วันรวมนํ้าใจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ช่วยกาชาด ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769715

วันรวมนํ้าใจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ช่วยกาชาด ประจำปี 2566

วันรวมนํ้าใจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ช่วยกาชาด ประจำปี 2566

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เบญจมาศ รุจิรวงศ์ และ ดร.สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์ นำทีมเชิญชวนนุ่งโจง ห่มสไบ สวมผ้าไทยเที่ยวงานกาชาด 2566

สภาสมาคมสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำโดย กัญญาประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯแถลงข่าวจัดงาน “วันรวมน้ำใจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯช่วยกาชาด ประจำปี 2566” ร่วมกับองค์กรสมาชิก และภาคีเครือข่ายเพื่อรับบริจาคสิ่งของนำไปร่วมออกร้านงานกาชาด ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “งานกาชาด 100 ปีรื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้ #Red Cross Fair CenturyOfCharity” ระหว่างวันที่ 8-18 ธันวาคม 2566ณ บริเวณสวนลุมพินี โซน 6 (ประตู 1 ถนนวิทยุ) เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย โดยมีดร.สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์ เลขาธิการ สมาคมสตรีแห่งชาติฯ ประธานฝ่ายจัดจำหน่ายสลากบำรุงสภากาชาดไทย และ เบญจมาศ รุจิรวงศ์ ประธานสมาชิกสมทบสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯในฐานะประธานร้านเศรษฐกิจสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ร่วมแถลงข่าวณ อาคารบ้านพระกรุณานิวาสน์ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ

สุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯกล่าวถึงแนวคิดการจัดงาน ร้านกาชาดของสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประจำปี 2566 กล่าวว่า สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ได้ร่วมออกร้านในงานกาชาดเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้งานกาชาดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “งานกาชาด 100 ปี รื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้ #RedCrossFairCenturyOfCharity” เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย ซึ่งในแต่ละปีร้านสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ได้รับความสนใจจากผู้มาเที่ยวชมงาน เพราะมีสินค้าดี มีคุณภาพมาจำหน่ายในราคาย่อมเยา เนื่องจากสินค้าที่นำมาจำหน่ายนั้น สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสมาชิกในการนำสิ่งของมาบริจาคมากมายทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ของกินของใช้ต่างๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการบริโภคและการดำรงชีวิตของประชาชน งานกาชาดปีนี้ ร้านของสภาสมาคมสตรียังตั้งอยู่ที่เดิม คือโซน 6.1 ทางเข้าประตู 1ด้านถนนวิทยุ ร้านสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5ที่มีความสวยงามตรงตามแนวคิดการจัดงาน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าภายในร้านสภาสมาคมสตรีแห่งชาติภายในงานกาชาดประจำปี 2566 รับรองว่าไม่มีผิดหวัง

ดร.สุฑาทิพย์ วาทีทิพย์, สุกัญญา ประจวบเหมาะ และ เบญจมาศ รุจิรวงศ์

ดร.สุทาทิพย์ วาทีทิพย์ เลขาธิการและประธานฝ่ายจำหน่ายสลากกาชาด สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯกล่าวว่า สลากบำรุงสภากาชาดของร้านสภาสตรีแห่งชาติฯ ในปีนี้มีจำหน่าย 50,000 ฉบับ จำหน่ายในราคาฉบับละ 100 บาท เช่นเคย โดยมีรางวัลใหญ่เป็นทองคำแท่งรวมหนัก 41 บาท 50 สตางค์ และรางวัลอื่นๆ มากมาย รวมมูลค่ากว่าหนึ่งล้านบาท โดยรายได้จากจำหน่ายสลาก ทูลเกล้าฯถวายสมทบทุนสภากาชาดไทย โดยกำหนดออกรางวัล ในวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ณ เวทีกลาง สวนลุมพินีผู้สนใจสนับสนุนสลาก ติดต่อได้ที่สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ บ้านกรุณานิวาสน์ ถนนสุโขทัย แขวงดุสิต เขตดุสิตกรุงเทพฯ โทร.02-1179353

เบญจมาศ รุจิรวงศ์ ประธานสมาชิกสมทบสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯในฐานะประธานร้านเศรษฐกิจ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ กล่าวว่า สินค้าร้านช่วยเศรษฐกิจ ในงานกาชาด ประจำปี 2566 มีเครื่องใช้ไฟฟ้า ประกอบด้วย ตู้เย็น เครื่องซักผ้าพัดลม หม้อหุงข้าว โทรทัศน์ ไมโครเวฟ นอกจากนี้ มีข้าวสาร น้ำตาล กระเป๋า-เดินทาง และสินค้าอื่นๆ มากมายที่ได้การสนับสนุนมาจากองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ อาทิ ชุดผ้าไหม กระเป๋า รองเท้า นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพร้อมสนุกสนานกับเกมการละเล่น และพบกับศิลปิน-ดารา นางงาม ที่มาเยี่ยมร้านกาชาดสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ อีกด้วย

ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อมนุ่งโจง ห่มสไบ หรือสวมผ้าไทยมาเที่ยวงาน กาชาดประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “งานกาชาด 100 ปีรื่นรมย์สุขฤดี ณ ที่แห่งการให้ #RedCrossFairCenturyOfCharity” ระหว่างวันศุกร์ที่ 8-วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2566 รวม 11 วัน 11 คืน ณ สวนลุมพินี เที่ยวฟรีตลอดงาน”

แนวหน้า TALK : ‘องอาจ คล้ามไพบูลย์’ วิเคราะห์‘เงินดิจิทัล’มอง‘การเมืองไทย’ เผยประสบการณ์ท่องแดน‘อิสราเอล-กาซา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769711

แนวหน้า TALK : ‘องอาจ คล้ามไพบูลย์’  วิเคราะห์‘เงินดิจิทัล’มอง‘การเมืองไทย’ เผยประสบการณ์ท่องแดน‘อิสราเอล-กาซา’

แนวหน้า TALK : ‘องอาจ คล้ามไพบูลย์’ วิเคราะห์‘เงินดิจิทัล’มอง‘การเมืองไทย’ เผยประสบการณ์ท่องแดน‘อิสราเอล-กาซา’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“คืบหน้า” กันมาอีกนิดกับการแจก “เงินดิจิทัล” 1 หมื่นบาท นโยบายเรือธงของ “พรรคเพื่อไทย” หลังจากเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2566 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลักเกณฑ์ เช่น 1.ผู้ได้รับสิทธิ เป็นประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และมีเงินเดือนต่ำกว่า 70,000 บาท หรือมีเงินในบัญชีรวมกันน้อยกว่า 500,000 บาท ซึ่งคิดเป็นจำนวนประชากรผู้ได้รับจำนวน 50,000,000 คน

2.ที่มาของเงิน จะออก พ.ร.บ.เป็นวงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งมีความโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบรัฐสภา และรัฐบาลจะมีแผนจัดสรรเงินงบประมาณมาเพื่อจ่ายคืนเงินส่วนที่เป็นเงินกู้ตลอดระยะเวลา 4 ปี 3.สถานที่และระยะเวลาที่สามารถใช้ได้ การอัดฉีดครั้งแรกมีระยะเวลา 6 เดือนเพื่อให้เงินมีการหมุนเวียน และสามารถใช้จับจ่ายต่อได้จนถึงเดือนเม.ย. 2570 สามารถใช้ในอำเภอเดียวกับบัตรประชาชน

และ 4.สิ่งที่เงินดิจิทัลใช้ได้-ไม่ได้ แบ่งเป็น ในส่วนที่ใช้ได้ เช่น ใช้ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภค-บริโภคได้เท่านั้น ขณะที่ในส่วนที่ใช้ไม่ได้ เช่น การจ่ายค่าบริการต่างๆ การซื้อสินค้าออนไลน์ การซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ กัญชา กระท่อม พืชกระท่อม และผลิตภัณฑ์จากกัญชาและพืชกระท่อมได้ การซื้อบัตรกำนัล บัตรเงินสด ทองคำ เพชร พลอย อัญมณีได้ การชำระหนี้ การจ่ายค่าเล่าเรียน จ่ายค่าน้ำ-ไฟฟ้า-โทรศัพท์ การซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงไม่สามารถนำไปแลกเป็นเงินสด หรือแลกเปลี่ยนในตลาดต่างๆ

ย้อนไปก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน องอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้มาให้ความเห็น
ในรายการ “แนวหน้าTalk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” วันที่ 9 พ.ย. 2566 ในประเด็นแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท เช่นกัน ว่า ด้านหนึ่งเห็นว่าเป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะทำนโยบายนี้ เพราะเป็นนโยบายที่ได้หาเสียงไว้

แต่อีกด้านหนึ่งเมื่อได้เป็นรัฐบาล นโยบายนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง 1.แหล่งที่มาของเงิน จะกู้หรือไม่ หรือจะใช้งบประมาณแผ่นดิน หรือจะเอาเงินมาจากไหนแต่รัฐบาลยังให้คำตอบไม่ได้ 2.การบริหารจัดการ จะแจกด้วยวิธีใด และพ่อค้า-แม่ค้า เมื่อได้ไปแล้วจะแลกกลับเป็นเงินสดอย่างไร 3.จำนวนงบประมาณที่ใช้ จากเดิมจะใช้ 5.6 แสนล้านบาท กับการแจกคน 56 ล้านคน แต่ต่อมาก็มีข่าวรัฐบาลจะใช้งบประมาณแผ่นดินปีละ 1 แสนกว่าล้านบาท เมื่อบวกกับเวลาบริหารราชการแผ่นดิน 4 ปี จะใช้งบประมาณรวม 4 แสนกว่าล้านบาท

ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าจำเป็นต้องเร่งอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมองว่านโยบายนี้เป็นเหมือนพายุที่จะพัดเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้คล่อง ซึ่งหากใช้ในเดือนก.พ. 2567 อาจเป็นไปได้ แต่หากรอไปใช้ในเดือน ก.ย. 2567 อาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว หรือต่อให้ใช้งบประมาณปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่การใช้เงินดิจิทัลกำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 6 เดือน พ่อค้า-แม่ค้า รับเงินดิจิทัลไปก่อนแล้วรัฐบาลบอกจะแบ่งจ่าย คำถามคือเขาจะรอกัน 4 ปี อย่างนั้นหรือ เพราะคนทำมาค้าขายเขาก็ต้องการเงินหมุนเวียน และจริงๆ รัฐบาลก็ต้องการให้เงินหมุนเวียนเช่นกัน

นอกจากนั้น บริเวณที่จะใช้เงิน เดิมบอกว่าจะใช้ไม่เกิน 4 กม. ตอนนี้เป็นอำเภอ ก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะเพิ่มเป็นทั้งจังหวัดหรือเปล่า หรือจะใช้ทั้งประเทศอะไรอย่างไร แล้วใครควรจะได้เงินบ้าง ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ให้ความเห็นกันเยอะ บางคนบอกคนรวยไม่ควรได้ บางกลุ่มบอกจะรวยจะจนก็ควรได้เหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้ในสังคมมีคนคิด 3 แบบ 1.คัดค้านเลยว่าไม่ควรทำ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์จะคัดค้านไม่กระตุ้นจริง ไม่คุ้มค่า ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้านักเศรษฐศาสตร์จะมาแนวนี้

2.ควรทำแต่ก็ควรจะปรับแก้ เช่น ไม่ควรให้คนรวยบ้างอะไรบ้าง หรือให้กว้างขึ้นจาก 4 กิโลเมตร กลุ่มนี้ก็จะเป็นสภาอุตสาหกรรม สภาหอกการค้า สมาคมธนาคาร และ 3.ควรทำและให้ทำแบบที่ตอนหาเสียง คือแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท กับคนอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน และใช้จ่ายภายใน6 เดือน แน่นอนว่าคงเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ดังนั้นก็ต้องดูว่าในท้ายที่สุดรัฐบาลจะมีความเห็นออกมาอย่างไร

“ผมมีความเห็นว่า เรื่องนี้ที่เราฟังมาตั้งแต่ต้น ผมคิดว่ารัฐบาลประกาศเรื่องนี้ไม่ใช่ประกาศหลังจากเป็นรัฐบาล หรือมาแถลงนโยบายแล้วก็ประกาศ แต่ว่าได้ประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายหลักแล้วก็หาเสียงเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนเมษา-พฤษภาโน่น ซึ่งความเข้าใจของผมก็คือว่าหาเสียงแจกดิจิทัล 1 หมื่นบาท ผมเข้าใจว่าเป็นรัฐบาลปุ๊บมันทำได้ทันทีเพราะเขาคงต้องวางแผนแล้ว ต้องศึกษามาแล้วอย่างดี เอาเงินมาจากไหน แจกอย่างไร ใช้บล็อกเชนอย่างไร ใช้แอปพลิเคชั่นอย่างไร แต่พอมาแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จก็ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลย” องอาจ กล่าว

จากสิ่งที่มองเห็นข้างต้น รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวต่อไปว่า คนจึงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนไม่ได้คิดเหมือนประกาศนโยบายตอนนั้นเพื่อให้มีคะแนนเสียงจากประชาชนมาก่อน ว่าหากเลือกพรรคเพื่อไทยจะได้ 1 หมื่นบาท ภายใน 6 เดือน ถ้าบ้านมี 5 คน อายุ 16 ปีขึ้นไป ก็ได้ 5 หมื่นบาท หรือ 10 คนก็ได้ 1 แสนบาท ตนเองจึงเห็นว่า นโยบายนี้ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบมาก่อน ไม่ได้คิดอย่างสุดทาง เพราะหากคิดแบบสุดทางวันนี้ก็เริ่มทำได้เลย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ยังไม่อาจบอกได้ว่ารัฐบาลทำนโยบายนี้ไม่ได้ แต่หากทำไม่ได้ ประชาชนก็คงจะลดความน่าเชื่อถือลง แต่การได้ประกาศก็เท่ากับเราต้องเตรียมการมาแล้วอย่างดี ถึงกระนั้นตนเองก็ไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยอมถอย เพราะนี่คือนโยบายธงหรือนโยบายสำคัญของเขา และหากแจกในเดือน ก.พ. 2567 ได้จริง
ก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่จะคุ้มหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่ารัฐบาลนายกฯเศรษฐา จะแจกเงินดิจิทัลแน่นอน

“ผมก็ฝากคุณเศรษฐาทวีสิน ไปว่า อยากให้ระมัดระวัง3 เรื่อง 1.ไม่ทุจริต 2.ไม่ผิดกฎหมาย3.ไม่ทำลายหลักการและระบบที่ถูกต้อง วินัยการเงินการคลังอะไรเยอะแยะ ไม่ทุจริตก็ต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำไมผมเน้นเรื่องนี้ ก็ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลขณะนี้ เขาก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไม่โปร่งใสอยู่พอสมควรในอดีตที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเรื่องจำนำข้าว อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นคำเตือนของผม ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล” องอาจ กล่าว

ในการพูดคุยกันครั้งนี้ ผู้ดำเนินรายการ บุญยอด สุขถิ่นไทย ยังชวนสนทนากันในอีกหลายเรื่อง เช่น “สงครามอิสราเอล-ฮามาส” ในฐานะที่ องอาจ เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่ง รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. ให้มุมมองว่า พื้นที่บริเวณนั้นไม่ว่าประเทศอิสราเอล ฉนวนกาซา เวสต์แบงก์ เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและเรื่องราวมากมายมายาวนานนับพันปี แต่แม้จะไม่มองไปไกลขนาดนั้น ลำพังช่วง 10-20 ปี ล่าสุด อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสก็มีการสู้รบกันมาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มฮามาสออกมาบ้าง-อิสราเอลเข้าไปบ้าง

กระทั่งเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2566 กลุ่มฮามาสเป็นฝ่ายส่งกองกำลังข้ามฉนวนกาซามาโจมตีอิสราเอล และจับคนไปเป็นตัวประกันราว 200 คน และมีผู้เสียชีวิต 1,400 รายจากนั้นจึงตามด้วยการเอาคืนของอิสราเอลอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ตนเองเคยเดินทางไปอียิปต์เมื่อ 10 ปีก่อน ก็มีคนในพื้นที่เล่าว่าบริเวณฉนวนกาซามีอุโมงค์ ขณะที่การเข้า-ออกระหว่างฉนวนกาซากับภายนอก จุดที่สะดวกที่สุดคือด่านราฟาห์ ชายแดนอียิปต์-ฉนวนกาซา ส่วนด่านที่ติดกับอิสราเอล บางครั้งมีการอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์เข้า-ออกเพื่อทำงานบ้าง แต่ปัจจุบันปิดหมดแล้ว

“ผมเดินทางจากไคโรที่อียิปต์ เดินทางผ่านด่านราฟาห์เพื่อจะเข้าไปในนั้น จริงๆ อยากจะไปดูอุโมงค์ แต่เนื่องจากผมไม่มีเวลาที่จะอยู่ข้ามคืน แล้วจริงๆ ไม่ใช่เข้าไปถึงแล้วจะดูได้เลย เพราะจริงๆ เขาก็ไม่อยากให้ดูหรอก แต่ผมก็จะหาหนทาง แต่สุดท้ายคนอียิปต์ที่พาผมไปก็บอกว่าตรงนี้คืออุโมงค์ ก็คือมันจะดูเหมือนบ้านคนธรรมดา ตอนหลังมีสื่อนิตยสาร แต่ก่อนไม่มีโซเชียลน่าจะไทม์ (Time) หรือนิวส์วีค (Newsweek) นี่ละเอามาเผยแพร่ มีรูปภาพ นานแล้ว เป็น 20 ปีแล้ว

เพราะอิสราเอลก็กดดันในฉนวนกาซามาตลอดก็คืออาหารการกินอะไรต่างๆ ก็เข้าไปไม่ได้สะดวก เพราะฉะนั้นอุโมงค์ก็คือเพื่อที่จะลักลอบเอาของเข้าไปได้ เพราะในนั้นในเมืองหลักๆ เช่น กาซาซิตี้ นึกภาพเหมือนเป็นเมืองเมืองหนึ่ง มหาวิทยาลัยก็มี มีคนอยู่ประมาณ 2.3 ล้านคน แออัดยัดเยียดก็ตรงกาซาซิตี้ ทางตอนเหนือ กับเมืองข่าน ยูนิส ทางตอนใต้ นอกนั้นสมมุติถ้าคุณข้ามด่านชายแดนราฟาห์เข้าไป บริเวณตรงนั้นก็จะเหมือนเมืองชนบทในตะวันออกกลาง” องอาจ กล่าว

ส่วนการช่วยเหลือแรงงานไทย องอาจ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยเดินทางไปอิสราเอลเพื่อเตรียมความพร้อมแผนอพยพ เพราะบริเวณนั้นก็มีการสู้รบอยู่แล้วเป็นระยะๆ เพียงแต่ว่าเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2566 จะรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกว่ากระทรวงการต่างประเทศสามารถทำงานประสานกับภาคส่วนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และมีทีมงานที่มีประสบการณ์ ดังนั้นการอพยพแรงงานจึงทำตามขั้นตอนอยู่แล้ว ยิ่งในสถานการณ์สงครามมีการปะทะกัน การอพยพไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะแรงงานไทยจำนวนมาอยู่ในภาคใต้ของอิสราเอล

โดยหากนึกภาพภูมิประเทศอิสราเอล บริเวณนั้นจะเป็นพื้นที่แห้งแล้ง แต่อิสราเอลก็หาทางปรับปรุงให้มีน้ำสำหรับทำการเกษตรได้ แต่ใช้ชาวต่างชาติไปเป็นเกษตรซึ่งก็คือคนไทย ทำกันแบบนี้มาแล้ว 20-30 ปี ขณะที่กลุ่มฮามาส โดยส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่มองชาวไทยหรือชาวต่างชาติเป็นศัตรู เพราะศัตรูของกลุ่มนี้คืออิสราเอล และเชื่อว่าคงรู้เรื่องชาวต่างชาติมาอิสราเอลคือมาหางานทำ คงไม่มีใครอยากจากบ้านไปไกล แต่ที่ต้องไปเพราะหางานที่ทำแล้วมีรายได้มากที่สุด เพราะสัญญาทำงานที่อิสราเอลคือประมาณ 5 ปี 3 เดือน

ทั้งนี้ การอพยพคนไทยประมาณ 8,000 คน ไม่มีปัญหาอะไร แต่ยังมีอีก 20,000 คน ที่ต้องการอยู่อิสราเอลต่อเพราะยังมีพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือที่ไม่ใช่พื้นที่สู้รบจึงยังพออยู่ได้ ประกอบกับการเดินทางไปทำงานต้องกู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะคนที่เพิ่งไปใหม่ๆ หากรีบกลับมาจะเอาเงินที่ไหนใช้หนี้ เพราะทำงานที่นั่นมีรายได้ 5-6 หมื่นบาทต่อเดือน หักค่าใช้จ่ายต่อคนเชื่อว่าไม่เกินเดือนละ 1 หมื่นบาท ยิ่งทำการเกษตรอยู่แล้วผลผลิตบางส่วนแบ่งมาทำอาหารกินเองได้ แต่หากเป็นคนที่อยู่มานานสัก 4 ปีกว่าๆ เกือบ5 ปีแล้ว อาจตัดสินใจกลับก็ได้

ปิดท้ายด้วยประเด็น “ทิศทางการเมืองไทย”รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป. มองว่า การเมืองสมัยนี้เป็นการเมืองยุคสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เน้นเรื่องภาพและเสียงที่ปรากฏอย่างมาก แน่นอนว่ากิจกรรมทางการเมืองยังคงมีอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือช่องทางการสื่อสาร ในอดีตมีสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์ วิทยุและสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ปัจจุบันทุกคนเป็นผู้สื่อข่าวได้หมด การเมืองจึงต้องปรับให้เป็นตามสถานการณ์ของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนการใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือถ้อยคำรุนแรง ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพบมากในนักการเมืองยุคหลังๆ ประเด็นนี้จริงๆ ในรัฐสภาจะมีนักการเมืองที่มีคุณลักษณะพิเศษอยู่ทุกยุคสมัย หากเป็นพรรคเดียวกันอาจมีการพูดคุยตักเตือนกันบ้าง แต่หากเป็นคนละพรรคก็ต้องเคารพให้เกียรติเขา เพราะคนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ทุกคนก็ล้วนมั่นใจว่าตนเองสุดยอด โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งมาในระบบแบ่งเขต จะไปบอกไปแนะนำอะไรก็ไม่รู้ว่าเขาพร้อมจะรับคำแนะนำหรือเปล่า ขณะที่การคุกคามทางเพศที่มีข่าวกับนักการเมือง เรื่องนี้มองว่าเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล

“อันนี้ต้องพูดตรงไปตรงมา มันไม่ใช่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น มันเป็นพฤติกรรมของบุคคล ขณะนี้มันเกิดกี่คนผมก็ไม่ทราบ ที่เห็นก็คือ
2 คน ฉะนั้นก็เป็นพฤติกรรมบุคคล ก็ต้องจัดการพฤติกรรมบุคคลเหล่านี้ไปตามกระบวนการที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดเกิดขึ้นแล้วเขาก็ควรจะรับผลของสิ่งที่เขากระทำ ซึ่งมันเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง” องอาจ กล่าว

หมายเหตุ : สามารถติดตามรายการ “แนวหน้า Talk” ดำเนินรายการโดย บุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ผ่านทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงหัวค่ำโดยประมาณ!!!

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพวันเบาหวานโลก ‘เรื่องไม่เบาของเบาหวาน เรื่องสำคัญที่ผู้เป็นเบาหวานควรได้รู้และเข้าถึง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769705

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพวันเบาหวานโลก ‘เรื่องไม่เบาของเบาหวาน เรื่องสำคัญที่ผู้เป็นเบาหวานควรได้รู้และเข้าถึง’

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพวันเบาหวานโลก ‘เรื่องไม่เบาของเบาหวาน เรื่องสำคัญที่ผู้เป็นเบาหวานควรได้รู้และเข้าถึง’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมรณรงค์สร้างเสริมสุขภาพเนื่องในวันเบาหวานโลกปี 2566 จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “Access toDiabetes Care” เรื่องไม่เบาของเบาหวาน เรื่องสำคัญที่ผู้เป็นเบาหวานควรได้รู้และเข้าถึง โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะรัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และรักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ทีมแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนาการ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาลวิชาชีพ เภสัชกรนักกำหนดอาหาร นักกายอุปกรณ์ บูรณาการความร่วมมือในการให้บริการวิชาการและวิชาชีพเพื่อการดูแลรักษากลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคเมตาบอลิกต่างๆ อย่างครอบคลุมทุกระบบ พร้อมด้วย คุณกระติ๊บ-ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล และ ดีเจ เอกกี้-เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์ ร่วมดำเนินรายการ ณ ชั้น 1 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ขนาด 400 เตียง ถนนแจ้งวัฒนะซอย 5 เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก กำหนดให้วันที่14 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็น “วันเบาหวานโลก” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคเบาหวาน ซึ่งมีข้อมูลพบว่า 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกเป็นเบาหวาน และเชื่อว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน ซึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือผู้ป่วยเบาหวานกว่า 95% จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสมมีสุขภาพที่ดี และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา โดยในปีนี้มีสารรณรงค์ภายใต้แนวคิด “Access to DiabetesCare” เพื่อรณรงค์ด้านการเข้าถึงการรักษาเบาหวานและกระตุ้นนโยบายจากภาครัฐในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคเบาหวานให้เข้มข้นขึ้น

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ บูรณาการความร่วมมือจัดกิจกรรมบริการวิชาการรณรงค์สร้างเสริมสุขภาพแก่ประชาชนเนื่องในวันเบาหวานโลกภายใต้แนวคิด “Access to Diabetes Care” เรื่องไม่เบาของเบาหวาน เรื่องสำคัญที่ผู้เป็นเบาหวานควรได้รู้และเข้าถึง เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในการตรวจและป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของโรคเบาหวานอย่างเป็นระบบ การให้ความรู้ที่จำเป็นเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมโรคเบาหวานได้ตามเป้าหมาย ทั้งยังเป็นการรณรงค์และกระตุ้นเตือนให้ผู้เป็นเบาหวานและครอบครัวได้ตระหนักถึงการเรียนรู้เกี่ยวกับโรคอย่างต่อเนื่องและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี สนองการดำเนินงานตามพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ในการส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและเป็นที่พึ่งแก่ผู้ป่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพได้ครอบคลุมทุกโรค ด้วยวิทยาการแพทย์ขั้นสูงและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ภายในงานจัดเวทีเสวนาให้ความรู้ด้านสุขภาพ “เรื่องไม่เบาของเบาหวาน” เรื่องสำคัญที่ผู้เป็นเบาหวานควรได้รู้ โดยมีพญ.พรทิพย์ ธีระวิทย์ แพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม พญ.ไพรินทร์เลาหสินณรงค์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู พญ.แก้วพรรณพัชร์ ประจันตวนิช แพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อ และพว.ประภาพร ทันยะเชียงพิณ พยาบาลวิชาชีพ ขึ้นร่วมเสวนา และต่อด้วยช่วงกินยังไง? ควบคุมเบาหวาน พร้อมการสาธิตทำอาหารกับเมนูสลัดเต้าหู้ทอดไร้น้ำมัน โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ พญ.สิรี วงศ์รักมิตร แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนาการ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และแขกรับเชิญพิเศษร่วมโชว์การปรุงอาหาร โดย คุณกระติ๊บ-ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุลนักแสดงสาวที่หลงรักการทำอาหารและมุ่งมั่นเรียนเชฟจนได้รับรางวัลจากการแข่งขันทำอาหารระดับ Professional chef ครั้งแรก ปิดท้ายด้วยการสาธิตการออกกำลังกายส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้เป็นเบาหวาน โดยทีมเวชศาสตร์การกีฬาโรงพยาบาลจุฬาภรณ์

อีกทั้ง ยังมีบูธกิจกรรมการดูแลสุขภาพของผู้เป็นเบาหวานให้ผู้เข้าร่วมงานได้ตรวจคัดกรองและรับคำแนะนำโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ บริการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ตรวจตาคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นตา แนะนำภาวะโภชนาการในผู้ป่วยเบาหวาน แนะนำการดูแลสุขภาพเท้า และตัดรองเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน บริการตรวจวัดมวลร่างกาย แนะนำการออกกำลังกาย และแนะนำวัคซีนป้องกันโรคให้แก่ผู้ป่วยเบาหวาน พร้อมลุ้นรับรางวัลพิเศษ การติดเครื่องติดตามระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง 7 วัน (CGM) จำนวน 3 รางวัล จากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

สำหรับ คลินิกเบาหวานและโรคเมตาบอลิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดให้บริการอยู่ที่อาคารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์แห่งใหม่ ขนาด 400 เตียง โดยบูรณาการบุคลากรทางการแพทย์สหสาขาวิชา ทั้งทีมแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนาการ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร นักกำหนดอาหาร นักกายอุปกรณ์ เพื่อการดูแลรักษากลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคเมตาบอลิกต่างๆ อย่างครอบคลุมทุกระบบ โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และให้ความสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ของโรคเบาหวานอย่างเป็นระบบ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อควบคุมโรคเบาหวานได้ตามเป้าหมาย ร่วมกับการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยมีระบบ Telehealth ในการติดตามอาการของผู้ป่วย และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมบริการทางการแพทย์สำหรับผู้เป็นเบาหวาน อาทิ ตรวจคัดกรองวินิจฉัยและรักษาโรคเบาหวาน และโรคเมตาบอลิกต่างๆ ตรวจรักษาภาวะเท้าเบาหวาน ตัดรองเท้า โดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และทีมนักกายภาพบำบัด ตรวจวินิจฉัยติดตามภาวะก่อนเบาหวาน ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เป็นต้น โดยเปิดให้บริการทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายได้ที่ โทร.1118

‘มูลนิธิโรงพยาบาลรวมใจรักษ์’ผนึกกำลังความร่วมมือ’มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์’ มุ่งสร้างบริการทางด้านทันตกรรมเพื่อประโยชน์แก่ปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769766

'มูลนิธิโรงพยาบาลรวมใจรักษ์'ผนึกกำลังความร่วมมือ'มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์' มุ่งสร้างบริการทางด้านทันตกรรมเพื่อประโยชน์แก่ปชช.

‘มูลนิธิโรงพยาบาลรวมใจรักษ์’ผนึกกำลังความร่วมมือ’มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์’ มุ่งสร้างบริการทางด้านทันตกรรมเพื่อประโยชน์แก่ปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.20 น.

“มูลนิธิโรงพยาบาลรวมใจรักษ์” ผนึกกำลังความร่วมมือ “มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์” มุ่งสร้างบริการทางด้านทันตกรรมเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา มูลนิธิโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ผนึกกำลังความร่วมมือ มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี นายประกิต อภิสารธนรักษ์ ประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ พร้อมด้วย นายวรวุฒิ กุลแก้ว กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จัดขึ้น ณ  โถงชั้น 1  โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62

 นายประกิต อภิสารธนรักษ์ 

นายแพทย์สุนทร ศรีทา

นอกจากนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นายแพทย์สุนทร ศรีทา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62  พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิง เพ็ชรา เตชะกัมพุช ประธานกรรมการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เยี่ยมชมบรรยากาศบูธของมูลนิธิ ซึ่งได้นำนวัตกรรมมาจัดแสดงโชว์ โดยมีนวัตกรรมที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก “เจลลี่โภชนา” , นวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล “วุ้นชุ่มปาก” เป็นต้น พร้อมเยี่ยมชมโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62

ทั้งนี้ การผนึกกำลังความร่วมมือกันในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนการบริการด้านทันตสาธารณสุข โดยใช้นวัตกรรมที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศอย่างมีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในการรักษา ฟื้นฟูจากโรคทางทันตกรรมแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิผล

สำหรับมูลนิธิโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ก่อตั้งโดย โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และขาดโอกาสในการรักษาพยาบาล รวมไปถึงช่วยส่งเสริมด้านการศึกษาและสาธารณสุข ให้แก่ผู้ด้อยโอกาส สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของ มูลนิธิโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=61551948965451&mibextid=LQQJ4d

สุดปัง! รอบคัดเลือก Miss Universe ครั้งที่ 72 สาวงามกว่า 80 ประเทศโชว์สเต็ปจัดเต็ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769695

สุดปัง! รอบคัดเลือก Miss Universe ครั้งที่ 72 สาวงามกว่า 80 ประเทศโชว์สเต็ปจัดเต็ม

สุดปัง! รอบคัดเลือก Miss Universe ครั้งที่ 72 สาวงามกว่า 80 ประเทศโชว์สเต็ปจัดเต็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.59 น.

สุดปัง! รอบคัดเลือก Miss Universe ครั้งที่ 72 สาวงามกว่า 80 ประเทศ โชว์สเต็ปจัดเต็ม รอลุ้นมง 19 พ.ย.นี้ JKN18 Top News ถ่ายทอดสด

เทศกาลเชียร์นางงามเริ่มขึ้นแล้ว กับเวทีการประกวด Miss Universe ครั้งที่ 72 ที่ได้จัดขึ้นประเทศเอลซัลวาดอร์ ประเดิมวันนี้วันแรกรอบคัดเลือก ซึ่งบรรดาสาวงามกว่า 80 ประเทศ ต่างพกความสวย ความมั่นใจ และศักยภาพกันเต็มที่

แต่ก่อนจะถึงรอบคัดเลือกนั้น สาวงามผู้เข้าประกวดได้มีทำกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศเอลซัลวาดอร์ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม รวมไปถึงอีกหนึ่งกิจกรรมที่เหล่าสาวงามจะต้องปฏิบัติภารกิจ นั้นก็คือ ห้องดำ ที่แฟน ๆ นางงามเข้าใจกันดีว่า เป็นไฮไลท์สำคัญที่สาวงามทุกคนจะต้องแสดงศักยภาพและทัศนคติของตัวเองออกมา ซึ่งสาวงามทุกประเทศต่างเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมกันมาเป็นอย่างดี

สำหรับการประกวด รอบคัดเลือก (Preliminary Competition) เช้าวันนี้ เรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใคร เพราะสาวงามผู้เข้าประกวดแต่ละประเทศจัดเต็มกันสุด ๆ ทั้ง หน้า ผม และชุด ซึ่งตัวแทนจากประเทศไทย อย่าง แอนโทเนีย โพซิ้ว Miss Universe Thailand ทำเอาแฟนๆ นางงามไทยถึงกับกรี๊ดกับการเดินสเต็ป การโพส และการพูดแนะนำตัว ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว

รวมไปถึงสาวงามผู้เข้าประกวดจากประเทศอื่นๆ ที่แฟนนางงามจากทั่วทุกมุมโลกต่างส่งกำลังใจให้กับสาวงามในดวงใจของตัวเองกันอย่างล้นหลาม

สำหรับการประกวดยังไม่หมดเพียงแค่นี้ ยังมี รอบชุดประจำชาติ (National Costume Show)   ให้แฟนๆ ได้รับชมกัน ซึ่งวันพรุ่งนี้ (วันพฤหัสที่ 17 พ.ย. 66) สาวงามแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร ชุดที่มาโชว์จะสวยงามอลังการเพียงใด ติดตามรับชมเทปบันทึกภาพได้เวลา 22.20 น. และมาร่วมลุ้นร่วมเชียร์วันรอบตัดสิน ในวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ย. นี้ เวลา 07.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ทางช่อง JKN18 Topnews ถ่ายทอดสดให้รับชมพร้อมกันทั่วประเทศ

-(016)  

‘ศุภมาส’ ลงพื้นที่ปัตตานีเมืองแห่งปูทะเล พร้อมดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่แก้จน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769685

‘ศุภมาส’ ลงพื้นที่ปัตตานีเมืองแห่งปูทะเล พร้อมดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่แก้จน

‘ศุภมาส’ ลงพื้นที่ปัตตานีเมืองแห่งปูทะเล พร้อมดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่แก้จน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.51 น.

“ศุภมาส” ลงพื้นที่ปัตตานี มอบนโยบายและหนุนเสริมภารกิจของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ ชูปัตตานีเมืองแห่งปูทะเล พร้อมดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่แก้จน ย้ำ อว. ต้องเป็นที่พึ่งประชาชน นำนวัตกรรมแก้ปัญหาปากท้อง พัฒนาคุณภาพชีวิต

16 พฤศจิกายน 2566 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว.ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีเพื่อมอบนโยบายและหนุนเสริมภารกิจของสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) รับฟังผลการดำเนินงานด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการสำคัญที่มหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง อว. ผ่านหน่วยบริหารโปรแกรม (Program Management Unit : PMU) ในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยเเละนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ

โดย น.ส.ศุภมาส กล่าวมอบนโยบายสำคัญของกระทรวง อว. คือ ให้สถาบันการศึกษามีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมเพื่อความเป็นเลิศและเพื่อความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้น “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และ “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” โดยเน้นประเด็นสำคัญของประเทศ ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รมว.กระทรวง อว. มอบหมายให้ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. ทำหน้าที่กำกับติดตามและให้ข้อเสนอแนะการทำงานของสถาบันการศึกษาเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ที่มีบริบทเฉพาะทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้การเกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคราชการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน

จากนั้น น.ส.ศุภมาส และ พญ.เพชรดาว ได้ชมผลงาน และผลิตภัณฑ์ในโครงการวิจัยของ ม.อ.ปัตตานี อาทิ โครงการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตปูทะเลในพื้นที่ภาคใต้ สู่การเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ของประเทศ ด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การตลาด และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งมุ่งยกระดับจังหวัดปัตตานีให้เป็นเมืองแห่งปูทะเล

โครงการการพัฒนาและยกระดับการจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม ซึ่ง 3 สถาบันการศึกษาในพื้นที่ คือ ม.อ.ปัตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ให้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลครัวเรือนยากจนแบบชี้เป้า

โครงการการจัดการพื้นที่และทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและวิสาหกิจวัฒนธรรม: ต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมในวงแหวนพหุวัฒนธรรมเมืองปัตตานี เน้นการนำทุนทางวัฒนธรรมทั้งด้านประวัติศาสตร์ ด้านวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้มาสร้างคุณค่าและสร้างมูลค่า

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ผลงานเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับประเด็นมุ่งเน้นของกระทรวง อว. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงาน อว. จับมือและมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชน เพื่อนำองค์ความรู้ไปพัฒนาชุมชนในพื้นที่ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยนั้น ขับเคลื่อนงานวิจัยนำไปสู่การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจได้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ อว. ต้องทำทันที คือ การนำนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาค และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยเฉพาะ ปัตตานีซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของชายแดนภาคใต้ ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่มีทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ มีภาคประมงเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและยังเป็นพื้นที่ที่มีจุดเด่นในด้านการเชื่อมโยงกับประเทศในกลุ่มโลกมุสลิม เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่อย่างเด่นชัด

“ตนมุ่งมั่นให้กระทรวง อว. ต้องเป็นความหวัง เป็นที่พึ่งของประชาชนในการพัฒนาเศรษฐกิจและทำให้คนไทยมีอนาคตที่ดี เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะนวัตกรรมของคนไทยน้ั้นถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด” น.ส.ศุภมาส กล่าว

-(016)

‘ทนายมาร์ค ยงเดช’อดีตทนายดาราชื่อดังความภาคภูมิใจของสังคม กับฉายานักกฎหมายผู้ซื่อสัตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769666

'ทนายมาร์ค ยงเดช'อดีตทนายดาราชื่อดังความภาคภูมิใจของสังคม กับฉายานักกฎหมายผู้ซื่อสัตย์

‘ทนายมาร์ค ยงเดช’อดีตทนายดาราชื่อดังความภาคภูมิใจของสังคม กับฉายานักกฎหมายผู้ซื่อสัตย์

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.33 น.

ปัจจุบันในยุคที่ความยุติธรรมเริ่มริบหรี่ทั้งสังคมและในวงการยุติธรรมเองก็ตาม ในขณะที่ความหวังของคนยากไร้ใกล้สิ้นสุด จนมีคำเปรียบเปรยว่าคุกมีไว้ขังคนจน นั่นไม่ใช่ศาล หรือขบวนการยุติธรรมไม่มีความยุติธรรมสะทีเดียว แต่อาจเป็นเพราะขบวนการที่ช้า หลายขั้นตอน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนก็ต้องใช้เม็ดเงินทั้งสิ้น ไหนจะค่าทนาย ค่าประกันตัว หรืออื่นๆ 
นาย ยงเดช บุตรโรทัย หรือทนายมาร์ค อายุ 37 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี หนึ่งในทนายความที่มีชื่อ และกรำศึกช่วยสังคม ตั้งแต่คนยากไร้จนถึงคนมีชื่อเสียงเงินทองระดับประเทศ มากว่า 12 ปี นั่นเสมือนผู้ที่มาคืนความยุติธรรม นำแสงสว่างกลับคืนสู่สังคมอีกท่านหนึ่ง 


นาย ยงเดช บุตรโรทัย หรือทนายมาร์ค ผู้ที่ถูกครอบครัวสั่งสอนสั่งสมถึงความยุติธรรมเป็นหลักสำคัญทั้งในการปฏิบัติงานการดำเนินชีวิต ในสมัยเรียนช่วงมัธยมปลายจึงมีความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนไปทางด้านกฎหมาย ซึ่งจบคณะนิติศาสตร์บัญฑิต(น.บ.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ สอบเนติบัณฑิต จนได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ ใบอนุญาตเลขที่ 1016/2554 ประเภทตลอดชีพ ในที่สุด เคยได้ร่วมงานกับสำนักงานพุทธามาศเนติไทยทนายความ ปี2554 ถึง ปี 2556 สำนักงานยุติธรรมทนายความ ปี 2556 ถึง ปี 2558 / บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) ปี 2558 ถึง ปี 2559   สำนักงานมาร์คลอว์ ปี 2559 ถึง ปี 2562 จนมาร่วมก่อตั้งบริษัท พิทักษ์ชนอินเตอร์ลอว์ จำกัด ในตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท พิทักษ์ชนอินเตอร์ลอว์ จำกัด จนปัจจุบัน ได้ว่าความมานับร้อยคดี คดีที่มีความภาคภูมิใจในวิวาชีพนี้คืออาสาเป็นทนายความขอแรงที่ศาลแต่งตั้งเพื่อช่วยเหลือบรรดาจำเลยที่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะว่าจ้างทนายความ และสามารถช่วยเหลือให้บรรดาจำเลยเหล่านั้นพ้นผิดจากข้อหาที่พวกเค้าไม่ได้กระทำผิดในที่สุด


นอกจากนี้ยังได้ร่วมทำหน้าที่ทนายความและเป็นที่ปรึกษาให้กับ นายชวลิต ศรีมั่นคงธรรม หรือ ดีเจเชาเชา ดีเจ นักแสดง พิธีกรรายการชื่อดัง  ที่มีคดีขับรถชนกับรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ผู้ขับขี่รถยจักรยานยนต์เสียชีวิต ที่ได้ทำหน้าที่เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของดีเจเชาเชา แม้ว่าในช่วงแรกกระแสสังคม และกระแสข่าวจะโจมตีว่าดีเจเชาเชา เป็นผู้กระทำผิด แต่สุดท้ายความจริงก็ได้ปรากฎว่า ดีเจเชาเชา ไม่ได้เป็น ผู้กระทำความผิด จนท้ายสุดไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด


แม้อายุยังไม่มากแต่ชื่อเสียงของทนายมาร์ค เริ่มมีชื่อจากปากต่อปาก จนมีคนมาขอคำปรึกษาและว่าจ้างเป็นทนายให้ เพราะความซื่อตรงต่ออาชีพ ซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ ในราคาเป็นธรรม ทำหน้าที่อย่างถูกต้องและสุดความสามารถจนวินาทีสุดท้าย ซึ่งลูกความต่างกล่าวขานชื่นชมยกให้เป็นทนายหนุ่มขวัญใจประชาชน และในทุกวันนี้ทั้ง ทนายมาร์ค และ บริษัท พิทักษ์ชนอินเตอร์ลอว์ จำกัด มักจะถูกทาบทามให้เป็นที่ปรึกษาบริษัท น้อย ใหญ่ รวมถึงเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานระดับประเทศ อย่าง ดีเอสไอ อีกด้วย 


นาย ยงเดช บุตรโรทัย หรือทนายมาร์ค เล่าว่า ตนเองนั้นสร้างความภาคภูมิใจในครอบครัวและตนเองจากการดำเนินงานวิชาชีพทนายความ ทั้งคืนความยุติธรรมให้คนที่ถูกกล่าวหาโดยไม่ได้ทำผิด ทั้งช่วยคนจากคดีแพ่งให้รอดพ้นจากการฟ้องยึดทรัพย์ ล้มละลาย เพื่อช่วยให้เขาได้มีที่ยืน ที่ทำมาหากินในสังคมต่อไป ไม่ได้หวังเงินทองเป็นหลัก ใครลำบากไม่มีเงินและเป็นผู้ถูกต้องตนเองก็พร้อมจะช่วย โดยตนเองนั้นมีข้อคิดคติประจำใจในการประกอบวิชาชีพ คือนักกฎหมายผู้ซื่อสัตย์ ต้องซื่อสัตย์ต่อลูกความ จะต้องเป็นธรรมต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องมีความซื่อตรงต่อศาล และเหนือสิ่งอื่นใด จะต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง นั่นคือสำคัญ


และอีกสิ่งที่ทำให้ตนเองภาคภูมิใจในการประกอบวิชาชีพทนาย นั่นคือตั้งแต่ว่าความครั้งแรกปีในปี 2554 ถึงปัจจุบัน เป็นเวลา12 ปี ตนเองไม่เคยถูกร้องเรียนเรื่องมรรยาททนายความ ไม่เคยถูกกล่าวโทษและไม่ถูกดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ของรัฐแม้เพียงสักครั้งท่านใดมีความประสงค์ปรึกษาคดีความสามารถติดต่อที่ เบอร์โทรศัพท์มือถือ 096-7287965 / E-MAIL markmark_29@hotmail.com / บริษัท พิทักษ์ชนอินเตอร์ลอว์ จำกัด เลขที่ 169 6 อำเภอบางกรวย นนทบุรี 11130 (ปรึกษาทางโทรศัพท์ไม่มีค่าใช้จ่ายใดใด)

‘อาร์เอส มิวสิค’กลับมาทวงบัลลังก์ T-POP! พร้อมโปรเจกต์ยิ่งใหญ่’RS Music Uprising EP.2: UNLEASH THE UNEXPECTED” เปิดค่าย“BRIQ Entertainment’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/769872

'อาร์เอส มิวสิค'กลับมาทวงบัลลังก์ T-POP! พร้อมโปรเจกต์ยิ่งใหญ่'RS Music Uprising EP.2: UNLEASH THE UNEXPECTED” เปิดค่าย“BRIQ Entertainment'

‘อาร์เอส มิวสิค’กลับมาทวงบัลลังก์ T-POP! พร้อมโปรเจกต์ยิ่งใหญ่’RS Music Uprising EP.2: UNLEASH THE UNEXPECTED” เปิดค่าย“BRIQ Entertainment’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.12 น.

เป็นการกลับมาทวงบัลลังก์ T-Pop อีกครั้งสำหรับ อาร์เอส มิวสิค ในเครือ อาร์เอส กรุ๊ป ผู้บุกเบิกและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่วัฒนธรรมความบันเทิงของไทยมากว่า 40 ปี และเป็นที่ยอมรับในฐานะมิวสิคไอคอนแห่งวงการเพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศล่าสุดผุดโปรเจกต์ยิ่งใหญ่ RS Music Uprising EPISODE 2: UNLEASH THE UNEXPECTED”พร้อมเปิดค่ายเพลงใหม่สไตล์ T-Pop“BRIQ Entertainment” เพื่อเป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ ได้แสดงตัวตน ความสามารถ ความเป็นตัวเองที่หลากหลายซึ่งคำว่า “BRIQ”มาจากก้อนรูบิคที่มีสีสันสดใสชัดเจนที่ยิ่งบิดก็ยิ่งสนุกสนานก่อให้เกิดผลลัพธ์และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง เหมือนกับ DNA ของค่ายว่า “UNLEASH THE UNEXPECTED”

โดยในงานได้รับเกียรติจากเฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส ในฐานะผู้ปลุกปั้นT-Pop Music ของประเทศไทย มาเป็นประธานในงาน พร้อมด้วย คุณกุ้ง-พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุลประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส มิวสิค จำกัดที่ขึ้นมาประกาศเปิดค่าย BRIQ Entertainment” อย่างเป็นทางการ ด้วยเป้าหมายของ อาร์เอส มิวสิค ที่พร้อมจะเดินหน้านำเพลงไทยไปสู่ความสำเร็จในระดับสากล เพราะเชื่อมั่นในความสามารถ รวมถึงศักยภาพในตัวศิลปิน ทีมงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง รวมถึงลูกค้า พาร์ทเนอร์ต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับวงการเพลงไทยไปสู่ตลาดเพลงของโลกได้อย่างแท้จริง

และแล้วทุกคนที่อยู่ในงาน ณ ลาน BLOCK I, SIAM SQUARE รวมทั้งแฟนเพลงจากทั่วโลก ก็ได้ชมมิวสิควิดีโอเพลงใหม่พร้อม ๆ กันใน“เปิดดิ (D-Day)”เพลงแนว Electronic Dance ที่มีส่วนผสมของป๊อปและฮิปฮอป ที่อยากชวนทุกคน ให้กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก เพื่อไม่ให้ประตูของความกลัวมาปิดกั้นหรือฉุดรั้งไม่ให้เราทำในสิ่งที่เราต้องการ

จากนั้น ศิลปินเจ้าของบทเพลงทั้ง 23 คน ของ BRIQ Entertainmentอย่าง“Aim (เอม), Angie(แองจี้), Baitoey (ใบเตย), Barbell (บาร์เบล), Cake (เค้ก), Diana (เดียร์น่า), D-na (ดีน่า), Fourwheel (โฟร์วิล), Fronk (ฟร้อง), Gracy (เกรซซี่), Gus (กัส), Kor (ก่อ), Miny (มินนี่), Neuanaow (เหนือหนาว), Ninkkit (นิ้งกิต), Pleng (เพลง), Prom (พร้อม), Sita (สิตา), Supreme (สุพรีม), Tada (ธาดา), Thankhun (แทนคุณ), Tulip (ทิวลิป) และ Yoshi (โยชิ)”ก็ออกมาโชว์ร้องโชว์เต้นกันสด ๆ บนเวทีในเพลง “เปิดดิ (D-Day)”ทำเอาแฟนเพลงส่งเสียงกรี๊ดดังลั่นสยามอีกครั้ง

หลังจากที่ได้ทักทาย แนะนำตัว และบอกเล่าที่มาที่ไป ว่าแต่ละคนต้องพิสูจน์ความสามารถที่ครบทุกด้านทั้งร้อง เต้น แรป และต้องผ่านการออดิชันด้วยเสน่ห์ที่แตกต่างและคาแรคเตอร์ที่หลากหลาย ด้วยการเทรนด์มากกว่า 1 ปี จนได้มาเดบิวต์ในวันนี้ พร้อมกับขอฝากเนื้อฝากตัว และฝากติดตามเป็นกำลังใจในทุก ๆ ช่องทาง ทั้ง YouTube / Facebook : RS Music Thailandและ BRIQ Entertainmentกับผลงานที่สุดตื่นตาตื่นใจของทุก ๆ คนต่อไป#BRIQ_DDAY #UnleashTheUnexpected #BRIQ #RSMUSIC

สามารถ Download ข้อมูลและภาพงานแถลงข่าวจากงาน RS MUSIC UPRISING EP.2 Unleash the unexpected : BRIQ D-DAY OPENING EVENT ผ่าน QR CODE ด้านล่างนี้

เตรียมส่งเสียงเชียร์ให้’Marquise'(มาร์คีส์)สาวน้อยตัวแทนจากประเทศไทยในรายการ’The Debut: Dream Academy’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/769855

เตรียมส่งเสียงเชียร์ให้'Marquise'(มาร์คีส์)สาวน้อยตัวแทนจากประเทศไทยในรายการ'The Debut: Dream Academy'

เตรียมส่งเสียงเชียร์ให้’Marquise'(มาร์คีส์)สาวน้อยตัวแทนจากประเทศไทยในรายการ’The Debut: Dream Academy’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.14 น.

“The Debut: Dream Academy”รายการเฟ้นหาผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลกกว่า 120,000 คน ที่มีความฝันเดียวกัน สู่ผู้เข้าแข่งขัน 20 คนสุดท้ายเพื่อเดบิวต์เป็น “GLOBAL GIRL GROUP” วงแรกของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ทรงอิทธิพล “HYBE” และ “Geffen Records” เพื่อสร้าง Girl Group ระดับ Global ที่แตกต่าง หลากหลายทางด้านภาษา และวัฒนธรรม

“Marquise” (มาร์คีส์) สาวน้อยวัยลูกครึ่งไทยวัย17 ปีตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทยที่โดดเด่นไปด้วยความสามารถทั้งการร้อง และการเต้นเล่าย้อนไปถึงผลงานของเธอเริ่มตั้งแต่Missionที่ 1 กับการเพอร์ฟอร์มเพลง “OMG” จากศิลปิน“NewJeans”ที่เต็มไปด้วยความน่ารัก สดใส จนต้องทำให้ทุกคนหลงรักรอยยิ้มของเธออย่างแน่นอน ต่อด้วย Mission ที่ 2 ในเพลง “FEARLESS”ของศิลปิน “LE SSERAFIM” ที่เปลี่ยนจากมู้ดน่ารักมาเป็นอินเนอร์แซ่บแต่เธอก็สามารถทำได้ดีจนแฟน ๆ แห่คอมเมนต์ในคลิปแฟนแคมอย่างล้มหลามมาถึง Mission ที่ 3 ในเพลง “Confident”ของศิลปิน “Demi Lovato”ที่ได้โชว์สกิลการเต้น และถ่ายทอดอินเนอร์สุดคูลแบบจัดเต็ม จนทำให้คลิปวิดีโอ Mission 3 Fan Cam ของเธอมียอดวิวสูงถึง 1.8 แสนวิวในปัจจุบัน

ด้วยความสามารถอันโดดเด่นทำให้เธอสามารถผ่านเข้าไปสู่รอบไฟนอล หรือรอบ “Dream Academy:Live Finale”แฟน ๆ สามารถร่วมส่งเสียงเชียร์ให้ “Marquise” (มาร์คีส์)ในรอบ Dream Academy:Live Finale”พร้อมกันแบบ Realtimeได้ที่ “Universal Music Thailand” (ตึก Silom Edge ชั้นที่ 22)ในวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น.

สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่นี่:https://UmusicTH.lnk.to/h7mzzCWAFPตั้งแต่วันนี้– วันศุกร์ที่17 พฤศจิกายน2556 เวลา16.00 น. จำกัดจำนวน 100 ท่านแรกเท่านั้น !

#Marquise

#DREAMACADEMYHQ
#UniversalMusicTH

ติดตาม “Marquise” ได้ที่

INSTAGRAM|TIKTOK

ติดตาม “Universal Music Thailand” บน Platform ต่าง ๆ ได้ที่

FACEBOOKINSTAGRAM|TWITTERTIKTOK

Best Regards,

FAHSARIN SAKUNVANICH (BELLE) | Public Relations Officer | Universal Music Thailand | +66 (0)91 0890 008 | Line ID bellyktb

ARANYA MONGKOLTHUM (NAMNEUNG) | Assistant PR Manager | Universal Music Thailand | 02-069-2222 #304 | +66 (0)97 9699 445 | Line ID ranyahally

‘ปอ-อรรณพ’ชวน ‘รุ่ง-สุริยา’เซอร์ไพรส์’จิ้งหรีดขาว’พร้อมพาบุกร้านแฟนคลับใน ‘ภารกิจสุดคิดถึง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/769854

'ปอ-อรรณพ'ชวน 'ง-สุริยา'เซอร์ไพรส์'จิ้งหรีดขาว'พร้อมพาบุกร้านแฟนคลับใน 'ภารกิจสุดคิดถึง'

‘ปอ-อรรณพ’ชวน ‘รุ่ง-สุริยา’เซอร์ไพรส์’จิ้งหรีดขาว’พร้อมพาบุกร้านแฟนคลับใน ‘ภารกิจสุดคิดถึง’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.11 น.

เซอร์ไพรส์จัดหนัก! “ภารกิจสุดคิดถึง” สัปดาห์นี้ ปอ-อรรณพ รับคำท้าจากนักร้องลูกทุ่งคนดัง  จิ้งหรีดขาว วงศ์เทวัญ บุกร้านอาหารแฟนคลับสุดคิดถึง มี รุ่ง สุริยา ร่วมแจมเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนนี้ ทางช่อง 7HD

เสาร์นี้ ปอ-อรรณพพิธีกรอารมณ์ดี มากลีลา แห่งรายการ “ภารกิจสุดคิดถึง”พาแฟน ๆ ไปพบกับเรื่องเล่าที่คิดถึงของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง จิ้งหรีดขาว วงศ์เทวัญที่ตะลุยไปถึงจ.กาญจนบุรี บุกร้านอาหารของแฟนคลับสุดซี้ ที่สนิทกับ จิ้งหรีดขาว มามากกว่า 20 ปี แต่ไม่เจอกันมานานหลายปีแล้ว

แต่งานนี้จิ้งหรีดขาวต้องกรี๊ดหนักมาก เมื่อรายการพาพี่ชายสุดที่รัก รุ่ง สุริยาตามไปเซอร์ไพรส์ และร่วมกันทำอาหาร ปรุงเมนูเด็ด ให้ได้ชิมกัน โดยมีจิ้งหรีดขาว รับหน้าที่เป็นแม่ครัวใหญ่ทำเอาอิ่มท้อง อิ่มเอมใจกันเลยทีเดียว

ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น จิ้งหรีดขาว ยังบอกเล่า ย้อนอดีต กับเรื่องราวนางเอกลิเกเงินล้าน  และเปิดเรื่องวีรกรรมสุดเนี้ยบสาวโหด เหวี่ยง วีน เพราะเกิดจากความเป็นคนเป๊ะของตัวเอง รวมถึงเหตุการณ์ที่ไม่เคยลืม ป่วยจนเกือบไม่มีเสียง โดยมีพี่ชายคนสนิทรุ่ง สุริยาร่วมพูดคุยกันอย่างอบอุ่น อยากรู้ว่าพี่ชายจะพูดถึงน้องสาวคนนี้ว่ายังไง ต้องติดตาม

ร่วมอบอุ่น ประทับใจ และมีความสุขไปด้วยกันในรายการ  ภารกิจสุดคิดถึง : Let’s go my friends   ันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนนี้ เวลา 12.05 น. ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 

และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube)  และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com