อว.ผนึกอุทยานวิทยาศาสตร์ ดัน U2T x RSP พัฒนาชุมชนยกระดับเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698301

อว.ผนึกอุทยานวิทยาศาสตร์ ดัน U2T x RSP พัฒนาชุมชนยกระดับเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

อว.ผนึกอุทยานวิทยาศาสตร์ ดัน U2T x RSP พัฒนาชุมชนยกระดับเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.55 น.

อว. มุ่งผลักดัน โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ(มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) (U2T) U2T x RSP @ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผนึกกำลังอุทยานวิทยาศาสตร์ ตอกย้ำความสำเร็จการทำงานบูรณาการมุ่งเน้นพัฒนาคน ดึงเทคโนโลยีเข้าช่วยสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ยืนหยัดเพื่อส่งเสริมและพัฒนาชุมชน พร้อมยกระดับเศรษฐกิจให้เกิดความยั่งยืน

สำหรับ โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) หรือ โครงการ U2T โดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ล่าสุดขึ้นเหนือเยือน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้สำหรับโครงการ U2T ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จากการปรับบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนในพื้นที่ บูรณาการแก้ไขปัญหาในมิติต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาสินค้าให้แก่คนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีการผสานความร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ อว. ที่ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ในการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อเกิดการทำงานที่เป็นรูปธรรม และต่อยอดโครงการ U2T ให้เกิดความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ดร. ดนุช  ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เป็นประธานในงานแถลงข่าว “โครงการ U2T x RSP @ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการ ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) กิจกรรมที่ 2 U2T สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสื่อมวลชน” โดยมี ศาสตราจารย์  ดร.นพ.พงษ์รักษ์  ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับคณะ

โครงการ U2T ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำความสำเร็จและนวัตกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินงานโครงการ U2T ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเสริมศักยภาพในการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งมุ่งมั่นเสริมความรู้ให้กับประชาชนในเรื่อง BCG หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว อันเป็นโมเดลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและปรับตัวในการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับ BCG ได้ โดยผสานความร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ U2T ให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี และนวัตกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ถือเป็นการโชว์สินค้า แชร์เทคโนโลยี และนำไปต่อยอดต่อไปได้

ดร. ดนุช  ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงการดำเนินโครงการ U2T ในตลอดปี 2565 ว่า “ โครงการ U2T ได้มีการพัฒนาคนในชุมชนครอบคลุมทั้งสิ้น 7,435 ตำบล โดยตลอดการดำเนินงานได้มีผลิตภัณฑ์ออกมาจำหน่ายมากมายและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน พร้อมเกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ โดยเป็นผลสำเร็จจากการปรับบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน นำศักยภาพที่มีทั้งความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาและความต้องการของชุมชนที่แตกต่างกัน โดยมุ่งสร้างและบ่มเพาะผู้ประกอบการให้สามารถนำความรู้และเทคโนโลยีไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญต้องมีความรู้เรื่อง BCG หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว อันเป็นโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับปรุง แปรรูปและต่อยอดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้เกิดความน่าสนใจได้ ซึ่งโครงการ U2T ได้เสริมองค์ความรู้ให้กับคนในชุมชน พร้อมสนับสนุนในทุกมิติเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อันโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์จากของในท้องถิ่นได้รับการการันตีในคุณภาพ เสริมสร้างความมั่นใจในอีกระดับ รวมถึงการเสริมทักษะในด้านการตลาดและบริหารจัดการ โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ จากความร่วมมือของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งตั้งอยู่ใน 44 มหาวิทยาลัย ครอบคลุมทุกภาคทั่วไทย เป็นการเพิ่มศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมิติของการทำงานร่วมกับโครงการ U2T อีกด้วย”

ดร. ดนุช  ตันเทอดทิตย์ กล่าวเสริมอีกว่า “ในการส่งเสริมศักยภาพของประชาชนจากโครงการ U2T มุ่งหวังให้เกิดการต่อยอด เพื่อสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ และสามารถผลักดันให้มีการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมหวังให้ส่งออกนอกประเทศได้อีกด้วย เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการ”

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่า “การดำเนินโครงการ U2T เป็นความสำเร็จจากการทำงานแบบบูรณาการ ของหน่วยงานต่างๆ ใน อว. ที่พร้อมพัฒนาคนในชุมชนให้เกิดความรู้และเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน พิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมในความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นของขึ้นชื่อในท้องถิ่นแต่ได้มีการต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนช่วยเสริมทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และสร้างความแตกต่าง เมื่อได้รับความร่วมมือจากอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าช่วยในการพัฒนาให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ได้มากขึ้น นับเป็นผลดีกับคนในชุมชนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่”

โดยได้มีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์เด่นจากจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการ U2T ที่นำองค์ความรู้ที่ได้รับจากทางมหาวิทยาลัยไปปรับใช้ ให้สื่อมวลชนได้ร่วมเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ออกไปในวงกว้าง สร้างการต่อยอด เกิดการเพิ่มจำนวนการผลิต และเกิดการจ้างงานนำไปสู่การสร้างรายได้ให้ชุมชนมากขึ้น

โครงการ U2T มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการอุดมศึกษาไทย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่มาตรฐานในระดับสากลและเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน ตามพันธกิจของ อว. โดยแผนงานในปี 2566 โครงการ U2T ยังคงเดินหน้าในการพัฒนาชุมชน เพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เพียงมุ่งมั่นในการสร้างช่องทางในการประกอบอาชีพให้ผู้ประกอบการ ยังมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาครบทุกมิติทั้ง การพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่การพัฒนาคนด้วยการเสริมความรู้ในด้านความคิดสร้างสรรค์, ความรู้เรื่อง BCG โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน, การตลาด, การบริหารจัดการ และเทคโนโลยี พร้อมสร้างเครือข่ายที่แข็งแรงไปยังชุมชน มหาวิทยาลัยทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย เพื่อผลักดันโครงการ U2T สู่ความยั่งยืน

“การดำเนินโครงการ U2T ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ใน อว. ซึ่งตอกย้ำถึงคุณภาพการทำงานแบบบูรณาการในทุกภาคส่วน โดยหลังจากนี้มุ่งหวังต่อยอดให้หน่วยงานภายใต้สังกัด อว. ทั้ง คลินิกเทคโนโลยี, อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และ โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เข้ามาทำงานแบบบูรณาการเพื่อเติมความรู้ เสริมเรื่องเทคโนโลยี และสร้างความเข้าใจในด้านการตลาดและการจัดการ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ สร้างผู้ประกอบการมืออาชีพในแต่ละตำบล และเกิดการสานต่อผลิตภัณฑ์ให้เกิดความยั่งยืนในการทำงาน” ดร. ดนุช  ตันเทอดทิตย์ กล่าวปิดท้าย

-(016)

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพ เร่งปั้น ‘นักฟิสิกส์การแพทย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698285

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพ เร่งปั้น 'นักฟิสิกส์การแพทย์'

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพ เร่งปั้น ‘นักฟิสิกส์การแพทย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 12.45 น.

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน เปิดห้องเรียนหลักสูตรฟิสิกส์การแพทย์ ณ ศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ แนะนำหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ ให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมกระบวนการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานจากสถานที่จริง เพื่อให้ได้รู้จักบทบาทและหน้าที่ของ นักฟิสิกส์การแพทย์
 
อาจารย์ ดร.จีรศักดิ์ คำฟองเครือ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน เปิดเผยว่า “ฟิสิกส์การแพทย์” เป็นสาขาวิชาที่นำความรู้และกระบวนการทางฟิสิกส์และการคำนวณมาประยุกต์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยด้วยรังสี ซึ่งนักฟิสิกส์การแพทย์ในโรงพยาบาลจะทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย รังสีแพทย์ นักฟิสิกส์การแพทย์ และนักรังสีการแพทย์ ทั้งนี้ในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ การวินิจฉัยและการรักษาชนิดใหม่ๆ มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านฟิสิกส์การแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจวินิจฉัย การรักษาผู้ป่วยด้วยรังสี เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงสุด
 
​บทบาทและหน้าที่ของ “นักฟิสิกส์การแพทย์”
• คำนวณปริมาณรังสีที่ใช้ในการฉายรังสีรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง
• กำหนดระดับปริมาณรังสีและการควบคุมคุณภาพของภาพถ่ายรังสีให้มีความเหมาะสม
• ตรวจสอบและควบคุมคุณภาพเครื่องกำเนิดรังสีและเทคนิคการฉายรังสีที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย
• วางแผนการรักษาผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์
• บริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางรังสี
• วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับงานทางด้านรังสีการแพทย์ โดยการประยุกต์ใช้ความรู้ทางด้านฟิสิกส์รังสีกับความรู้และเทคโนโลยีแขนงอื่น เช่น สถิติ คอมพิวเตอร์ และการประมาลผล ปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น
 
วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ เพื่อรองรับการผลิตมหาบัณฑิตสาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาที่ขาดแคลนของประเทศ โดยเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกในปี พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์ผลิตบุคลากรด้านฟิสิกส์การแพทย์ที่มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติที่ก้าวทันต่อวิทยาการด้านฟิสิกส์การแพทย์ และวิทยาการด้านอื่นๆ แบบคู่ขนาน สามารถทำการศึกษาวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรมในสาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ การเรียนการสอนในหลักสูตรจะส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Approach) ประกอบด้วย ความรู้พื้นฐาน การตั้งคำถาม การประยุกต์ใช้ความรู้ในการออกแบบแผนการปฏิบัติและการประเมินผล อีกทั้งผลักดันการเรียนรู้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์เชิงคุณภาพและปริมาณ ควบคู่ไปกับส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านปฏิบัติการเชิงคลินิก และการพัฒนานวัตกรรม

นักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดความรู้พื้นฐานทางด้านฟิสิกส์การแพทย์ อีกทั้งจะได้เข้าร่วมและลงมือฝึกปฏิบัติจริงทางคลินิก โดยเครื่องมือที่ทันสมัยและครบครันที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งจะได้ฝึกทักษะทางคลินิกตั้งแต่วันแรกหลังจากการเรียนปรับพื้นฐาน นอกจากพัฒนาองค์ความรู้และทักษะต่างๆ แล้วนั้น นักศึกษายังจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมให้เท่าทันเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาทางคลินิกควบคู่กับด้านวิชาการที่เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาวิชาวิศวกรรมสาขาต่างๆ อาทิ รังสีฟิสิกส์การแพทย์ รังสีชีววิทยา ฟิสิกส์การแพทย์ และรังสีแพทย์ ที่สามารถพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเชิงบูรณาการแบบสหสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีความร่วมมือทางด้านการเรียนการสอนและวิจัยกับทางมหาวิทยาลัยชั้นนำและภาคเอกชนและต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย เยอรมนี สวีเดน และญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์การทำงานจริงทั้งในและต่างประเทศ และสามารถทำงานวิจัยที่มีมาตรฐานในระดับนานาชาติ เพื่อก้าวสู่การเป็นนักฟิสิกส์การแพทย์ ที่ในอนาคตจะมีแนวคิดที่เป็นนวัตกรรม สามารถสร้างเครื่องมือหรือระบบต่างๆ ใช้งานได้ทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพการรักษาและระบบสาธารณสุข รวมถึงคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น
 
พร้อมกันนี้ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ขอเชิญชวนคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่น มีพลังความตั้งใจ มาเป็นส่วนหนึงในการร่วมพัฒนาระบบการแพทย์ไทยและสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2676-6700 ต่อ 8483 (ในวันและเวลาราชการ), medicalphysics.pscm@cra.ac.th และ https://pscm.cra.ac.th/

‘เซรั่ม Dr.JiLLสูตรใหม่’รุกตลาดสกินแคร์ส่งแพ็กคู่สุดคุ้มแห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698275

'เซรั่ม Dr.JiLLสูตรใหม่'รุกตลาดสกินแคร์ส่งแพ็กคู่สุดคุ้มแห่งปี

‘เซรั่ม Dr.JiLLสูตรใหม่’รุกตลาดสกินแคร์ส่งแพ็กคู่สุดคุ้มแห่งปี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 12.10 น.

ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมายาวนาน กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า Dr.JiLLล่าสุดสินค้าขายดีอันดับ 1 ของบริษัทฯ มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการก้าวขึ้นสู่ปีที่ 9 อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยมีการเปิดตัว Dr.JiLLสูตรใหม่นั่นก็คือ  “Dr.JiLL Advanced Serum” (ด็อกเตอร์จิล แอดวานซ์ เซรั่ม)  งานนี้เสริมทัพด้วย3 ซุปเปอร์สตาร์ดังของเมืองไทย กับพรีเซ็นเตอร์หลักของผลิตภัณฑ์ อย่าง แพท – ณปภา ตันตระกูล, มาริโอ้ เมาเร่อ, คริส หอวังและพรีเซ็นเตอร์น้องใหม่ล่าสุดนักแสดงหนุ่มคู่จิ้นติวเตอร์ – กรภัทร์ ลำน้อย กับยิม-ปริญญากรณ์ ขันสวะเพื่อสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการสกินแคร์ที่มี3 นวัตกรรมสารสกัดใหม่ล่าสุด การันตีรางวัลจากเวทีระดับโลก มารวมไว้ในขวดนี้ขวดเดียวDr.JiLL Advanced Serumนำเอาสารสกัด จาก BSB innovation award 2022 ซึ่งเป็นเวทีการประกวดนวัตกรรมของวงการเครื่องสำอางระดับนานาชาติ

ด้วยส่วนผสมสำคัญ 3 ชนิดนั่นก็คือ Col-frag Remastered™ (คอล-แฟร็ค รีมาสเตอร์)  นวัตกรรมคอลลาเจนพืชจากประเทศสเปน รางวัลชนะเลิศ ปี 2022 สาขา Most Innovative Raw Material 2 ที่ช่วยยกกระชับและลดเรือนริ้วรอยช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง กระจ่างใสขึ้นผิวตึงกระชับ และช่วยกระตุ้นการสร้างและจัดเรียงตัวของคอลลาเจนในผิว

สารสกัดต่อมาคือ Galactinol Advanced (กาแล็คตินอล แอดวานซ์)สเตอร์ผิวจากเมล็ดฝ้ายและรำข้าว จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์รางวัลรองชนะเลิศ ปี 2022 สาขา Protection and Anti-Aging ที่มีสรรพคุณลดเลือนริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่นกระชับให้แก่ผิวและยังช่วยเติมความชุ่มชื้น

และสุดท้ายคือ Joybliss™ (จอย-บลิส) เทคโนโลยีสเต็มเซลล์พืชสารสกัดจากองุ่นและรากแบล็กโคฮอส จากประเทศสเปน รางวัลรองชนะเลิศ ปี 2022 สาขา Natural Product  ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยเติมเต็มชั้นไขมันเพื่อผิวแข็งแรง ช่วยลดริ้วรอย บริเวณรอบดวงตำ ร่องแก้ม โหนกแก้มและช่วยลดรอยแดง ช่วยให้ผิวกระจ่างใส
สำหรับใครที่มีปัญหาผิวในลักษณะต่างๆ ทั้งริ้วรอยแห่งวัยความแห้งกร้านหมองคล้ำ จะได้รับการปรนบัติผิวอย่างล้ำลึก ด้วยเนื้อเซรั่มที่เข้มข้น แต่ซึมไว ไม่เหนอะหนะ ช่วยปลอบประโลมผิว และยังอ่อนโยนแม้ผิวที่แพ้ง่าย ตอบโจทย์ผิวสุขภาพดีครบทั้ง 3 มิติ เติมความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มฟูตั้งแต่ครั้งแรก ลดเลือนริ้วรอยให้ตื้นขึ้นคืนความอ่อนเยาว์ และปรับสีผิวให้ดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ตอกย้ำความพึงพอใจ ว่านี่คือการเปลี่ยนสูตร เพื่อการบำรุงผิวขั้นสุด ด้วยการทดสอบจากกลุ่มผู้ใช้จริงจำนวน 75 คน พบว่ารู้สึกพอใจสูตรใหม่มากกว่าเดิม และรู้สึกได้ชัดเจนว่าผิวชุ่มชื่นตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้  รู้สึกถึง ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน ภายใน 7 วัน รู้สึกถึง ริ้วรอย ร่องลึก ลดลง ภายใน 28 วัน

นอกจากนั้นในช่วงส่งท้ายปลายปียังเอาใจแฟนคลับDr.JiLL ให้เหล่านักช็อปด้วยการคืนกำไรให้กับลูกค้าในแคมเปญเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ “แพ็กคู่” ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ปล่อยภาพเอ็กซ์คลูซีฟของเหล่าพรีเซนเตอร์ ที่หนึ่งปีจะมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นกับ Dr.JiLL Advanced Serumที่ให้คุณลูกค้าได้ซื้อหาและตุนเก็บเอาไว้ พร้อมสะสมแพ็กเกจลายน่ารักๆ ดีไซน์สุดล้ำ ด้วยเทคโนโลยี ARให้แฟน ๆ ได้สนุกไปกับ 5 พรีเซนเตอร์ ในรูปแบบมัลติมีเดียHappy News Year 2023 พร้อมราคาพิเศษสุดๆ กับโปรโมชั่นส่วนลดจากปกติราคา 1 ขวดราคาอยู่ที่ 2,590 บาท แต่ครั้งนี้มาในราคาแพ็คคู่ 2 ขวด เพียง 1,690 บาท เท่านั้นพร้อมให้คุณพิสูจน์ผิวสวย กับ Dr.JiLL Advanced Serumได้แล้ววันนี้ โดยการติดตามความเคลื่อนไหว กิจกรรมดีๆ  และโปรโมชั่นต่างๆ จากทางDr.JiLLได้ที่เว็บไซต์ www.drjill.co.th หรือ Line @Dr.JiLL และ EVEANDBOYทุกสาขา

10 อาหารบำรุงเตรียมตั้งครรภ์เพิ่มโอกาสสำเร็จ มีลูกน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรงรับปีกระต่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698244

10 อาหารบำรุงเตรียมตั้งครรภ์เพิ่มโอกาสสำเร็จ มีลูกน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรงรับปีกระต่าย

10 อาหารบำรุงเตรียมตั้งครรภ์เพิ่มโอกาสสำเร็จ มีลูกน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรงรับปีกระต่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.08 น.

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำมีบุตรยากคือการทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ หรือ เรียกว่า “ภาวะทุพโภชนาการ”ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของรังไข่ผิดปกติ ไข่ไม่โต ฮอร์โมนไม่สมดุลครูก้อย – นัชชา ลอยชูศักดิ์  ผู้ก่อตั้งเพจBabyandmom.co.th เพจที่ให้ความรู้และการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากตามหลักวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาและรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับหลักโภชนาการในการรับประทานอาหารที่จะช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ช่วยบำรุงไข่ บำรุงมดลูก และปรับสมดุลฮอร์โมน รวมถึงบำรุงคุณภาพสเปิร์มของฝ่ายชาย เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ ได้แนะนำ10 อาหารบำรุงเตรียมตั้งครรภ์เพิ่มโอกาสสำเร็จมีลูกน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรง ”ที่สามารถหาทานได้ง่าย เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรงตามที่ปราถนา

1. โปรตีน

ผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ควรทานโปรตีนให้เพียงพอเพื่อบำรุงเซลล์ไข่ให้อ้วนโต สร้างผนังมดลูกให้แข็งแรง เน้นทานโปรตีนจากพืช ลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพราะมีงานวิจัย จาก Harvard School of Public Health พบว่าผู้หญิงกินโปรตีนจากสัตว์จำนวนถึง 39% จะประสบปัญหาภาวะที่มีบุตรยากมากกว่าผู้หญิงที่กินโปรตีนจากพืชโดยแหล่งโปรตีนจากพืช ที่มีประโยชน์ ได้แก่ อัลมอนด์ วอลนัท ถั่วลูกไก่ ถั่วเหลือง เพราะอุดมไปด้วยโปรตีน และยังเป็นหนึ่งในตัวช่วยของผู้หญิงที่อยากตั้งท้องอีกด้วย ส่วนแหล่งโปรตีนจากสัตว์ ที่เหมาะสำหรับผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ ได้แก่ ไข่เป็ด ไข่ไก่ปลาทะเลปลาแซลมอน ทานนมแพะแทนนมวัวเนื่องจากนมวัวมีน้ำตาลแลคโตสสูงกว่านมแพะจึงเสี่ยงต่อภาวะ PCOS ไข่ไม่ตกเรื้อรัง แถมยังโมเลกุลใหญ่ ย่อยยาก ตกค้างในลำไส้ นมแพะ มีโปรตีนที่ก่อให้เกิดการแพ้น้อยกว่านมวัวถึง 89%  และเมื่อตั้งครรภ์แล้วลูกอาจเสี่ยงที่จะแพ้นมวัวได้

2. ผักใบเขียว

ไม่ว่าจะเป็น ผักโขมผักคะน้าบรอกโคลี ล้วนอุดมไปด้วยกรดโฟลิกช่วยสร้างและป้องกันความผิดปกติของระบบประสาทของตัวอ่อน อีกทั้งช่วยซ่อมแซมพันธุกรรมสร้างกรดอะมิโนที่ใช้แบ่งเซลล์สร้างเม็ดเลือดแดงและขาวในไขกระดูกของลูกน้อย แคลเซียมมีส่วนช่วยป้องกันคุณแม่สูญเสียมวลกระดูกเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างกระดูกของทารกในครรภ์ และวิตามิน E ช่วยเร่งและเพิ่มอัตราไข่ตก, บำรุงครรภ์ อีกทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งผักใบเขียวยังมีวิตามินเอ และอุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์ที่เพิ่มออกซิเจนให้เลือด เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกได้ดี ทำให้มดลูกแข็งแรง เพิ่มโอกาสสำเร็จที่ตัวอ่อนจะฝังตัว และที่สำคัญควรทานวันละไม่ต่ำกว่า 400 กรัม หรือ 8/10 ส่วน ในรูปแบบกินเพียว ชงผงผักดื่ม หรือปั่นเป็นน้ำผลไม้ เพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อการกินผักมากเกินไปและทำให้ร่างกายได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการ

3. อาหารทะเล

ปลาทะเลเป็นแหล่งโปรตีนที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาระบบประสาทและสมองช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังอวัยวะสืบพันธุ์ได้ดี อีกทั้งสร้างสมดุลฮอร์โมนเพศอีกด้วย อาหารทะเลอีกหนึ่งชนิดที่อยากแนะนำคือ  หอยนางรมอุดมไปด้วยสังกะสีและวิตามิน C, D, B12, ธาตุเหล็ก, เซเลเนียม และทองแดง ช่วยกระตุ้นรังไข่ให้ผลิตไข่สำหรับการตั้งครรภ์ ถ้าอยากให้เห็นผลควรทานก่อนวันตกไข่ 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ควรนำมาปรุงสุกก่อน

4. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์สืบพันธุ์เสียหาย ช่วยชะลอความแก่ของเซลล์ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง อีกทั้งช่วยให้ภาวะเจริญพันธุ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น แถมยังช่วยป้องกันท้องผูกและป้องกันทารกมีภาวะสมองผิดปกติขณะตั้งครรภ์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น สตรอว์เบอร์รี่ราสเบอร์รี่

5ข้าวกล้องและขนมปังจำพวกไม่ขัดสี

อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ผ่านการขัดสี ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดดี เมื่อทานเข้าไปแล้วร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยและดูดซึมนานกว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวที่ผ่านการขัดสี ระดับน้ำตาลในเลือดจึงคงที่ ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้อิ่มง่าย ไม่รู้สึกหิวง่าย อีกทั้งช่วยให้การทำงานของระบบย่อยอาหารและขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตชนิดดี ได้แก่ ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีต และธัญพืช ทั้งนี้ควรเลือกและควบคุมปริมาณในการทานแต่ละครั้งให้เหมาะสมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

6กล้วยหอม

อุดมไปด้วยน้ำตาลกลูโคสฟรุคโตสซุกโคสกรดอะมิโนธาตุเหล็กเกลือแร่โพแทสเซียมเส้นใยอาหาร และวิตามิน B6 ซึ่งช่วยเสริมระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ไข่ของผู้หญิงแข็งแรงขึ้นและลดโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งลูก นอกจากนี้ยังเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูงและอิ่มนาน ทั้งนี้ไม่ควรทานก่อนทานอาหารมื้อหลักเพราะจะทำให้ทานอาหารได้ไม่เยอะ ทำให้ลดโอกาสการรับสารอาหารต่างๆ ในมื้ออาหารอีกด้วย และควรทานทุกเช้าเพียงวันละ 1-2 ลูกเท่านั้น เนื่องจากมีฤทธิ์ทำให้ท้องอืดง่าย

7มะเขือเทศ

อุดมไปด้วยวิตามิน C โพแทสเซียมฟอสฟอรัส รวมถึงไลโคปีนที่มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวพรรณสดใส อีกทั้งปรับสมดุลของร่างกายในการบำรุงไข่ให้พร้อมต่อการตั้งครรภ์มากขึ้น นอกจากนี้หากทานในช่วงตั้งครรภ์จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย, บำรุงกระดูก, ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และป้องกันครรภ์เป็นพิษจากการติดเชื้อในกระแสเลือดเพราะปัญหาความดันโลหิตสูงจนทำให้คลอดก่อนกำหนดอีกด้วย แถมยังมีกากใยสูงช่วยย่อยอาหารและทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น

8.เมล็ดแฟล็กซีด เมล็ดฟักทอง และงาดำ

เป็นธัญพืชที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงร่างกายคุณแม่ โดยเมล็ดแฟล็กซีด เปรียบเป็น โอเมก้า3บนดิน มีความปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารพิษ เมื่อเท่ียบกับปลาทะเลน้ำลึกที่มีโอเมก้า3สูงเช่นกัน สำหรับโอเมก้า3 เป็นกรดไขมันดี มีผลดีต่อการสร้างสมองและระบบสายตาของทารกในครรภ์ นอกจากนั้นแล้วสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ มีงานวิจัย ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition เมื่อปี 2016 พบว่าการรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง ช่วยลดภาวะไข่ไม่ตก และเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ทำให้มดลูกหนาตัวเตรียมพร้อมรับการตั้งครรภ์ขณะที่ เมล็ดฟักทอง พบว่ามีธาตุสังกะสี หรือ Zinc สูง สำหรับ Zinc มีความสำคัญต่อการทำงานของรังไข่ ผลิตไข่ และการพัฒนาของเซลล์ไข่ในระยะเริ่มต้น รวมถึงการแบ่งตัว และความพร้อมในการปฏิสนธิ และ งาดำ เป็นธัญพืชที่ให้ธาตุเหล็กสูง  และมีสารต้านอนุมูลอิสระ คือ เซซามินสูง  ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันเซลล์ไข่เสื่อม

9. อโวคาโด้

อโวคาโด อุดมไปด้วยไขมันดี และเป็นแหล่งของวิตามิน E ที่ช่วยเรื่องการปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิง มีโพแทสเซียม และวิตามิน K ที่เป็นกลไกทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินชนิดอื่นๆ ได้ดีมากขึ้น นอกจากนั้นไขมันดีในอโวคาโด เป็นตัวช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารแคโรทีนอยด์ที่งานวินัยค้นพบว่าเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เข้ามาทำลายระบบภายในของร่างกายได้เป็นอย่างดี  นอกจากนั้นอโวคาโดยังมีโฟแลตสูงที่เป็นยาทางธรรมชาติที่ป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ได้

10ดื่มน้ำมะกรูดคั้นสด

น้ำมะกรูดมีสารต้านอนุมูลอิสระ “เควอซิทีน” สูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ปกป้องเซลล์ไข่ ลดภาวะไข่ฝ่อ ที่สำคัญน้ำมะกรูดคั้นสดยังช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน ให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอและทำให้วงจรไข่ตกเป็นปกติ และอุดมด้วยวิตามิน C ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เมื่อทานน้ำมะกรูดเป็นประจำจะช่วยปรับให้แม่ๆ มีประจำเดือนมาเป็นปกติ และมีอาการปวดประจำเดือนน้อยลงด้วย ทำให้รังไข่และมดลูกแข็งแรง จึงผลิตไข่ที่มีประสิทธิภาพออกมาและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสาร Bioflavonoids หรือวิตามิน P ช่วยป้องกันเซลล์ต่างๆ ขณะเตรียมฝังตัวอ่อนเพื่อทำ IUI, ICSI หรือ IVF

ครูก้อย-นัชชากล่าวด้วยว่า นอกจากแหล่งของอาหารที่แนะนำไปหากผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ ยังกังวลว่าสารอาหารในแต่ละมื้อได้รับครบถ้วนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่ อีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถช่วยได้ คือ “การบำรุงแบบครบสูตร ด้วย“โปรตีน Ferty”โปรตีนมีที่ช่วยสร้างความสร้างสมดุลในระบบร่างกายให้พร้อมกับการตั้งครรภ์ สำหรับ โปรตีน Fertyที่ครูก้อยแนะนำให้ทานเป็นอาหารเสริมนั้น  ผลิตจากพืช เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลูกไก่  ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี  รวมถึงสารอาหารบำรุงเซลล์ไข่ครบถ้วนกว่า 33 ชนิด  รวมถึงมีมัลติวิตามิน , กรดอะมิโน, คอลลาเจน, เบต้ากลูแคน, โฟลิก, Q10 จำนวน 30mg และ มีอิโนซิทอล ซึ่งเป็นสารบำรุงไข่ ถึง 150 mg  โดย Ferty 1 ซอง มีโปรตีน 25 กรัม เท่ากับทานไข่ขาว 7-8 ฟอง นอกจากนั้นแล้วโปรตีน Fertyมาในรูปแบบของ Isolate Soy Protein ดูดซึมได้ทันที และสามารถทานได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์จนถึงคลอดและให้นมบุตรได้

พร้อมเสริมด้วยวิตามินบำรุงเตรียมตั้งครรภ์โอวาออล์ (OVA ALL)ประกอบด้วยกรดโฟลิก โคเอ็นไซม์คิวเทน ฟิชออยล์  และ มัลติวิตามินและแร่ธาตุรวมกว่า 20 ชนิด เพิ่มธาตุเหล็ก (Iron) บำรุงเลือด และสารบำรุงไข่ “อิโนซิทอล” (Inositol) อีกทั้งมีวิตามิน D3 เข้มข้นช่วยเรื่องการฝังตัวของตัวอ่อนที่เหมาะสำหรับหญิงเตรียมตั้งครรภ์ไว้ครบถ้วนการทานอาหารที่มีประโยชน์ และเสริมด้วยวิตามินรวมถึงแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการบำรุงร่างกาย ก่อนการตั้งครรภ์ ถือเป็นเคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จของการตั้งได้สำเร็จ โดยสตรีที่มีประวัติตั้งครรภ์ยาก หรือ มีบุตรยาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใส่ใจให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อให้ภาวะเจริญพันธุ์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของการตั้งครรภ์  เมื่อแม่ๆบำรุงร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ แข็งแรงและพร้อมที่สุด ครูก้อยเชื่อเหลือเกินว่า เบบี๋ต้องมาอยู่กับเรา.

กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมืออบจ.เร่งพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698243

กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมืออบจ.เร่งพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมืออบจ.เร่งพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.05 น.

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จับมือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด พัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระดับปฐมภูมิ  เพื่อให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล หรือ  รพ.สต. ทั่วประเทศกว่า 2,000 แห่ง  ใช้สมุนไพร กัญชา และกัญชง เพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลผู้ป่วย และ ประชาชน ในชุมชนให้มีสุขภาพดี  ตามนโยบายการแพทย์แบบบูรณาการ ปี 2566

วันนี้ 14 ธันวาคม 2565 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพองค์การบริหารส่วนจังหวัด ด้านการแพทย์แผนไทยการแพทย์ทางเลือกและการใช้สมุนไพรทางการแพทย์แบบบูรณาการ โดยมี นายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย  ดร.ภูนท สลัดทุกข์  รองเลขาธิการ สมาคม องค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ผู้บริหาร บุคลากรกระทรวงสาธารณสุข และบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ  ได้ร่วมจัดงานในครั้งนี้  เพื่อให้ผู้บริหาร บุคลากรด้านสาธารณสุขและผู้ที่เกี่ยวข้องที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีความรู้ ความเข้าใจ ในด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และสามารถใช้กัญชาทางการแพทย์แบบบูรณาการ  ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้บริหาร บุคลากร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 49 จังหวัด ที่ได้รับการถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด   และบุคลากรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 76 จังหวัด จำนวน 500 คน  โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 ธันวาคม 2565    ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบาย    มุ่งกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ได้ออกประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องหลักเกณฑ์และขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล   (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด  เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯและ รพ.สต. สามารถตอบสนอง ความต้องการทางด้านสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง  ซึ่งข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ และ รพ.สต. รวมแล้ว 3,263 แห่ง จากจำนวนทั้งสิ้น 9,787 แห่งทั่วประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งรัดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น  เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการให้บริการภายใต้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างหลักประกันความต่อเนื่องของบริการ  รวมถึงพัฒนาคุณภาพของการบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง 
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 นี้ 3 ประเด็นหลัก คือ ประชาชนเชื่อมั่น เน้นให้ประชาชนดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยด้วยยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 บริการเป็นเลิศ ประชาชนสามารถเลือกใช้บริการแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือก เมื่อเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5 และ ภูมิปัญญาสร้างคุณค่า คือ มูลค่าการบริโภคสมุนไพรในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ล้านบาทนายแพทย์ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในส่วนการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้วางแนวทางดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้แก่ 1.วิเคราะห์และหารูปแบบการให้บริการประชาชนที่เหมาะสมร่วมกับสหวิชาชีพ2.กำหนด Service Package ที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ และจัดทำแนวปฏิบัติ (Guideline)ตามกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เช่น กลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs กลุ่มผู้ป่วยระยะกลาง และ ผู้ป่วยระยะประคับประคอง 3.กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการในแต่ละ รพ.สต. 4. ใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs และ 5.พัฒนาโปรแกรม2/ในการดูแล…

ในการดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่เหมาะสมและสามารถเชื่อมต่อกับ กระทรวงสาธารณสุข ในอนาคต กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หวังว่าประชาชนที่อยู่ในชุมชน จะได้ประโยชน์ในการใช้บริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ทั่วประเทศ คือ การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะร่วมสร้างสุขภาวะที่ดีแก่ประชาชนในระดับปฐมภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงหน่วยบริการระดับปฐมภูมิในทุกสังกัดสามารถให้บริการประชาชนด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ไม่น้อยกว่า 2,000 แห่ง ทั่วประเทศ ต่อไปด้าน นายบุญชู  จันทร์สุวรรณ   นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การถ่ายโอน รพ.สต. สู่การกำกับดูแลของ อบจ.นั้น  การบริหารงบประมาณ  จะรวดเร็วและคล่องตัวขึ้น  บุคลากรใน รพ.สต. มีโอกาสความก้าวหน้าในสายงานเพิ่มมากขึ้น  ในตำแหน่งชำนาญการพิเศษ  ทำให้เกิดความมั่นคงในอาชีพมากยิ่งขึ้น  และยังตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับภาคประชาชน เชื่อมั่นได้ว่า  ทุก อบจ. จะทุ่มทุนทรัพย์อย่างเต็มที่ให้ รพ.สต.ทุกแห่ง ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิตาม พ.ร.บ. ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ภายใน 3 ปี  ส่งเสริมสนับสนุนการแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์  บริการกัญชาทางการแพทย์  ส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านเวชศาสตร์ครอบครัว  เวชกิจฉุกเฉิน และเวชศาสตร์วิถีชีวิต  ผลักดันให้มีการจัดสรรงบประมาณของ อบจ. เป็นทุนเพื่อผลิตแพทย์และบุคลากรด้านเวชศาสตร์ครอบครัว  ยกระดับการบริการสุขภาพปฐมภูมิทั่วประเทศ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสู่ Smart Primary Care  ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคประชาชน ต่ออนามัยใกล้บ้าน  และลดความแออัดการใช้บริการของโรงพยาบาลอีกด้วยสำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงานครั้งนี้ มีการอภิปราย หัวข้อ ระบบสนับสนุนการบริการประชาชนด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และการใช้สมุนไพรทางการแพทย์แผนไทย ให้แก่ รพ.สต.ที่ถ่ายโอนให้แก่ อบจ.การอภิปรายเรื่อง การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก และสมุนไพรในหน่วยงานบริการสุขภาพปฐมภูมิ การบรรยาย เรื่อง ตำรับยาสมุนไพร และ ยาแผนไทยที่สามารถใช้ได้ใน รพ.สต. การบรรยาย เรื่อง การใช้น้ำมันกัญชาตำรับเมตตาโอสถและตำรับการุณย์โอสถ และการอภิปราย เรื่อง ประสบการณ์การใช้นำมันกัญชาทางการแพทย์ ในกรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย เป็นต้น

‘คุณหญิงกัลยา’ปลื้มหลังเยือนอเมริกาประสบความสำเร็จพร้อมประสานความร่วมมือการศึกษาไทย-สหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698241

'คุณหญิงกัลยา'ปลื้มหลังเยือนอเมริกาประสบความสำเร็จพร้อมประสานความร่วมมือการศึกษาไทย-สหรัฐ

‘คุณหญิงกัลยา’ปลื้มหลังเยือนอเมริกาประสบความสำเร็จพร้อมประสานความร่วมมือการศึกษาไทย-สหรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.03 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวความสำเร็จหลังนำคณะผู้บริหารจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะทำงานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาดูงาน และหารือแนวทางความร่วมมือในอนาคต ในระหว่างวันที่ 5-12 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ในการเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมผู้บริหารวิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยีสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และคณะทำงานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการของไทย กับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญและการให้การสนับสนุนของวุฒิสมาชิก แทมมี่ ดักเวิร์ท และ วุฒิสมาชิก ดิค เดอร์บิน ประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในวุฒิสภาแห่งมลรัฐอิลลินอยส์

“ภูมิหลังประเทศสหรัฐอเมริกาคล้ายประเทศไทย คือเป็นประเทศเกษตรกรรม 1 ใน 6 ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก เหมือนกับประเทศไทย ซึ่งการทำด้านเกษตรกรรม หัวใจสำคัญคือต้องมีความมั่นคงในเรื่องการบริหารจัดการน้ำหรือ Water Security จึงเป็นที่มาที่ทำไมเราจึงต้องมาดูงานที่สหรัฐอเมริกา และมลรัฐอิลลินอยส์ซึ่งเป็นรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของสหรัฐอเมริการ มีจีดีพีมากกว่าประเทศไทย เป็นที่ตั้งของหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีสถาบันการศึกษาด้านเกษตรกรรม และวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกอยู่หลายแห่ง” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ในฐานะ รมช.ศึกษาธิการที่กำกับดูแลวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีทั้ง 47 แห่ง รวมถึงรับผิดชอบงานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเห็นว่าการจะสร้าง Water Security เพื่อให้มีน้ำกิน น้ำใช้ หรือการสร้างพลเมืองด้านวิทยาศาสตร์ หรือ Citizen Science ต้องเริ่มจากการวางรากฐานที่สำคัญด้านการศึกษาเพื่อให้เด็กไทยมีทักษะทางด้านวิชาชีพหรือ Professional Skill มากกว่าการให้องค์ความรู้หรือ Knowledge Base แต่เพียงอย่างเดียว แต่ละสถานที่ที่ไปดูงานจึงมีความสำคัญทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ การบำบัดน้ำเสีย การปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในอนาคต รวมถึงการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนทั้งทางด้านเกษตรและวิชาสามัญทั่วไป โดยตลอดระยะเวลา 3 ปี ก้าวสู่ปีที่ 4 ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเรื่องน้ำผ่านการวางรากฐานทางการศึกษา ขับเคลื่อนนโยบายผ่านโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนฯ จนเกิดเป็นหลักสูตร “ชลกร” ดังนั้นการเดินทางมาในครั้งนี้จึงเป็นการมาเติมองค์ความรู้เพื่อที่จะเอาไปปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่ของวิทยาลัยเกษตรฯ โดยมีเป้าหมายที่จะขยายองค์ความรู้ไปสู่ชุมชน ให้เกิดมีน้ำใช้ตลอดปี นำไปสู่การมีรายได้ สร้างอาชีพ สร้างความมั่นคง แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9

นอกจากนี้ยังได้มีการไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกันกับทาง Chicago High School for Agriculture Sciences ซึ่งเป็นโรงเรียนที่นำวิทยาศาสตร์มาปรับใช้กับเรื่องของการทำเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรูปแบบแนวทางคล้าย ๆ กับโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มทำไปแล้วในโรงเรียนสังกัดสพฐ. ทำให้โรงเรียนสามารถผลิตแรงงานภาคเกษตรกรรม และสามารถนำความรู้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพสามารถเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตร รวมถึงการสร้างรายได้ระหว่างเรียนได้ด้วย

รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนหารือกับโรงเรียน Illinois Mathematics and Science Academy (IMSA) ซึ่งเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการจัดระบบการศึกษาแบบองค์รวมให้ความสำคัญกับทุกฝ่ายทุกด้าน ไม่ได้เน้นเฉพาะหลักสูตรที่เข้มข้นท่านั้น แต่ยังเน้นไปฝึกประสบการณ์ให้กับนักเรียนในการทำวิจัยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และคณาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้กับนักเรียนในส่วนอื่น ๆ เช่น การกล้าคิด กล้าทำ กล้าวิเคราะห์ และการสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมและชุมชนนอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว สอดคล้องกับแนวคิด STEAM Education ของไทยที่ต้องการสร้างเด็กไทยให้เป็นทั้งคนเก่ง คนดี และอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุข ถือเป็นนโยบายที่ได้ผลักดันให้มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณวุฒิสมาชิก แทมมี่ ดักเวิร์ท และ วุฒิสมาชิก ดิค เดอร์บิน ประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในวุฒิสภาแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ รวมถึงทีมงานที่ให้การสนับสนุน อำนวยความสะดวกในการดูงานครั้งนี้ และเปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญพร้อมที่จะแบ่งปันข้อมูลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ถือเป็นโครงการความร่วมมือด้านการศึกษาครั้งสำคัญระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และเป็นที่น่ายินดีว่า สิ่งที่ได้มาเห็นแบบอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะด้านการศึกษา หลายอย่างเราทำอยู่แล้ว ในขณะที่บางอย่างเรามีแนวคิดที่ต่อยอดไปมากกว่า โดยเฉพาะโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ด้วยการพัฒนาครูเพื่อให้มีองค์ความรู้ทางด้านการสอนวิทยาศาสตร์ให้กระจายตัวครอบคลุมทั่วประเทศผ่านโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์มากกว่าที่จะให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่เพียงบางแห่งทำให้ไม่สามารถรองรับจำนวนนักเรียนที่สนใจเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ได้อย่างครอบคลุม 

“การมาดูงานในครั้งนี้หัวใจสำคัญคือการนำไปต่อยอดกับสิ่งที่ดิฉันได้วางรากฐานไว้แล้ว และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในคราวนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นในอนาคตเพื่อสร้างเด็กไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมกับสากลภายใต้โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงผันผวนซับซ้อนไม่แน่นอน หรือที่เราเรียกว่า VUCA World” คุณหญิงกัลยากล่าวเสริมในตอนท้าย

ด้าน ดร.ปริเวท วรรณโกวิท ผู้จัดการโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ กล่าวว่ามี 2 หัวข้อหลัก ๆ ที่เราได้ไปศึกษาและดูงานในครั้งนี้ คือ 1.การยกระดับการศึกษา และ2.เน้นในด้านการจัดการน้ำ ซึ่งจะนำองค์ความรู้ที่ได้ในครั้งนี้มาประยุกต์ และเสริมสร้างให้เข้ากับหลักสูตร “ชลกร” เพื่อให้ขยายสู่ชุมชนตามเจตนารมณ์ของดร.คุณหญิงกัลยา โดยปัจจุบันหลักสูตร “ชลกร” ได้เปิดการเรียนการสอนมาเป็นปีที่ 2 มีนักศึกษามาเรียนแล้วกว่า 300 คน ซึ่งจะจบออกไปเป็นนักบริหารจัดการน้ำ หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเกษตรกรรมต่อไป

ดร.โสภา มะเครือสี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ กล่าวว่า การมาดูงานครั้งนี้ได้ประโยชน์อย่างมาก ทั้งในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องนำมาปรับใช้กับการเรียนการสอน ซึ่งเรามีหลักสูตร “ชลกร” ซึ่งได้ออกแบบไว้ค่อนข้างครบถ้วนแล้ว ส่วนสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ในครั้งนี้จะนำไปพัฒนาให้ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง BCG ทั้งนี้สนใจเรื่องการนำน้ำเสียมาบำบัดเพื่อนำกลับไปใช้ซ้ำหรือ Zero Waste และเชื่อมั่นว่าการดูงานในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานการศึกษาให้กับเยาวชนไทยภายใต้นโยบายของดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะยกระดับเด็กไทยให้มีความสามารถเทียบเท่ากับสากล

‘คินน์’ผู้นำธุรกิจสุขภาพ สยายปีกขยายฐานลูกค้า เปิดรับตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698240

'คินน์'ผู้นำธุรกิจสุขภาพ สยายปีกขยายฐานลูกค้า เปิดรับตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นทั่วประเทศ

‘คินน์’ผู้นำธุรกิจสุขภาพ สยายปีกขยายฐานลูกค้า เปิดรับตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.01 น.

บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด (KINN)  ผู้นำตลาดสุขภาพด้านอาหารเสริม Neutraceutical ประกาศรุกธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า เปิดรับตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมเตรียมออก 3 สูตรใหม่ คาดดันผลงานปี 66 เติบโตก้าวกระโดด

นางสาวศิริพร อริยพุทธรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด (KINN) ผู้นำตลาดสุขภาพด้านอาหารเสริม Nutraceutical (โภชนเภสัช) เจาะกลุ่มผู้สูงวัย Aging Society และคนรักสุขภาพ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจที่เกี่ยวกับ Healthcare ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพในประเทศไทยถือว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ วัยทำงานหรือผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ 

“จากผลการสำรวจของหน่วยงานยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Euromonitor International)  พบว่าตลาดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ที่ผ่านมา ตลาดวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีมูลค่ารวมสูงถึง 75,000 ล้านบาท เติบโตมากถึง 8% จากเทรนด์ผู้บริโภคสนใจสุขภาพเชิงรุก (Proactive Approach) คนไทยหันมาใส่ใจในการดูแลสุขภาพ และรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกันมากขึ้น”นางสาวศิริพร กล่าว

โดยบริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานในปี 2565 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และคาดว่าในปี 2566 บริษัทจะมีอัตราการเติบโตก้าวกระโดด โดยตั้งเป้ารายได้ที่ 400 ล้านบาท จากการขยายฐานลูกค้าและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อสุขภาพลงสู่ตลาด โดยคาดว่าในปี 2566 บริษัทจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อีก 3 สูตร เจาะกลุ่มผู้บริโภคอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงขยายตลาดผ่าน Local Distributor Partner (ผู้แทนจำหน่ายในท้องถิ่น) หรือ KINN Dealer ช่วยขยายช่องทางจำหน่ายหลากหลายกลุ่ม ไปสู่ต่างจังหวัด ซึ่งขณะนี้กำลังเปิดรับผู้ที่สนใจเป็นตัวแทน หรือสนใจทำธุรกิจอาหารเสริม แต่ยังไม่กล้าลงทุนในเงินจำนวนมาก โดยรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไปขายในช่องทางออนไลน์ของตัวเอง โดยที่บริษัทแม่ ทำการตลาด มีงานโฆษณาต่าง ๆ ให้   

นางสาวศิริพร กล่าวต่อว่า บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างสุขภาพ ดูแลสุขภาพของคนไทย ภายใต้แบรนด์ KINN โดยมีจุดเด่น คือ เรื่องงานวิจัยที่ได้ร่วมกับทางหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ อาทิ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงสถาบันในต่างประเทศ โดยวิจัยร่วมกับทางไบโอ ไต้หวัน ประเทศไต้หวัน ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค โดยปัจจุบัน แบรนด์ คินน์ มี 4 สูตรด้วยกัน ได้แก่  1) คินน์ ถั่งเช่า เอ๊กซ์ตร้า สูตรเข้มข้นมากถึง 79% (สูงสุดในท้องตลาด) ที่สกัดมาจากถั่งเช่าทิเบตแท้  มีส่วนช่วยลดปัญหาการนอนไม่หลับ  บำรุงไต  2) คินน์ ถั่งเช่า คลาสสิค มีความเข้มข้น 65% ช่วยในเรื่องเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงไต  3) คินน์ หลินจือ สูตรเข้มข้น ที่สกัดมาจากดอกเห็ดหลินจือ ช่วยในการล้างสารพิษในตับ  ลดน้ำตาลในเลือด และสูตรที่ 4) คินน์ นัตโตะ สูตรเข้มข้น ที่สกัดมาจากถั่วนัตโตะธรรมชาติจากญี่ปุ่น ช่วยลดไขมันในเลือด  ลดไตรกลีเซอไรด์  ลดความดัน

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายนั้น ปัจจุบันบริษัทจะเน้นไปที่ช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นที่นิยมหลักของผู้บริโภคในปัจจุบัน อาทิ เฟสบุ๊ค ไลน์  อินสตาแกรม ตลอดจนอีมาร์เก็ตเพลส ช้อปปี้  ลาซาด้า รวมถึงช่องทางของพันธมิตรอย่าง ทีวีโฮมช้อปปิ้ง เช่น TV Direct, True Shopping เป็นต้น และในช่วงไตรมาส 1 ปี 2566 จะขยายช่องทางโฆษณา Billboard เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น โดยกลุ่มลูกค้าของ คินน์ เป็นกลุ่มผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ที่พร้อมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นดูแลสุขภาพเฉพาะโรค

ทั้งนี้ที่ผ่านมาบริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ1.The Best International Innovation Award 2018 รางวัลชนะเลิศ ประเภทผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล 2. Asean Award 2018 รางวัลเกียรติคุณ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดีเด่นและนักพัฒนาระดับสูงประชาคมอาเซียน 3.รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม สาขานวัตกรรมอาหารเสริม ไบโอเทคโนโลยี จากศูนย์ความเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) และล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัล The Best Health Innovation 2022 ซึ่งเป็นรางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่ชาวออฟฟิศยกให้เป็นที่สุดแห่งปี 2022

ถอดบทเรียนการดำเนินงานด้านเอดส์ นับถอยหลังยุติเอดส์อีก 8 ปีข้างหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698148

ถอดบทเรียนการดำเนินงานด้านเอดส์  นับถอยหลังยุติเอดส์อีก 8 ปีข้างหน้า

ถอดบทเรียนการดำเนินงานด้านเอดส์ นับถอยหลังยุติเอดส์อีก 8 ปีข้างหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.10 น.

เนื่องในวันที่ 12 ธันวาคม ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันหลักประกันสุขภาพสากล กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมควบคุมโรค กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พร้อมด้วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) และภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ควบคู่กับการประชุมคณะกรรมการบริหารของโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 51 (The 51st UNAIDS Programme Coordinating Board Meeting : PCB) ณ พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา

โดยมี นายแพทย์ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วยMr.Eamonn Murphy รองผู้อำนวยการโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ และMr. TaoufikBakkali รักษาการผู้อำนวยการโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ(UNAIDS) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก นำทีมผู้แทนด้านเอดส์จากทั่วโลก ร่วมลงพื้นที่ศึกษาดูงานหน่วยบริการด้าน
เอชไอวี/เอดส์ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ภายใต้แนวคิด “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางเสริมสร้างพลังภาคีเครือข่ายและบูรณาการแก้ไขปัญหาเอชไอวี เข้าสู่หลักประกันสุขภาพ เพื่อยุติปัญหาเอดส์ในปี พ.ศ. 2573: บทเรียนจากการแก้ไขปัญหาเอดส์

นายแพทย์ปรีชา กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ศึกษาดูงานแบ่งออกเป็น 2 วันวันละ 4 แห่ง รวมเป็น 8 แห่ง ประกอบด้วยมูลนิธิเอ็มพลัส เชียงใหม่, มูลนิธิแคร์แมท เชียงใหม่, ศูนย์ลดอันตรายจากยาเสพติด เชียงใหม่, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหัวริน, โรงพยาบาลสันป่าตอง,โรงพยาบาลสารภี, โรงพยาบาลธัญญารักษ์และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนและนำเสนอการดำเนินงานแก้ไขปัญหาเอดส์ในพื้นที่ จากการบูรณาการอย่างครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 95-95-95 ในการเข้าถึงบริการ และเป้าหมาย 10-10-10 เพื่อลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี ของหน่วยบริการสุขภาพที่มีองค์กรภาคประชาสังคมเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบริการสุขภาพในการเข้าถึงและจัดบริการตรวจหาเอชไอวี ซึ่งปัจจุบันได้ยกระดับเป็นหน่วยบริการสุขภาพที่ผ่านการรับรองมาตรฐานโดยกระทรวงสาธารณสุข และจดทะเบียนเป็นองค์กรที่สามารถเบิกจ่ายจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้บริการกับกลุ่มประชากรหลักเช่น กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย พนักงานบริการทางเพศ คนข้ามเพศ แรงงานข้ามชาติ ผู้ต้องคุมขัง และผู้ใช้สารเสพติด

นอกจากนี้ หน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ยังได้เชื่อมโยงบริการเอชไอวีระหว่างชุมชนและสถานบริการสุขภาพ ผ่านโครงการสานพลังเพื่อขจัดการตีตราและเลือกปฏิบัติ และการติดตามการจัดบริการที่นำโดยชุมชน เพื่อลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวียังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ รัฐบาลไทยจึงมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะความท้าทายนี้และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครงการทั่วโลกสานพลังเพื่อยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวีทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นใน 6 ภาคส่วน ประกอบด้วย1. ภาคส่วนชุมชน หมู่บ้าน และครอบครัว รวมถึงชุมชนเฉพาะกลุ่ม 2.ภาคส่วนการทำงาน 3.ภาคส่วนการดูแลสุขภาพ 4.ภาคส่วนการศึกษา 5.ภาคส่วนการยุติธรรมและกฎหมาย และ 6. ภาคการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินและเพื่อมนุษยธรรม

นายแพทย์ปรีชา กล่าวต่ออีกว่า การลงพื้นที่ศึกษาดูงานในครั้งนี้ มีผู้แทนจากประเทศสมาชิก 22 ประเทศ หน่วยงานUN Cosponsors 11 องค์กร และ องค์กรเอกชนต่างประเทศ 5 องค์กร นับเป็นการลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านเอชไอวี/เอดส์
ครั้งสำคัญเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนบทเรียนการดำเนินงานของไทยที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน และการบูรณาการเข้าสู่ระบบหลักประกันสุข เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นตัวอย่างและเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้แทนประเทศสมาชิกในการนำบทเรียนไปประยุกต์ว่า แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด แต่สามารถพัฒนาแผนงานโครงการเอดส์ที่มีประสิทธิภาพและมีความก้าวหน้า ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

คุณแหน : 15 ธันวาคม 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698138

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ll งานนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย”ใน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่นำมาจัดแสดงเป็นภาพที่สวยงามทรงคุณค่าทางศิลปะการถ่ายภาพ ยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองจากสายพระเนตรที่ทรงประสบพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่ทรงสนพระราชหฤทัยถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่าย ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆ ระหว่างปี 2564-2565 อีกทั้งยังให้ข้อคิดเตือนใจในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มาชมภาพที่เปรียบเสมือนการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายของพระองค์ เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 10 ธ.ค. 65-19 มี.ค. 66 (หยุดทุกวันจันทร์) เวลา 10.00-20.00 น. และมีการจำหน่ายหนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “สืบมรรคาทัศนาทั่วไทย” ในราคาเล่มละ 900 บาท ณ ห้องนิทรรศการ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยกปทุมวัน) และศูนย์หนังสือแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ รายได้ทั้งหมดนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยเสด็จ พระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย…

ll มูลนิธิราชสกุลอาภากรฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชา
นุญาต ให้จัดทำเหรียญที่ระลึก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ครบ 100 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ วันที่ 19 พฤษภาคม 2566 โดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ เป็นผู้ออกแบบและผลิตเหรียญที่ระลึกฯดังเช่นที่เคยได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ผลิตเหรียญที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2466 ติดต่อร่วมบุญได้ที่มูลนิธิราชสกุลอาภากรฯ โทร.02-4682696 facebook: AbhakaraFoundation…

ll พระราชทานเพลิงศพ พิพัฒน์ บุนนาค 17 ธ.ค.14.00 น. วัดพระศรีมหาธาตุฯบางเขน (เมรุ 1) ศ.กิตติคุณ ดร.ปิยนาถ-ผศ.ดร.ณัฐวีณ์-สัตวแพทย์หญิง ดร.นถพัฒน์ บุนนาค ฝากเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้…ll สวดพระอภิธรรมอัฐิ ม.ร.ว.นยนา กุญชร แม่ยาย ดิสทัต  โหตระกิตย์ ณ ศาลาชวลิตธำรง วัดธาตุทอง 12-18 ธ.ค. 19.00 น. โดยวันศุกร์ที่ 16 ธ.ค. 10.30 น. ทำบุญเลี้ยงพระเพลครบ 7 วัน…

ll อากาศเย็นสบายๆแบบนี้ 16-18 ธ.ค. ชวนใส่ชุดไทยเที่ยววังหน้า ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กับ Ninght at the Museum เวลา 16.00-20.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม เชิญนมัสการ พระพุทธสิหิงค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง พร้อมชมจิตรกรรมฝาผนังแห่งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์และชมการแสดงนิทรรศการถาวรที่ได้ปรับปรุงใหม่ ภายในพระที่นั่งต่างๆ ฯลฯมีวิทยากรนำชม วันละ 3 รอบ 17.00 น.17.30 น. 18.00 น. สอบถาม 02-241402…

ll ครบรอบแต่งงาน 47 ปี ดวงใจ- ธวัชชัย ตั้งสง่า มีรูปภาพครอบครัวอบอุ่นให้เพื่อนๆ ได้ชื่นชม เป็นฝีมือถ่ายภาพของเพื่อนสนิทชาวออสเตรียของ ดีดี ตั้งสง่า ถ่ายทอดความรักของครอบครัวพ่อแม่ลูกหลาน สวยงามประทับใจ…ll

น้อง

‘วีวี แชร์’ เดินหน้า ส่งมอบอาหารส่วนเกินให้แก่ผู้ยากไร้ สร้าง ‘วีวี แชร์ โมเดล’ กระจายการแบ่งปันทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698142

‘วีวี แชร์’ เดินหน้า ส่งมอบอาหารส่วนเกินให้แก่ผู้ยากไร้  สร้าง ‘วีวี แชร์ โมเดล’ กระจายการแบ่งปันทั่วประเทศ

‘วีวี แชร์’ เดินหน้า ส่งมอบอาหารส่วนเกินให้แก่ผู้ยากไร้ สร้าง ‘วีวี แชร์ โมเดล’ กระจายการแบ่งปันทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในแต่ละวันธุรกิจร้านอาหาร หรือแม้แต่กระทั่งซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อต่างๆ มักจะมีอาหารที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายเหลือในแต่ละวันจำนวนไม่มากก็น้อย หากจะต้องนำไปทิ้งก็เท่ากับสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ มีผู้คนหลากหลายชีวิตที่ยังต้องการอาหารดีๆ เพื่อยังชีพในแต่ละวัน แต่การเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ กับผู้ยากไร้ หรือผู้ขาดแคลนอาหาร ยังคงมีหน่วยงานไม่มากพอที่จะเข้ามาดำเนินการในส่วนนี้ จึงทำให้มูลนิธิ วีวี แชร์ เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวขับเคลื่อนให้สังคมได้ร่วมแบ่งปันอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้แก่ผู้ยากไร้ พร้อมสร้าง วีวีแชร์ โมเดล เพื่อต่อยอดการแบ่งปันอย่างไม่รู้จบกระจายสู่ทุกจุดที่มีกลุ่มผู้เปราะบางทั่วประเทศ

นางศรินทร เมธีวัชรานนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ วีวี แชร์ (VV Share Foundation) เล่าถึงที่มาของมูลนิธิ วีวี แชร์ ว่าเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2564 ด้วยวิสัยทัศน์“สร้างความสมดุลในสังคม แบ่งปันให้กันด้วยความรัก”จากความเชื่อที่ว่าความรักในเพื่อนมนุษย์และความรักในสิ่งแวดล้อม จะต่อยอดเป็นความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาเรื่องความอดอยากและขาดแคลนอาหารได้ ด้วยการจับมือเหล่าพันธมิตรในทุกภาคส่วน เปรียบเสมือนตัวกลางให้กับหน่วยงานผู้บริจาคและผู้รับบริจาคมาพบกัน เพื่อใช้ประโยชน์ของอาหารส่วนเกินจากวงจรธุรกิจอาหารซึ่งจะต้องทิ้งในทุกวันตามเงื่อนไขทางธุรกิจ ด้วยการส่งต่ออาหารเหล่านั้นให้กับองค์กรที่จัดอาหารสำหรับผู้ยากไร้ เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างมืออาชีพ พร้อมทั้งมุ่งเน้นในการลดปริมาณขยะอาหาร และเพิ่มโอกาสทางโภชนาการ ให้กับผู้ด้อยโอกาส

“มูลนิธิ วีวี แชร์ เป็นการรวมตัวกันของเพื่อนๆ ผู้ที่มีจิตการกุศล เพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคม ซึ่งเราได้เริ่มต้นส่งมอบอาหารส่วนเกินจากวงจรธุรกิจอาหารมาตั้งแต่ 1 มีนาคม 2564 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 เราได้แบ่งปันอาหารไปแล้วรวมกว่า 189,573 มื้อ โดยได้ไปมอบให้บ้านสงเคราะห์ต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วัด โรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร เครือข่ายชุมชน (พุทธ คริสต์ และอิสลาม) ตลอดจนเครือข่ายคนไร้บ้าน ที่ตั้งอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด

ในปีนี้เรายังได้จัดโครงการ Youth Participation Program (YPP) ให้แก่เยาวชนที่รักการแบ่งปันได้เข้ามามีส่วนในการนำอาหารส่วนเกินที่ได้รับบริจาคนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ต้องการอาหาร เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสชีวิตของผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าและยังได้ปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักการแบ่งปัน

และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางมูลนิธิฯ ได้ลงนามความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ (พม.จังหวัดสมุทรปราการ) เพื่อส่งมอบอาหารที่ได้รับบริจาคจากพันธมิตรวงจรธุรกิจอาหารให้แก่ พม.จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับส่งต่อให้แก่กลุ่มผู้เปราะบาง ทั้ง 6 อำเภอ ในจังหวัดสมุทรปราการ โดยทาง พม.จะเข้าไปรับอาหารส่วนเกินในแต่ละวันจากพันธมิตรต่างๆ มาแจกจ่ายให้แก่ผู้เปราะบางได้มีอาหารรับประทานในแต่ละมื้อ เพื่อสร้างรอยยิ้มและกำลังใจในการดำเนินชีวิต พร้อมทั้งยังได้เตรียมลงนามความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมเพื่อที่จะร่วมมือกันในการนำอาหารส่วนเกินจากวงจรธุรกิจอาหารไปแจกจ่ายให้แก่ชุมชนต่างๆภายใต้การดูแลของกรุงเทพมหานครอีกด้วย” นางศรินทร กล่าวเสริม

จากการลงนามความร่วมมือที่เกิดขึ้น ทำให้มูลนิธิฯ เตรียมสร้างรูปแบบการดำเนินการดังกล่าวให้เป็น “วีวี แชร์ โมเดล” เพื่อกระจายการแบ่งปันออกไปยังจังหวัดต่างๆ ให้ครบทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือกับ พม.จังหวัดอย่างเข้มแข็ง และเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และจากวิสัยทัศน์ “สร้างความสมดุลในสังคม แบ่งปันให้กันด้วยความรัก” มูลนิธิ วีวี แชร์ พร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการส่งต่อการแบ่งปันจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งหวังให้สังคมไทยอยู่ด้วยกันอย่างรู้จักการแบ่งปันซึ่งกันและกัน สู่การใช้ทรัพยากรที่อยู่อย่างคุ้มค่าให้มากที่สุด