‘ไชยา’รับทราบ ความเดือดร้อน ผู้เลี้ยงกุ้ง-สุกร แก้ปัญหาราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769747

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการรับฟังปัญหา และพบปะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยมีนายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดโคกเจ็ดลูก ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ว่าสำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ในประเด็นปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปริมาณสินค้าเกษตรที่มีการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ นายไชยา เน้นย้ำว่า มีนโยบายที่ชัดเจนในการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรที่มีการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันและปราบปรามกระบวนการดังกล่าว รวมถึงแก้ปัญหากลไกตลาดที่บิดเบี้ยว ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศ ในประเด็นปัญหาราคาต้นทุนการผลิตสูง ไม่สอดคล้องกับราคาผลผลิต ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการศึกษาแนวทางการผลิตอาหารสัตว์ทางเลือก เพื่อลดต้นทุนด้านอาหารสำเร็จรูปให้แก่เกษตรกร พร้อมเสนอแนะ กรมประมง ในการเปิดช่องทางการค้า สร้างโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเข้าถึงกระบวนการส่งออกสินค้าปศุสัตว์มากขึ้น

GISTDA ดันนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอนเพื่อเฝ้าระวังโลกร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769862

GISTDA ดันนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอนเพื่อเฝ้าระวังโลกร้อน

GISTDA ดันนวัตกรรมตรวจสอบการสะสมคาร์บอนเพื่อเฝ้าระวังโลกร้อน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.31 น.

17 พฤศจิกายน 2566 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานสัมมนา Carbon Atlas 2023 ภายใต้ธีมงาน “Satellite – Powered Carbon MRV for Climate Action นวัตกรรมการติดตามตรวจสอบและรายงานการเปลี่ยนแปลงปริมาณคาร์บอน” โดยการจัดงานในครั้งนี้มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเข้าร่วมการสัมมนา อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และภาคเอกชน ณ ห้องลาเวนเดอร์ 2-3 โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ดร.สยาม ลววิโรจน์วงศ์ โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริหารภูมิสารสนเทศ กล่าวว่า งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ตอบสนองต่อความต้องการใช้บริการนวัตกรรมภูมิสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก GISTDA ได้พัฒนานวัตกรรมที่เกิดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ มาใช้ในการตรวจสอบ ติดตาม และรายงานผลการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งปกคลุมดิน ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยข้อมูลภูมิสารสนเทศสำหรับประเทศไทย โดยภายใต้โครงการนี้จะมีการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ หรือ Centre for Climate Change Information (CCCI) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาข้อมูลโดยสร้างแบบจำลองเพื่อตรวจสอบและติดตามการสะสมคาร์บอนในพื้นที่สีเขียวทั้งประเทศ ทั้งในพื้นที่ป่าบก ป่าชายเลน การสะสมคาร์บอนในดิน และการสะสมคาร์บอนในแหล่งต่างๆ (Carbon pool) ที่ครบถ้วน นอกจากนั้น ยังมีการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเนื่องจากการเผาไหม้ทั้งในพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตรกรรม เช่น นาข้าว อ้อย และข้าวโพด เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ไว้ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการกำหนดมาตรการนโยบาย ทั้งในภาพรวมระดับประเทศ และในระดับพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา

โฆษก GISTDA กล่าวต่ออีกว่า การสัมมนาครั้งนี้เราต้องการให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงระบบฐานข้อมูลเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยข้อมูลภูมิสารสนเทศในด้านต่างๆ อาทิหน่วยงานระดับกระทรวง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีข้อมูลภาพรวมที่ใช้ติดตามสถานะภาพของพื้นที่สีเขียว และการสะสมคาร์บอนทั้งประเทศ และสามารถใช้ข้อมูลสำหรับกำหนดนโยบายสำหรับประเทศไทยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ “Carbon Neutrality” ภายในปี ค.ศ. 2050 และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ “Net Zero Emission” ภายในปี ค.ศ. 2065 นอกจากนั้น หน่วยงานระดับกรมอย่างเช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลแลชายฝั่ง ได้มีการนำข้อมูลไปใช้บริหารจัดการด้วยการเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในรูปของเนื้อไม้ในพื้นที่รับผิดชอบ เช่น การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าในพื้นที่ป่าชุมชน หรือในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ต่างๆ การป้องกันรักษาป่า การป้องกันไฟป่า ฯลฯ และทั้ง 3 หน่วยงานดังกล่าวนี้ ก็ยังมีความร่วมมือกันในการพัฒนาแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ร่วมกันในอนาคตกับ GISTDA อีกด้วย หรือแม้แต่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์มีความร่วมมือกับ GISTDA เป็นระยะเวลายาวนาน และเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถมีรายได้จากการรักษาป่าในพื้นที่ของป่าชุมชน ก็จะร่วมกันดำเนินการพัฒนาแนวทาง วิธีการที่เหมาะสม สำหรับชุมชน เพื่อลดภาระการวางแปลงสุ่มตัวอย่าง ซึ่งต้องใช้ทั้งแรงงาน งบประมาณ และระยะเวลา จำนวนมาก เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียน การ ซื้อ-ขาย คาร์บอนเครดิต ภายใต้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (TVER) ของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก อบก. ต่อไป หรือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ก็สามารถนำข้อมูลที่มีความแม่นยำนี้ไปใช้เพื่อจัดทำรายงานแห่งชาติ (National Communication : NC) และรายงานความก้าวหน้ารายสองปี (Biennial Update Report : BUR) เสนอต่อ สำนักงานเลขธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้เป็นที่ยอมรับถึงความโปร่งใสของข้อมูล สามารถตรวจสอบถึงแหล่งข้อมูล และการได้มาซึ่งข้อมูลสำหรับจัดทำรายงาน เป็นต้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันบูรณาการข้อมูลการพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ละลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

-(016)

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรฯ ชวนชม ‘แสตมป์แพงที่สุดในโลก’ ในงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769861

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรฯ ชวนชม 'แสตมป์แพงที่สุดในโลก' ในงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรฯ ชวนชม ‘แสตมป์แพงที่สุดในโลก’ ในงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.27 น.

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพฯ จัดงานครั้งยิ่งใหญ่ “งานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566” THAILAND 2023 World Stamp Championship Exhibition (WSC)

สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ส.ต.ท.) ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน แสดงตราไปรษณียากรโลก World Stamp Championship Exhibition (WSC) (THAILAND2023) ในการจัดประกวดแสตมป์อย่างยิ่งใหญ่ มีคอลเลคชั่นตราไปรษณียากรจากทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ กว่า 500 ผลงานเข้าร่วม และมีนิทรรศการที่น่าสนใจ รวมทั้งการออกร้านจำหน่ายแสตมป์และสิ่งสะสมจากไปรษณีย์ชาติต่างๆ และร้านค้าชั้นนำทั่วโลกกว่า 60 บูท  

นายสุรจิตร ก้องวัฒนา ประธานที่ปรึกษาสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรประเทศแห่งไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ส.ต.ท.) ในฐานะเป็นเจ้าภาพ และคณะกรรมการจัดงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566 (THAILAND 2023) กล่าวว่า การจัดงานเฉลิมฉลองวาระพิเศษ 140 ปีไปรษณีย์ไทยและงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566 นั้น เป็นการจัดงานระดับโลกของวงการสะสมตราไปรษณีย์อีกครั้งหนึ่ง ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2526 เป็นต้นมา  และสำหรับการจัดงานแสตมป์โลกในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการจัดงานแสดงตราไปรษณียากรโลก (THAILAND 2023) ในระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม 2566 ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพมหานคร

สำหรับงานแสดงตราไปรษณียากรโลกในครั้งนี้ จะมีผลงานที่เป็นคอลเลคชั่นประกวดตราไปรษณียากร จากหลายประเทศทั่วโลก จำนวนกว่า 60 ประเทศ กว่า 500 ผลงาน ประมาณ 2,500 เฟรม และมีนิทรรศการต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยมีไฮไลท์ เป็นแสตมป์ดวงที่แพงที่สุดในโลก มูลค่า 300 ล้านบาท ของบริสติส เกียอาน่า อดีตอาณานิคมของสหราชอาณาจักร (British Guiana 1C Magenta) และดวงที่แพงที่สุดของทวีปเอเชีย มูลค่า 200 ล้านบาท แสตมป์มังกร พิมพ์กลับหัว (500 Mon Center Inverted) จากประเทศญี่ปุ่น มาจัดแสดงให้ได้ชมกันเป็นที่แรกของโลก ที่ทั้งสองชิ้นมาอยู่ในงานเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีแม่พิมพ์ของแสตมป์ไทยชุดแรก ของสยามประเทศ “ชุดโสฬศ” ที่นำมาจากสำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน นำมาจัดแสดง มีจัดแสดงสิ่งสะสมส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน รวมทั้งยังมีสิ่งแสดงเกียรติยศจากนักสะสมชื่อเสียงดังจากทั่วโลกอีกด้วย ถือเป็นงานแสดงที่ทรงคุณค่าและแทบจะหาดูจากที่อื่นไม่ได้ 

นอกจากนี้แล้ว สมาคมฯ คาดหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นในภาคธุรกิจ MICE และ Creative Tourism การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของประเทศไทย อันจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ โดยตราไปรษณียากรหรือแสตมป์เป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ รวมทั้งเป็นงานอดิเรกที่ทรงคุณค่า ซึ่งตราไปรษณีกรของ ไทยได้รับการยอมรับจากนักสะสมทั่วโลก ทั้งในด้านของการออกแบบที่สวยงาม สะท้อนเอกลักษณ์ของชาติและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ อัตราการเติบโตขึ้นในกลุ่มของนักสะสมผ่านช่องทางการซื้อขาย และประมูล โดยนักสะสมแสตมป์จากทั่วโลกจะเข้าร่วมกิจกรรมกรรมการประมูล จากบริษัทผู้ดำเนินการประมูลรายใหญ่ๆ ของโลก ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจากนักสะสมทั่วโลก ในการเสนอขาย และประมูลตราไปรษณียากรและสิ่งสะสมที่ทรงคุณค่าและหายาก อาทิเช่น Stanley Gibbons, David Feldman, Spink,  Stack’s & Bowers, เอื้อเสรี คอลเลคติ้ง, PMG, PCGS, NCS เป็นต้น รวมทั้งมีการไปรษณีย์จากประเทศต่างๆ กว่าสิบประเทศ เข้าร่วมออกร้านจำหน่ายตราไปรษณียากรของสิ่งสะสมที่ระลึก พร้อมบริการประทับตราพิเศษ ที่ระลึกของงาน อาทิเช่น ไปรษณีย์ญึ่ปุน ฝรั่งเศส จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น และยังเป็นโอกาสที่นักสะสมแต่ละท่านได้มาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน และซื้อขายระหว่างกัน สำหรับตราไปรษณียากรและสิ่งสะสมต่างๆ อีกด้วย

ซอฟท์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่จะช่วยสื่อสาร เผยแพร่ประชาสัมพันธ์วัฒนธรรม วิถีไทยในทุกมิติผ่านช่องทางออนไลน์ มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ในประเทศในด้านต่างๆ ทั้งด้านการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เมืองไทยมีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง วัด โบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ วิถีการดำเนินชีวิต ศิลปะการแสดงต่างๆ เป็นต้น วัฒนธรรมทางด้านอาหาร อาหารท้องถิ่น หรือ Street Foods เป็นเทรนด์ ที่ปัจจุบันอาหารไทยกำลังได้รับความนิยม มีความหลากหลาย เลื่องลือถึงความอร่อย ความพิถีพิถัน ความสะอาด เป็นต้น ความเป็นไทย หรือคนไทยได้รับฉายาว่าเป็น “สยามเมืองยิ้ม” สังคมไทยเป็นอุปนิสัยของคนไทย ที่เป็นเอกลักษณ์ในมิตรภาพที่ดี และเสมือนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว จะช่วยจุดกระแส และสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย

นายสุรจิตร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสมาคมฯ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมจัดนิทรรศการและการประกวด นำความรู้เรื่องราวเผยแพร่สู่สาธารณะชนเสมอมา นับจากการจัดงานแสดงตราไปรษณียากรโลกครั้งแรกในประเทศไทย ในปีพุทธศักราช 2526 และจัดต่อเนื่องกันมาในปีพ.ศ. 2536, 2546, 2556 และ 2561 และในปีนี้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือสสปน. (TCEB) ยังร่วมสนับสนุนในการจัดนิทรรศการและการประกวดตราไปรษณียากรโลกครั้งนี้ด้วย ตอบโจทย์ดัชนีแห่งความสุขของนักสะสมแสตมป์จากทั่วโลก ที่เดินทางมาร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ของการจัดการประกวดในแต่ละครั้งที่ผ่านมา เป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเรามีศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ มีซอฟท์พาวเวอร์ที่แข็งแรงทั้งทางด้านการท่องเที่ยว อาหาร ศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของคนไทย มีความน่าเชื่อถือในเรื่องความปลอดภัย บริการด้านต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับไว้วางใจ โดยคาดว่าในช่วง 6 วันของการจัดงานฯ น่าจะมีชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมชมงานไม่ต่ำกว่า 5 พันคน

พบกันได้ในงาน “140 ปีไปรษณีย์ไทยและงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2556” มีกำหนดจัดงานขึ้นในระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม 2566 นี้ ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

-(016)

ฉลองเปิดร้าน Evergrow Wellness Clinic และ Dr.Tallsters สาขามาร์เช่ ทองหล่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769859

ฉลองเปิดร้าน Evergrow Wellness Clinic และ Dr.Tallsters สาขามาร์เช่ ทองหล่อ

ฉลองเปิดร้าน Evergrow Wellness Clinic และ Dr.Tallsters สาขามาร์เช่ ทองหล่อ

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.21 น.

บริษัท สตรองผลลัพธ์ คอร์ป จำกัด จัดงานเปิดตัว One Stop Service เรื่องกระดูกและข้อ โดยทีมแพทย์ออโธปีดิกส์ ไคโรแพรคดิกแพทย์ เวชศาสตร์ชะลอวัย และกายภาพบำบัด Evergrow Wellness Clinic สำหรับผู้ใหญ่ และสถาบันเพิ่มความสูง Dr.Tallsters สำหรับน้องๆวัย 8-15 ปี สาขาใหม่ ที่ศูนย์การค้ามาร์เช่ (Marche) ใจกลางทองหล่อ เพื่อเป็นศูนย์บริการ ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพที่โดดเด่นด้วยการแพทย์แผนบูรณาการศาสตร์ไคโรแพรคติก ผสานวิธีธรรมชาติบำบัด พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัยครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้รักสุขภาพทุกเจนเนอเรชัน  ภายในงานยังจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การเสวนาด้านสุขภาพเวชศาสตร์ Wellness กระดูกและข้อ โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ฉัตรนรินทร์ เมธีกุล การเสวนาสุขภาพบุคลิกภาพความสูงเทรนด์ใหม่ 2024

ดร.บัณลักข ถิรมงคล ผู้อำนวยการ Evergrow Wellness Clinic และ สถาบันเพิ่มความสูง Dr.Tallsters กล่าวว่า “ปัจจุบันเทรนด์การดูแลสุขภาพกำลังมาแรง ทุกคนใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วย นอกจากนี้ สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้บริการด้านสุขภาพเป็นที่ต้องการมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการขยายสาขาใหม่ของ Evergrow Wellness Clinic และ Dr.Tallsters สาขามาร์เช่ ทองหล่อ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น คนวัยทำงาน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ รวมถึงวัยรุ่นที่ต้องการเพิ่มความสูงเสริมความมั่นใจ ให้ได้เข้าถึงบริการของเราได้ง่ายยิ่งขึ้น ในส่วนของ Evergrow Wellness Clinic จะเปิดให้บริการแบบเต็มรูปแบบกลางเดือนธันวาคมนี้

สำหรับ Dr.Tallsters เป็นสถาบันเพิ่มความสูงด้วยนวัตกรรมอันดับ 1 ของเอเชีย ที่เราให้บริการมาแล้วมากกว่า 1,000 เคส ด้วยนวัตกรรม Aerodynamic Exercise กระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน ผสมผสานการจัดกระดูก อีกทั้งยังมีทีมแพทย์ไคโรแพรคติกจากสหรัฐอเมริกาและเกาหลี คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ทำให้ทุกเคสที่เราดูแลมีโอกาสสำเร็จสูงถึง 84.78% นอกจากนี้เรายังมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมโดยการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม Tallstation เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ทุกคนที่อยากสูง ให้ได้เข้าถึงนวัตกรรมที่เราตั้งใจคิดค้นขึ้นมา ด้วยความมุ่งหวังที่เราอยากเห็นเด็กไทยเติบโตอย่างเหมาะสมมีสุขภาพแข็งแรง และจิตที่ดี อยากสร้างความมั่นใจให้เด็กๆ ในวันนี้ เพื่อสร้างชาติที่เข้มแข็งในวันหน้า”

ด้าน นางสาวพรรณรังสี เต็มแสวงเลิศ CEO บริษัท สตรองผลลัพธ์ คอร์ป จำกัด กล่าวถึงEvergrow Wellness Clinic ว่า ”Evergrow Wellness Clinic เป็นคลินิกจัดปรับกระดูกและกายภาพบำบัด การันตีด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี จึงทำให้ลูกค้าไว้วางใจให้เราช่วยทำการรักษาเฉพาะทางด้านกระดูก ข้อเข่า กล้ามเนื้อ และระบบประสาท ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดตึง ปวดหลัง กล้ามเนื้ออักเสบ ไหล่ติด ข้อเท้าอักเสบออฟฟิศซินโดรม รวมไปถึงกระดูกสันหลังคดงอ ซึ่งเรามีบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบครบวงจร พร้อมให้คำแนะนำ อีกทั้งยังมีนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ร่วม กับการผสมผสานแนวทางวิธีธรรมชาติบำบัด จึงมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยและสามารถรักษาอาการได้ตรงจุดอย่างแน่นอน”

งานเปิดร้านที่สาขามาร์เช่ในครั้งนี้ ทีมผู้บริหารทั้ง ดร.บัณลักข ถิรมงคล ผู้อำนวยการ Evergrow Wellness Clinic และ สถาบันเพิ่มความสูง Dr.Tallsters พรรณรังสี เต็มแสวงเลิศ CEO บริษัท สตรองผลลัพธ์ คอร์ป จำกัด ร่วมด้วยทีมแพทย์ฯ ให้การต้อนรับเหล่าเซเลบริตี้ ที่มาร่วมสัมผัสนวัตกรรมดูแลสุขภาพกันอย่างคับคั่ง อาทิ เจ้านาง นินดาสัก ณ.จำปาสัก เดอมาซิเอร์ พร้อมด้วย มร. ลอเรน เดอมาซิเอร์ และครอบครัว, เกรซ ฮาร์เปอร์ นักแสดงช่อง 7, เหล่าสาวงามจาก Miss Earth Thailand 2023, ฟลุท ชินพรรธน์, เทมโป กันฐพัทธ์, ภูมิ จิตติพัฒน์ และซินเวียร์ วุฒิเมศร์ เป็นต้น

สำหรับโปรโมชันเปิดสถาบันเพิ่มความสูง Dr.Tallsters สาขามาร์เช่ ทองหล่อ เพียงลูกค้าที่ซื้อโปรแกรม Aerodynamic Exercise 10 ครั้ง แถมทันที 10 ครั้ง ได้แก่ โปรแกรม Total Body 4 ครั้ง และโปรแกรม Long Legs System 6 ครั้ง พร้อมรับฟรี Energy Booster วิตซีเพิ่มพลังทาน 10 ครั้ง และรับบริการปรึกษาฟรีกับคุณหมอหญิงเพื่อวางแผนการเพิ่มส่วนสูงเฉพาะบุคคล จากราคาปกติ 70,000 บาท เหลือเพียง 35,000 บาท ตั้งแต่ วันนี้ – 30 พฤศจิกายนนี้ เท่านั้น

โปรโมชันเดือนธันวาคม ฉลองการเปิด Evergrow Wellness Clinic เข้ารับการจัดกระดูกไคโรแพรคติก 1 ครั้ง จากราคาปกติ 4,500 บาท พิเศษเพียง 2.000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับ Voucher บริการ Laser ลดปวด 1 ครั้ง ฟรี!

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพื่อเข้ารับการบริการได้ที่

Evergrow Wellness Clinic สาขาทองหล่อ โทร: 02-096-4966 กด 2

LINE: https://lin.ee/BFg05j6 เว็บไซต์: http://www.evergrowwellness.com

Dr.Tallsters สาขาทองหล่อ โทรศัพท์ 02-055-6546 กด 2LINE: https://lin.ee/7sanMz7 เว็บไซต์: www.dspine-tallsters.com Facebook: https://www.facebook.com/tallsters

มจพ.ยึดหลักธรรมาภิบาล คว้ารางวัลชมเชยองค์กรโปร่งใส 6 ปีซ้อน จาก ป.ป.ช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769853

มจพ.ยึดหลักธรรมาภิบาล คว้ารางวัลชมเชยองค์กรโปร่งใส 6 ปีซ้อน จาก ป.ป.ช.

มจพ.ยึดหลักธรรมาภิบาล คว้ารางวัลชมเชยองค์กรโปร่งใส 6 ปีซ้อน จาก ป.ป.ช.

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.09 น.

17 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.30 น. ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ  เซี่ยงฉิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) รับรางวัลชมเชยองค์กรโปร่งใส ครั้งที่ 11 (NACC Integrity Awards) ประจำปี 2565 จากพลตำรวจเอก วัชรพล  ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เกียรติมอบรางวัล โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวิทย์  จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สราวุฒิ  สืบแย้ม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการคลังและกิจการทั่วไป ผู้บริหารและบุคลากร มจพ. ร่วมแสดงความยินดี ณ สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้รับรางวัลชมเชยองค์กรโปร่งใสเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลเกียรติยศแห่งคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อตรง เป็นความภาคภูมิใจของ มจพ. ที่ได้รับการยอมรับในความทุ่มเทต่อการบริหารจัดการองค์กรบนหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตไปพร้อมกับเป็นแบบอย่างตามมาตรฐานสากล

เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต จัด Open House สานฝันคนอยากเป็นเชฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769708

เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต จัด Open House  สานฝันคนอยากเป็นเชฟ

เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต จัด Open House สานฝันคนอยากเป็นเชฟ

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต (Le Cordon Bleu Dusit Culinary School) จัดกิจกรรม Open House เปิดบ้านต้อนรับผู้ที่สนใจหลักสูตรการทำอาหารคาวและขนมอบอย่างอบอุ่น ณ ชั้น 17 อาคารเซ็นทรัลทาวเวอร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมน่าสนใจมากมายที่จะพาไปทำความรู้จักกับโรงเรียนฯ ทั้งกิจกรรมแนะแนวหลักสูตรแบบเป็นกันเอง การเยี่ยมชมบรรยากาศและห้องปฏิบัติการจริง การสาธิตทำอาหารคาวและขนมอบจากเชฟผู้สอนที่เชี่ยวชาญ พร้อมรับคำปรึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้เรียนมากที่สุด ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดเข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00-11.30 น. : French Cuisine Open House พบกับกิจกรรมเปิดบ้านสำหรับผู้รักการทำอาหารคาวฝรั่งเศสเพื่อแนะนำหลักสูตรประกาศนียบัตรการประกอบอาหารฝรั่งเศส (Diplôme de Cuisine) ที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เทคนิคการประกอบอาหารตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูง พร้อมเรียนรู้ทุกทักษะในโลกของอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2566 เวลา 09.00-11.30 น. : Pastry Open House แนะแนวหลักสูตรประกาศนียบัตรการประกอบขนมอบ (Diplôme de Pâtisserie) สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำขนมอบและขนมหวาน โดยผู้เรียนจะได้ฝึกทักษะการทำขนมทุกระดับและการตกแต่งขนมอบนานาชนิดจากทั่วโลก

นอกจากผู้เข้าร่วม Open House จะได้ทัวร์ชมโรงเรียน ดูการสาธิตทำอาหารแล้ว ยังจะได้รับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟเมื่อสมัครเรียนภายในวันงานอีกมากมาย ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานสามารถสมัครสมาชิกบนหน้าเว็บไซต์ (สำหรับผู้ที่ยังไม่มีบัญชี) ได้ที่ https://www.cordonbleu.edu/thailand/home/th แล้วนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่ได้จากการสมัครสมาชิกเพื่อใช้สำหรับการกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนออนไลน์ให้สมบูรณ์

ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ 02-2378877 ต่อ 1911-1919 / Line : @lecordonbleudusit หรืออีเมล thailand@cordonbleu.edu

100 ปี มัทนะพาธา สืบสานพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ชวนชมการแสดงอ่านบทพระราชนิพนธ์ประกอบดนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769714

100 ปี มัทนะพาธา สืบสานพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ชวนชมการแสดงอ่านบทพระราชนิพนธ์ประกอบดนตรี

100 ปี มัทนะพาธา สืบสานพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ชวนชมการแสดงอ่านบทพระราชนิพนธ์ประกอบดนตรี

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเพชรบุรี ร่วมกับ มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ฯ ชวนชมการแสดงการอ่านบทพระราชนิพนธ์ “มัทนะพาธา” หรือ “ตำนานแห่งดอกกุหลาบ”พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบการแสดงและดนตรีเนื่องในวาระครบ 100 ปี บทพระราชนิพนธ์สร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแห่งนี้ และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพล้นเกล้า รัชกาลที่ 6 ทรงมีผลงานพระราชนิพนธ์กว่า 200 เรื่อง นอกจากมัทนะพาธา ยังมีศกุนตลา รามเกียรติ์ ฯลฯ รายได้เพื่อระดมทุนอนุรักษ์และบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวันจัดแสดงระหว่างวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2566เวลา 17.00 น. ณ สวนมัทนะพาธา พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

การจัดระดมทุนครั้งใหญ่นี้เพื่ออนุรักษ์และบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ให้มีสภาพดีใกล้เคียงดั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งในส่วนของระบบนิเวศตามธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี เป้าหมายการบูรณะเพื่อจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในวาระ 100 ปี สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ 100 ปี พระประสูติกาลของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีพระผู้อุปถัมภ์มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ให้แล้วเสร็จในปี 2568 นี้

เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเพชรบุรี กล่าวว่า ตามที่ ททท.เพชรบุรีได้ดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความหมาย ภายใต้แนวคิด “Meaningful Travel” เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ ทั้งในการท่องเที่ยวและการได้ช่วยเหลือสังคมด้วย จึงร่วมกับ มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนอนุรักษ์และบูรณะพระราชนิเวศน์มฤคทายวันและโครงการพัฒนาพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยการซื้อบัตรเข้าชมการแสดงการอ่านบทพระราชนิพนธ์ มัทนะพาธา ในวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2566 นี้

สำหรับการแสดงอ่านบทพระราชนิพนธ์ มัทนะพาธา เป็นการเลือกบทพระราชนิพนธ์เฉพาะบางตอนมาเรียบเรียง กำกับการแสดงโดย ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง และกำกับดนตรีโดย อานันท์ นาคคง ศิลปินศิลปาธร นักแสดงนำ ได้แก่ สุกัญญา สมไพบูลย์ รับบทตัวละคร มัทนา และ อัษฎาวุธ เหลือสุนทร รับบทสุเทษณ์/ชัยเสน ส่วน ศันสนีย์ ศีตะปันย์รับบท จัณฑี

เกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวันในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวว่า นอกจากการซื้อบัตรเข้าชมการแสดงการอ่านบทพระราชนิพนธ์มัทนะพาธาแล้ว อยากเชิญชวนผู้สนใจร่วมรักษาและสืบทอดมรดกของชาติ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกบูรโณปถัมภ์ซึ่งเป็นสมาชิกตลอดชีพ เพื่อร่วมระดมทุนในการอนุรักษ์และบูรณะพระราชนิเวศน์ฯ โดยเฉพาะการเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาจำนวนกว่าแสนแผ่น ซึ่งมีน้ำหนักเกินไปแผ่นละ 1 กิโลกรัม ส่งผลกระทบต่อฐานรากของตัวอาคารในปัจจุบัน ค่าสมัครสมาชิก6,910 บาท โดยเปิดรับสมัครเพียง 109,600 รายเท่านั้น สอบถามได้ทางเพจพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

“การบูรณะนอกจากเปลี่ยนกระเบื้องหลังคา มีการซ่อมแซมชิ้นส่วนโครงสร้างและส่วนประกอบของพระที่นั่ง เช่น หลังคากันสาด ราวระเบียง พื้นทางเดิน บันได มีการจัดทำห้องสมุด และจดหมายเหตุ จัดการเรียนการสอนดนตรีไทย พัฒนาสวนพฤกษศาสตร์ และหอพรรณไม้ของสังคมพืชบนสันดอนทรายชายฝั่ง ตลอดจนการรักษาระดับน้ำจืดที่ซึมซับอยู่ใต้ผืนทราย ตามบทบาทและหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์”

การแสดงอ่านบทพระราชนิพนธ์ “มัทนะพาธา” จัดแสดงระหว่างวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2566 เวลา 17.00 น. ณ สวนมัทนะพาธา พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
บัตรที่นั่งสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 1,690 บาทจำกัด 100 ที่นั่งต่อวัน บัตรที่นั่งสำหรับสมาชิกบูรโณปถัมภ์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย และบัตรที่นั่งสำหรับผู้ติดตาม 1 ท่าน ที่มาชมการแสดงพร้อมกับสมาชิกฯ ราคา 690 บาท จำกัด 300 ที่นั่งต่อวัน สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา สามารถเข้าชมฟรีในรอบซ้อมใหญ่ในวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งชมการแสดงล่วงหน้าได้ที่ facebook :พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน Line:mrigshop หรือโทร.032-508445

เอิบลาภ ศรีภิรมย์

เอิบลาภ ศรีภิรมย์

เกล้ามาศ ยิบอินซอย

เกล้ามาศ ยิบอินซอย

ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน

ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน

Oliver Peoples คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงปี 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769707

Oliver Peoples คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงปี 2023

Oliver Peoples คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงปี 2023

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แบรนด์แว่นตา Oliver Peoples เผยโฉมแว่นตาคอลเลคชั่นใหม่ประจำฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 เปิดตัวด้วยไลน์ใหม่ only กรอบแว่นอะซิเตท ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยสไตล์โมเดิร์นมินิมอลพร้อมกับซีรี่ส์แยกย่อยอย่าง N.01, N.02 Sun และ N.03

อีกทั้ง คอลเลคชั่นนี้ยังนำเสนอดีไซน์ที่มีกลิ่นอายของ French New Wave และต่อยอดการออกแบบต้นฉบับของ OP โดยมีดีเทลในยุค 1960 รวมทั้งการแต่งมุมเหลี่ยมด้วยโลหะและองค์ประกอบศิลปะแบบ Art Deco อย่างแว่นตากันแดด Kienna, Birell Sun, Oliver Sixties Sun, Maysen, และKierney Sun หรือแว่นสายตาเข้าคู่กับแว่นตากันแดด Birell, Lianella และ Rynn

นอกจากนี้ ทางแบรนด์ได้นำเสนอแคมเปญใหม่ของคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 -Deconstructed โดยได้รับแรงบันดาลใจจากช่างภาพอย่าง Richard Avedon และ PeterLindbergh รวมถึงสไตล์โมโนโครม ของ HelmutLang ทำให้แคมเปญนี้ได้ถ่ายทอดความงดงามแบบมินิมอลและเอกลักษณ์ของ Oliver Peoples สู่แว่นตาประจำฤดูกาลนี้

คุณแหน : 17 พฤศจิกายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769713

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ เป็นประธานเปิดงาน EGAT ENERGY FORUM 2023 ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Green Smart Energy Solutions : ต่อยอดนวัตกรรม สานพลังเครือข่ายไฟฟ้าสีเขียว” โดยมีเริงชัย คงทอง,เสมอใจ ศุขสุเมฆ,ดร.จิราพร ศิริคําพร้อมด้วยเครือข่ายอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า ร่วมงานกว่า 500 ราย..

ll มิตรสหายยินดีกับ อินทพร จั่นเอี่ยม ที่ได้เป็นว่าที่ ผอ.สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ..

ll ศุภศิษย์ กอเจริญยศ ผวจ.อุบลราชธานี ต้อนรับจู ติ๊ก หยุง กงสุลใหญ่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสขอเข้าเยี่ยมและหารือข้อราชการ ซึ่งในปัจจุบัน จ.อุบลราชธานี กับเมืองกว๋างจิ เวียดนาม มีการพัฒนาความสัมพันธ์ทั้งในด้านการศึกษา การเกษตร การค้า การลงทุนและเชื่อมโยงการท่องเที่ยว..

ll วิรัตน์ ปราบทุกข์ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(สวพส.)ลงนาม MOU ร่วมกับ นฤมล ทักษอุดม บจ.ฮิลล์คอฟฟ์(กาแฟชาวไทยภูเขา)เพื่อพัฒนากาแฟและพืชท้องถิ่นบนพื้นที่สูงแบบยั่งยืน..

llเมื่อคุณยาย อนงค์รัตน์ ฉัตรจุฑามาสปรารภว่ายังไม่เคยไปเยือนร้าน Manta BeachHideaway ที่เกาะสมุยของหลานชาย ศสิตพิทยาธิคุณ งานนี้คุณแม่ ศรีวิรัตน์ฉัตรจุฑามาส เลยจัดทริปพาไปให้หลานเชนได้นำชมร้านที่มี Theme Dirty Healthy..

ll วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พาเพื่อนๆ ชาว LSP 3กว่า 10 คน ไปเจาะลึกดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ประเทศเกาหลี งานนี้ สุธี เตชะประภาแสง,เพ็ญศรีมีสุขสบาย,อารยา ยมนา,ศิริวรรณ ประเสริฐชัย,เพ็ญศรี โปร่งเมฆ,ยุพิน เมฆหิรัญศิริ,สมชาย ไตรรัตน์ภิรมย์ ไม่ยอมพลาด..

ll ภัทรพร มิลินทสูต ช่วงนี้มีเดินสาย ตปท.มากทั้งไปทริปทำงานที่อังกฤษแล้วไปเที่ยวญี่ปุ่น จากนั้นไปทริปกับ Investment Banking Club ที่ไปดูงานเรื่อง ESG ของเยอรมนีกับสวิส..

ll เพื่อนชาวเภสัช มช. รุ่น 18 เช่น ภก.วิบูลย์ จรรยานุภาพ,ภก.วิโรจน์ สุนทรวิวัฒน์,ภก.สุทธิพงศ์สิมะบำรุงวงศ์,ภญ.วนิดา เตชะวิจิตรไพศาล,ภญ.สมจิตร ทองสุขดี,ภญ.กรรณิการ์ เอกศักดิ์,ภญ.อัจฉราวรรณ ประสาธนากร,ภญ.สถาพร ประสพทรัพย์,ภญ.รวิมาศ ปรมศิริ,ภญ.จันทนา ลี้สวัสดิ์ ชวนกันไปเที่ยวเจาะลึกหัวหิน 3 วันโดยมี ภญ.วนิดา แก้วสนิท ต้อนรับเพื่อนๆอย่างอบอุ่น..

ll ช่อทิพย์ ประมูลผล ขอเชิญชวนบุคลากรการศึกษาเข้าร่วมโครงการอบรม English language training +Circulars Economics Workshop แบบไฮบริด พร้อมประสบการณ์จริงที่ประเทศนิวซีแลนด์ จัดโดยหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ ร่วมกับ Lincoln University ร่วมฟังรายละเอียดโครงการ26 พ.ย.นี้ 09.00-11.00 น. ทาง ZOOM meeting คลิก : https://bit.ly/Lincoln_Circular..

ll เพื่อนๆ Digital CEO#5 ปรบมือรัวๆให้เพื่อนผู้บริหารเหล็กทั้งสอง ดร.เอื้อมพรปัญญาใส และ ณรงค์ฤทธิ์ โชตินุชิตตระกูลที่ล่าสุดไปร่วมงานบางแสน 42 ชลบุรี มาราธอน2023 วิ่งแบบชิวๆ ไปคนละ 42 กม. ..ll

น้องใหม่

SB ประเทศไทย ดึงนักคิด ‘Regenerative’ ระดับโลกมาไทย แชร์แนวคิดการ ‘ฟื้นคืน’ สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/769706

SB ประเทศไทย ดึงนักคิด ‘Regenerative’ ระดับโลกมาไทย  แชร์แนวคิดการ ‘ฟื้นคืน’ สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจอาหาร

SB ประเทศไทย ดึงนักคิด ‘Regenerative’ ระดับโลกมาไทย แชร์แนวคิดการ ‘ฟื้นคืน’ สร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจอาหาร

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล

Sustainable Brands (SB) ประเทศไทย จัดงานประชุม SB’23 BANGKOK CHANTHABURI ภายใต้แนวคิด “Regenerating Local Food & Future” เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักคิด นักปฏิบัติการ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านแนวคิด “Regenerative” หรือการ “ฟื้นคืน” ที่มีชื่อเสียงระดับโลก กับผู้ประกอบการและนักธุรกิจด้านอาหารในไทย พร้อมสร้างมุมมองของ Regenerative Brands ให้กับแบรนด์ธุรกิจอาหารของไทย เพื่อฟื้นคืนสมดุลโลก สร้างอนาคตที่ทุกชีวิตทั้งคนและธรรมชาติมีความยั่งยืนร่วมกันได้อย่างแท้จริง

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ SB ประเทศไทย ริเริ่มนำแนวคิด Regenerative หรือแนวคิดการ “ฟื้นคืน” เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงให้กับทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติที่ต้องดำรงอยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล โดยเลือกความสำคัญของธุรกิจอาหารซึ่งเป็นหัวใจหลักของประเทศ เพราะถ้าระบบอาหารมีการเปลี่ยนแปลงและแข็งแรงแล้ว เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนได้ ดังนั้น จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไปได้ไกลกว่าเดิม โดยมีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักคิดและนักปฏิบัติการและทีมผู้เชี่ยวชาญด้านแนวคิดและการสร้าง Regenerative ระดับโลก อย่าง มาร์ค บัคลีย์(Marc Buckley) นักคิดและนักปฏิบัติการด้านอาหารและตัวแทนความยั่งยืนจาก UN SDG, เจนนี่แอนเดิร์สสัน (Jenny Andersson) ซีอีโอจาก We Activate The Future, ผู้ร่วมก่อตั้ง The ReallyRegenerative Centre, ซานดร้า พิน่า (SandraPina) ผู้อำนวยการจาก SB ประเทศสเปน และ ดร.ศิริกุลเลากัยกุล ผู้อำนวยการจาก SB ประเทศไทย

มาร์ค บัคลีย์

มาร์ค บัคลีย์ (Marc Buckley) นักคิด และนักปฏิบัติการด้านอาหารและตัวแทนความยั่งยืนจาก UN SDG พูดคุยในหัวข้อ “Regenerating Local Food & Future” กล่าวว่า “เมื่อคุณได้เข้าใจถึงแนวคิดของการฟื้นสร้างคุณค่าในด้านต่างๆ (regeneration)แล้ว และถ้าพูดเรื่องอาหาร และระบบนิเวศของอาหาร สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของอาหาร ก็คือ ภาคเกษตรกรรมทั้งการปลูกพืชพันธุ์และการทำฟาร์มต่างๆ Regenerative Agriculture จึงเป็นเรื่องสำคัญ มากๆ ที่เราทุกคนต้องเข้าใจจริงๆ และจะสามารถลงมือแก้ปัญหาทั้งระบบ การเกษตรเพื่อฟื้นฟู เพื่อสร้างคุณค่าจึงเป็นวิธีการที่ไม่ใช่แค่รักษาสิ่งที่มีอยู่ไม่ให้หมดไป แต่ยังนำสิ่งที่หายไปให้กลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์ ผ่านกระบวนการต่างๆ อาทิ การพลิกฟื้นคุณภาพดินที่ถูกทำลายไป การเพิ่มความหลากหลายในผืนดิน การลดภาวะโลกร้อนด้วยการลดคาร์บอนต่างๆ รวมทั้งพัฒนาวงจรการใช้น้ำในการทำการเกษตร เป็นต้น

“ผมอยากนำเสนอแนวทางปรับปรุงและแก้ไข ที่เป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพจริงๆ ที่จะช่วยกำหนดอนาคตที่มีมนุษยชาติ รวมถึงโลกของเราจะฟื้นตัวได้จริง ได้ยั่งยืน ผ่านแนวคิดของ Regenerative Agriculture หรือเกษตรกรรมแบบฟื้นฟู ที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ Regenerative Agricultureจะเป็นส่วนสำคัญมากในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ การกักเก็บคาร์บอนไว้ในดินสามารถช่วยชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยทำให้สภาพอากาศมีเสถียรภาพมากขึ้นได้ และยังจะสามารถสร้างงาน สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย และส่งเสริมความสามารถที่จะฟื้นตัว (Resilient) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลที่ยั่งยืนอีกด้วย” มาร์ค บัคลีย์ กล่าว

เจนนี่ แอนเดิร์สสัน

เจนนี่ แอนเดิร์สสัน (Jenny Andersson) ซีอีโอจาก We Activate The Future, ผู้ร่วมก่อตั้งThe Really Regenerative Centre พูดคุยในหัวข้อ “The Regenerative Future : Real Business Cases”ไว้ว่า “วันนี้เราทำลายเมืองของเราโดยไม่รู้ตัว ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณ เพื่อรายได้ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การพัฒนาศักยภาพของเมือง ของสถานที่ คือ การพัฒนาสถานที่ พัฒนาเมืองผ่านการฟื้นฟู การหาหัวใจของสถานที่ ของเมืองที่โดนทำลายไปให้ฟื้นคืนชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่มีพลวัต (Dynamic) และช่วยกำหนดรูปแบบให้ เมือง สถานที่ ให้ประเทศไทยหรือชุมชนท้องถิ่นดีขึ้นได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน เราจะเรียนรู้ร่วมกันถึงหลักการพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ที่ไม่เพียงแต่แค่ดำรงชีวิตของตนเองเท่านั้น แต่เพื่อการดำรงของทุกชีวิตรอบๆ อย่างเกื้อกูลเพราะแนวคิด Regenerative Placemaking เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิด และ สนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมโดยรอบอย่างสม่ำเสมอตลอดไป”

ซานดร้า พิน่า (Sandra Pina) ผู้อำนวยการจาก SB ประเทศสเปน และ ดร.ศิริกุล เลากัยกุลผู้อำนวยการจาก SB ประเทศไทย กล่าวสรุปในหัวข้อ “Role of The Regenerative Brands” ว่า “ความยั่งยืนเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักขององค์กรในการกำหนดกลยุทธ์ การผลิตสินค้า การทำการตลาด และการสื่อสาร แล้วองค์กรจะรู้ได้อย่างไรว่า เส้นทางที่กำลังดำเนินอยู่นั้นเป็นเส้นทางที่ “ถูกทาง”หรือ “หลงทาง” ทาง SB Worldwide จึงได้ออกแบบเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยธุรกิจ และ แบรนด์ในการวัดระดับความยั่งยืนภายในของแบรนด์ ของธุรกิจ ขององค์กร ของตนเองอย่างเจาะลึก ภายใต้ชื่อ SB Brand Transformation RoadmapTM (SB BTR) โดยเครื่องมือนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้นำ ในการสร้างแบรนด์ระดับโลกพัฒนา เพื่อให้องค์กรสามารถประเมินตนเองผ่านชุดคำถามออนไลน์ครอบคลุม5 แกนหลัก ของแบรนด์ที่ยั่งยืนคือ Purpose,Brand Influence, Operations & Supply Chain, Products & Services และ Governance”ซึ่งทาง SB Thailand ได้ทำการเปิดตัวทดลองกับ 5 แบรนด์ใหญ่ของประเทศไทยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้กับทุกแบรนด์ที่สนใจ ในต้นปี 2567”

ซานดร้า พิน่า

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้อำนวยการ SB ประเทศไทย กล่าวปิดท้ายว่า “เหมือนทุกครั้งที่เรา จัดงาน SB ในประเทศไทย จะเน้นการสร้างผลงานที่จับต้องได้ มิใช่แค่การมาประชุมพูดจากันอย่างแลกเปลี่ยนความรู้แต่ไม่มีผลงานที่ยั่งยืน เราจึงได้เลือกจันทบุรี เป็นหนึ่งในที่จัดงานของเรา เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของจันทบุรีในการที่จะทำเป็นจังหวัดต้นแบบแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยแนวคิดแบบ Regenerative ความพร้อมของคนจันทบุรีและศักยภาพของแผ่นดิน ผสานกับพลังของแบรนด์จะทำให้งานประชุมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการจุดประกายสิ่งที่มีอยู่แล้วและกำลังจะจางหายถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่อย่างน่าสนใจอีกครั้ง”

นอกจากนี้ SB ประเทศไทย ยังได้ร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดจันทบุรี จัดงาน RegeneratingLocal Food & Future เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยได้เริ่มกระตุ้นให้เกิดความสนใจต่อความอุดมสมบูรณ์ที่กำลังจะหายไปจากระบบอาหารผ่านงานเลี้ยงภาคค่ำภายใต้ชื่องานว่า “รสจันท์ที่จางหาย (The Lost Recipe)” เรียนรู้ผ่านมื้ออาหารค่ำของรสจันท์ที่จางหายภายใต้แนวคิดการกู้คืนสูตรตำรับอาหารเมืองจันท์ที่แท้จริงให้ฟื้นกลับคืนมา The Regenerative Dinner – The Lost Recipe “Herb – Heritage – Hope” โดยมีนิทรรศการบอกเล่าสิ่งที่จะจายหายของเมืองจันท์ อาทิ ตำรับอาหารจันท์ การทำเสื่อจันทบูร ศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น