี พ.ศ. 2561 พบว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกรุงเตหะราน ลดลงถึง 44 เปอร์เซ็นต์ มลพิษทางอากาศค่าฝุ่นควันลดลงถึง 21 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่โครงการพัฒนาตามแนวทาง TOD นั้นมีส่วนช่วยในการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานระบบขนส่งสาธารณะสูงจากเดิมราว 10 เปอร์เซ็นต์ หลังเริ่มดำเนินการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะในระยะเริ่มต้น แต่คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้นอีก หากการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและโครงข่ายทางเดินเท้าเสร็จสมบูรณ์ รวมทั้งมีปริมาณมลพิษทางอากาศลดลงจนอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ จนจูงใจให้ประชาชนกล้าที่จะออกมาเดินเท้า และใช้ระบบขนส่งสาธารณะเดินทางมากขึ้น

นายโมฮัมหมัด เอสลามี รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและการพัฒนาเมือง ประเทศอิหร่าน กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาเมืองเตหะรานในอนาคตว่า “เตหะรานเป็น 1 ใน 10 มหานครชั้นนำของโลก แต่มีประชากรเสียชีวิตเนื่องจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 4,500 คนต่อปี เราจึงจำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างแน่วแน่ ควบคู่กับการดำเนินนโยบายการพัฒนาการขนส่งสาธารณะอย่างจริงจัง และ TOD เป็นแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำให้ระบบขนส่งมวลชนมีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะคุณภาพสูง มากกว่ารถยนต์ส่วนตัว เรามีการพิจารณาสร้างโซน TOD 300 แห่งทั่วกรุงเตหะราน โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือ 45 ล้านล้านเรียล (ประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป”

ขอบคุณข้อมูลจากบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัดwww.tehrantimes.com

เปิดตัว ‘ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ’ โรงแรมลักชูรีไทยแท้ กรุ่นเสน่ห์แบบไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698832

เปิดตัว ‘ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ’ โรงแรมลักชูรีไทยแท้ กรุ่นเสน่ห์แบบไทย

เปิดตัว ‘ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ’ โรงแรมลักชูรีไทยแท้ กรุ่นเสน่ห์แบบไทย

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.46 น.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับโรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ  หรือ Chatrium Grand Bangkok แบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยระดับลักชูรีแห่งแรกในเครือ Chatrium Hospitality กับอาคารแฝด high-rise ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านผสานการบริการที่หรูหรา พิถีพิถัน เข้ากับเอกลักษณ์ความเป็นไทย สร้างความรู้สึก “เหนือระดับยิ่งกว่า” (Feel the Remarkable) 

นางสาวิตรี รมยะรูป กรรมการผู้จัดการ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ และเจ้าของ ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ จัดงานเลี้ยงเปิดตัวโรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ ไปเมื่อเร็วๆ นี้  ท่ามกลางเหล่าคนดังร่วมแสดงความยินดีคับคั่ง รวมถึง แอนนา เสืองามเอี่ยม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 โดยมี   นายแดเนียล เคอร์ ผู้จัดการทั่วไป ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ ต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

นางสาวิตรี รมยะรูป กรรมการผู้จัดการ ชาเทรียม ฮอสพิทอลลิตี้ กล่าวว่า “เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ ชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันระดับไฮเอนด์ของเรา เรารู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะก้าวเข้าสู่ระดับสูงของธุรกิจโรงแรม โดยเราได้ดำเนินโครงการนี้มาหลายปีแล้ว พอหลังจากเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบในปีนี้ เราก็ได้เดินหน้าต่อ เพื่อตอบรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากนั้น เรายังพยายามที่จะเชิดชูมรดกไทยผ่านทักษะของช่างฝีมือท้องถิ่นที่มีความสามารถ เพื่อนำเสนอการตีความที่สดใหม่ของศิลปะ วัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์ของไทยอีกด้วย”

ด้วยทำเลที่อยู่ใจกลางเมือง ทำให้โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ สามารถเดินทางเข้าถึงได้อย่างสะดวกโดยทางรถยนต์และรถไฟฟ้าบีทีเอส ทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้ายอดนิยมอย่าง สยามพารากอน  รวมถึงแหล่งชอปปิ้งอื่นๆ มากมาย นอกจากนั้น ยังตั้งอยู่ริมฝั่งคลองแสนแสบ คลองสายหลักของกรุงเทพฯ อีกด้วย

โรงแรมสุดหรูแห่งนี้ยังจะดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยการออกแบบที่สวยงาม ผลงานสร้างสรรค์ของ โรเบิร์ต ฟิลิป โฮล์มส์ (Robert Philip Holmes) สถาปนิกชื่อดังระดับโลก และ DWP บริษัทที่ปรึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบระดับสากลที่มีประสบการณ์มาหลายสิบปีในประเทศไทย ผ่านการนำเสนอศิลปะ วัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์ของไทย อันสอดคล้องกับมาตรฐานการบริการระดับสูงของโรงแรม สู่การสร้างความรู้สึก “เหนือระดับยิ่งกว่า” (Feel the Remarkable) อย่างแท้จริง

โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และเรซิเดนซ์ รวม 582 ห้องภายในตึกแฝด ประกอบด้วยห้องพักที่กว้างขวาง ขนาดตั้งแต่ 46 ตารางเมตร ไปจนถึงเพนต์เฮาส์ ขนาด 321 ตารางเมตร ทุกห้องตกแต่งสไตล์เรียบหรู มีหน้าต่างแบบพาโนรามาพร้อมวิวเมืองที่สวยงาม เทคโนโลยีล้ำสมัย และห้องน้ำหินอ่อน พร้อมอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวขนาดใหญ่ และยังมีตัวเลือกห้องพักแบบ 1-3 ห้องนอนที่กว้างขวาง ซึ่งจะสร้างประสบการณ์เสมือนบ้านสำหรับแขกที่เข้าพักระยะยาวอีกด้วย

สำหรับนักชิม สามารถลิ้มลองรสชาติอาหารเลิศรสที่มีร้านอาหารและบาร์ถึง 5 แห่งภายในโรงแรม ได้แก่  “Savio” นิยามใหม่ของร้านอาหาร เสิร์ฟทั้งอาหารไทยแท้และอาหารนานาชาติ, “Casia” ร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนฝรั่งเศสอันเป็นเอกลักษณ์ จับคู่กับไวน์ที่คัดสรรมาอย่างดี, “Flow” เลานจ์ริมสระว่ายน้ำบรรยากาศสบายๆ, “Lobby Lounge” สถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนด้วยกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มเบาๆ ได้ทุกช่วงเวลาของวัน และ “Club Lounge” เป็นพื้นที่เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแขกที่เข้าพักในห้องพรีเมียมและห้องสวีทเพื่อผ่อนคลายได้ทุกเวลา ด้วยเครื่องดื่มฟรีและบริการพิเศษ

นักธุรกิจและผู้วางแผนการประชุมสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่จัดงานที่สามารถจัดกิจกรรมทุกรูปแบบ ด้วยห้องประชุมหลากหลายขนาด รวมถึงห้องแกรนด์บอลรูมขนาด 500 ตารางเมตร สูง 10 เมตร มีแสงธรรมชาติส่องถึง ไม่มีเสากลาง พร้อมจอ LED ที่ทันสมัย เหมาะสำหรับเป็นเวทีสำหรับงานกาล่าอลังการ หรืองานแต่งงานสุดพิเศษ โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยเนรมิตให้ทุกงานตรงกับทุกความต้องการ

ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายในสระว่ายน้ำขนาด 40 เมตร รายล้อมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์กลางเมือง หรือออกกำลังกายในศูนย์ออกกำลังกายที่มีอุปกรณ์ครบครัน ต่อด้วยการฟื้นฟูร่างกายที่สปาที่ดำเนินงานโดย “THAAN Wellness Sanctuary” และนวัตกรรมห้องบำบัดด้วยเกลือและออกซิเจน ในขณะที่คุณหนูๆ สนุกได้อย่างเต็มที่ที่ “คิดส์คลับ”

โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก  รวมทั้งสาย Staycation คนไทยที่ชื่นชอบความหรูหรา และบริการอันเปี่ยมเสน่ห์แบบไทย  รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่ http://www.chatriumhospitality.com

-(016)

CEL Trading เปิดตัว ‘ลำโพงบลูทูธไร้สายดีไซน์เรียบหรู’ ภายใต้แบรนด์ ‘WIZZ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698828

CEL Trading เปิดตัว ‘ลำโพงบลูทูธไร้สายดีไซน์เรียบหรู’ ภายใต้แบรนด์ ‘WIZZ’

CEL Trading เปิดตัว ‘ลำโพงบลูทูธไร้สายดีไซน์เรียบหรู’ ภายใต้แบรนด์ ‘WIZZ’

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.40 น.

บริษัท ซีอีแอล เทรดดิ้ง จำกัด บริษัทธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย ซึ่งอยู่ภายใต้การนำทัพของ ศุภกิตติ์ งามวสุศิริ กรรมการผู้จัดการ โดยตั้งเป้าหมายสำคัญคือการเดินหน้าขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำเสนอสินค้าและมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกท่าน

ศุภกิตติ์ งามวสุศิริ  กรรมการผู้จัดการ ซีอีแอล เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เดิมทีซีอีแอล เทรดดิ้ง ให้บริการในลักษณะของการจัดหาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยตรงในช่วงต้น และภายหลังเมื่อดำเนินการมาระยะหนึ่งเราได้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางไหน จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจด้วยการก่อตั้งแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง ที่มีการควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานทั้งในด้านดีไซน์และการใช้งาน โดยสินค้าแรกที่เปิดตัวคือ ลำโพงซาวด์บาร์ไร้สายดีไซน์เรียบหรูภายใต้แบรนด์ “WIZZ”

“โจทย์สำคัญของเราคือ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใดก็ตามที่เรานำมาสู่ตลาด สินค้านั้นจะต้องมีคุณภาพที่สอดคล้องกับราคาที่เหมาะสม โดยสิ่งที่เป็นจุดแข็งสำคัญของซีอีแอล เทรดดิ้ง คือ เรามีทีมจัดหาสินค้าในประเทศจีนโดยตรงซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าระดับโลก เราสามารถจัดสรรการผลิตให้สอดคล้องกับการใช้งานของผู้บริโภคในราคาที่ใครก็สามารถเอื้อมถึง ด้วยคุณภาพที่น่าประทับใจได้”

ด้าน ศุภณัฐ จิตร์สุภาพ  ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ ได้เปิดเผยว่า “การที่ตั้งใจเปิดตัวสินค้าแรกของแบรนด์เป็นลำโพงซาวด์บาร์ คืออยากให้เป็นสินค้าที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ผสมผสานอยู่กับคุณได้ในทุกที่ทุกเวลา โดยคำว่า WIZZ นั้นมีที่มามาจากชื่อของคลื่นความถี่เสียงซึ่งสอดคล้องกับตัวสินค้าอย่างลำโพง และที่สำคัญยังมีความสอดคล้องกับสโลแกนหลักของแบรนด์ คือ “Always With You” คือเราพร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณทั้งก่อนและหลังการขาย ยิ่งในส่วนของการบริการหลังการขาย เราเน้นย้ำและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ถึงแม้สินค้าจะไม่ได้เป็นสินค้าในกลุ่มราคาแพงแต่เราจะดูแลผู้บริโภคทุกคนแบบเต็มที่ที่สุด”

คุณศุภณัฐ จิตร์สุภาพ  ยังกล่าวเสริมอีกว่า “เราตั้งใจนำเสนอลำโพงของแบรนด์ WIZZ ให้ตลาดรู้จักในวงกว้าง เลยทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการทำวิดิโอออนไลน์ที่สื่อถึงสินค้าลำโพงบลูทูธ โดยที่คุณสามารถฟังเพลงโปรดเพลินๆได้ง่ายๆ ผ่านการเชื่อมต่อ Bluetooth รองรับทั้งระบบ iOS และ Android ด้วยลำโพง surround มอบเสียงอันทรงพลัง พร้อมเบสที่นักแน่น เสียงคมชัด” ซึ่งสามารถรับชมเรื่องราวสุดแสนอบอุ่นได้ที่  https://www.facebook.com/wizzofficialthailand

สำหรับแบรนด์ WIZZ ในขณะนี้ได้มีช่องทางการจัดจำหน่ายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ, ปริมณฑล และหัวเมืองตามต่างจังหวัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Central Group, Power Buy, makro, เมกาโฮม, โฮมโปร, อมร อิเล็คโทรนิคส์ เป็นต้น ในอนาคตได้วางแผนขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย และจะมีการแสดงดิสเพลย์สโตร์ของแบรนด์ในพื้นที่ของห้างสรรพสินค้าชั้นนำเพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้มาสัมผัสกับสินค้าทุกรูปแบบได้อย่างเต็มที่

-(016)

โซไซตี้ : ‘สินิตย์’ ชู Smart Craft ปลดล็อกปัญหาการผลิตงานหัตถศิลป์ไทย มอบ sacit นำเทคโนโลยีมาเสริมทัพในยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698825

โซไซตี้ : ‘สินิตย์’ ชู Smart Craft ปลดล็อกปัญหาการผลิตงานหัตถศิลป์ไทย  มอบ sacit นำเทคโนโลยีมาเสริมทัพในยุคดิจิทัล

โซไซตี้ : ‘สินิตย์’ ชู Smart Craft ปลดล็อกปัญหาการผลิตงานหัตถศิลป์ไทย มอบ sacit นำเทคโนโลยีมาเสริมทัพในยุคดิจิทัล

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.27 น.

สินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับนโยบายการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) มาใช้ในการพัฒนาประเทศ นำเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระบวนการผลิตต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้องค์ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งาน และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมจึงเป็นโอกาสดีที่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยจะปรับตัวนำเอาเทคโนโลยีหรือแนวคิดใหม่มาใช้ในการเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ผลิต ชุมชน และผู้ประกอบการ สามารถผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยให้มีความรวดเร็วเพิ่มมากขึ้น

รมช.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญต่อการสร้างผู้ประกอบการให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ สร้างความแตกต่างยกระดับสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้างเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ตรงกับรสนิยมและการใช้งานของผู้บริโภคในปัจจุบัน กระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้ผลิตเกิดการเรียนรู้และเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สามารถต่อยอดมูลค่าทางการขาย สร้างศักยภาพและความยั่งยืนให้กับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ จึงได้มอบหมายให้ sacit หรือ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยของผู้ประกอบการด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยให้ทันกับกระแสโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาเป็นส่วนช่วยในการผลิต เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มกระบวนการผลิตมากขึ้น

สินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์

ภาวี โพธิ์ยี่ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน sacit ได้จัดวาง Role Model โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับงานศิลปหัตถกรรมในพื้นที่ชุมชนหัตถกรรมต่างๆ จำนวน 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปานซอยบ้านทุ่งกองมู จ.แม่ฮ่องสอน, กลุ่มทอผ้ามัดหมี่โฮลโบราณ จ.สุรินทร์, กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองหญ้าปล้องพังโคน จ.สกลนคร, วิสาหกิจชุมชนเครื่องลงยาสีโบราณจ.นนทบุรี, ป้ายอหม้อดิน-เครื่องปั้นดินเผาคลองสระบัวจ.พระนครศรีอยุธยา, บ้านกลองลุงเหลี่ยม-เครื่องดนตรี กลองแขก จ.อ่างทอง, กลุ่มแม่บ้านผลิตภัณฑ์จักสานคลุ้มบ้านคลองโอน จ.ตราด และกลุ่มกระจูดบ้านทอนอามาน จ.นราธิวาส โดยเชื่อมโยงเครือข่ายและผู้เชี่ยวชาญการออกแบบ-การผลิต ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ รวมถึงภาคเอกชน เพื่อเข้ามาพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และพัฒนากระบวนการผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทย โดยเริ่มจากการลงพื้นที่กลุ่มปานซอยบ้านทุ่งกองมู อ.เมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ทำงานศิลปหัตถกรรม “ต้องลาย-ปานซอย” คือ การนำแผ่นโลหะเช่น สังกะสี หรืออะลูมิเนียมมาตอกและฉลุให้เป็นลวดลายที่วิจิตรงดงาม ส่วนใหญ่นำมาใช้ประดับตกแต่งในส่วนของชายคาและโครงสร้างของหลังคาอาคารตามวัดวาอาราม ศาสนสถานต่างๆ ให้ดูมีความอ่อนช้อยสวยงามมากขึ้น ซึ่งปัญหาที่พบ คือ ใช้เวลาในการผลิตยาวนาน มีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การร่างแบบลงบนกระดาษ การตอกกระดาษตามลวดลายที่ร่างไว้นำกระดาษที่ตอกลายมาวางทาบบนแผ่นอะลูมิเนียมหรือสังกะสีและลอกลายลงบนแผ่นอะลูมิเนียม ตอกจุดไข่ปลาตามเทคนิคการต้องลาย-ปานซอย จากนั้นนำไปติดตั้งประดับตกแต่งตามสถานที่ที่กำหนดไว้ เพื่อแก้ปัญหากระบวนการผลิตดังกล่าว sacit จึงได้สร้างนวัตกรรมแม่แบบปานซอยมาตรฐานที่สามารถตอกขึ้นลายได้ในครั้งเดียว ซึ่งสามารถลดระยะเวลาในการลอกลายซ้ำๆให้มีความง่าย จึงทำให้ร่นระยะเวลาในการผลิตให้สั้นลง ผลิตได้มากขึ้น และทันต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบันได้

มูลนิธิเพื่อสัมพันธภาพไทย-จีน ร่วมกับ’บาโอจิ’ มอบเงิน-รองเท้า ให้สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) กว่า4,000,000

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698800

มูลนิธิเพื่อสัมพันธภาพไทย-จีน ร่วมกับ'บาโอจิ' มอบเงิน-รองเท้า ให้สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) กว่า4,000,000

มูลนิธิเพื่อสัมพันธภาพไทย-จีน ร่วมกับ’บาโอจิ’ มอบเงิน-รองเท้า ให้สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) กว่า4,000,000

วันเสาร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.29 น.

มูลนิธิเพื่อสัมพันธภาพไทย-จีน ร่วมกับ บริษัท บาโอจิ จำกัด มอบเงินและรองเท้าผ้าใบบาโอจิ บริจาคให้กับ สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) มูลค่ากว่า 4,000,000 บาท

นายชาลี ลิ้ม ประธานบริษัท บาโอจิ จำกัด  มอบรองเท้าผ้าใบ “บาโอจิ” ให้แก่ สมาคมครูจีน (ประเทศไทย) มูลค่ากว่า 4,000,000 บาท โดยมี ดร. วิชิต ลอลือเลิศประธานสมาคมครูจีน (ประเทศไทย) และคณะ  เป็นตัวแทนผู้รับมอบ เพื่อนำไปให้กับครูจีนทั่วประเทศไทยโดยมี ศาสตราจารย์ เจิงโหย่ว ฟู่, นางฮั้นเจิน เซื่ย, ดร.เสี่ยวฮุยกั๊วะ, นางฟู่หนิง แหยร่วมรับมอบ ณ  อาคารหลงไทยทาวเวอร์