หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697517

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “ความท้าทายจากนโยบายสู่การปฏิบัติ (Policy in Action) ของการพัฒนาเมืองที่น่าอยู่และฉลาด”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “Thailand Smart City Expo 2022” จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย ชณกช ชสิธภนญ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.-สภาพัฒน์) กล่าวว่า ในปัจจุบันแผนการพัฒนาขับเคลื่อนเสร็จแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนแล้วได้ผลที่เป้าหมายกำหนดไว้

ซึ่งกรณีของ “หมุดที่ 8” จะมีเป้าหมายอยู่ 3 เป้าหมาย ได้แก่ 1.การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาค ซึ่งจะเป็นหมุดเดียวกับภาคพื้นที่และเมือง โดยการที่จะทำให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องมีการจ้างงาน เพื่อมีเศรษฐกิจและกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้น ดังนั้น จะเป็นสิ่งที่เป็นผลต่อเนื่องทั้งรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องทำ ก็คือรัฐบาลมีนโยบายสร้างให้เกิดกำลังคนที่พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เช่น EEC มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย

2.การกระจายรายได้ให้ทั่วถึง การกระจายรายได้เกิดขึ้นได้จะต้องมีการจ้างงานเกิดขึ้นในพื้นที่ ถ้าหากกระจายรายได้ไม่ทั่วถึงจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น และ 3.การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งเมืองอัจฉริยะ (DEPA) จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีแผนที่ดี มีการปฏิบัติซึ่งมีทรัพยากร กลไกต่างๆ ต้องพร้อม มีติดตามประเมินผลและมีการปรับเปลี่ยนแผนเมื่อจำเป็น

“โดยแผนการพัฒนาที่ 13 เป็นแผนระดับที่ 2 ซึ่งหมายความว่าเป็นระดับนโยบาย การกระทำจะเกิดขึ้นในระดับที่ 3 ซึ่งเป็นแผนที่หน่วยงานต่างๆ ทุกระดับเป็นผู้ทำ จะเห็นได้ว่าเป้าสำคัญที่กำหนดไว้ เช่น การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ คนจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั่วถึง เมืองที่ดีจะต้องเป็นเมืองที่มีความยั่งยืนและพร้อมปรับตัวซึ่งทุกคนจะต้องได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน” ผอ.กองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สภาพัฒน์ ระบุ

ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการกลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า ความท้าทายในการทำ “สมาร์ทซิตี้” คือการเปลี่ยนความคิดของคน โดยเฉพาะผู้นำเมืองหรือนายกเทศมนตรีที่เกิดความกลัวจึงทำให้ปิดกั้นสิ่งต่างๆ นอกจากนี้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีผู้นำรุ่นเก่าจะรับได้ยากจึงทำให้เกิดช่องว่าง และเรื่องของงบประมาณก็เป็นความท้าทายเช่นกัน

“ในส่วนของกฎหมายก็ปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยีไม่ทัน ซึ่งจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้เข้าช่วย โดยการร่วมมือกับเอกชนเข้ามาเพื่อไม่ให้ทางหน่วยงานท้องถิ่นรับภาระเพียงคนเดียวนอกจากนี้การนำคนรุ่นใหม่เข้ามาเพราะจะรับรู้เรื่องเทคโนโลยีได้เร็ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่นำมาเทรนเรื่องของสมาร์ทซิตี้ก็เป็นคนในพื้นที่” รอง ผอ.กลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม DEPA กล่าว

ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ความท้าทายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยี และการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยี โดยปัจจุบันจะมุ่งเน้นส่งเสริมมากกว่ากำกับดูแล ตัวอย่างเช่น ถ้าเมืองต้องการทำตลาดกลางขายสินค้าเกษตร โดยตลาดต้องการคนขายและคนซื้อ และตัวแพคฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในทางแก้ ซึ่งเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล

“เช่น AI นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายและการขึ้นลงของราคาสินค้า แต่เมื่อนำ AI มาใช้จะมีปัญหาหรือไม่ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์มีการกรองเอาข้อมูลส่วนบุคคลออกหรือไม่ ซึ่งมีเรื่องกฎหมายและระเบียบที่ต้องทำตาม และอาจจะทำให้กีดกันคนบางกลุ่มออกไป ซึ่งเป็นมุมของธรรมาภิบาลที่ต้องเข้าไปกำกับดูแล” ผอ.ETDA ยกตัวอย่าง

ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่ธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารโลกมีบทบาทส่งเสริมสมาชิกมากถึง 177 ประเทศ ซึ่งไทยเป็นผู้ถือหุ้นในธนาคารโลกด้วย เป้าหมายคือส่งเสริมให้ประเทศเกิดการพัฒนา เพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น การพัฒนาเมืองจึงตอบโจทย์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งคำว่า “สมาร์ทซิตี้” ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยเท่านั้น จึงได้นำประสบการณ์จากต่างประเทศมาเล่าให้กับหน่วยงานต่างๆ ว่าทิศทางในการขับเคลื่อนควรจะทำอย่างไรและควรจะไปทิศทางไหน

“เมื่อพูดถึงสมาร์ทซิตี้จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยประเทศไทยมีข้อมูลดิจิทัลเป็นรหัส 13 หลัก แต่ยังไม่มีการแบ่งปันข้อมูลและใช้ข้อมูล การที่จะทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้ได้ เครื่องมือและข้อมูลต่างๆ จะต้องเชื่อมโยงกันเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์ นอกจากนี้โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สามารถจัดการความแออัดให้น่าอยู่และยั่งยืนได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ที่สามารถจัดการเมืองที่แออัดให้น่าอยู่เป็นผลสำเร็จได้” เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าว

กมว.ส่ง’อำนาจ’สอบครูหญิงแชทชู้สาวกับนร. คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/697583

กมว.ส่ง'อำนาจ'สอบครูหญิงแชทชู้สาวกับนร. คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

กมว.ส่ง’อำนาจ’สอบครูหญิงแชทชู้สาวกับนร. คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กมว.ส่ง “อำนาจ”ลงพื้นที่เก็บข้อมูลครูหญิงแชทไม่เหมาะสม นร.ชาย เร่งส่งเสริมครูผู้บริหารจัดการศึกษาตามมาตรฐานจรรยาบรรณ

11 ธ.ค.2565 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ  ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 11/2565 เมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการจัดแนวทางพิจารณาคดีความเก่าต่าง ๆให้เกิดความเป็นธรรมและรวดเร็วที่สุด โดย กมว.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรวิชาชีพ โดยมีนายอำนาจ วิชยานุวัติ เป็นประธานฯ ซึ่งคณะอนุกรรมกลั่นกรองฯชุดนี้ จะลงไปตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงกรณีมีการร้องเรียนเรื่องต่างๆในเชิงจรรยาบรร เมื่อได้ข้อมูลแล้วคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯก็จะพิจารณาแล้วนำเสนอให้คณะกรรมการ กมว.พิจารณาต่อไป

“กรณีมีคดีความหรือมีการร้องเรียนเกิดขึ้นในสื่อและมีผลกระทบกับภาพลักษณ์ของวิชาชีพครู ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กมว.จะต้องพิจารณาให้ความเห็นว่าจะต่อหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูคนที่ถูกร้อง ดังนั้น คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯชุดนี้ก็จะเป็นด่านแรกในการลงไปตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องอื่น ๆก็จะต้องเข้าขบวนการพิจารณาทางวินัย ซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานอื่น ๆเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่ง กมว.ชุดนี้ให้ความสำคัญในการพิทักษ์ดูแลผู้ที่ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ชุดนี้นอกจากจะพยายามรับมือกับปัญหาใหม่ในเชิงรุก แล้วยังจะร่วมสะสร้างคดีเก่าให้ด้วย ก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างเป็นระบบและเกิดความรวดเร็วและเป็นธรรมใกล้เคียงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่สุด ไม่ใช่ทำตามกระแสสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายบานปลายต่อไป”รศ.ดร.ศิริเดช  กล่าว

ประธาน กมว. กล่าวต่อว่า กมว.จะเร่งดำเนินการกับคดีเก่า และรับมือกับคดีใหม่อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด จากนั้นก็จะทำงานในเชิงรุกในการส่งเสริมจรรยาบรรณ เพราะเชื่อว่าหลายเรื่องผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษารวมถึงผู้บริหารสถานศึกษที่อาจจะเข้าใจผิดอยู่ ดังนั้น กมว.และคุรุสภาจะเร่งสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องในเชิงรุกกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงบุคคลหรือองค์กรอื่นที่มีหน้าที่จัดการศึกษ เช่น บุคคล ครอบครัว สถานประกอบการ โดยทาง กมว.และ คุรุสภา จะไปส่งเสริมความรู้เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานและจรรยาบรรณมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ทราบว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ ซึ่งบางเรื่องอาจจะทำด้วยความหวังดีแต่อาจไม่ถูกต้องตามจรรยาบรรณ การทำตามความเชื่อผิด ๆที่สืบต่อกันมา การใช้คำพูดเปรียบเทียบ การใช้คำบูลลี่เด็ก การใช้คำพูดรุนแรง ซึ่งอาจจะเกิดผลลบหรือสุ่มเสี่ยงผิดจรรยาบรรณในภายหน้า จึงต้องเผยแพร่ความรู้และส่งสัญญาณและป้องปรามไม่ให้ทำผิดจรรยาบรรณ เพื่อยกระดับวิชาชีพทางจรรยาบรรณของผู้บริหารโรงเรียน ครูและบุคลากรที่ดูแลและจัดการศึกษา

รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวด้วยว่า ตามที่ปรากฎเป็นข่าวของครูโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.สมุทราปราการ สังกัด สพม.สมุทรปราการ ที่ถูกกล่าวโทษว่าประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ ในเรื่อง แชทคุยกับนักเรียนชายในเชิงชู้สาวและแอบขึ้นหอพักชาย โดยการหลับนอนด้วยกัน ซึ่งทางโรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ได้ดำเนินการสืบสวนฯ เรียบร้อยแล้ว และได้ย้ายครูคนดังกล่าวไปช่วยราชการที่ สพม.สมุทรปราการ ขณะนี้ คดีอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและได้ข้อมูลเบื้องต้นมาแล้ว และในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯที่มีนายอำนาจเป็นประธาน จะลงพื้นที่จริงเก็บข้อมูลอีกครั้ง ก่อนให้ กมว.พิจารณาต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ต้นเข้ารับตำแหน่งเลขาธิกาาคุรุสภา ก็ได้ตั้งวอร์รูม หรือหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา หากมีผู้ร้องเรียนเข้ามาทางวอร์รูมฯ ก็จะนำเรื่องให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาก่อน แล้วส่งต่อให้คณะกรรมการ กมว.พิจารณา เพื่อให้เกิดความรวมเร็วเป็นธรรม  นอกจากนี้ ทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ยังมีการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น โดยสื่อสารย้ำเตือนไปถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาให้ทราบถึงข้อควรปฏิบัติและสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติด้วย

“ข้อมูลที่จะเผยแพร่ไปตั้งแต่นิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์และคณะครุศาสตร์ และครูบุคลากรทางการศึกษาและผู้บริหารโรงเรียนที่อยู่ในระบบได้รับรู้ข้อควรระวังในรูปแบบคลิปสั้น เพื่อการสร้างความรู้ความเข้าใจ ซึ่งสำนักงานคุรุสภา กำลังป้องกันครูที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดจรรยาบรรณ ในขณะเดียวกันสำหรับครูที่ทำดี กมว.ได้มอบให้คุรุสภา ส่งเสิมภาพลักษณ์ในเชิงบวกเพื่อให้สังคมรับรู้ในวงกว้างด้วยการยกย่องเชิดชูเกียรติด้วยรางวัลต่างๆ” เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว  -009