เกาหลีเหนือปลื้ม ส่งดาวเทียมสปายส่องสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744224

เกาหลีเหนือปลื้ม ส่งดาวเทียมสปายส่องสหรัฐฯ

29 พ.ย. 2566 08:45 น.

เกาหลีเหนือปลื้ม ส่งดาวเทียมสปายส่องสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์อ้างความสำเร็จว่า ดาวเทียมสอดแนม “มัลลิกยอง-1” ของเกาหลีเหนือ ที่ถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรโลกในช่วงวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการเก็บภาพถ่ายสถานที่ทางความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ทำการตรวจสอบภาพเหล่านี้ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างว่าภาพที่ดาวเทียมสอดแนมเก็บข้อมูลมา มีทั้งทำเนียบขาวสหรัฐฯ กระทรวงกลาโหมเพนตากอน ไปจนถึงฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งตรวจสอบพบว่ามีเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ 4 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบินอังกฤษ 1 ลำ ทั้งยังสามารถเก็บข้อมูลฐานทัพสหรัฐฯในเกาหลีใต้ เกาะกวม และรัฐฮาวาย แต่มิได้นำภาพเหล่านี้มาเปิดเผยสู่สาธารณชน ขณะที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติ กล่าวโจมตีว่า เกาหลีเหนือแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการพัฒนาระบบสนับสนุนอาวุธนิวเคลียร์ แต่ทูตฝ่ายเกาหลีเหนือโต้ว่า สหรัฐฯคุกคามเราด้วยอาวุธนิวเคลียร์.

ยูเอ็นวอนหยุดยิงระยะยาวช่วยเหลือกาซา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744223

ยูเอ็นวอนหยุดยิงระยะยาวช่วยเหลือกาซา

29 พ.ย. 2566 08:30 น.

ยูเอ็นวอนหยุดยิงระยะยาวช่วยเหลือกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานตามติดสถานการณ์ ในฉนวนกาซาหลังผ่านพ้นช่วงเวลาการหยุดยิงชั่วคราว 4 วัน (ระหว่างวันที่ 24-27 พ.ย.) เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ว่า กองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสและอิสราเอลเจรจาข้อตกลงที่มีกาตาร์ อียิปต์ และสหรัฐฯเป็นผู้ไกล่เกลี่ย โดยขยายเวลาการหยุดยิงเพิ่มจากกำหนดการเดิมอีก 2 วัน

กลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวประกันเด็กและสตรีที่ถูกคุมขังในฉนวนกาซา 20 คน แลกกับการปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์เด็กและสตรี 50 คน มีการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่ฉนวนกาซาเพิ่มเติม โดยมีรถบรรเทาทุกข์เข้าสู่ทางเหนือของฉนวนกาซา 100 คัน และสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินบรรทุกความช่วยเหลืออีก 3 ลำ ไปอียิปต์เพื่อนำส่งสู่ฉนวนกาซาต่อไป กระนั้น อิสราเอลย้ำว่า กองทัพจะปฏิบัติการในฉนวนกาซาอย่างเต็มกำลังเพื่อทำลายกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก หากกลุ่มฮามาสหยุดปล่อยตัวประกัน

รัฐบาลกาตาร์ยังเผยว่า การเจรจาขยายเวลา การหยุดยิงทำได้ยากมาก เนื่องจากทุกฝ่ายมีความต้องการของตัวเอง และกาตาร์จะพยายามอย่างหนักเพื่อให้การเจรจาบรรลุผล ด้านสำนักข่าวอัลจาซีรารายงานยว่า อิสราเอลได้โจมตีสถานที่สำคัญในฉนวนกาซาหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยอิสลาม ห้องสมุดประชาชน ศูนย์วัฒนธรรม ทั้งนี้ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าการปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหรือหลังดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า กองทัพได้ยิงระเบิดควันในเขตเช็ก รัดวาน เมืองกาซาซิตี้ ทางเหนือของฉนวนกาซา ก่อนถอนกำลังไปทางตะวันตกของฉนวนกาซา

รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น มีควันดำลอยเหนือบริเวณทางเหนือของฉนวนกาซา แต่ไม่พบเห็นและได้ยินเสียงเครื่องบินรบและเสียงระเบิด รวมถึงไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ด้านกองทัพเผยว่า เป็นการยิงส่งสัญญาณเตือน เนื่องจากพบเห็นสิ่งต้องสงสัยมุ่งหน้าเข้าหากองทัพ

ด้านนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การ สหประชาชาติ แถลงเนื่องในวันแห่งความเป็นปึกแผ่นสากลกับชาวปาเลสไตน์ ซึ่งตรงกับวันที่ 29 พ.ย. นายกูเตร์เรสยังคงประณามการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวไม่ใช่เหตุผลในการลงโทษชาวปาเลสไตน์แบบเหมารวม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์อันแสนมืดมนที่ชาวปาเลสไตน์เผชิญอยู่ ยังเรียกร้องให้มีการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมระยะยาว เพื่อส่งความช่วยเหลือเข้าไปในฉนวนกาซามากขึ้น พาตัวประกันทั้งหมดกลับบ้าน ยุติความรุนแรงต่อพลเรือน รวมถึงยุติการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ.

ถอดบทเรียนอุโมงค์ถล่มอินเดีย สัญญาณเตือนไปถึงผู้นำประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744052

ถอดบทเรียนอุโมงค์ถล่มอินเดีย สัญญาณเตือนไปถึงผู้นำประเทศ

29 พ.ย. 2566 08:00 น.

ถอดบทเรียนอุโมงค์ถล่มอินเดีย สัญญาณเตือนไปถึงผู้นำประเทศ

  • ปฏิบัติการกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือคนงาน 41 ชีวิตที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์ที่พังถล่มของอินเดีย นับเป็นปฏิบัติการกู้ภัยที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งของการกู้ภัยอุโมงค์ถล่มที่เคยมีมาของอินเดีย เนื่องจากภูมิประเทศที่มีหินหลายชนิด ทำให้คาดคะเนความมั่นคงได้ยาก ประกอบกับเกิดแผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง กว่าปฏิบัติการช่วยเหลือจะสำเร็จ จึงเป็นงานหินไม่ใช่เล่น
  • เดิมทีอุโมงค์นี้เริ่มสร้างขึ้นในปี 2018 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2022 แต่มีเหตุต้องล่าช้าออกไปเป็นช่วงกลางปี 2024 เนื่องจากโครงการนี้ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม จนเกิดการถล่มดังกล่าว
  • ก่อนหน้านี้ ในระหว่างที่มีการก่อสร้าง ที่พักอาศัยหลายร้อยหลังคาเรือน ต่างพบกับปัญหาดินทรุดตัวตามแนวเส้นทาง จนทำให้โครงการดังกล่าวนี้ถูกร้องเรียนอย่างมาก

ในที่สุดปฏิบัติการช่วยชีวิตคนงาน 41 ชีวิตที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์ในรัฐอุตตราขัณฑ์ที่พังถล่มลงมาก็ประสบความสำเร็จ หลังจากที่ต้องใช้เวลายาวนานถึงกว่า 2 สัปดาห์ ใช้อุปกรณ์ขุดเจาะหลากหลาย และระดมสรรพกำลังของผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนมาก ซึ่งนับว่ายังโชคดีที่คนงานทั้งหมดออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่ขั้นตอนกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

อาร์โนลด์ ดิกซ์ ผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติการใต้ดินของออสเตรเลีย ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ติดอยู่ในอันดับที่หินที่สุดหรือยากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ สำหรับปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในอุโมงค์เท่าที่เขาเคยประสบมา โดยดิกซ์ได้รับเชิญมาเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลอินเดียในปฏิบัติการช่วยชีวิตครั้งนี้ และต้องใช้ชีวิตอยู่ด้านหน้าโครงการก่อสร้างอุโมงค์คืนแล้วคืนเล่า วันแล้ววันเล่า เพื่อให้ปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงลงได้

ความยากลำบากของการกู้ภัยครั้งนี้อยู่ที่การฝ่าด่านชั้นหินระยะทาง 60 เมตร เข้าไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเจอทางตันหลายรอบจากก้อนหินที่มีความแข็งมากจนไม่สามารถเจาะผ่านได้ จนทำให้เครื่องขุดเจาะพัง และต้องใช้เครื่องขุดเจาะบังคับมือมาช่วยในภายหลัง อีกทั้งยังต้องพิจารณาความเสี่ยงอีกหลายด้าน เพื่อไม่ให้คนงานที่ติดอยู่ภายในได้รับอันตรายจากการถล่มเพิ่มเติม และต้องมั่นใจว่าพวกเขาต้องออกมาได้อย่างปลอดภัยทุกคน

การใช้สว่านแนวตั้งหรือท่อ เพื่อเจาะเข้าไปในอุโมงค์จากด้านบนก็นับว่ามีอุปสรรคมาก เพราะความไม่มั่นคงของสภาพภูมิประเทศของภูเขาที่ยังมีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องของแหล่งน้ำเหนืออุโมงค์ เพราะหากเจาะไปเจอกับแหล่งน้ำอาจทำให้เกิดน้ำท่วม ส่งผลให้ทั้งผู้ช่วยเหลือและผู้ที่ติดอยู่ภายในตกอยู่ในความเสี่ยงทั้งสองฝ่ายได้

เบอร์นาร์ด กรุปเป ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมชาวออสเตรเลีย-เยอรมัน ที่รัฐบาลอินเดียจ้างมาดูแลการก่อสร้างอุโมงค์แห่งนี้เคยให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการขุดเจาะอุโมงค์ ก็พบว่าสภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่มีความท้าทายมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และยังไม่ชัดเจนว่าเพราะอะไรจึงไม่มีการก่อสร้าง “ทางหนีภัย” ทั้งๆ ที่ได้รับอนุมัติมาตั้งแต่ปี 2018 จนกระทั่งมาเกิดเหตุอุโมงค์ถล่ม

ทำความเข้าใจพื้นที่

เทือกเขาหิมาลัย เป็นเทือกเขาที่อายุน้อยที่สุดในโลก และเป็นที่ตั้งของยอดเขาที่สูงที่สุด โดยมีการก่อตัวขึ้นราว 45 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากมาทรุดตัวและซ้อนทับกันของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง

นักธรณีวิทยา ระบุว่า หินจำนวนมากทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐอุตตราขัณฑ์เป็นหินตะกอน ได้แก่ ฟิลไลต์ หินดินดาน หินปูน ควอทซ์ไซต์ ซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อตะกอนที่หลุดร่อนจากพื้นผิวโลกถูกบีบอัดและยึดติดกัน ซึ่งเมื่อหินในพื้นที่มีความหลากหลายมาก และมีความแข็งต่างกัน ก็จะยิ่งทำให้พื้นที่นั้นมีความไม่คงที่สูง และในเมื่อโครงการนี้กินพื้นที่ถึง 4 เขตของอุตตราขัณฑ์ก็จะยิ่งมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเข้าใจสภาพของดินและหินในพื้นที่มีความแตกต่างกันมาก

ภูมิภาคนี้ ถือเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำคงคาและแม่น้ำสาขาหลักอื่นๆ ที่หล่อเลี้ยงชาวอินเดียกว่า 600 ล้านคนด้วยน้ำและอาหาร สภาพภูมิทัศน์เต็มไปด้วยป่าไม้ ธารน้ำแข็ง และน้ำพุ ซึ่งสภาพอากาศในประเทศอินเดียก็ได้รับอิทธิพลมาจากพื้นที่นี้เป็นหลัก 

ถอดบทเรียน

งานก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินซิลยาราความยาว 4.5 กิโลเมตรนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างทางหลวงแห่งชาติของอินเดีย บนเส้นทางแสวงบุญชาร์ ธัม ฮินดู ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลชาตินิยมฮินดู ภายใต้การนำของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงสถานที่แสวงบุญตามความเชื่อของศาสนาฮินดู 4 แห่งในรัฐอุตตราขัณฑ์ ผ่านถนนที่มีความยาว 890 กิโลเมตร ซึ่งมีมูลค่าโครงการสูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งนอกจากจะมีอุโมงค์ทางลอดหลัก 2 แห่งแล้ว ยังมีอุโมงค์ย่อยสำหรับโครงการเขื่อนพลังงานน้ำ และยังมีทางยกระดับและสะพานเล็กๆ อีกนับร้อยอยู่ภายใต้โครงการนี้ด้วย ซึ่งนักสิ่งแวดล้อมระบุว่า ภูเขาเหล่านี้ไม่ได้รองรับกับการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เช่นนี้

จากข้อมูลทางการระบุว่า ในปีนี้เกิดเหตุดินถล่มมากกว่า 1,000 ครั้งในรัฐอุตตราขัณฑ์ คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วกว่า 48 ศพ โดยมักเกิดขึ้นต่อเนื่องจากช่วงที่มีฝนตกหนัก ยิ่งไปกว่านั้นผลวิจัยยังระบุว่าดินชั้นบนในเทือกเขาหิมาลัยกำลังถูกกัดเซาะถึง 3 เท่าของค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยในปี 2013 เมืองเกทารนาถถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากฝนตกหนักในฤดูมรสุม ทำให้ผู้คนหลายพันคนถูกน้ำพัดพาจมหายไป

นายธยานี อดีตสมาชิกของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลฎีกา กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการที่แนะนำให้สร้างอุโมงค์ที่มีขนาดเล็กลงถูกเพิกเฉย โดยการก่อสร้างยังคงเดินหน้าระเบิดภูเขาอย่างรุนแรง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะพังทลาย ซึ่งเขาเชื่อว่าทางการอาจจะจงใจละเลยการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการแบ่งการก่อสร้างอุโมงค์เป็นส่วนๆ ในระยะทางไม่เกิน 100 กม. พร้อมทั้งฝากบทเรียนจากอุบัติเหตุครั้งนี้ไปถึงรัฐบาล ให้เน้นให้ความสำคัญ กับปฏิกิริยาทางธรณีวิทยาที่คาดเดาไม่ได้ในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเทือกเขาหิมาลัย ควรให้ความสำคัญกับความแข็งแรง และการทนต่อภัยพิบัติและสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ควรเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างเข้ามาร่วมกำหนดนโยบายในโครงการก่อสร้างในพื้นที่ที่เปราะบางต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้เส้นทางในอนาคตควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการยักษ์ใหญ่ที่จะเชิดหน้าชูตาประเทศต่อไป.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : BBCFrance24democracynews

ฟินแลนด์เตรียมปิดพรมแดนกับรัสเซียทั้งหมด หลังคนอพยพเข้าเมืองพุ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744198

ฟินแลนด์เตรียมปิดพรมแดนกับรัสเซียทั้งหมด หลังคนอพยพเข้าเมืองพุ่ง

29 พ.ย. 2566 06:00 น.

ฟินแลนด์เตรียมปิดพรมแดนกับรัสเซียทั้งหมด หลังคนอพยพเข้าเมืองพุ่ง

ฟินแลนด์เตรียมปิดด่านข้ามพรมแดนที่เชื่อมต่อกับรัสเซียแห่งสุดท้าย หลังจากจำนวนผู้อพยพที่เดินทางเข้าสู่ประเทศของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอังคารที่ 28 พ.ย. 2566 ว่า ทางการฟินแลนด์ ปิดด่านข้ามพรมแดนที่เชื่อมต่อกับรัสเซียไปแล้ว 7 จาก 8 แห่ง หลังจำนวนผู้อพยพในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มสูงขึ้นมาก และล่าสุดพวกเขาเตรียมปิดด่านสุดท้ายที่อาร์กติก เซอร์เคิล (Arctic Circle) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ (30 พ.ย.)

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของฟินแลนด์เกิดขึ้นหลังจากพวกเขาพบว่า มีผู้อพยพเดินทางจากรัสเซียเข้าสู่ฟินแลนด์ในเดือนพฤศจิกายนราว 900 คน ทั้งที่ตามปกติมีจำนวนเฉลี่ยต่อวันไม่ถึง 1 คน โดยเป็นผู้อพยพที่มาจากหลากหลายประเทศ เช่น โมร็อกโก, ปากีสถาน และซีเรีย

รัฐบาลฟินแลนด์กล่าวหามอสโกว่า จงใจช่วยให้ผู้อพยพเดินทางเข้าสู่ประเทศของพวกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการแผ่อิทธิพลและโจมตีแบบผสมผสานของรัสเซีย ขณะที่นายกรัฐมนตรี เพตเตรี ออร์โป ระบุในแถลงการณ์ว่า ฟินแลนด์ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะยุติการข้ามพรมแดนนี้

ด่าน ราจา-จูเซปปี (Raja-Jooseppi) ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายที่ยังเปิดอยู่ จะถูกปิดภายในวันศุกร์นี้ แต่การขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟจะยังคงเปิดตามปกติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด หญิงปากีสถานวัย 18 ถูกฆ่าเพื่อเกียรติ หลังโดนตัดต่อภาพคู่ชายหนุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744196

สลด หญิงปากีสถานวัย 18 ถูกฆ่าเพื่อเกียรติ หลังโดนตัดต่อภาพคู่ชายหนุ่ม

29 พ.ย. 2566 04:45 น.

สลด หญิงปากีสถานวัย 18 ถูกฆ่าเพื่อเกียรติ หลังโดนตัดต่อภาพคู่ชายหนุ่ม

หญิงชาวปากีสถานวัย 18 ปี ถูกพ่อกับลุงของตัวเองสังหาร หลังมีภาพเธอคู่กับชายหนุ่มถูกเผยแพร่ว่อนอินเทอร์เน็ต แต่ตำรวจระบุว่ารูปดังกล่าวอาจถูกตัดต่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 พ.ย. 2566 ว่า ตำรวจปากีสถานกำลังสืบสวนคดี ‘ฆ่าเพื่อเกียรติ’ กรณีหญิงสาววัย 18 ปี ในเมืองโคฮีสถาน ถูกพ่อและลุงของตัวเองยิงเสียชีวิต เมื่อสัปดาห์ก่อน ตามคำสั่งของสภาผู้อาวุโสของชนเผ่า หลังมีภาพของเธอคู่กับชายคนหนึ่งถูกเผยแพร่ว่อนอินเทอร์เน็ต แต่ตำรวจเชื่อว่านี่เป็นภาพตัดต่อ

ตำรวจจับกุมตัวพ่อของหญิงผู้เคราะห์ร้ายได้แล้ว ขณะที่ลุงของเธอกำลังอยู่ระหว่างการหลบหนี ส่วนชายที่ปรากฏในรูป ซึ่งสภาผู้อาวุโสฯ ต้องการสังหารด้วยกำลังอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเจ้าหน้าที่

ขณะเดียวกัน มีชายหญิงอีกคู่หนึ่งถูกขู่ฆ่าหลายครั้ง หลังจากภาพของทั้งคู่ถูกเผยแพร่ไปบนโซเชียลมีเดียในปากีสถาน โดยตำรวจเชื่อว่าภาพทั้ง 2 กรณีเป็นภาพตัดต่อ และถูกโพสต์ด้วยบัญชีผู้ใช้ปลอม ซึ่งพวกเขากำลังสืบสวนว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ให้การคุ้มครองหญิงในกรณีที่ 2 ก่อนจะอนุญาตให้เธอกลับไปอยู่กับครอบครัว หลังเธอยืนยันในศาลว่า เธอจะไม่เผชิญความเสี่ยงต่อชีวิตที่บ้านของเธอเอง

ทั้งนี้ บางพื้นที่ในปากีสถาน รวมถึงที่โคฮีสถาน มีประเพณีของชนเผ่าที่มองว่า การสังหารสตรีที่สร้างความเสื่อมเสียต่อครอบครัวเป็นสิ่งที่มีเกียรติ โดยตามประเพณีเหล่านี้จะให้สมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้ชายสังหารหญิงที่มีปฏิสัมพันธ์กับชายที่ไม่ได้เป็นญาติกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

บางครั้งเหยื่อการฆ่าเพื่อเกียรติก็เป็นสตรีที่ปฏิเสธการคลุมถุงชน หรือตกเป็นเหยื่อของการข่มขืน หรือล่วงละเมิดทางเพศ แต่การสังหารก็อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ อย่าง การแต่งกายที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสม และการแสดงพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นการไม่เชื่อฟัง

เมื่อปี 2554 หญิงชาวเมืองโคฮีสถาน 3 คน ถูกฆ่าหลังมีวิดีโอแสดงให้เห็นว่า พวกเธอร้องเพลงและปรบมือในงานแต่งงาน โดยการตายของพวกเธอนำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งทำให้มีชายอีก 4 คน ทยอยถูกฆ่าในเวลาแต่มา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนอ้าง เมียหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง โดนวางยาพิษโลหะหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744195

ยูเครนอ้าง เมียหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง โดนวางยาพิษโลหะหนัก

29 พ.ย. 2566 03:40 น.

ยูเครนอ้าง เมียหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง โดนวางยาพิษโลหะหนัก

ยูเครน อ้าง ภริยาหัวหน้าหน่วยข่าวกรองถูกวางยาพิษด้วยสารโลหะหนัก จนต้องเข้าโรงพยาบาล โดยยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

สำนักข่าว บีบีซี รายงานในวันอังคารที่ 28 พ.ย. 2566 ว่า นายอันเดรย์ ยูซอฟ โฆษกสำนักงานข่าวกรองแห่งกองทัพยูเครน เปิดเผยว่า นางมาริอันนา บูดาโนวา ภริยาของ พลโทคีรีโล บูดานอฟ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองยูเครน (DIU) ถูกวางยาพิษด้วยสารโลหะหนัก

นายยูซอฟ บอกด้วยว่า เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายคนก็แสดงอาการป่วยคล้ายกับถูกสารพิษ แต่ไม่รุนแรง

สื่อของยูเครนอย่าง Babel เป็นเจ้าแรกที่รายงานว่า นางบูดาโนวาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากไม่สบายเป็นเวลานาน ก่อนที่นายยูซอฟออกมาอ้างว่าเป็นการวางยาพิษ แต่ไม่มีการกล่าวหาว่ารัสเซียเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และไม่มีข้อบ่งชี้ว่านายพลบูดานอฟ ตกเป็นเป้าหมายของการวางยาด้วย

นอกจากนั้น ยังไม่มีการเปิดเผยว่านางบูดาโนวาถูกวางยาพิษด้วยโลหะหนักชนิดใด แต่เจ้าหน้าที่ผู้ไม่ประสงค์ออกนามบอกกับ บีบีซี ว่า เป็นสารที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือในปฏิบัติการทางทหาร

ขณะที่สื่อของยูเครนอีกสำนักอย่าง ยูเครนสกา ปราฟดา (Ukrainska Pravda) ออกมารายงานในเวลาต่อมา โดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวของพวกเขาเองว่า ผลการตรวจยืนยันแล้วว่าเป็นการวางยาพิษ โดยนางบูดาโนวาน่าจะได้รับพิษผ่านทางอาหาร แต่ตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นแล้ว หลังรับการรักษาเบื้องต้น

ทั้งนี้ นายพลบูดานอฟ มีบทบาทสำคัญในการวางแผน และดำเนินปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่อต้านกองทัพรัสเซีย หลังมอสโกยกทัพเข้ารุกรานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

ที่มา : bbc

WHO เตือน โรคระบาดอาจคร่าชีวิตคนในกาซา มากกว่าอิสราเอลทิ้งบอมบ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744194

WHO เตือน โรคระบาดอาจคร่าชีวิตคนในกาซา มากกว่าอิสราเอลทิ้งบอมบ์

29 พ.ย. 2566 02:37 น.

WHO เตือน โรคระบาดอาจคร่าชีวิตคนในกาซา มากกว่าอิสราเอลทิ้งบอมบ์

องค์การอนามัยโลกเตือน โรคระบาดในกาซาอาจสังหารผู้คนมากกว่าการโจมตีของอิสราเอลเสียอีก หากระบบสาธารณสุขยังไม่ฟื้นฟูกลับมา

เมื่อวันอังคารที่ 28 พ.ย. 2566 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซากำลังเลวร้ายลง เนื่องจากโรคท้องร่วงและโรคทางเดินหายใจกำลังแพร่กระจายในหมู่เด็กๆ ที่อาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิงของสหประชาชาติ ในฉนวนกาซา ซึ่งมีประชาชนอยู่กันอย่างแออัดกว่า 1.1 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างมะเร็ง ก็ไม่ได้รับการรักษา

การโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซา นับตั้งแต่ 7 ต.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 14,800 ศพ และส่งผลให้มีประชาชนกว่า 1.8 ล้านคน ต้องอพยพออกจากบ้านเพื่อหนีความรุนแรง และราว 60% ในจำนวนนี้ไปอาศัยอยู่ในศูนย์พักพัก 156 แห่งขององค์การเพื่อผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์แห่งสหประชาชาติ (UNRWA)

ดร.มาร์กาเรต แฮร์ริส โฆษกของ WHO กล่าวในงานแถลงข่าวที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ว่า ผลการประเมินผู้ที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงของสหประชาชาติ พบว่าระดับการติดเชื้อโรคท้องร่วงในหมู่เด็กๆ อายุ 5 ขวบขึ้นไปในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน สูงกว่าระดับปกติมากกว่า 100 เท่า

นอกจากนั้น ดร.แฮร์ริส ระบุอีกว่า ระบบสาธารณสุขในกาซายังไม่พร้อมทำการรักษาพวกเขา ทำให้เด็กๆ โดยเฉพาะทารก สุขภาพทรุดโทรมลงและเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

ตามข้อมูลของสหประชาชาติ ในภาคเหนือของฉนวนกาซามีโรงพยาบาลที่ยังคงปฏิบัติการได้เพียง 5 แห่งเท่านั้น และให้บริการได้บางส่วนด้วย หลังจากอิสราเอลโจมตีภาคพื้นดินอย่างหนัก ขณะที่ในภาคใต้ เหลือโรงพยาบาลที่ปฏิบัติการได้ 8 แห่งจากทั้งหมด 11 แห่ง แต่มีเพียงแห่งเดียวที่รักษาอาการเจ็บป่วยร้ายแรงหรือทำการผ่าตัดที่ซับซ้อนได้

“ในท้ายที่สุด เราจะได้เห็นผู้เสียชีวิตจากโรคภัยมากกว่าที่เห็นจากการทิ้งระเบิด หากเราไม่สามารถนำระบบสาธารณสุขกลับมาได้ทั้งหมด” ดร.แฮร์ริส เตือน

ทั้งนี้ คำเตือนขององค์การอนามัยโลกเกิดขึ้นในขณะที่การพักรบในฉนวนกาซาเข้าสู่วันที่ 5 ในวันอังคารที่ 28 พ.ย. หลังอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสตกลงขยายเวลาหยุดยิงออกไปจนถึงวันพุธนี้ แลกกับการที่ฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันเพิ่มอีก 20 คน ส่วนฝ่ายอิสราเอลจะปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์อีก 60 คน

ตลอดช่วง 4 วันแรกของการหยุดยิง มีรถบรรทุกเสบียงและสิ่งของช่วยเหลือถูกส่งเข้าไปในกาซากว่า 800 คัน มากขึ้นกว่าในช่วง 7 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นมาก แต่ยังถือว่าเป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวของจำนวนเดิมก่อนเกิดสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเดียเฮลั่น ช่วยคนงาน 41 ชีวิต ได้ครบทุกคน หลังติดในอุโมงค์ 17 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744191

อินเดียเฮลั่น ช่วยคนงาน 41 ชีวิต ได้ครบทุกคน หลังติดในอุโมงค์ 17 วัน

29 พ.ย. 2566 00:52 น.

อินเดียเฮลั่น ช่วยคนงาน 41 ชีวิต ได้ครบทุกคน หลังติดในอุโมงค์ 17 วัน

ในที่สุดทีมกู้ภัยของอินเดียก็สามารถช่วยเหลือคนงาน 41 ชีวิตที่ติดอยู่ในอุโมงค์ถนน ซึ่งพังถล่มลงมาเมื่อ 17 วันก่อนได้สำเร็จแล้ว ท่ามกลางความยินดีของคนทั้งประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คนงานก่อสร้าง 41 ชีวิตผู้ติดอยู่ในอุโมงค์ถนน ‘ซิลก์ยารา’ (Silkyara) ในรัฐอุตตราขัณฑ์ ซึ่งพังลงมาบางส่วนหลังเกิดดินถล่มบนภูเขา ได้รับการช่วยเหลือออกมาอย่างปลอดภัยครบทุกคนแล้ว ในวันอังคารที่ 28 พ.ย. 2566 หลังจากปฏิบัติการช่วยเหลืออย่างยากลำบากนานถึง 17 วัน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของอินเดียสามารถขุดรูทะลุกองดินและซากปรักหักพังของอุโมงค์ซึ่งพังลงมาเป็นระยะทาง 57 ม. พร้อมกับสอดท่อเหล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ฟุต ช่วยให้คนงานก่อสร้างทั้ง 41 คน คลานลอดออกมาได้สำเร็จ ในวันอังคาร ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้องของเจ้าหน้าที่, ญาติผู้ประสบเหตุ และผู้คนที่มาดูเหตุการณ์

ทั้งนี้ อุโมงค์ซิลก์ยารา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง พังลงมาบางส่วนเมื่อ 12 พ.ย. โดยปฏิบัติการช่วยเหลือคนงานกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งอุโมงค์ถล่มลงมาเพิ่มเติม จนเจ้าหน้าที่ต้องไปขุดรูอื่นจากด้านบนและฝั่งตรงข้ามของอุโมงค์เพื่อเป็นทางเลือกอื่น นอกจากนั้น เครื่องขุดยังพังเสียหายจนต้องเปลี่ยนใหม่หลายครั้ง

นายไนเยอร์ อาห์หมัด พี่ชายของหนึ่งในคนงานที่ประสบเหตุ ผู้มาตั้งแคมป์ติดตามเหตุการณ์ท่ามกลางอากาศหนาวนานกว่า 2 สัปดาห์ บอกกับผู้สื่อข่าวของเอเอฟพี ด้วยความดีใจว่า “เราขอบคุณพระเจ้าและทีมกู้ภัยที่ทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือพวกเขา”

ขณะที่ นางมุสาร์รัต จาฮาน ภรรยาของหนึ่งในคนงานก่อสร้าง ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี ผ่านทางโทรศัพท์จากรัฐพิหาร ว่า “เรามีความสุขมาก จนไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้เลย สามีของฉันไม่เพียงได้ชีวิตใหม่ เราก็ได้ชีวิตใหม่ด้วย เราจะไม่มีวันลืมเลย”

ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ออกแถลงการณ์ชื่นชมเหล่าคนงาน ระบุว่า ความกล้าหาญและอดทนของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน ส่วน นายพุชคาร์ สิงห์ ธามี มุขมนตรีรัฐอุตตราขัณฑ์ กล่าวว่า ความอดทน, การทำงานหนัก และศรัทธา ได้รับชัยชนะ พร้อมกับชื่นชมแรงภาวนาของชาวอินเดียนับสิบล้านคน และการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของทีมกู้ภัย

นายธามี เสริมด้วยว่า คนงานที่ได้รับการช่วยเหลือออกมามีสุขภาพแข็งแรงดี โดยมีหมอของโรงพยาบาลสนามตรวจพวกเขาทันทีที่ออกมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

พายุหิมะถล่มยูเครน มอลโดวา ดับ 8 ศพ-ไฟฟ้าดับหลายร้อยเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2743989

พายุหิมะถล่มยูเครน มอลโดวา ดับ 8 ศพ-ไฟฟ้าดับหลายร้อยเมือง

28 พ.ย. 2566 22:05 น.

พายุหิมะถล่มยูเครน มอลโดวา ดับ 8 ศพ-ไฟฟ้าดับหลายร้อยเมือง

พายุหิมะถล่มยูเครน มอลโดวา เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตรวมกัน 8 ศพ ในเมืองและหมู่บ้านหลายร้อยแห่งไฟฟ้าดับ และถนนหลายสายถูกตัดขาด

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุพายุหิมะฤดูหนาวพัดถล่มตอนกลางและตอนใต้ของยูเครน และมอลโดวา ประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เบื้องต้นเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ ที่ยูเครน 5 ศพ และมอลโดวา 3 ศพ ขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 30 ราย นอกจากนี้ยังทำให้เมือง และหมู่บ้านหลายร้อยแห่งไฟฟ้าดับ และถนนหลายสายถูกตัดขาด

นักอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์สภาพอากาศในพื้นที่โดยรอบทะเลดำว่าจะเลวร้ายขึ้น โดยคาดว่าจะมีหิมะตก และฝนตกทั่วยูเครน ในวันพุธที่ 29 พ.ย.นี้

ด้านหน่วยบริการฉุกเฉินของยูเครน ระบุว่า พายุหิมะทำให้ไฟฟ้าดับอยู่ใน 882 เมือง การจราจรบนทางหลวง 10 สายถูกระงับ และรถบรรทุกมากกว่า 1,500 คันติดอยู่บนท้องถนน ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าโรงเรียนหลายแห่งทั้งในยูเครน และมอลโดวา ต้องงดการเรียนการสอนชั่วคราว

อิกอร์ ไคลเมนโก รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของยูเครน กล่าวว่า พายุฤดูหนาวทำให้เกิดหิมะที่ตกลงมาสูงถึง 2 เมตรในบางพื้นที่ โดยภูมิภาคโอเดสซา และมิโคเลฟ ทางตอนใต้ของประเทศเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากไฟฟ้าถูกตัดทั้งหมด 

ด้านประเทศรัสเซียได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในหลายภูมิภาคบริเวณคาบสมุทรไครเมีย พร้อมออกประกาศให้ประชาชนอยู่บ้าน เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกของรัฐบาล อาทิ โรงเรียน และโรงพยาบาล ถูกสั่งปิด

พายุฤดูหนาวลูกนี้ถือเป็นหนึ่งในพายุที่ทรงอิทธิพลที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจดบันทึก หัวหน้าหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของรัสเซียบอกกับสำนักข่าวของรัฐอาร์ไอเอ โนวอสตี ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทางหลวง จนต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ราบต่ำ.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ReutersAP

ออสเตรเลียเตรียมห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง ต้นปีหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2743988

ออสเตรเลียเตรียมห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง ต้นปีหน้า

28 พ.ย. 2566 21:36 น.

ออสเตรเลียเตรียมห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง ต้นปีหน้า

ออสเตรเลียเตรียมห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งตั้งแต่มกราคมปีหน้า หวังควบคุมการเสพติดสารนิโคตินของกลุ่มวัยรุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กระทรวงสาธารณสุขของออสเตรเลียแถลงวันนี้ (28 พ.ย. 2566) เตรียมห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2567 เป็นต้นไป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมการเสพติดสารนิโคตินของกลุ่มวัยรุ่น

มาร์ค บัตเลอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของออสเตรเลีย กล่าวว่า มาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable Vape) จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป และในเดือนมีนาคม มาตรการห้ามนำเข้าจะครอบคลุมถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ใช่เพื่อการบำบัดทั้งหมด ขณะที่ผู้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์จะได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานควบคุมยาก่อน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนออกกฎหมายควบคุมการใช้ การโฆษณา และการผลิตบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้าเช่นเดียวกัน

บัตเลอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่เดิมบุหรี่ไฟฟ้าถูกโฆษณาว่าจะสามารถช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่ได้ แต่ในความเป็นจริง บุหรี่ไฟฟ้ากลับทำให้คนรุ่นใหม่พึ่งพานิโคตินมากกว่าเดิม เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามีตลับบรรจุของเหลวที่ประกอบด้วยนิโคติน สารปรุงแต่งรสสังเคราะห์ และสารเคมีอื่นๆ อีกหลายประเภท

ทั้งนี้ การซื้อหรือนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2564 โดยผู้ที่จะสามารถซื้อหรือนำเข้าได้ต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อจำกัดเหล่านั้น แต่อัตราการติดนิโคตินก็ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยซิดนีย์เมื่อต้นปีนี้ พบว่าวัยรุ่นอายุระหว่าง 14-17 ปี มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองมากกว่า 1 ใน 4 ในขณะที่การวิจัยจากองค์กรการกุศล Cancer Council ของออสเตรเลียพบว่า วัยรุ่น 9 ใน 10 คนในกลุ่มอายุเดียวกัน คิดว่าการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : ReutersBBC