ผลงานภาพวาดศิลปะของ เคียวโกะ อาเบะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698401

ผลงานภาพวาดศิลปะของ เคียวโกะ อาเบะ

ผลงานภาพวาดศิลปะของ เคียวโกะ อาเบะ

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ร่วมกับแกลเลอรี Palette Art Spaceขอเชิญชมผลงานศิลปะในนิทรรศการ“It is Wonderful to be Alive” จัดแสดงผลงานภาพวาดศิลปะของ Kyoko Abe (เคียวโกะ อาเบะ)ศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่นำเรื่องราวชีวิตประจำวันของศิลปิน หรือทุกคนที่ดำรงอยู่ สัมผัสกับความสุขที่เราได้ใช้ชีวิตในวันนี้ พรุ่งนี้ และวันต่อๆ ไปมาถ่ายทอดเป็นผลงานศิลปะ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่รักงานศิลปะได้มาชื่นชมและเลือกซื้อเป็นเจ้าของภาพผลงานที่ประทับใจใน ระหว่างวันนี้-5 มกราคม 2566 ณ บริเวณ TAKA Square ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร 

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่สนใจในงานศิลปะ สามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปกับศิลปิน KyokoAbe (เคียวโกะ อาเบะ) วันอาทิตย์ที่25 ธันวาคม 2565 วันละ 2 รอบเวลา 11.00 น. และ 14.00 น. รับจำนวนจำกัดรอบละ 20 คนค่าสมัครเพียง 500 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครได้ทางLINE@SiamTakashimayaและบริเวณนิทรรศการ 

นิทรรศการ “It is Wonderful to be Alive” เปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายระหว่างวันนี้-5 มกราคม 2566ณ บริเวณ TAKA Square ชั้น Mสยามทาคาชิมายะ ไอคอนสยามสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.02-0117500

เทศกาลไหมไทย 2565 เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เผยแพร่ความงามของผ้าไทยร่วมสมัยและลายอัตลักษณ์ 4 ภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698399

เทศกาลไหมไทย 2565 เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เผยแพร่ความงามของผ้าไทยร่วมสมัยและลายอัตลักษณ์ 4 ภาค

เทศกาลไหมไทย 2565 เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เผยแพร่ความงามของผ้าไทยร่วมสมัยและลายอัตลักษณ์ 4 ภาค

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ, อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ แถลงข่าวพร้อมด้วย บุษกร วงศ์พัวพันธ์, พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์, ธีระพันธ์ วรรณรัตน์

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขับเคลื่อนโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตามแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อพัฒนาคุณภาพและยกระดับผลงานหัตถกรรมไทย และสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน โดยจัดงาน เทศกาลไหมไทย 2565 (ThaiSilk Festival 2022) การแสดงแบบผ้าไทยร่วมสมัย และผ้าไทยลายอัตลักษณ์ 4 ภาค เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2565 ระหว่างวันที่ 15, 16 และ 18 ธันวาคม 2565 ณ บริเวณหน้าเพลนารีฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ผ้าไทยในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพระปณิธานและพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดเผยแพร่ความงดงามของหัตถศิลป์ไทย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระวิริยะอุตสาหะในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย พระองค์ยังได้ทรงหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรักความเมตตา และหยิบยื่นเมล็ดพันธุ์ที่จะมาช่วยเหลือพวกเราอย่างต่อเนื่องต่อไปยิ่งไปกว่านั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงซึมซับเอาพระราชกรณียกิจที่งดงามของสมเด็จย่า มาเป็นต้นแบบของความรัก ความผูกพัน และความตั้งใจที่จะพัฒนางานด้านศิลปะและผ้าไทย และได้ทรงพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเราเหมือนที่สมเด็จย่าของพระองค์ได้ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องโดยมีพระดำริในการทรงสนับสนุน ส่งเสริม อนุรักษ์ผ้าไทย และงานหัตถศิลป์ไทยได้เป็นที่รู้จักสู่สากล พระองค์ท่านทรงปรารถนาที่จะเห็นพสกนิกรของพระองค์ ได้มีรายได้จากภูมิภาค หัตถศิลป์ หัตถกรรมในชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งชิ้นงานที่ผลิตจะเกิดความยั่งยืนได้ ต้องได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นเสมือนหลักประกันว่า สิ่งเหล่านี้จะได้รับการสืบสาน

ดีไซเนอร์ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข, ศิริชัย ทหรานนท์ และ ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์

ภายในงานเทศกาลไหมไทย 2565 ยังจัดกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ 1.โซนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่พระราชทานโครงการศิลปาชีพฯ จนก่อเกิดประวัติศาสตร์การฟื้นฟูการทอผ้าไทยจนครบวาระ 50 ปี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสานต่อยอดและเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภูมิภาคจนก่อเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการดอนกอยโมเดล โครงการนาหว้าโมเดล รวมทั้งนิทรรศการหม่อนไหมและนิทรรศการผ้าไทยลายอัตลักษณ์ 4 ภาค 2.โซนออกบูธร้านค้า OTOP Luxury ทั้ง 4 ภาค เหนือ กลาง อีสาน ใต้ จำนวน 100 บูธประกอบด้วย กลุ่มผู้ประกวดผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา ซึ่งได้รับรางวัลเหรียญพระราชทานต่างๆ รวมทั้งร้านค้าของศิลปิน OTOP ที่มีชื่อเสียง 3.โซนลานคำหอม (จำลอง) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จฯ มาพระราชทานรางวัลผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญารางวัลงานหัตถกรรม รางวัล Young OTOP รางวัลมหาดไทยผ้าไทยใส่ให้สนุก

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า สำหรับผลงาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” ปีนี้มีชิ้นงานส่งเข้าประกวด ประเภทผ้า 2,946 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 298 ชิ้น ผลงานที่ผ่านเข้ารอบตัดสินระดับประเทศ ประกอบด้วยประเภทผ้า จำนวน 61 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 10 ชิ้นซึ่งผู้เข้าประกวดได้นำเสนอแนวคิด เทคนิค และวิธีการทอผ้า ย้อมสีผ้า ทั้งนี้ ทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสุดยอดผลงาน ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” ประจำปีนี้ จะได้เข้ารับพระราชทานเหรียญรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ในงานเทศกาลไหมไทย 2565 (Thai Silk Festival 2022) ในวันที่ 17 ธันวาคม 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

แฟชั่นโชว์ผ้าไทยจากดีไซเนอร์ดัง

ด้าน นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี กรรมการที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และนายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ คณะกรรมการประกวดผ้าฯ เผยว่า ภายในงานยังได้จัดแฟชั่นโชว์ผลงาน 10 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชื่อดัง ได้แก่ SIRIVANNAVARI Couture, KAI, TIRAPAN, PICHITA, PISIT, THEATRE, ASAVA, ISSUE, VATIT ITTHI และ WISHARAWISH รังสรรค์ผลงานสุดประณีต โดยนำผ้าไทยลายอัตลักษณ์ 4 ภาค มาตัดเย็บเป็นชุดที่มีดีไซน์ทันสมัย แต่ยังคงอัตลักษณ์และเสน่ห์ของความเป็นไทยไว้อย่างสมบูรณ์

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ พร้อมร่วมสนับสนุนอนุรักษ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทยได้ในงาน Thai Silk Festival 2022 วันที่16 และ 18 ธันวาคม 2565 ณ บริเวณหน้าเพลนารีฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

การประกวดผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา

การประกวดผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา

กรมการพัฒนาชุมชน มอบรางวัลพระราชทาน‘ต้นกล้านารีรัตน’ โครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698370

กรมการพัฒนาชุมชน มอบรางวัลพระราชทาน‘ต้นกล้านารีรัตน’  โครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล

กรมการพัฒนาชุมชน มอบรางวัลพระราชทาน‘ต้นกล้านารีรัตน’ โครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงานมอบรางวัล “ต้นกล้านารีรัตน” รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ให้กับผู้ชนะจากกิจกรรมงานประกวดในโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล เพื่อส่งเสริมการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ต่อยอดพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์เป็นสินค้า OTOP โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นทายาทผู้ประกอบการ OTOP หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น (Young OTOP)โดยงานมอบรางวัลจัดขึ้น ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม ไปเมื่อเร็วๆ นี้

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กรมการพัฒนาชุมชน ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นทายาทผู้ประกอบการOTOP หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 รวม 483 ราย โดยได้จัดทำ โครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOPสู่สากล เพื่อพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของตลาด เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีอัตลักษณ์เฉพาะสร้างสรรค์และทันสมัย สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล และเพิ่มช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ Young OTOP โดยมุ่งส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาผ้าถิ่นไทย มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า

กิจกรรมงานประกวดดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ใน 4 ด้านหลัก คือ อนุรักษ์ภูมิปัญญา ปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่า แก่นสาระ และความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นส่งเสริมสนับสนุน การจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ พร้อมสร้างจิตสำนึกของความเป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่น พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นพบสิ่ง แปลกใหม่ ด้วยการดัดแปลง ปรุงแต่ง ผสมผสานกันให้เกิดสิ่งใหม่ รวมทั้งการประดิษฐ์คิดค้นทฤษฎีหลักการได้สำเร็จ ทำให้เกิดผลผลิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อยอดผลิตภัณฑ์ ด้วยการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยสู่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตามวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นให้เป็นที่นิยมในยุคสมัยเข้ากับทุกเพศทุกวัย ทุกโอกาสและสร้างรายได้กลับเข้าสู่ชุมชน นำไปสู่ผลงานอันทรงคุณค่าสู่สากล สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “คุณค่า” ของผ้าไทยใส่เอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น แสดงถึงภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของไทยสู่สายตาของชาวโลกให้เห็นถึงความงดงาม ความประณีต และยังสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยได้

“การประกวดในครั้งนี้ นอกจากเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เยาวชน Young OTOP ของกรมการพัฒนาชุมชน ที่สำคัญเพื่อพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ของชาว OTOP ให้พัฒนาฝีมือการทอผ้า การตัดเย็บ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้เข้ากับยุคสมัย รวมถึงนำไปสู่การสร้างอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง และชุมชนพึ่งตนเองได้”นายสุทธิพงษ์ กล่าว

โครงการ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 8’เผยโฉมนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ เจ้าของผลงานนวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698372

โครงการ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 8’เผยโฉมนักอนุรักษ์รุ่นใหม่  เจ้าของผลงานนวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

โครงการ‘PTTEP Teenergy ปีที่ 8’เผยโฉมนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ เจ้าของผลงานนวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์

ท้องทะเล ถือเป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติสำคัญ ที่ทุกคนมีส่วนร่วมช่วยกันปกป้องดูแลได้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เล็งเห็นถึงศักยภาพและพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ประกาศผลกิจกรรมการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ครั้งที่ 2 (The 2nd Young Ocean for Life Innovation Challenge) ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 900,000 บาท ในโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 8ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล มีน้องๆ เยาวชน ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดถึง79 ผลงาน ของผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 300 คน จาก 27 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

ชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล กิจการองค์กร และกำกับดูแล ปตท.สผ.กล่าวว่า ปตท.สผ. มีความตั้งใจให้โครงการนี้เป็นเวทีให้น้องๆนิสิต นักศึกษา ระดับ ปวส. และปริญญาตรี มาร่วมแสดงไอเดีย เพื่อร่วมปกป้อง อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ตลอดจนสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจให้กับชุมชนรอบชายฝั่ง ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ปตท.สผ. ภูมิใจอย่างยิ่งที่เยาวชนไทยเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และขอชื่นชมทุกผลงานของผู้เข้าร่วมประกวดทุกทีม

ด้านตัวแทนคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์ ที่ชนะเลิศการประกวดทั้ง 3 หัวข้อ ได้แก่ Protect, Preserve และ Provide ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน รวมถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม เริ่มต้นที่ทีม THE GOLDEN MERMAIDS เจ้าของรางวัลชนะเลิศ หัวข้อ Protect กับผลงาน “นวัตกรรมทุ่นดักจับขยะอัจฉริยะบริเวณปากคลองเพื่อสกัดขยะไหลลงสู่ทะเล และเรือสามารถผ่านได้” โดย น.ส.นริศรา ทองสุกแสง นักศึกษาชั้นปีที่ 3คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้เล่าถึงแนวคิดเกี่ยวกับผลงานว่า“พวกเราได้เห็นถึงปัญหาขยะทะเลและชายฝั่งของชุมชนบาลาเซาะห์เก้าเเสน ถึงแม้จะได้รับการสนับสนุนทุ่นเพื่อดักจับขยะมาติดตั้ง แต่เรือไม่สามารถผ่านเข้า-ออกได้ จึงจำเป็นที่จะต้องตัดทุ่นดักจับขยะเพื่อแก้ปัญหาในเบื้องต้น เราจึงพัฒนา นวัตกรรมทุ่นดักจับขยะอัจฉริยะบริเวณปากคลอง เพื่อสกัดและป้องกันขยะไหลลงสู่ทะเล โดยเรือสามารถแล่นผ่านได้ พร้อมทั้งเสริมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านการแจ้งเตือนปริมาณขยะทางแอปพลิเคชั่น LINE ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ดูแลและชาวบ้านในชุมชน อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการเดินเรือที่เกิดขึ้นภายในชุมชนได้อีกด้วย”

(ขวา)นริศรา ทองสุกแสง ตัวแทนทีม THE GOLDEN MERMAIDS

ขณะที่ ทีม Blue 16 เจ้าของรางวัลชนะเลิศ หัวข้อ Preserve ด้วยผลงาน “กล่องฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล: เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งทะเลและเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน (Seagrass bed recolonization box for coastal restoration and carbon sequestration)” น.ส.ภัคจิรา กาญจนวิชานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าแนวคิดเกี่ยวกับผลงานว่า “จากการที่เราได้เข้าค่ายปลูกหญ้าทะเล แล้วพบปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งหญ้าทะเล พวกเราจึงรวมตัวกันเพื่อคิดค้นนวัตกรรมที่ผ่านกระบวนการ Design Thinking บูรณาการความรู้จากหลากหลายสาขาวิชา จึงเกิดเป็น “กล่องฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล” โดยนวัตกรรมฟื้นฟูแหล่งปลูกหญ้าทะเล จะช่วยเพิ่มโอกาสรอด และเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตให้กับหญ้าทะเล อีกทั้ง ยังสามารถดักจับตะกอนดินและเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน และอีกเป้าหมายของการพัฒนานวัตกรรมนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยสร้างทุ่งหญ้าทะเล (seagrass bed) ได้ในเวลาที่สั้นลง มีอัตราการรอดชีวิตสูง ให้ทะเลมีแหล่งหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะที่จะเป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาศัย แหล่งอนุบาล ของสัตว์น้ำต่างๆ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ รักษาความสมดุลของระบบนิเวศและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่น”

ปิดท้ายกับรางวัลชนะเลิศหัวข้อ Provide กับผลงาน“เพื่อนประมง (Fisherman’s friend)” โดย ทีม Sea the future น.ส.ญาดาวดี ใจประสพ นักศึกษาชั้นปีที่ 3คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เล่าแนวคิดเกี่ยวกับผลงานว่า “แรงบันดาลใจที่ทำให้เราคิดค้นแอปพลิเคชั่น “เพื่อนประมง” จุดเริ่มต้นเกิดจากปัญหาการเพาะเลี้ยง “หอยแมลงภู่” ซึ่งเป็นการทำประมงหลักในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล และอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ มีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่กลับพบอุปสรรคมากมายในปัจจุบัน พวกเราจึงคิดค้นแอปพลิเคชั่นนี้ขึ้นเพื่อจะรวบรวมข้อมูลกระแสน้ำ แบบจำลองคาดการณ์ทางสมุทรศาสตร์ต่างๆ และข้อมูลทางทะเลบริเวณชายฝั่ง จากทุ่นที่ติดตั้งกลางทะเล ช่วยให้ชาวประมงเข้าถึงข้อมูลทางทะเลได้อย่างสะดวกรวดเร็วและเข้าใจง่าย ลดผลกระทบต่อการทำอุตสาหกรรมประมงในอนาคต”

ญาดาวดี ใจประสพ (ที่ 4 จากซ้าย) ตัวแทนทีม Sea the future

ญาดาวดี ใจประสพ (ที่ 4 จากซ้าย) ตัวแทนทีม Sea the future

ภัคจิรา กาญจนวิชานนท์ (ที่ 3 จากซ้าย) ตัวแทนทีม Blue 16

ภัคจิรา กาญจนวิชานนท์ (ที่ 3 จากซ้าย) ตัวแทนทีม Blue 16

‘เครือสยามไบโอไซเอนซ์’ ลุยโครงการตู้ยาชุมชน ดูแลสุขภาพคนไทยในชุมชนแออัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698362

‘เครือสยามไบโอไซเอนซ์’ ลุยโครงการตู้ยาชุมชน ดูแลสุขภาพคนไทยในชุมชนแออัด

‘เครือสยามไบโอไซเอนซ์’ ลุยโครงการตู้ยาชุมชน ดูแลสุขภาพคนไทยในชุมชนแออัด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.11 น.

เครือสยามไบโอไซเอนซ์ ริเริ่มโครงการตู้ยาชุมชน ดูแลสุขภาพคนไทยในชุมชนแออัด โดยนับหนึ่งเปิดโครงการที่ชุมชน 70 ไร่ เขตคลองเตย ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนคนไทยมีความสนใจและตระหนักถึงการดูแลสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นความรู้และความเข้าใจในการใช้ยา และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ถูกต้อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพ เพื่อป้องกันความรุนแรงของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือหากเกิดโรคระบาดใหม่ขึ้นอีก  

เครือสยามไบโอไซเอนซ์ ในฐานะผู้ผลิตยาชีววัตถุของคนไทย จึงริเริ่มโครงการตู้ยาชุมชน โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาพให้กับคนในชุมชนแออัด รวมถึงพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศไทย ซึ่งขาดโอกาสเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน

โดยในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 โครงการตู้ยาชุมชนได้เริ่มนับหนึ่งเปิดโครงการที่ชุมชน 70 ไร่ หนึ่งในชุมชนแออัดขนาดใหญ่ของพื้นที่คลองเตย โดยมีคณะผู้บริหาร และพนักงานจิตอาสาของเครือสยามไบโอไซเอนซ์ ลงพื้นที่ร่วมกับเภสัชกร วิทยากร และพยาบาลจากศูนย์บริการสาธารณสุข 41 คลองเตย เพื่อให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ รวมทั้งจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคอัลไซเมอร์ เทคนิคการอ่านฉลากยา และการสังเกตยาเสื่อมคุณภาพ

นอกจากนี้ โครงการตู้ยาชุมชนได้มอบชุดยาสามัญประจำบ้าน ชุดตรวจ ATK ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และคู่มือดูแลสุขภาพ ให้กับประชาชนที่มาร่วมกิจกรรม รวมถึงส่งมอบให้กับศูนย์บริการสาธารณสุข 41 คลองเตย เพื่อส่งต่อให้กับคนในชุมชนที่มีความต้องการ รวมทั้งเก็บเป็นยาสำรองในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนเกิดความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาที่ถูกต้อง มีชุดยาสามัญประจำบ้านไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และที่สำคัญคือ การสนับสนุนให้คนในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการมีคุณภาพชีวิตที่ขึ้น

นางนวลพรรณ ล่ำซำ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า “โควิด-19 เป็นเหมือนบทเรียนที่บอกว่า การมีสุขภาพที่ดีคือป้อมปราการสำคัญของชีวิต สยามไบโอไซเอนซ์ ในฐานะผู้ผลิตยาของคนไทย จึงริเริ่มโครงการตู้ยาชุมชน โดยหวังว่าเราจะเป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยให้ประชาชนมีความรู้เรื่องยาติดตัว มีชุดยาพื้นฐานไว้ใช้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ที่สำคัญ กิจกรรมนำร่องมาจัดในพื้นที่คลองเตย ด้วยทราบถึงสภาพปัญหาจากการได้ทำงานด้านกีฬาคลุกคลีกับคนในชุมชน ที่มีทั้งเด็กเล็ก วัยรุ่น คนทำงานหาเช้ากินค่ำ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของกิจกรรม ก่อนขยายต่อไปยังชุมชนอื่นๆ รอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอดจนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อร่วมสร้างเกราะป้องกันด้านสุขภาพให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ คลองเตย เป็นหนึ่งในพื้นที่ชุมชนแออัดขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้มีความเสี่ยงหากเกิดภาวะโรคระบาด โดยชุมชน 70 ไร่ เป็นหนึ่งในชุมชนขนาดใหญ่ของพื้นที่คลองเตย มีจำนวนผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมาก การเข้าไปให้ความรู้เรื่องสุขภาพ จึงเน้นโรคที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของประเทศไทย ที่กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย หากผู้สูงอายุมีความรู้ในการดูแลสุขภาพ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

-(016)

ผลสำรวจ ‘ฮาคูโฮโด’ ชี้คนไทยพร้อมมูฟออนจากโควิด สิ้นปีนี้เตรียมฉลองปีใหม่เต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698361

ผลสำรวจ ‘ฮาคูโฮโด’ ชี้คนไทยพร้อมมูฟออนจากโควิด สิ้นปีนี้เตรียมฉลองปีใหม่เต็มที่

ผลสำรวจ ‘ฮาคูโฮโด’ ชี้คนไทยพร้อมมูฟออนจากโควิด สิ้นปีนี้เตรียมฉลองปีใหม่เต็มที่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.11 น.

เรื่องงานพักก่อนผลสำรวจ ฮาคูโฮโด’ ชี้คนไทยพร้อมมูฟออนจากโควิด สิ้นปีนี้เตรียมฉลองปีใหม่เต็มที่

  • การได้ใช้ชีวิตมีค่ายิ่งกว่าเงินทองแรงจับจ่ายคนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 2 ปีสะท้อนความพร้อมเพื่อซื้อความสุขให้ตนเองและครอบครัว
  • เลิกเครียดโควิดฯไม่คิดลบปรับแนวคิดมุ่งใช้เหตุผลตัดสินเหตุการณ์มากขึ้นเน้นใช้ชีวิตแบบ balance เติมพลังบวกเตรียมเดินหน้าสู่ปีใหม่

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโดอาเซียน (ประเทศไทยหรือHakuhodo Institute of Life and Living ASEAN (THAILAND)ร่วมกับบริษัทฮาคูโฮโดอินเตอร์เนชั่นแนล(จำกัด) Hakuhodo International (Thailand) Co.,Ltd เผยผลสำรวจเรื่องการคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทยประจำเดือนธันวาคม พ.ศ.2565 ว่าคนไทยมีแนวโน้มในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งด้านความต้องการอยากใช้จ่ายที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีและความสุขที่ยังบวกขึ้นอีกเมื่อเทียบกับหลายเดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตคนไทยในตอนนี้มูฟออนจากโควิด-19 อย่างแท้จริง

ปลายปีหลายคนมุ่งเน้นเรื่องการเฉลิมฉลองเตรียมจับจ่ายซื้อของเพื่อตอบสนองตนเองและครอบครัวไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าโทรศัพท์มือถือของฟุ่มเฟือยเพื่อเป็นของขวัญหรืออาหารเพื่องานเลี้ยงสังสรรค์ในช่วงเทศกาล นอกจากนี้ยังรวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อกลับไปหาครอบครัว สะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคเชิงบวกอย่างมากซึ่งในประเด็นนี้เองคุณธีรเมศร์นิติจรรยาวงศ์ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์บริษัทฮาคูโฮโดอินเตอร์เนชั่นแนล (จำกัด)ได้ให้คำแนะนำเพื่อเป็นแนวทางให้แบรนด์ต่างๆ เตรียมพร้อมให้สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการใช้จ่ายสูงสุดในรอบสองปีนี้ว่า

  1. คำว่า เปิด’ เป็นกิมมิคที่ใช้ช่วงนี้แล้วปัง!

การจับจ่ายในช่วงท้ายปีคนไทยกำลังอินกับการเปิดรับสิ่งใหม่ ไม่ใช่แค่ให้รางวัลกับตัวเองแต่ซื้อเพื่อเติมเต็มความรู้สึกของผู้อื่นด้วย เช่นการแสดงความขอบคุณความรักหรือ reconnect กับครอบครัวเพื่อก้าวสู่ปีใหม่ที่ดีกว่าเดิมดังนั้นแบรนด์ควรกระตุ้นให้คนออกมาเปิดหูเปิดตาด้วยกิจกรรมใหม่ๆโดยใช้ keyword ‘การเปิด’ เพื่อสร้างอารมณ์การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ทั้งในด้านการสื่อสาร (communication) และการสร้างประสบการณ์ร่วม (engagement) เช่นเปิดตู้เสื้อผ้าอัพลุคใหม่เปิดประตูออกเดินทางไปเที่ยวเปิดลิฟต์เสพบรรยากาศสวยๆบน rooftop

  1. ผสมผสาน’ การคือกลยุทธ์การตลาดที่ต้องทำ

โควิดฯทำให้วิถีชิวิตคนไทยเปลี่ยนอย่างถาวรช่องทางจับจ่ายเปลี่ยนไปจากสิ่งที่ไม่เคยทำจนเป็นเรื่องคุ้นเคยแบรนด์ต้องประเมินช่องทางสร้างประสบการณ์กับลูกค้า (touchpoint) ทุกมิติทั้งออนไลน์หรือออฟไลน์และจัดกิจกรรมสร้างการมีส่วนรวม (Interaction) ช่องการจำหน่าย (Distribution) และการสื่อสาร (Communication) เป็นลูกผสมกันไปเพื่อปิดรอยรั่วในช่วงลูกค้าที่มีกำลังซื้อที่ไหลเข้ามา เช่นหากปัจจุบันเน้นที่ลูกค้า online เป็นหลักอาจต้องพิจารณาเพิ่มกิจกรรมการหน้าร้าน (physical) เพื่อตอบสนองลูกค้าที่หันกลับมาเดินกันมากขึ้น

การชี้แนะแนวทางให้กับแบรนด์เป็นผลมาจากการสำรวจของฮาคูโฮโดซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยมูฟออนจากโควิด-19 ได้แล้วอย่างชิ้นเชิงเนื่องจากอาการป่วยสามารถรักษาให้หายได้แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

คุณสิตาพัชญ์ รุจิธันยพัชร์  เจ้าหน้าที่วางแผนกลยุทธ์อาวุโสบริษัทฮาคูโฮโดอินเตอร์เนชั่นแนล (จำกัด)ชี้ประเด็นอ้างอิงจากผลสำรวจแนวโน้มความต้องการในการใช้จ่ายของคนไทยในเชิง insight พบความสนใจอยู่ 4 ประเด็น

            1.แนวโน้มการใช้จ่ายสูงทำลายทุกสถิติในรอบ 2 ปีที่ 69% โดยเฉพาะสินค้าที่ตอบสนองด้านอารมณ์

แรงกระตุ้นเชิงบวกจากภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักเทศกาล festive และโปรโมชั่นจากแบรนด์ล้วนส่งผลให้คนไทยอยาก ‘ปลดล็อก’ จากพันธนาการความกังวลทั้งปวงเช่นการหาของขวัญให้ครอบครัวจับฉลากปีใหม่พบปะสังสรรค์โดยสินค้าที่นิยมอาทิโทรศัพท์ใหม่เสื้อผ้า collection ใหม่รถป้ายแดงคันใหม่ร้านอาหารเปิดใหม่ที่ต้องไปลอง

2. ความสุขความเอนจอยนี้เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะสาวๆ

ด้วยนักท่องเที่ยวที่กลับเข้ามาโบนัสที่กำลังรอรับและสภาพจิตใจที่ดีขึ้นคนไทยมองว่า ‘ไม่มีความสุขน้อยลงไปกว่านี้อีกแล้ว’ นี่คือเสียงสนองของคนไทยผ่านตัวเลขแต่จะมีแต่ความสุขที่มากขึ้น(+1%) โดยเฉพาะจากสาวๆ (+2%) สะท้อนให้เห็นถึง ‘ความเชื่อ’ที่มีทิศทางบวกในปี 2566 ที่จะมีแต่เรื่องดีๆเข้ามา

            3.คนกรุงเทพฯตื่นเต้นวัยรุ่นเน้นช็อปเพื่อ self-branding สูงวัยเน้นช็อปเพื่อ reconnect

คนกรุงเทพฯกลับมามีคะแนนบวกสูงสุดที่ +7% เนื่องด้วยการเตรียมตัวซื้อของฝากส่งเงินให้ที่บ้านและเดินทางท่องเที่ยวที่มากกว่าภาคอื่น

คนเหนือกลับติดลบเนื่องด้วยปัญหาสภาพอากาศเช่นฝุ่นละออง PM2.5 ค่าตั๋วเครื่องบินที่ปรับราคาสูงขึ้นซึ่งอาจเกิดการชะลอตัวในการเดินทาง

วัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 20-39 เน้นการจับจ่ายที่แสดงความเป็นตัวตนรวมถึงไปร่วมกิจกรรมเพื่อทำคอนเทนท์โซเชียลในอีเวนท์เทศกาลต่างๆ

วัยกลางคนช่วงอายุ 40-59 จับจ่ายเพื่อสานสัมพันธ์ซื้อของฝากของขวัญแก่ลูกหลานญาติสนิทมิตรสหาย

4.พักงานไว้ก่อนขอพักกายพักใจเพราะชีวิตมีค่ามากกว่าเงินทอง

คนไทยเข้าสู่โหมดอยากพักผ่อนช่วงปีใหม่แต่ก็กังวลใจเรื่องความปลอดภัยซึ่งเป็นครั้งแรกที่ความสำคัญด้าน
‘ความปลอดภัย’ เข้ามีติดอันดับ Top 5 สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยใช้ชีวิตแบบ ‘balance life’ คือถึงแม้จะอยากเต็มที่กับความสุขแต่ยังใช้ชีวิตแบบระมัดระวังกับเหตุการณ์รอบตัวด้วยเช่นการเดินทางการเลือกสถานที่เที่ยวหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เปลี่ยนมุกรายวัน

คุณพร้อมพร สุภัทรวณิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านวิจัยการตลาดและกลยุทธ์สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโดอาเซียนประเทศไทยอธิบายความสนใจบ้านเมืองของคนไทยในภาพรวมว่า ในปัจจุบันความสนใจของผู้คนมีความผันผวนตลอดเวลาจากสถานการณ์บ้านเมืองที่มีให้ตกใจรายวัน เช่นข่าวการกราดยิงข่าวน้ำท่วมข่าวการเมืองที่ยังคงร้อนแรงหรืออื่นอีกหลายข่าวที่ปรากฎใน Top10 จนทำให้คนไทยไม่มีความสนใจเรื่องข่าวสารหรือความกังวลของโควิด-19 อีกแล้ว นสิ่งที่ควรจะตั้งข้อสังเกตุคือ ‘คนไทยในขณะนี้มีแนวโน้มที่จะเสพข่าวแบบมีสติและเหตุผลมากขึ้นไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเนื้อหาของข่าวนั้นเพียงอย่างเดียวจนกว่าจะได้รู้เนื้อหาของข่าวทั้งหมดและช่วยกัน comment เพื่อดึงสติไม่ให้ไหลไปตามกระแสอารมณ์ของโซเชียลซึ่งทีมมองว่า เป็นนัยยะที่ดีและคาดหวังว่าคนไทยจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างมีสติ และรู้เท่าทันเพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิตในปีหน้า’

ทำงานกันมาอย่างต่อเนื่องจนผ่านมาได้ถึงช่วงท้ายปีนี้ถึงเวลาพักเรื่องการทำงานเข้าสู่โหมดการพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่เพราะการได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง เลิกเครียดโควิด-19 คิดบวกมองว่าเป็นสิ่งที่สามารถรักษาหายได้พร้อมมูฟออนเพื่ออนาคตที่สดใสอย่างเต็มที่

เกี่ยวกับสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโดอาเซียน (ประเทศไทย)

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโดอาเซียน (ประเทศไทย) หรือHakuhodo Institute of Life and Living ASEAN (THAILAND) ทำการศึกษาเกี่ยวกับ “การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทย” ทุก ๆ สองเดือนโดยผลสำรวจการคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทยประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 เป็นผลสำรวจจากการรวบรวมข้อมูลจากวันที่ 19  ถึงวันที่ 28 ตุลาคมพ.ศ. 2565 โดยมุ่งเน้นเกี่ยวกับแนวโน้มและพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยในอนาคตผ่านการทำแบบสอบถามเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากประชากรเพศชายและหญิงจำนวน 1,200 คนอายุระหว่าง 20-59 ปีจาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ

Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN คือศูนย์วิจัยแห่งใหม่ของกลุ่มฮาคูโฮโดในภูมิภาคอาเซียนก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือบริษัทต่างๆภายในประเทศสมาชิกภูมิภาคอาเซียนในเรื่องของข้อมูลการตลาดรวมทั้งสังเกตไลฟ์สไตล์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นโดยการวิจัยของฮาคูโฮโดจะเป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นการศึกษาSei-katsu-sha หรือผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม (Life Living Person) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาของฮาคูโฮโดที่ไม่เพียงแค่อธิบายผู้คนในฐานะผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่อธิบายถึงความเป็นบุคคลของผู้บริโภคที่มีชีวิตจิตใจไลฟ์สไตล์แรงบันดาลใจและความฝันที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ติดตามผลสำรวจเพิ่มเติมได้ที่ Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN (THAILAND)

https://www.facebook.com/hakuhodohillasean

เปิดวาร์ป ‘หมอคิม’ หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี เพื่อนสนิท ‘แพท ณปภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698347

เปิดวาร์ป ‘หมอคิม’ หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี เพื่อนสนิท ‘แพท ณปภา’

เปิดวาร์ป ‘หมอคิม’ หนุ่มหล่อโปรไฟล์ดี เพื่อนสนิท ‘แพท ณปภา’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.51 น.

เป็นหนุ่มหล่อสุดฮอตที่กำลังถูกจับตาอยู่ไม่น้อย สำหรับ “หมอคิม-นพ.กิตติธัช สินพิพัฒน์พร” หนุ่มหล่อที่ตกเป็นข่าวกับดาราสาว “แพท ณปภา” เพราะหลังจากที่ทั้งคู่ถ่ายคลิปลง Tiktok ด้วยกันในเพลง “แฟนผมน่ารัก” หลายคนก็มองว่าเป็นการเปิดตัวว่ากำลังคบกัน ล่าสุดวันนี้ได้มีโอกาสเจอตัว “หมอคิม” เลยรีบคว้าตัวมาร่วมพูดคุยถึงประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น

“ความสัมพันธ์ของผมกับพี่แพทคือเป็นหมอกับคนไข้ และเราก็มาเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องกัน แต่ว่าที่มาเป็นกระแสเพราะพี่แพทกับหมอถ่ายคลิปเพลง แฟนผมน่ารัก ลงใน tiktok และมี FC ของพี่แพทเข้ามาคอมเม้นต์ว่าพี่แพทเปิดตัวแฟนใหม่เป็นหมอ ซึ่งจริงๆเราแค่ถ่ายคลิปกันเล่นๆไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นแฟนกันหรือเปิดตัวเลยครับ ตอนแรกหมอรู้จักกับนาฟน้องสาวพี่แพทมาก่อนครับ และนาฟก็แนะนำให้พี่แพทมาปรึกษาเรื่องผิวพรรณกับหมอ ตอนแรกเป็นคุณหมอกับคนไข้ปกติเลยครับ แต่ว่ามีการนัดตรวจติดตามต่อเนื่อง ก็ทำให้เจอกันบ่อยขึ้นและสนิทกันมากขึ้นครับ”

อย่างแพท ณปภา เรียกว่าเป็นสเป็คคุณหมอมั้ย? “จริงๆแล้วพี่แพทเป็นสเป็คของผู้ชายหลายๆคนครับ ทั้งสวย หุ่นดี พูดเก่ง ทำงานเก่ง ซึ่งหมอเองก็ชอบผู้หญิงที่ทำงานเก่ง เลี้ยงดูตัวเองได้ แต่ความสัมพันธ์ของผมกับพี่แพทคือพี่น้องที่ดีต่อกัน อยู่กันแบบนี้แล้วเราสบายใจกันมากกว่า” กลัวว่าคนจะมองเป็นการโปรโมทธุรกิจมั้ย? “ตอนแรกที่ถ่าย Tiktok กับพี่แพทเพราะว่าเพิ่งให้วิตามินผิวเสร็จพอดี ก็เลยอยากถ่ายเล่นกัน ก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปแฟนผมน่ารัก ซึ่งเราก็ถ่ายแค่เทคเดียว และเราก็ลงเลย ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นการโปรโมทธุรกิจอะไรเลยครับ ที่ผมให้สัมภาษณ์วันนี้พี่แพทก็ยังไม่รู้เรื่องนะครับ และหมอก็ไม่ได้บอกพี่แพทว่าจะตอบสื่อแบบนี้ด้วยครับ”

ตอนนี้คนเริ่มมาสนใจหมอคิมกันเยอะ อยากให้คุณหมอแนะนำตัวเองหน่อย? “หลายคนอาจจะเห็นผมในโลกโซเชียลเยอะ จริงๆแล้วผมเป็นแพทย์จบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุ 29 ปี เป็นเจ้าของคลินิกศัลยกรรมความงามและผิวพรรณแบบครบวงจร ชื่อลา เฟอร์ลี่ คลินิก สาขาสุทธิสาร เป็นทั้งแพทย์ประจำและผู้บริหารของคลินิกครับ”

ช่องทางติดต่อคลินิก ลา เฟอร์ลี่ คลินิก สาขา สุทธิสาร 1450,1452 V.R.C.เซ็นเตอร์ ซ.อินทามระ26/1 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400 โทร 0826436565

https://goo.gl/maps/aQdNWfqS9EQdF1bC7

https://www.facebook.com/kittitad.sinpipatporn?mibextid=LQQJ4d

https://www.facebook.com/LaFerly/

-(016)

‘อะตอม ชนกันต์’ขอแฟนสาวแต่งงาน หลังคบหาดูใจ 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/698573

'อะตอม ชนกันต์'ขอแฟนสาวแต่งงาน หลังคบหาดูใจ 4 ปี

‘อะตอม ชนกันต์’ขอแฟนสาวแต่งงาน หลังคบหาดูใจ 4 ปี

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.06 น.

16 ธ.ค.65 จ่อคิวสละโสดอีกคน สำหรับนักร้องหนุ่มเสียงละมุน “อะตอม ชนกันต์” ที่ทำเซอร์ไพรส์ซ้อนเซอร์ไพรส์ สวมแหวนขอแฟนสาวนอกวงการที่คบหาดูใจกันมา 4 ปี แต่งงานในวันเกิดของตัวเอง

โดยอะตอมได้โพสต์ภาพหวานที่แฟนสาวโชว์แหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย มีแผ่นกระดาษจดหมายและกล่องแหวนวางอยู่ พร้อมแคปชั่นว่า “ติดจอง” ซึ่งมีเพื่อนๆ นักร้องและคนบันเทิงร่วมแสดงความยินดีมากมาย

‘อนันดา’ ชวนร่วมงาน ‘หม่อมน้อย กับ 100 วัน ที่คิดถึง’ พร้อมชมหนังกลางแปลงกับนักแสดงที่ร่วมเล่น!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/698548

‘อนันดา’ ชวนร่วมงาน ‘หม่อมน้อย กับ 100 วัน ที่คิดถึง’  พร้อมชมหนังกลางแปลงกับนักแสดงที่ร่วมเล่น!

‘อนันดา’ ชวนร่วมงาน ‘หม่อมน้อย กับ 100 วัน ที่คิดถึง’ พร้อมชมหนังกลางแปลงกับนักแสดงที่ร่วมเล่น!

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.03 น.

อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม หนึ่งในลูกศิษย์และนักแสดงที่เคยร่วมงานกับหม่อมน้อย  มล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล เชิญชวนย้อนความทรงจำที่ทรงคุณค่า ในงาน “หม่อมน้อย กับ 100 วันที่คิดถึง” โดย อนันดา เผยถึงความรู้สึกกับงานในครั้งนี้ว่า “ไม่น่าเชื่อว่าหม่อมน้อยจะจากพวกเราไปเกือบครบ 100 วันแล้ว ถ้าจะให้ผมพูดถึงหม่อมท่านเปรียบเสมือนพ่อคนนึงของผม ทุกวันนี้ผมยังคิดถึงหม่อมอยู่เลยครับ  ดังนั้น งานหม่อมน้อยกับ 100 วันที่คิดถึง จึงเกิดขึ้นจากความคิดถึง ของทุกคนไม่ว่าจะเป็นทางญาติของหม่อมและบรรดาลูกศิษย์ที่ต่างคิดถึงหม่อมน้อยเช่นกัน จึงมีความเห็นตรงกันว่าพวกเราอยากจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงหม่อมน้อยในการจากไป ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกๆคนมาร่วมงาน

ภายในงานจะมีการฉายหนังกลางแปลง ผลงานการกำกับของหม่อมพร้อมโดยมีเหล่านักแสดงที่เคยร่วมเล่นมานั่งชมด้วย ซึ่งครั้งนี้จะฉายภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตของผมที่ได้ร่วมงานกับหม่อม คือเรื่อง “อันดากับฟ้าใส” ฉบับพิเศษ  ที่ไม่เคยเปิดฉายที่ไหนมาก่อน ในบรรยากาศริมทะเลซี่งจะพาให้ย้อนกลับไปได้คิดถึงช่วงเวลาที่ได้ถ่ายทำเรื่องนี้กับหม่อม และภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” สุดท้ายนี้ผมจึงขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน “หม่อมน้อย กับ 100 วันที่คิดถึง” ในวันที่ 23 ธันวาคม 2565  ที่ปากน้ำปราณมาร่วมแบ่งปันความคิดถึงไปด้วยกันครับ”

สำหรับกิจกรรมในงาน ประกอบด้วย บูธขายอาหารและสินค้าของชุมชนคนปากน้ำปราณ , การแสดงดนตรี ริมชายหาด พร้อมนักร้องรับเชิญพิเศษ , ร่วมฟัง Special Talk จากนักแสดงนำเรื่อง อันดากับฟ้าใส และลูกศิษย์ หัวข้อ”ความทรงจำที่ยังคิดถึงหม่อมน้อย”  และเวลา 18.00 น. จะมีการจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง อันดากับฟ้าใส ฉบับพิเศษ (Director’s Cut) ในบรรยากาศหนังกลางแปลงริมชายหาด ย้อนวันวานในอดีตที่เราคิดถึง! จากนั้นร่วมฟัง Special Talk จากนักแสดงนำ เรื่อง แผลเก่า และลูกศิษย์ พร้อมจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง แผลเก่า ในเวลา 20.20 น. โดยมีทั้งนักแสดงและผู้จัดฯ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ นก สินจัย, แดง ธัญญา, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, นิว ชัยพล, จอย ชลธิชา,  ออแกน ราศี, ฮัท จิรวิชญ์,  ชุดาภา จันทเขต, ท๊อป ดารณีนุช, ก้อง ปิยะ, อาร์ม วรธ, รถบัส ฯลฯ

โดยงาน จัดขึ้น ณ ลานชายหาด 24 ไร่ ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2565ชมฟรี!! ตลอดงาน

‘น้อย พรู – โตโน่ ภาคิน’เปิดฉากแบทเทิลเดือด เชือดเฉือนสุดพลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/698541

'น้อย พรู – โตโน่ ภาคิน'เปิดฉากแบทเทิลเดือด เชือดเฉือนสุดพลัง

‘น้อย พรู – โตโน่ ภาคิน’เปิดฉากแบทเทิลเดือด เชือดเฉือนสุดพลัง

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 12.46 น.

หลังจากที่ปล่อยเพลงประกอบภาพยนตร์เวอร์ชั่นพิเศษที่นำเพลงระดับมาสเตอร์พีซของปรมาจารย์ทางดนตรีอย่าง “ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์” ออกมาสร้างความฮือฮากระหึ่มโซเชียลมาแล้ว งานนี้ “สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” ก็ไม่รอช้า เดินหน้าปล่อย มิวสิกวีดีโอ “มือปืน” เพลงประกอบภาพยนตร์แอ็กชัน-ฮีโร่ไทยฟอร์มยักษ์ “ขุนพันธ์ 3” ออกมาให้แฟนหนังและแฟนเพลงได้มันส์อย่างต่อเนื่องผ่านการถ่ายทอดเสียงเพลงโดย “น้อย พรู” และ “โตโน่ – ภาคิน คำวิลัยศักดิ์”  สองนักร้อง-นักแสดงมากฝีมือที่ต่างรับบท “เสือร้าย” ที่เผชิญหน้ากับ “ขุนพันธ์” มาแล้วทั้งคู่

โดยในมิวสิกวีดีโอเป็นการปะทะกันอย่างดุเดือดชนิดที่ว่าไม่มีใครยอมใคร เพื่อให้บทเพลง “มือปืน” เวอร์ชั่นพิเศษนี้สมบูรณ์แบบที่สุดและเต็มไปด้วยความเข้มข้น จัดจ้าน ดุดัน สะท้อนถึงความหมายของเหล่าเสือ และโจรทั้งหลายที่ล้วนแต่มีนายของตนออกมาได้อย่างชัดเจน และแตกต่างจากที่ทุกคนเคยฟังมา ผ่านเสียงร้องของ 2 เสือที่เหี้ยมโหดที่สุด นอกจากนี้ในมิวสิกวีดีโอยังชวนคุณย้อนความจำถึงอาคมแกร่งกล้าและความร้ายกาจของเหล่า “เสือร้ายอาคมขลัง” ในภาพยนตร์ “ขุนพันธ์” ที่กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในมิวสิกวีดีโอนี้อีกด้วย ซึ่งทั้งคู่ได้พูดถึงการทำงานในครั้งนี้ว่า

 “เพลงนี้จะเป็นการดวลด้วยไมค์ ไม่ใช่ด้วยปืน การได้มาร้องเพลงนี้เป็นเหมือนบทเรียนใหม่สำหรับผมเลยครับ เพราะไม่นึกว่าจะได้มาร้องเพลงของ ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ ยิ่งพอได้อ่านเนื้อ เราจะเห็นมันเป็นภาพยนตร์เลย มันเป็นฟิลลิ่งที่เราจะรู้สึกว่าเราเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ ในเนื้อหาของเพลง เหมือนเวลาร้อง เรากลายเป็นนักแสดงขึ้นมาเลย ผมรู้สึกอย่างนั้นนะครับ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ผมสนุก เพราะเวลาที่เราแสดงหนังหรือเราร้องเพลง เราจะชอบกลายเป็นคนละคน เราจะอินไปกับบทเพลงกับเนื้อหาครับ” น้อย พรู กล่าว

“ตอนที่ผมได้ฟังเดโม่ ผมรู้สึกว่ามันเป็นแนวดนตรีที่ผมชอบ เสียงกีตาร์ จังหวะของมัน มันทำให้ผมนึกถึงภาพในตอนที่ผมเริ่มทำการบ้านเป็นเสือดำ มันมาตรงกันโดยบังเอิญ พอเสียงกีตาร์ขึ้นมา ผมก็นึกถึงม้า นึกถึงปืน นึกถึงแสงอาทิตย์ ป่า กับทุ่ง เราเข้าใจในกลิ่นอายนั้น แล้วค่อยเป็นการบ้านของผมที่จะถ่ายทอดให้มันเป็นผม จะทำยังไงไม่ให้เหมือนเวอร์ชั่นอื่นๆ ไม่ได้มีความคิดที่จะฉีกอะไร แต่อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสลองฟังและลองดูในผลงานชิ้นนี้ครับ เพลงนี้เป็นตัวแทนของคนที่มีความเป็นเสือ ของผู้ชายที่มันมีความเป็นคนจริงในโลกใบนี้ ผมอยากจะเอาจิตวิญญาณนั้นกลับมา แล้วใส่เข้าไปในเพลงนี้ครับ” โตโน่ กล่าว

ชม MV “มือปืน” เพลงประกอบภาพยนตร์เวอร์ชั่น “น้อย พรู  โตโน่” ได้แล้ววันนี้

ก่อนไปมันส์กับ “ขุนพันธ์ 3” ภาพยนตร์แอ็กชันฮีโร่ไทยฟอร์มยักษ์ 2 มีนาคม 2566