คุณหญิงกัลยา เยี่ยมชมอุโมงค์น้ำชิคาโก โมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมและกำจัดน้ำเสีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697645

คุณหญิงกัลยา เยี่ยมชมอุโมงค์น้ำชิคาโก  โมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมและกำจัดน้ำเสีย

คุณหญิงกัลยา เยี่ยมชมอุโมงค์น้ำชิคาโก โมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมและกำจัดน้ำเสีย

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในช่วงเช้าวันที่ 7 ธันวาคม 2565 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะฯ ได้เดินทางมาดูโครงการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำและอุทกภัย “TARP” (Chicago’s Tunnel And Reservoir Plan) หรือ “Deep Tunnel” ระบบอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ปรับปรุงคุณภาพน้ำในเส้นทางน้ำของชิคาโก และปกป้องทะเลสาบมิชิแกนจากมลพิษที่เกิดจากท่อระบายน้ำล้น โดยความสำเร็จของ TARP ช่วยลดความเสียหายจากภัยพิบัติปีละกว่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยให้ชาวเมืองชิคาโกและเมืองใกล้เคียงหลายล้านคนและธุรกิจปลอดภัยจากน้ำท่วม ซึ่งถือเป็นโมเดลตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำเรื่องน้ำท่วมและการจัดการน้ำเสียที่ดีที่สุดของประเทศ และแห่งหนึ่งของโลก

คุณหญิงกัลยา ได้แลกเปลี่ยนว่า ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำฝน แต่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สิ่งที่ต้องเติมให้กับคนก็คือองค์ความรู้ ซึ่งการได้มาดูงานในครั้งนี้ สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ใกล้เคียงกัน และประสบกับปัญหาน้ำท่วมจำนวนมากทำให้ได้รับผลกระทบแบบเดียวกันกับกรุงเทพมหานครนอกจากนี้คุณหญิงกัลยา เห็นว่าระบบอุโมงค์น้ำมีสิ่งที่เหมือนแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 นั่นคือ การใช้ธรรมชาติมาช่วยธรรมชาติ เช่น เรื่องการใช้หลักแรงโน้มถ่วงการใช้จุลินทรีย์ในการบำบัดน้ำเสีย

นางดรุณวรรณกล่าวต่อว่า การมาดูงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก วุฒิสมาชิก แทมมี่ ดักเวิร์ท และวุฒิสมาชิก ดิค เดอร์บิน ประธาน คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในวุฒิสภาแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ รวมทั้ง Commissioner Eira L. The Metropolitan Water Reclamation District of GreaterChicago (MWRD) และคณะฯ มาบรรยายให้ความรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก นอกจาก Commissioner Eira จะชื่นชม ดร.คุณหญิงกัลยา ที่ทำเรื่องการ
บริหารจัดการน้ำจนเกิดผลลัพธ์ในวิทยาลัยเกษตรฯ และขยายผลไปยังชุมชนแล้วสิ่งที่ Commissioner Eira พูดไว้ตอนหนึ่งคือ “เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ และทำงานร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่ไปสู้กับธรรมชาติ” เพราะถ้าเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ก็จะหาแนวทางที่จะลดผลกระทบที่มาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติได้เช่นเดียวกัน

หลังจากนั้น ในช่วงบ่าย ดร.คุณหญิง กัลยา และคณะฯ ได้เดินทางไป American Water Works Association (AWWA) โดยได้รับการต้อนรับจาก Annie Storey,CAE Executive Director และ คณะกรรมการ AWWA องค์กรไม่แสวงหากำไรสากล ที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำและการจัดหาน้ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2424 ซึ่งมีสมาชิกจากทั่วโลกประมาณ 50,000 คน โดยสิ่งที่น่าสนใจในการดูงานที่ AWWA คือที่นี่ เน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของคนทุกระดับ เริ่มตั้งแต่เยาวชน ซึ่งตรงกับหลักคิดของดร.คุณหญิงกัลยาที่ว่าการที่จะให้ความรู้ และให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ต้องเริ่มจากเยาวชนก่อน ซึ่ง AWWA ทำกิจกรรม มีหลักสูตร ทำเป็นศูนย์ความรู้ในเรื่องน้ำเพื่อให้ความรู้กับทุกคนซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางของคุณหญิงกัลยาที่ได้เอาองค์ความรู้เรื่องของน้ำไปสอดแทรกในสถานศึกษา ปลูกฝังให้กับเด็กและเยาวชน โดยสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือการทำให้เกิดหลักสูตรชลกรซึ่งถือเป็นซอฟต์แวร์ที่สำคัญในการสร้างคน และเป็นแนวทางในการสร้างอาชีพในอนาคต ช่วยทำให้มีรายได้จากอาชีพที่เกี่ยวข้องทั้งในไทยและในองค์กรเกี่ยวกับน้ำที่เป็นสากลได้ด้วยเช่นกัน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแนะรัฐใช้กฎหมายควบคุม เชื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าแทนการแบน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697644

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแนะรัฐใช้กฎหมายควบคุม  เชื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าแทนการแบน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแนะรัฐใช้กฎหมายควบคุม เชื่อช่วยแก้ปัญหาเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าแทนการแบน

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มลาขาดควันยาสูบ “ECST” และเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กล่าวถึงกระแสข่าวที่พบเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปีใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นว่า การแบนบุหรี่ไฟฟ้าป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ได้จริง แต่กลับทำให้เด็กแอบซื้อบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนจากตลาดใต้ดินและตลาดออนไลน์ได้ง่ายขึ้นอีกต่างหาก ทำให้ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยและยิ่งนานวันปัญหายิ่งมากขึ้น ซึ่งภาครัฐไม่สามารถวิ่งไล่จับหรือปราบปรามให้หมดได้โดยเฉพาะการเข้าถึงผ่านทางช่องทางออนไลน์ ทุกวันนี้เรามี พระราชบัญญัติควบคุมบุหรี่ ที่ห้ามโฆษณาสินค้าห้ามไม่ให้คนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อบุหรี่ได้และร้านค้าที่จะขายก็ต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น ไม่ให้มีการขายออนไลน์ จำนวนเด็กที่สูบบุหรี่จึงมีอัตราต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนคนสูบบุหรี่ทั้งประเทศ แสดงว่าการมีกฎหมายควบคุมนั้นได้ผล หากมีกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมในลักษณะเดียวกัน เราเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ เช่นเดียวกับที่พรรคภูมิใจไทยและกระทรวงสาธารณสุขพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติกัญชากัญชง เพื่อป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน

นายมาริษกล่าวต่อว่า จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2564 พบว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนที่อายุ 15 ถึง 19 ปีเป็นกลุ่มที่สูบบุหรี่เพียง 6.2% เท่านั้น ซึ่งเทียบกับกลุ่มอายุ 25 ถึง 44 ปี ซึ่งมีจำนวนผู้สูบบุหรี่ 21% นับว่าต่ำกว่ามาก และกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีอัตราผู้สูบบุหรี่น้อยที่สุดในประชากรทุกกลุ่ม และเกือบ 80 ประเทศทั่วโลกใช้กฎหมายมาควบคุมเพื่อป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนแทน เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อนุญาตการขายบุหรี่ไฟฟ้า ก็จะสั่งให้ทางบริษัทเจ้าของสินค้าทำแผนการตลาดที่ไม่ดึงดูดเด็กและเยาวชนมาให้ตรวจสอบด้วย

“ตอนนี้เริ่มมีหลายหน่วยงานที่มาศึกษาปัญหานี้ เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินคณะกรรมาธิการการพาณิชย์คณะอนุกรรมาธิการการสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมสรรพสามิต กระทรวงดีอีเอสเราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาศึกษาจากตัวอย่างในต่างประเทศกว่า 70 ประเทศที่ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชนและพิจารณาให้รอบด้านมากกว่ามิติด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวเพราะปัญหานี้มีความซับซ้อน ไม่อาจแก้ไขด้วยการแบนหรือการกดทับปัญหาเอาไว้โดยไม่ยอมรับความจริง เพราะทุกวันที่ผ่านไปเท่ากับเราปล่อยให้เด็กและเยาวชนหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น”นายมาริษกล่าวทิ้งท้าย

นักวิจัย ม.อ. คว้าทุนวิจัยลอรีอัล การฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697642

นักวิจัย ม.อ. คว้าทุนวิจัยลอรีอัล  การฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเล

นักวิจัย ม.อ. คว้าทุนวิจัยลอรีอัล การฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเล

วันอังคาร ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พิมพ์ชนก บัวเพชร หลักสูตรชีววิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับทุนในสาขาชีวภาพในงานวิจัย “การบูรณาการคุณลักษณะทางนิเวศสรีรวิทยาของหญ้าทะเลเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูระบบนิเวศและความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน” จากโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทยเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ลอรีอัลให้ความสำคัญในการดำเนินงานทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยให้สตรีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปิดมุมมองใหม่ๆ ด้านงานวิจัยเพราะเชื่อว่าโลกต้องการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี

งานวิจัย “การบูรณาการคุณลักษณะทางนิเวศสรีรวิทยาของหญ้าทะเลเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูระบบนิเวศและความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน” ได้วิจัยเกี่ยวกับหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ จัดเป็นหนึ่งในระบบนิเวศคาร์บอนสี มีบทบาทโดดเด่นในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แหล่งหญ้าทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูง แต่ปัจจุบันพื้นที่หญ้าทะเลที่สมบูรณ์ลดลงต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยมีโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเลมายาวนาน แต่ต้องศึกษาเพิ่มเติมและติดตามระยะยาวอย่างเป็นระบบ งานวิจัยนี้นับเป็นโครงการแรกในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านนิเวศสรีรวิทยาเพื่อเพิ่มความสำเร็จในการฟื้นระบบนิเวศหญ้าทะเล และผลการศึกษาจากงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเลและช่วยระบุสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รวมถึงปัจจัยคุกคามเพื่อเพิ่มโอกาสและความสำเร็จในการฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเลนำไปสู่การลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเป็นแนวทางการจัดการทรัพยากรหญ้าทะเล เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนต่อไป

รศ.ดร.พิมพ์ชนก บัวเพชร กล่าวต่อไปว่า ทุนวิจัยลอรีอัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ เป็นทุนที่สนับสนุนงานวิจัยที่ดำเนินการอยู่แล้วและต้องการต่อยอดรวมถึงยังเป็นงานวิจัยที่ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs Sustainable Development Goals ขององค์การสหประชาชาติ โดยงานวิจัยด้านดังกล่าว เป็นประเด็นที่หลายภาคส่วนให้ความสำคัญทั้งในระดับชาติและนานาชาติ สอดคล้องกับแนวคิดทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศขององค์การสหประชาชาติ และยังเป็นหนึ่งใน flagship ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ดำเนินการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง