เซอร์เทนตี้ เดินหน้าสานต่อโครงการอิ่มบุญ สู่ปีที่10 มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้เข้าถึงการรักษาที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698145

เซอร์เทนตี้ เดินหน้าสานต่อโครงการอิ่มบุญ สู่ปีที่10  มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้เข้าถึงการรักษาที่ดี

เซอร์เทนตี้ เดินหน้าสานต่อโครงการอิ่มบุญ สู่ปีที่10 มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้เข้าถึงการรักษาที่ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ การดูแลเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ด้วยสภาพ
สังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยขาดทุนทรัพย์ในการเข้ารับการรักษาพยาบาล ซึ่งบริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ (Certainty)ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมรวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น จึงได้สานต่อโครงการอิ่มบุญ กับผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ ปีที่ 10

พรภัทร จิรเรืองปัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ ได้ริเริ่มโครงการอิ่มบุญ กับผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ มาตั้งแต่ปี 2556  ด้วยเล็งเห็นถึงอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2565 ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจากข้อมูลกรมกิจการผู้สูงอายุ มีประชากรสูงอายุกว่า 12 ล้านคน คิดเป็น 18.3% บริษัทฯ จึงมีความมุ่งมั่นส่งเสริมการดูแลสุขอนามัยผู้สูงอายุตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเซอร์เทนตี้ได้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิรามาธิบดีฯ อย่างต่อเนื่องโดยในช่วงแรกโครงการจะเน้นสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ งานวิจัยเป็นหลัก และช่วงระยะเวลา2-3 ปีหลัง แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศจะชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงแต่เซอร์เทนตี้ยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อโครงการดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าหลายครอบครัวที่มีผู้สูงอายุจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแต่ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเกินสิทธิค่ารักษาพยาบาลได้ ทำให้ผู้สูงอายุขาดโอกาสในการรักษาการดำเนินโครงการฯ นอกจากสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้ว ยังมีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุยากไร้ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ

ทั้งนี้ ในแต่ละปีโครงการอิ่มบุญกับผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ จะมีรูปแบบการดำเนินกิจกรรมที่ต่างกันแต่เป้าหมายหลักคือการมีส่วนร่วม และให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม โดยในปี 2565 ใช้ชื่อโครงการว่า “อิ่มบุญกับเซอร์เทนตี้ ปี 10 แก้ปีซึมเปิดปีทรัพย์ รับบุญใหญ่” ผนึกกำลังกับพันธมิตรทางการค้าที่ดีอย่าง Shopee เปิดช่องทางออนไลน์ Shopee Certainty E-Donation Shop จัดเซตผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้เชิญชวนให้ลูกค้าได้เลือกบริจาคง่ายๆ เพียงคลิกผ่านออนไลน์ พร้อมส่งสินค้าตรงให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ และทุกการสั่งซื้อลูกค้ายังมีส่วนร่วมในการบริจาคเงินสมทบทุนกับทางเซอร์เทนตี้ซื้อเครื่องมือทางการแพทย์อีกด้วย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าสามารถสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ จำนวน 4 เครื่อง ประกอบด้วยเครื่องคุมการให้สารทางหลอดเลือด เครื่องให้อากาศผสมออกซิเจนอัตราการไหลสูง เครื่องวัดความดันโลหิตและความอิ่มตัวของออกซิเจน เตียงไฟฟ้าผู้ป่วยแบบปรับระดับ พร้อมผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้มากกว่า 1 ล้านบาทให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ นำไปใช้ในกิจกรรมของมูลนิธิฯได้เป็นผลสำเร็จ

การดำเนินโครงการอิ่มบุญ กับผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ ตลอด 10 ปีบริษัทฯ ได้มอบเงินเพื่อสนับสนุนเครื่องมือทางการแพทย์พร้อมผลิตภัณฑ์ให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ มากกว่า 13 ล้านบาท โดยเงินบริจาคเหล่านี้ได้มีส่วนช่วยสมทบทุนปรับปรุงพัฒนาอาคารและจัดหาเครื่องมือแพทย์สำหรับผู้ป่วยยากไร้ รวมถึงผู้ป่วยสูงอายุเพื่อยกระดับการรักษาพยาบาลและคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยสูงอายุ

“การที่เซอร์เทนตี้ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยยากไร้ เนื่องจากเป็นโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ให้ได้รับโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีและมีประสิทธิภาพซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุทั้งนี้ การดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องของสุขภาพ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องของการดูแลสุขอนามัยที่ถูกวิธีจะช่วยลดปัญหาอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการติดเชี้อได้ โดยเซอร์เทนตี้ได้มีการส่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำการใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่ถูกวิธีให้กับบุคลากรทางการแพทย์ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยอีกด้วย และจากความสำเร็จของโครงการอิ่มบุญ อิ่มใจกับผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ยังคงมีปณิธานแน่วแน่ที่จะดำเนินกิจกรรมเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่ง”

ด้าน พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า ในแต่ละปีมูลนิธิรามาธิบดีฯมีการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้หลายพันราย โดยใช้งบประมาณ 200-300 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้จำนวนผู้ป่วยยากไร้มีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีทำให้หลายครอบครัวประสบปัญหาเรื่องของรายได้ การทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้นั้นได้รวมไปถึงผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ที่ยาบางประเภทไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจต่างๆ โรคธาลัสซีเมีย การปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งโรคพวกนี้หากไม่รักษาจะเสียชีวิตและค่ารักษาพยาบาลในแต่ละรายมากกว่า 1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยยากไร้อีกกลุ่มที่จำเป็นจะต้องเข้ารับการรักษาด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด 20 ชั่วโมง หากแพทย์ประเมินว่าสามารถใช้หุ่นยนต์ผ่าตัด หรือใช้รังสีร่วมในการรักษา เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด มูลนิธิรามาธิบดีฯ ก็จะเข้าไปสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับผู้ป่วยยากไร้กลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

การที่บริษัทดีเอสจี เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิรามาธิบดีฯ แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการให้ของสังคมไทย เป็นตัวอย่างองค์กรที่ดีให้คนในสังคมและองค์กรอื่นๆ หากไม่มีบริษัทแบบนี้ซึ่งรู้คุณค่าของการให้ ที่เริ่มตั้งแต่การผลิตสินค้าในการช่วยผู้สูงอายุที่หลายคนมองข้ามหรือคิดไม่ถึง ให้ได้ใช้สินค้าที่มีประโยชน์มอบความสุขกับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น และยังแบ่งรายได้มายังผู้ป่วย องค์กรการกุศลเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและเป็นแบบอย่างของการให้อย่างแท้จริง

รวมพลังระดมทุน ส่งมอบรอยยิ้ม เติมเต็มโอกาสให้เยาวชนไทย ในงาน ‘ทีทีบี | อีสท์สปริง พาร์ครัน 2022’ กับกิจกรรม 3 คนดังใจบุญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698140

รวมพลังระดมทุน ส่งมอบรอยยิ้ม เติมเต็มโอกาสให้เยาวชนไทย  ในงาน ‘ทีทีบี | อีสท์สปริง พาร์ครัน 2022’ กับกิจกรรม 3 คนดังใจบุญ

รวมพลังระดมทุน ส่งมอบรอยยิ้ม เติมเต็มโอกาสให้เยาวชนไทย ในงาน ‘ทีทีบี | อีสท์สปริง พาร์ครัน 2022’ กับกิจกรรม 3 คนดังใจบุญ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กระแสดีอย่างต่อเนื่องสำหรับกิจกรรม
เดิน-วิ่งการกุศลแห่งปี “ทีทีบี | อีสท์สปริง พาร์ครัน
2022” (ttb | Eastspring parkrun 2022) งานวิ่งที่จะเปลี่ยน…ให้น้องๆ กลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง โดยปีนี้นอกจากการเชิญชวนคนไทยร่วมเติมเต็มโอกาสและช่วยเหลือเยาวชนไทย ด้วยการสะสมระยะเดิน-วิ่ง
และร่วมบริจาคแล้ว ยังมีกิจกรรมรวมพลังระดมทุน
จาก 3 คนดัง เพื่อขยายพื้นที่สร้างโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเด็กที่ยังขาดโอกาสและความเท่าเทียมทั้งด้านการศึกษาและการแพทย์อีกด้วย

นับเป็นการรวมพลังระดมทุนครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการร้องเพลงเปิดหมวกของ ติวเตอร์-ฐณวัฒน์ กีรติศรัญวัชร์ หรือ ติวเตอร์ เยาวราช นักร้องน้องใหม่ที่โด่งดังมาจากการเล่นดนตรีเปิดหมวกที่เยาวราช, กิจกรรมวาดภาพสีน้ำสุด Exclusive โดยครูปาน-สมนึก คลังนอก ศิลปินร่วมสมัยนักวาดภาพประกอบชื่อดัง และกิจกรรมประมูลผ้าบัฟที่มีลวดลายสีสันสดใสจากผลงานการออกแบบของน้องๆ โครงการไฟ-ฟ้า โดยมูลนิธิทีทีบี ที่พี่ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง ผู้คร่ำหวอดในวงการวิ่ง ได้นำมาพิมพ์ลงในผ้าบัฟเพื่อประมูลผ่านเพจ 42.195 K Club เราจะไปมาราธอนด้วยกัน ที่ต่างร่วมจัดกิจกรรมระดมเงินบริจาคตามช่องทางและความถนัดของตนเอง เพื่อช่วยเหลือและเติมเต็มโอกาสให้เยาวชนไทยผ่าน 3 มูลนิธิ ได้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็กมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม และมูลนิธิทีทีบี

กิจกรรมร้องเพลงเปิดหมวก โดย ติวเตอร์ เยาวราช นักร้องน้องใหม่ที่โด่งดังมาจากการเล่นดนตรีเปิดหมวกที่เยาวราช ที่อยากให้น้องๆ ได้รับโอกาสแบบที่ตนเคยได้รับ ด้วยการใช้ความถนัดของตัวเองคือการร้องเพลงและเล่นกีตาร์ และยังมีตัวแทนน้องๆ จากศูนย์การเรียนรู้ไฟ-ฟ้า โดยมูลนิธิทีทีบี ที่ได้มาร่วมร้องเพลงเปิดหมวกกับติวเตอร์ซึ่งได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้สัญจรที่ผ่านไปมาบริเวณลิโด้ คอนเน็ค รวมไปถึงช่องทางการไลฟ์สดของติวเตอร์ โดยรายได้จากการเปิดหมวกครั้งนี้ ไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำไปส่งมอบให้กับทั้ง3 มูลนิธิในสัดส่วนที่เท่ากัน

กิจกรรมวาดภาพสุด Exclusive โดย ครูปาน-สมนึก คลังนอก ศิลปินร่วมสมัย ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นการวาดภาพบุคคลสไตล์ครูปาน ในราคาพิเศษสุดๆ 30,000 บาท รับจำกัดเพียง 10 ที่เท่านั้น เพื่อรวมพลังระดมทุนกับงาน ttb | Eastspring parkrun 2022 ซึ่งหลังจากที่ครูปานได้โปรโมทกิจกรรมไปไม่นาน ก็มีผู้ที่ชื่นชอบในผลงานของครูปาน และผู้ที่สนใจร่วมทำบุญ ต่างสมัครเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเต็ม 10 ที่ โดย ครูปาน กล่าวว่า “ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยได้รับโอกาสในสมัยที่ยังเป็นเด็ก ถ้าไม่ได้รับโอกาสนั้นก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ผมจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสให้กับเยาวชนที่ยังรอโอกาสอยู่ครับ”

กิจกรรมประมูลผ้าบัฟจากพี่ป๊อก-อิทธิพล สมุทรทอง ผู้คร่ำหวอดในวงการวิ่งและก่อตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กแอดมินเพจผู้ใจดีจาก 42.195K Club เราจะไปมาราธอนด้วยกัน โดยผ้าบัฟที่พี่ป๊อกนำมาให้ประมูลนั้นเป็นผ้าบัฟลวดลายสีสันสดใสจากผลงานการออกแบบของน้องๆ ศูนย์การเรียนรู้ไฟ-ฟ้าโดยมูลนิธิทีทีบี ที่พี่ป๊อกได้หยิบยกผลงานของน้องๆ มาพิมพ์ทำเป็นลายผ้าบัฟ ซึ่งจะมีเพียง 100 ชิ้นเท่านั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถร่วมประมูลได้ที่เพจ “42.195 K Club เราจะไปมาราธอนด้วยกัน”

ทั้งนี้ รายได้จากกิจกรรมทั้งหมดรวมไปถึงค่าสมัครวิ่งและเงินบริจาค โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำไปมอบให้กับ 3 มูลนิธิในสัดส่วนที่เท่ากัน ได้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ที่จะช่วยให้น้องๆ ที่ป่วยได้กลับมาแข็งแรงและยิ้มได้อีกครั้ง มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ที่จะช่วยให้น้องๆ เด็กอ่อน ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและ มูลนิธิทีทีบี ที่มีโครงการไฟ-ฟ้า เพื่อช่วยเหลือดูแลและพัฒนาเยาวชนไทยในชุมชน ด้วยการจุดประกายความคิด ทักษะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนต่อไป

อียู-ไทย ร่วมมือจัดฉายสารคดีเพื่อส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698141

อียู-ไทย ร่วมมือจัดฉายสารคดีเพื่อส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี

อียู-ไทย ร่วมมือจัดฉายสารคดีเพื่อส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (อียู) ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานฉายภาพยนตร์สารคดีภายใต้หัวข้อ “Our Right to Live on a Healthy Planet” โดยเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

การจัดงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก Documentary Club โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ สามย่านและสื่อออนไลน์ด้านสิ่งแวดล้อม Environman ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม โดยถ่ายทอดผ่านทางภาพยนตร์ของผู้กำกับทั้งจากประเทศไทยและทวีปยุโรป ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปกป้องสิ่งแวดล้อมจากการทำธุรกิจและอุตสาหกรรม นอกจากการสร้างความตระหนักรู้ของสังคมแล้ว การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไป

พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ณ โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ สามย่าน มีประชาชนและตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมกว่า 100 คน รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักปกป้องสิ่งแวดล้อมตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ และสถานเอกอัครราชทูตโดยในงานยังได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่เห็นชอบและประกาศว่า การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาดดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน เป็นสิทธิมนุษยชนสากล

ฯพณฯ เดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวระหว่างสุนทรพจน์ เปิดงานว่า “พวกเรามีสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เพราะเราเป็นชาวยุโรปหรือชาวเอเชีย พวกเรามีสิทธิเหล่านี้ เพียงเพราะว่าพวกเราเป็นมนุษย์ นอกจากนี้สิทธิมนุษยชนแบ่งแยกไม่ได้ สิทธิมนุษยชนล้วนมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างเท่าเทียมกันในการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากปราศจากการเคารพสิทธิมนุษยชนสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาวก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้”

ผู้ร่วมพิธีเปิดงานยังได้เข้าชมภาพยนตร์ เรื่อง สายเลือดแม่น้ำโขง: Special Edition (Blood on the River: Special Edition) อันเป็นผลงานของ ธีรยุทธ์ วีระคำ ผู้กำกับชาวไทยที่พาเราไปสำรวจผลกระทบของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนรอบแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

นายจิรวัฒน์ ระติสุนทร รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในพิธีเปิดงานว่า “สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชื่อว่างานนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการดำเนินงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย โดยพร้อมเป็นพันธมิตรที่ดี และร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกที่มีสุขภาวะที่ดี”

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปและประเทศไทยได้ต่างผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในมิติทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยสหภาพยุโรปได้มีการระบุความคุ้มครองดังกล่าวไว้ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (พ.ศ.2563-2567) แผนดังกล่าวเน้นย้ำถึงพันธสัญญาในการจัดการความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อสิทธิมนุษยชน สำหรับประเทศไทย แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ.2562–2566) ได้ประกาศพันธกิจความมุ่งมั่นของประเทศในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและปกป้องดูแลสุขภาพของประชาชนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวในระหว่างพิธีเปิดเช่นกันว่า “สิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันอย่างที่สุด โดยสิทธิมนุษยชนนั้นไม่อาจเฟื่องฟูได้ หากสิ่งแวดล้อมถูกทิ้งขว้างหรือละเลย”

แพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยนวัตกรรมตรวจสมองเสื่อมแฝง รู้ตัวล่วงหน้า 10 ปี ชะลออัลไซเมอร์ยามสูงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698150

แพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยนวัตกรรมตรวจสมองเสื่อมแฝง  รู้ตัวล่วงหน้า 10 ปี ชะลออัลไซเมอร์ยามสูงวัย

แพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยนวัตกรรมตรวจสมองเสื่อมแฝง รู้ตัวล่วงหน้า 10 ปี ชะลออัลไซเมอร์ยามสูงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษานวัตกรรมตรวจเลือดหาสารบ่งชี้อาการสมองเสื่อมแฝง รู้ล่วงหน้า 10 ปี เตรียมตัวเพื่อชะลออาการอัลไซเมอร์เมื่อสูงวัย

ปัจจุบัน จำนวนผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมทั่วโลกมีราว 50 ล้านคนเฉพาะในประเทศไทย พบผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมประมาณ7 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้ 5 แสนคนเกิดจากโรคอัลไซเมอร์! หากไม่มีมาตรการ ทั้งส่วนบุคคลและสังคมในการชะลอหรือป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อม จำนวนผู้ป่วยก็จะเพิ่มขึ้น ดังที่มีการคาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีประชากรสูงวัยที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง3 เท่าภายในสามสิบปี ทั้งนี้ภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หาย หนทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหรือชะลอการเกิดโรคให้ช้าที่สุด

นพ.ภูษณุ ธนาพรสังสุทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ และหัวหน้าโครงการนวัตกรรมการตรวจเลือดวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวทางการป้องกันอัลไซเมอร์ว่า “โรคอัลไซเมอร์มีระยะฟักตัว 10-15 ปี ก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการ เรียกได้ว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แฝง ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ สามารถทำงานได้ตามปกติ จนเมื่อการดำเนินโรคไปถึงจุดที่อาการเริ่มปรากฏผู้ป่วยก็สูญเสียเนื้อสมองไปมากแล้ว ตอนนั้นก็ยากจะฟื้นฟูหรือกู้สุขภาวะของสมอง แต่ตอนนี้ เรามีวิทยาการทางการแพทย์ที่ช่วยให้เราสามารถตรวจพยาธิสภาพของโรค อัลไซเมอร์ได้ล่วงหน้าก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ เพื่อที่เราจะได้ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันอาการสมองเสื่อมก่อนที่จะเกิดอาการ”

ส่วนสาเหตุสำคัญที่สุดของภาวะสมองเสื่อมคืออัลไซเมอร์ รองลงมาคือโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์นั้นเกิดมาจากหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม มลภาวะ และความเครียด ฯลฯ

อาการสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์มักเกิดกับผู้สูงอายุในช่วง 60 ปีขึ้นไป โดย 1 ใน 16 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ ในขณะที่ผู้มีอายุ 80 ปีขึ้นไป อัตราส่วนของการพบผู้ป่วยโรคนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 6 คน

ภาวะสมองเสื่อมเริ่มต้นจากอาการหลงๆ ลืมๆ เรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา เมื่อมีอาการมากขึ้น ผู้ป่วยจะช่วยตัวเองได้น้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองอย่างที่เคยเป็นมา ทำให้ต้องมีผู้คอยดูแลตลอดเวลา และเมื่อการดำเนินโรคมาถึงระยะท้าย ผู้ป่วยก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อต่างๆ ได้

“โรคนี้เป็นฝันร้ายของคนที่ป่วยเพราะทำให้ตัวตนที่สั่งสมมาหายไป การใช้ชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างในครอบครัว” อ.นพ.ภูษณุ กล่าว

การตรวจโรคอัลไซเมอร์ก่อนแสดงอาการมี 2 วิธี ได้แก่

1.PET Scan (Positron Emission Tomography Scan) เป็นเทคโนโลยีการตรวจโรคทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โดยใช้ภาพวินิจฉัยการทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อภายในร่างกาย ค่าใช้จ่ายในการตรวจค่อนข้างแพง และใช้เวลาในการตรวจให้ครบ 2-3 วัน

2.การเจาะน้ำไขสันหลัง เป็นการตรวจวัดระดับโปรตีนที่ก่อโรคอัลไซเมอร์โดยการเจาะน้ำไขสันหลัง ซึ่งในประเทศไทยต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น วิธีการนี้มีผู้เข้าถึงและเข้ารับการตรวจน้อยเนื่องจากหลายคน กลัวเจ็บจากกระบวนการเจาะน้ำไขสันหลัง

แต่ปัจจุบัน นพ.ภูษณุ เผยว่าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ จุฬาฯ ใช้เทคนิคทางอิมมูนวิทยาหรือวิทยาภูมิคุ้มกันในการตรวจเลือดแทนการเจาะน้ำไขสันหลัง โดยใช้เครื่องตรวจที่มีชื่อว่า Simoa (Single molecule array) และเครื่อง LC-MS (Mass spectrometer) เพื่อตรวจสาร Phosphorylated Tau ในเลือด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัลไซเมอร์แฝง และสาร Neurofilament light chan ซึ่งเป็นการตรวจการสูญเสียเนื้อสมอง

วิธีนี้ช่วยตอบโจทย์ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายที่ย่อมเยากว่า ลดความซับซ้อนและความเจ็บในการตรวจหาภาวะสมองเสื่อมแฝง และยังได้ผลการตรวจที่แม่นยำอีกด้วย

“วิธีเจาะเลือดตรวจสารโปรตีนที่ก่อโรคอัลไซเมอร์เป็นวิธีใหม่ที่มีความคุ้มค่า ผลการตรวจมีความแม่นยำถึง 88% ใกล้เคียงกับการตรวจด้วยเทคนิคที่ใช้ในต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการตรวจก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับวิธีการตรวจแบบเดิมที่ใช้อยู่ ที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มอัตราการเข้าถึงการบริการที่ง่ายกว่าวิธีเดิมด้วย”

นพ.ภูษณุ เผยข้อดีของการเจาะเลือดตรวจอัลไซเมอร์แฝง พร้อมอธิบายเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการตรวจว่า “การตรวจก็ง่ายและปลอดภัย ผู้รับการตรวจไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนเข้ารับการเจาะเลือด ซึ่งพยาบาลหรือนักเทคนิคการแพทย์จะเจาะเลือดเพียง
10 ซีซีเท่านั้น และเป็นการตรวจเพียงครั้งเดียว ส่วนการวิเคราะห์ผลใช้เวลา 2 เดือนเท่านั้น”

นอกจากนี้ ผู้รับการตรวจเลือดยังต้องทำแบบทดสอบความสามารถของสมองควบคู่ไปด้วย เพื่อดูต้นทุนทางสมองว่าอยู่ใน
ระดับไหน

“ผู้ที่มีต้นทุนทางสมองที่ดี แม้จะมีโรคอัลไซเมอร์หรือโรคอื่นๆ แฝงก็จะไม่แสดงอาการออกมา” นพ.ภูษณุ กล่าว

ผลจากการตรวจเลือดจะนำไปประมวลกับผลการทำแบบทดสอบก่อนจะแปรผลรวมอีกครั้ง ซึ่งกระบวนการทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแปรผลมีความซับซ้อน และต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ทั้งนี้ นพ.ภูษณุ แนะนำวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม ได้แก่

-ดูแลสุขภาพไม่ให้เป็นโรค NCDs เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ หรือหากเป็นแล้วก็รักษาและควบคุมโรคประจำตัวดังกล่าวให้ดี

-ผู้ที่มีอาการหูหนวก หูตึง จะทำให้สมองไม่ได้รับการกระตุ้น ส่งผลให้สมองเสื่อมได้ง่าย จึงควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

-ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนช่วยป้องกันอาการสมองเสื่อม เช่น ผักและผลไม้ เนื้อสัตว์ควรเป็นอาหารทะเล งดของหวาน ของเค็ม ของทอด ทานไขมันจากพืช เช่น น้ำมันมะกอกหรือ ถั่วชนิดต่าง ๆ ฯลฯ งดสูบบุหรี่ ลดหรืองดการดื่มสุรา

“สิ่งสำคัญที่สุดคือควรออกกำลังกายทุกวัน วันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง การออกกำลังกายสามารถลดภาวะสมองเสื่อมได้เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารฟื้นฟูสมอง”

อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่แต่ละคนจะดูแลเพื่อรักษาสุขภาพกายและสมองของตัวเองได้แล้ว ยังมีมีปัจจัยเสี่ยงทางสังคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ มลภาวะทางอากาศ โรคซึมเศร้า รวมถึงความเปล่าเปลี่ยวทางสังคมที่มาจากการใช้ชีวิตลำพังของผู้สูงวัย เหล่านี้ก็ส่งผลต่อโอกาสการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้เช่นกัน ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ต้องการความร่วมมือร่วมใจของคนในสังคมที่จะช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมและความสัมพันธ์ เพื่อให้เราห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ไปด้วยกัน

ผู้สนใจรับบริการตรวจเลือดหาสารโปรตีนที่ก่อโรคอัลไซเมอร์แฝง สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เพจศูนย์วิทยาศาสตร์
สุขภาพโรคอุบัติใหม่ https://www.facebook.com/trceid

ME-VEGA Natural จับมือปั้นแบรนด์คนไทยสู่ตลาดเพื่อนบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698163

ME-VEGA Natural จับมือปั้นแบรนด์คนไทยสู่ตลาดเพื่อนบ้าน

ME-VEGA Natural จับมือปั้นแบรนด์คนไทยสู่ตลาดเพื่อนบ้าน

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 19.24 น.

สร้างความฮือฮาไม่น้อย! หลังไฮโซสาวสวย นุ้ย-สุวิมล ธนินกุลนาถ ผู้บริหารมาร์เชลล่า marcella คว้า เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ์ นั่งแท่นเป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของเครื่องดื่ม ME Energy Drink พลังที่เราเลือกได้ พร้อมควงคู่เดินพรมแดงในงานแฟชั่น Vientiane WOW Fashion Show 2022 ที่ สปป.ลาว

ล่าสุด VEGA Natural&Marcella ร่วมลงนามความร่วมมือ เพื่อให้ VEGA Natural เป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ บ.มาร์เชลล่า ออฟฟิเชียล โดยไฮโซสาวเปิดใจถึงก้าวสำคัญนี้ว่า ‘ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์มาร์เซลล่าเป็นสินค้าคุณภาพ และ VEGA Natural ตอบโจทก์ของเราในการส่งต่อสินค้าดีไปยังเพื่อนบ้านของเรา ในส่วนของ ME Energy Drink คาดว่าปีหน้าจะลุยตลาดในบ้านเราด้วย ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็ทยอยออกมาเรื่อยๆ’

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.marcellathailand.com , เพจ: https://www.facebook.com/MEEnergyDrink , ไอจี : https://www.instagram.com/mar.cella_official/ , Tiktok : https://www.tiktok.com/@meenergy_drink

-(016)

‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ ลงพื้นที่ลุยภารกิจ ‘โครงการคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้กเพื่อการศึกษา’ ก่อนบินชิงมง 3 ที่อเมริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698160

‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ ลงพื้นที่ลุยภารกิจ ‘โครงการคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้กเพื่อการศึกษา’ ก่อนบินชิงมง 3 ที่อเมริกา

‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ ลงพื้นที่ลุยภารกิจ ‘โครงการคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้กเพื่อการศึกษา’ ก่อนบินชิงมง 3 ที่อเมริกา

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 19.13 น.

สมคุณค่าแห่งความงามระดับจักรวาล กับอีกหนึ่งภารกิจสำคัญด้านส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนไทยอันสะท้อนตัวตนที่งดงามอย่างแท้จริงของ “แอนนา เสืองามเอี่ยม” มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 ที่ล่าสุด ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้บริหารกลุ่มทรู พบน้องๆ นักเรียนโรงเรียนสกุลดีประชาสรรค์ อ.บางนํ้าเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ด้วยการสนับสนุนของกลุ่มทรู พร้อมร่วมขับเคลื่อน “โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ของมูลนิธิฯ ระดมทุนจัดซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน ก่อนที่แอนนา จะสวมสายสะพายไทยแลนด์ เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศ ชิงมงกุฎในเวทีการประกวด Miss Universe  2022 ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

การมาครั้งนี้ ได้สร้างรอยยิ้ม ความสุขให้แก่เด็กๆ  และที่สำคัญ คือความประทับใจที่ได้ฟังเรื่องราวสู้ชีวิต ทำให้น้องๆ ทุกคน มีกำลังใจและพลังที่จะเดินต่อไป

“พี่แอนนาชื่นชมน้องๆ ที่มีความฝันหลากหลาย พี่เองก็มีต้นทุนชีวิตเท่ากับทุกคน อาศัยอยู่กับคุณทวดซึ่งบวชเป็นแม่ชีที่วัดตั้งแต่ป.3 คุณแม่เป็นคนที่อยากเรียนหนังสือมาก แต่คุณยายไม่มีเงินส่งเสีย คุณแม่เลยตั้งความหวังอยากให้พี่เรียนถึงมหาวิทยาลัยให้ได้ ท่านทำงานหนักมากตั้งแต่ตี 5 ถึง 3 ทุ่ม และทำทุกวัน เพื่อส่งพี่แอนนาเรียน สิ่งนี้เลยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันทำให้พี่ตั้งใจเรียน ใครที่เหนื่อยจากการเรียน ให้คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่เหนื่อยกว่าเราหลายเท่า การศึกษาจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้จริง มีสังคมที่กว้างขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้เชื่อมั่นในตนเอง ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อนาคตที่สวยงามรอน้องๆ อยู่ ซึ่งวันนี้พี่แอนนา ก็ยินดีมากๆ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาช่วยผลักดันให้น้องๆ ได้มีอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ ในโครงการ “คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ซึ่งพี่ได้เห็นแล้วว่าน้องๆ ยังคงเจอกับอุปสรรคในการเรียนเพราะคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอ ซึ่งเทคโนโลยีสำคัญมากกับการศึกษาในยุคปัจจุบันนี้ เพราะจะทำให้น้องๆ รู้จักโลกที่กว้างขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ที่อยู่รอบตัวเรามากมาย”

เด็กหญิงเกวลิน มะเล็ก นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนสกุลดีประชาสรรค์ จ.ฉะเชิงเทรา เล่าว่า “ถ้าหนูมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หนูจะใช้ค้นคว้าหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เรียนออนไลน์ และส่วนตัวก็ชอบดูซีรีส์ที่มีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เพราะจะได้เรียนรู้และฝึกภาษาต่างประเทศไปด้วย รวมถึงใช้เล่นเกมฝึกทักษะต่างๆ และอยากใช้เป็นที่จดบันทึกแทนสมุดปากกา สั่งอาหาร หรือใช้เป็นแผนที่เดินทางเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น”

ขณะที่ เด็กชายณัฐนน บินสเล  นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนสกุลดีประชาสรรค์ จ.ฉะเชิงเทรา เล่าถึงแรงบันดาลใจว่า “ผมฝันอยากเป็นยูทูบเบอร์ สร้างรายได้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวและตนเอง ทำคลิปวิดีโอสนุกๆ สร้างเสียงหัวเราะและความสุขให้คนดู นอกจากนี้ ยังอยากรับงานออกแบบ ใช้โปรแกรมสร้างโมเดล ขายของออนไลน์ และที่สำคัญการมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจะช่วยให้สามารถสืบค้นข้อมูลจากกูเกิล หาหนังสือเรียนน่าอ่านในโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น”

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี และหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจและการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “โครงการ “คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” หรือ Notebook for Education ของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี สอดคล้องกับการดำเนินงานตามแนวทาง 5 ยุทธศาสตร์หลัก ด้านการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะสรรหาอุปกรณ์ดิจิทัล เพื่อมอบให้แก่เยาวชนไทยในโรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศได้ใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม ก้าวทันการศึกษายุคดิจิทัล โดยที่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กทุกเครื่อง สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้รับและติดตามความคืบหน้าการนำไปใช้งานได้อย่างโปร่งใส ควบคู่กับการดูแลปลูกฝังให้เยาวชนไทยใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้องและปลอดภัยด้วย”

ขอชวนทุกคน มาร่วมมอบโอกาสให้แก่เด็กไทยได้เข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ กับ “โครงการคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อการศึกษา” ของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพียงร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้แก่น้องๆ โรงเรียนสกุลดีประชาสรรค์ จ.ฉะเชิงเทรา ได้ที่ https://donate.connexted.org/notebookforeducation/projects/12611 หรือร่วมบริจาคโดยตรงให้โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีอีกมากมายที่ขาดแคลนทั่วประเทศ ผ่าน connexted.org พร้อมสิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2 เท่า

เว็บไซต์: http://connexted.org , FB: CONNEXT ED

-(016)

มิวเซียมสยาม จัด ‘Night at the Museum’ ครั้งที่ 12 เสริมการท่องเที่ยวและเรียนรู้เพื่อคนสายมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698134

มิวเซียมสยาม จัด ‘Night at the Museum’ ครั้งที่ 12 เสริมการท่องเที่ยวและเรียนรู้เพื่อคนสายมู

มิวเซียมสยาม จัด ‘Night at the Museum’ ครั้งที่ 12 เสริมการท่องเที่ยวและเรียนรู้เพื่อคนสายมู

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.55 น.

มิวเซียมสยาม เดินหน้าเสริมการท่องเที่ยวและเรียนรู้ ในธีม “มูเตลู” กับงาน Night at the Museum ครั้งที่ 12 “ไนท์ แอด เดอะ มิวเซียม” เพื่อให้คนสายมูได้ปังในทุกด้าน ในวันที่ 16-18 ธ.ค.นี้

นางซองทิพย์ เสริมสวัสดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการและกิจกรรม สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) เปิดเผยว่า ทางสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) พาเปิดประสบการณ์กับ มูเตลู ที่กลับมาอีกครั้ง…กับการจัดงานในบรรยากาศมิวเซียมสยามยามค่ำ Night at the Museum ครั้งที่ 12 “ไนท์ แอด เดอะ มิวเซียม” คนสายมู ในธีม มูเตลู “เชื่อ” ไปให้สุดแล้วหยุดที่ศรัทธา มาเปิดประสบการณ์เรียนรู้แบบสับ สนุกเร้าใจ ไม่เหมือนใคร รวมกิจกรรมไฮไลท์มากมาย หนึ่งปีจะมีครั้งเดียวที่มิวเซียมสยาม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ศาสตร์สาขาของมูเตลูแบบองค์รวม ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันที่ 16-18 ธันวาคม 2565 เวลา 16.00-22.00 น. ที่ มิวเซียมสยาม MRT (เอ็มอาร์ที) สนามไชย (ทางออกที่1) กรุงเทพฯ  (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

โดยก่อนหน้านี้ ทางมิวเซียมสยาม จัดกิจกรรม Exclusive Trip คนสายมู (เอ็กซ์คลูซีฟ ทริป) เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์ ได้มีการสักการะขอพร พระสยามเทวาธิราช ที่ วังบางขุนพรหม ที่ช่วยด้านเศรษฐกิจ สักการะขอพร พระคลังในคลังมหาสมบัติ ที่ พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ด้านการเงิน เปิดโลกทรัพย์  สักการะ ขอพร เทวสถานโบสถ์พราหมณ์  เสาชิงช้า  ด้านการงาน สุขภาพ ความรัก เพื่อพาเปิดประสบการณ์มูเตลู อีกด้วย

สำหรับงาน Night at the Museum ครั้งที่ 12  “ไนท์ แอด เดอะ มิวเซียม” ที่กำลังจะมีขึ้นนั้น คนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อมาเปิดประสบการณ์กับมูเตลูร่วมกัน  โดยภายในงานยังมีไฮไลท์สำคัญ คือ พบความสนุกสไตล์มูกับ Concept (คอนเซ็ปท์)  5 โซนของความเชื่อที่มาเติม สร้างสีสันให้สนุกมากยิ่งขึ้น และทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ความเชื่อในมิติร่วมสมัย

ไม่เพียงเท่านี้ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดนั่นคือ เวทีแห่งความมู รวบรวมประสบการณ์มูเตลูจากเหล่าคนมีชื่อเสียงมาแชร์ให้ได้รู้ การต่อยอดในธุรกิจของสายมู และกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะพาไปสนุกกับการเล่าเรื่องสั้นผีไทย นิทานผีไทย ผีในตำนาน และ Workshop (เวิร์คช็อป) การประดิษฐ์หน้ากากผีตาโขน หรือสายชอบช้อปก็มี “ตลาดคนมีของ” ให้ได้เลือกซื้อกัน อิ่มอร่อยเสริมดวงกับร้านอาหารต่างๆ และบูท Horo world (โหรา เวิลด์) ที่จะมาดูดวงให้คุณฟรี!!  สายบุญสามารถร่วมกิจกรรมแม่เอิบให้พรนำสิ่งของมาแลกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์กับมูลนิธิกระจกเงา     

สำหรับมิวเซียมสยาม ยังได้ผนึกเครือข่ายพิพิธภัณฑ์อีก 43 แห่งทั่วประเทศ ชวนเปิดประสบการณ์ “คนสายมู” ส่งเสริมการเรียนรู้ทั่วประเทศ โดยพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 20 แห่ง  ร่วมจัดงานเทศกาลฯ ระหว่าง วันที่ 16-18 ธันวาคม 2565  และปริมณฑลและต่างจังหวัด รวม 23 แห่ง  ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 23-25 ธันวาคม 2565 งานนี้ห้ามพลาด !! สามารถติดต่อข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/museumsiamfan และwww.museumsiam.org  หรือสอบถามโทร.0 2225 2777

-(016)

คอคเคลียร์ประเทศไทย ย้ำ‘การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็ก’ ควรเป็นสิทธิประโยชน์มาตรฐานเด็กไทยแรกเกิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/698133

คอคเคลียร์ประเทศไทย ย้ำ‘การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็ก’ ควรเป็นสิทธิประโยชน์มาตรฐานเด็กไทยแรกเกิด

คอคเคลียร์ประเทศไทย ย้ำ‘การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็ก’ ควรเป็นสิทธิประโยชน์มาตรฐานเด็กไทยแรกเกิด

วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.55 น.

คอคเคลียร์ประเทศไทย ย้ำความสำคัญของ ‘การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็ก’  ควรเป็นสิทธิประโยชน์มาตรฐานที่เด็กไทยแรกเกิดทุกคนได้รับ

Cochlear Thailand (คอคเคลียร์ประเทศไทย) ผู้นำด้านเทคโนโลยีประสาทหูเทียม ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี เพราะเชื่อว่าการได้ยินคือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการและโอกาสในการใช้ชีวิตโดยมองว่าการเข้าถึงการคัดกรองการได้ยินเป็นสิทธิ์ที่เด็กไทยแรกเกิดทุกคนควรได้รับและควรจัดให้เป็นมาตรฐานเช่นเดียวกับการตรวจคัดกรองด้านอื่นๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่เด็กจะกลายเป็นผู้สูญเสียการได้ยิน ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการและการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคต

ในช่วงอายุ 0-3 ปีแรกของชีวิต คือช่วงที่เซลล์สมองของคนเราเรียนรู้และเติบโตได้ดีที่สุด ทักษะความสามารถ ตลอดจนอุปนิสัยส่วนใหญ่มักถูกกำหนดในช่วงวัยนี้ เด็กจะเริ่มต้นเรียนรู้ได้ส่วนหนึ่งต้องอาศัยการฟัง  การฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญมากต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้หากเด็กมีความบกพร่องทางการได้ยินตั้งแต่แรกเกิด และไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงที จะเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางสังคม อารมณ์ และสติปัญญาของเด็กอย่างมาก เราจึงมักพบว่าเด็กที่มีภาวะการได้ยินบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยินตั้งแต่แรกเกิดนั้นมักจะมีพัฒนาการทางด้านต่างๆช้ากว่าปกติ เช่น พัฒนาการด้านการสื่อสาร พัฒนาการทางด้านภาษา ซึ่งอาจร้ายแรงจนถึงขั้นสื่อสารไม่ได้ หรือเป็นใบ้ได้ อันจะส่งผลเสียต่อเนื่องแก่พัฒนาการทางด้านอื่นๆ อย่างการเข้าสังคมและการดำเนินชีวิตของเด็กในอนาคต

จากสถิติข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประจำปี 2561 พบว่าในทารกแรกเกิดทุก 1,000 ราย มีทารก 2-3 รายที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน แต่โดยทั่วไปพ่อแม่มักไม่ค่อยตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นภาวะผิดปกติที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างการร้องไห้ การขับถ่าย หรือความผิดปกติของอวัยวะต่างๆที่เห็นได้จากภายนอก ซึ่งลักษณะภายนอกของหูเด็กเป็นปกตินั้น ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าการได้ยินเสียงของเด็กจะเป็นปกติ การให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะยิ่งตรวจพบความผิดปกติทางการได้ยินและเข้ารับการรักษาได้เร็วเท่าไร โอกาสทางการได้ยินและและการฟื้นฟูให้เด็กกลับมาใช้ชีวิตและมีพัฒนาการเป็นปกติก็ยิ่งมีมากเท่านั้นดังตัวอย่างกรณีน้องทิชาที่ได้เข้ารับการผ่าตัดในช่วงก่อนอายุ 3 ปีและปัจจุบันกำลังฝึกการสื่อสารและมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่หลากหลายเหมือนเด็กทั่วไป

“ตอนที่น้องทิชาได้รับการวินิจฉัยว่าจัดอยู่ในกลุ่มเด็กที่สูญเสียการได้ยิน รู้สึกตกใจและกังวลมากว่าลูกสาวจะไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป แต่พอได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่าการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ จึงตัดสินใจให้น้องทิชาเข้ารับการรักษาตอนแรกเราแค่หวังให้ลูกกลับมาได้ยินเสียงเหมือนเด็กคนอื่นๆ แต่ตอนนี้เราเห็นเขามีพัฒนาการทางการสื่อสาร ได้มีโอกาสฟังและเรียนรู้ในเรื่องที่เขาสนใจ ได้เห็นน้องมีความสุขกับการฟังเพลงและร้องเพลงมันคือสิ่งที่เกินความคาดหวังของเราจริงๆค่ะ” คุณมนทิชาแม่ของน้องทิชา หนึ่งในเด็กหญิงที่เข้ารับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมกับ Cochlear กล่าว

ปัจจุบัน การรักษาด้วยการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว เนื่องจากได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถรับรองได้ถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพหลังการผ่าตัด โดยทีมแพทย์จะมีการประเมินความเหมาะสม ทดสอบการได้ยิน ประเมินความพร้อมทางร่างกายของผู้ที่จะเข้ารับการผ่าตัด รวมถึงอาจมีการทดสอบด้านจิตวิทยาร่วมด้วย ตลอดจนการติดตามดูแลภายหลังจากการผ่าตัด เนื่องจากการได้ยินในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม จะมีความแตกต่างจากการได้ยินในคนปกติอยู่บ้างและต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อให้เกิดความคุ้นชินกับอุปกรณ์ โดยจะมีการติดตามผลเป็นประจำทุกปี

การสูญเสียการได้ยินเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงและแก้ไขได้ทันหากตรวจพบได้เร็ว ดังนั้นการตรวจคัดกรองการได้ยินให้กับเด็กแรกเกิดและเด็กเล็กจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องใส่ใจและไม่ควรมองข้าม ในปัจจุบันประเทศไทยก็เริ่มมีการผลักดันเรื่องนี้มากขึ้นโดยเริ่มมีนโยบายให้เด็กแรกเกิดทุกคนต้องได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยินจากสถานพยาบาลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย  รวมถึงต้องได้รับสิทธิประโยชน์ในการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมในกรณีตรวจพบการบกพร่องทางการได้ยินด้วย  จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าในอนาคตอันใกล้ เด็กแรกเกิดทุกคนจะต้องได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยินก่อนที่ออกจากโรงพยาบาล ส่วนผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเล็กก็สามารถพาบุตรหลานไปรับการตรวจคัดกรองการได้ยินได้ที่โรงพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามสิทธิการรักษาในระบบบัตรทอง  สามารถเรียนรู้และติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับCochlear Thailand ได้ที่ Facebook : Cochlear Thailandหรือ www.cochlear.com/th

‘แพทตี้-แดน วรเวช’เผยโมเมนต์สวีท ฮันนีมูนหวานที่ญี่ปุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/698293

'แพทตี้-แดน วรเวช'เผยโมเมนต์สวีท ฮันนีมูนหวานที่ญี่ปุ่น

‘แพทตี้-แดน วรเวช’เผยโมเมนต์สวีท ฮันนีมูนหวานที่ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.20 น.

15 ธ.ค.65 อีกหนึ่งคู่รักที่น่ารักและเพิ่งแต่งงานกันใหม่ระหว่างนางเอกสาวหน้าใส “แพทตี้ อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา” และสามีนักร้อง-ผู้จัดสุดหล่อ “แดน วรเวช ดานุวงศ์” คบหาดูใจกันมานานกว่า 13 ปี ก็ควงแขนเข้าพิธีแต่งงานแล้วเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา และตอนนี้ทั้งคู่ควงแขนไปฮันนีมูนหวานไกลถึงประเทศญี่ปุ่น

ล่าสุด “แดน วรเวช” ได้ปล่อยภาพโมเมนต์คู่แฟนสาวสุดสวีท พร้อมฉากหลังที่เต็มไปด้วยแสงไฟในวันคริสต์มาส พร้อมแคปชั่นว่า “ขอให้ความรักของเราสว่างไสว สีสันสดใสตลอดไป เหมือนไฟคริสต์มาสที่นี่เลย #DanPattieHoneymoon”

‘GQ MEN OF THE YEAR’ รางวัลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/698282

‘GQ MEN OF THE YEAR’ รางวัลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2022

‘GQ MEN OF THE YEAR’ รางวัลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2022

วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 12.29 น.

GQ THAILAND นิตยสารไลฟ์สไตล์และแฟชั่นแถวหน้าสำหรับผู้ชายที่นำเสนอรูปแบบการใช้ชีวิตที่เหมาะกับผู้ชายยุคใหม่ในทุกแง่มุม ภายใต้การบริหารโดย บริษัท เซเรนดิพิตี้มีเดีย จำกัด จัดงาน “GQ MEN OF THE YEAR 2022” (จีคิว เมน ออฟ เดอะ เยียร์ 2022) เพื่อมอบรางวัลสุดยอดแห่งปีให้กับบุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ โดยได้รับเกียรติจากศิลปิน นักแสดง และเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังร่วมงานคับคั่ง ท่ามกลางบรรยากาศค่ำคืนสุดแสนเอ็กซ์คลูซีพ โดยเชื้อเชิญแขกคนสำคัญร่วมดินเนอร์หรู เพื่อให้เป็นค่ำคืนแห่งความประทับใจ ณ โรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok

คุณกำพล ลิขิตกาญจนกุล บรรณาธิการบริหาร GQ THAILAND กล่าวว่า นับเป็นปีที่ 4 แล้วของการจัดงาน ประกาศผลรางวัล “GQ MEN OF THE YEAR” โดยในปีนี้ได้มอบรางวัลที่สุดแห่งปีให้กับผู้ทรงอิทธิพลทั้งหมด 12 สาขา ที่มีความโดดเด่นในด้านการสร้างผลงานที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในวงกว้าง และถึงแม้ชื่อ GQ MEN OF THE YEARคล้ายเป็นการบ่งบอกว่าเป็นการมอบรางวัลให้แก่สุภาพบุรุษที่มีความโดดเด่นในหลากหลายวงการเท่านั้น แต่เราก็มีรางวัลสำหรับมอบให้สุภาพสตรีด้วยเช่นกัน

สำหรับผู้ได้รับรางวัล GQ MEN OF THE YEAR 2022 ทั้ง 12 สาขา ได้แก่

  1. รางวัล ACTOR OF THE YEAR ได้แก่ ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี
  2. รางวัล NEW FACE OF THE YEAR ได้แก่ ตู-ต้นตะวัน ตันติเวชกุล
  3. รางวัล BREAKTHROUGH ACTORS ได้แก่ อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ และ มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง
  4. รางวัล ENTERTAINER ได้แก่ นนท์-ธนนท์ จำเริญ
  5. รางวัล VOICES OF THE PEOPLE ได้แก่ หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย
  6. รางวัล NEW CREATOR ได้แก่ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล จาก GoyNattyDream Channel
  7. รางวัล BAND OF THE YEAR ได้แก่ อนุโรจน์ เกตุเลขา (เติร์ด),ณัฐดนัย ชูชาติ (บิลลี่),ธุวานนท์ ตันติวัฒนวรกุล (ไมโล) จากวง Tilly Birds
  8. รางวัล PHILANTHROPIST ได้แก่ หมอบี-เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ
  9. รางวัล ACTIVIST ได้แก่ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
  10. รางวัล ARTIST OF THE YEAR ได้แก่ นักรบ มูลมานัส
  11. รางวัล SPORT SPIRIT ได้แก่ เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์
  12. รางวัล TOP TRENDER ได้แก่ มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์

สำหรับค่ำคืนแห่งความพิเศษนี้ได้รับการรังสรรค์อย่างยิ่งใหญ่ให้สมเป็นงานแห่งปีที่ทุกคนรอคอย โดยมีเหล่าคนดัง อาทิ ออฟ-จุมพล อดุลกิตติพร, บาร์โค้ด-ตฤณสิษฐ์ อิสระพงศ์พร, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์,โอม Cocktail-ปัณฑพล ประสารราชกิจ, บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา และ เมื่อย-ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ จากวง Scrubb, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์, อัษฎา พานิชกุล, UrboyTJ-จิรายุทธ ผโลประการ, ชาริล ชัปปุยส์, ปอนด์-ภริษา ยาคอปเซ่น ฯลฯ มาร่วมงานอีกด้วย