แนวหน้าไกด์ : เปิดประสบการณ์ความสุข…‘เที่ยวได้ทุกวัน’ พักผ่อนกันเต็มที่ ในจังหวัดกระบี่ และภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768411

แนวหน้าไกด์ : เปิดประสบการณ์ความสุข...‘เที่ยวได้ทุกวัน’  พักผ่อนกันเต็มที่ ในจังหวัดกระบี่ และภูเก็ต

แนวหน้าไกด์ : เปิดประสบการณ์ความสุข…‘เที่ยวได้ทุกวัน’ พักผ่อนกันเต็มที่ ในจังหวัดกระบี่ และภูเก็ต

วันเสาร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.55 น.

โรงแรมเซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ท และสปา กระบี่

“แนวหน้า ไกด์” คอลัมน์รวบรวมที่กินที่เที่ยวพร้อมโปรโมชั่นพิเศษมาอัปเดตให้คุณก่อนใคร สำหรับฉบับประจำวันเสาร์นี้ ขอพาคุณเดินทางไปพักผ่อนท่องเที่ยวทางภาคใต้ของเมืองไทยให้เบิกบานสำราญใจ ที่จังหวัดกระบี่และภูเก็ต กับโปรโมชั่นเด็ด ไปเริ่มต้นกันที่

โรงแรมเซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ท และสปา กระบี่ นำเสนอ “โปรโมชั่นสปาสุดคุ้ม” มอบส่วนลด 30% สำหรับคอร์สทรีตเมนต์ 90 นาทีทุกประเภท พร้อมแพ็กเกจนวดตัว 60 นาที ปรับสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ พร้อมเปิดประสบการณ์ผ่อนคลายอย่างเหนือระดับไปกับศาสตร์แห่งการบำบัดในราคา 999 บาทถ้วน ถึง 30 พ.ย. ที่ สปาเซ็นวารี โทร.075-626222 หรือ https://www.centarahotelsresorts.com/centara/th/cak

โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท

โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท นำเสนอ โปรโมชั่นสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย ห้องพักราคาเริ่มต้น 5,200 บาท รวมอาหารเช้า 2 ท่านพร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ โดยจองผ่านเว็บไซต์ http://www.dusit.com และใส่รหัสโปรโมชั่น THAI โทร.075-628000

ทินิดี ไฮด์อเวย์ ต้นไทร บีช กระบี่

ทินิดี ไฮด์อเวย์ ต้นไทร บีช กระบี่ นำเสนอทิวทัศน์และธรรมชาติที่งดงามของท้องทะเลจังหวัดกระบี่ กับโปรโมชั่นพิเศษที่มอบส่วนลดพร้อมรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ และเครื่องดื่มต้อนรับ “น้ำมายา” โทร. 075-628042

ลยานะ รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่

ลยานะ รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่ นำเสนอ“บีชวิลล่า” ที่ปรับปรุงใหม่สุดหรู พร้อมระเบียงส่วนตัวที่มองเห็นสีเทอร์ควอยซ์ของท้องทะเลอันดามัน ห่างจากชายหาดเพียงไม่กี่ก้าวชมทิวทัศน์อันกว้างไกลและพระอาทิตย์ตกดินที่น่าอัศจรรย์ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โทร.075-627100

ทินิดี กอล์ฟ รีสอร์ท ภูเก็ต

ทินิดี กอล์ฟ รีสอร์ท ภูเก็ต นำเสนอโปรโมชั่น “แพ็กเกจสุดคุ้ม” ห้องพักรวมอาหารเช้า และออกรอบที่สนามกอล์ฟชื่อดัง 2 สนาม Loch Palm Golf Club และRed Mountain Golf Club รับส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ โทร.076-321925

อโมรา บีช รีสอร์ท ภูเก็ต

อโมรา บีช รีสอร์ท ภูเก็ต นำเสนอรีสอร์ทไลฟ์สไตล์ระดับ 5 ดาว ด้วยบรรยากาศแห่งการพักผ่อนที่ลงตัว ทันสมัย ครบวงจรและอัดแน่นด้วยกิจกรรมสำหรับคนรักความแอ๊กทีฟ เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในเดือน ธ.ค. http://www.amorahotels.com/amora-beach-resort-phuket

M Social Phuket 

M Social Phuket นำเสนอ โรงแรมในเครือแบรนด์ M Social แห่งที่ 6 ของโลก เป็นโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยของ Millennium Hotels & Resorts แบรนด์ระดับโลกที่เป็นเจ้าของ บริหารจัดการ และบริหารโรงแรมมากกว่า 145 แห่งใน 80 ประเทศทั่วโลก พร้อมการบริการระดับ 5 ดาวบนหาดป่าตอง สิ่งอำนวยความสะดวกล้ำสมัยและเทคโนโลยีที่ไร้รอยต่อ โทร.092-4555989 http://www.msocial.com/phuket

SAii Laguna Phuket

SAii Laguna Phuket “เอส โฮเทลแอนด์ รีสอร์ท” บริษัทในเครือ Singha Estate PCL พลิกโฉมเนรมิตสวรรค์แห่งการพักผ่อนรูปแบบใหม่ ทั้งดีไซน์ สิ่งอำนวยความสะดวก และประสบการณ์การเข้าพักรวมทั้งนิยามใหม่ของจุดหมายปลายทางของอาหารอร่อย (culinary journey)ที่ดีที่สุดสำหรับนักชิม ด้วยโปรแกรมอาหารและเครื่องดื่มใหม่ 3 แนวคิด ได้แก่“SAiiSational Breakfast” อาหารเช้าสไตล์ทร(ส)ายสุขภาพ, “Eat Like a Local” เมนูเด็ดของคนท้องถิ่นและ “Global Authentic Gastronomy”อาหารสูตรดั้งเดิมจากทั่วโลก โทร.02-0505555 http://www.shotelsresorts.com

ท่องเที่ยวเมืองไทย
ให้สุขใจในจังหวัดกระบี่ และภูเก็ต สัมผัสบรรยากาศ
แห่งธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์เพื่อความสดชื่นและปลอดภัย
ไปกับ “แนวหน้าไกด์”

คุณแหน : 11 พฤศจิกายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768467

วันเสาร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● ศิษย์เก่าราชินีหลากหลายรุ่น ไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ รศ.ดร.อรุณีประภาหอมเศรษฐี ราชินีรุ่น 62 ในวันที่ 11 พ.ย. 13.00 น. ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน พรทิพย์สาริกบุตร ราชินีรุ่น 63 ไม่พลาดแน่นอน…

●●รายนี้ก็ไม่พลาดงานขาว-ดำ ของคนรู้จัก รศ.พ.ต.อ.พณาเจือเพ็ชร์ กฤษณะราช ต้องพักการพักผ่อนที่เพชรบูรณ์ แล้วซิ่งรถมาร่วมงานฌาปนกิจศพเพื่อนรุ่นน้อง อุดมพร อติเวคิน ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา…เจ้าตัวบอกว่างานไว้อาลัยเพื่อนเป็นครั้งสุดท้ายจะพลาดได้ไง …ยอดปิยมิตรโดยแท้…

●● ครบรอบการจากไป 1 ปีของ ดร.ศิริพงษ์ หังสพฤกษ์ อดีตรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ …ศรีภรรยาคนสวย ดร.ณัฏฐา (ฟุ้งลัดดา) เล่าว่าบ้านที่ซอยแบริ่งสุขุมวิท จัดสร้างเตรียมไว้ให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัย แบบบ้านชั้นเดียว รถวีลแชร์ขึ้นลงได้ทั่วอาณาเขตบ้าน เป็นผลงานที่ ดร.ศิริพงษ์ จัดเตรียมไว้ให้ตัวเองและภรรยาอยู่ แต่ไม่มีโอกาสใช้ ฟังแล้วเศร้าจัง แต่บ้านติดริมถนนสุขุมวิท 71 ยกให้หลานๆ มีไอเดียเลิศ เปิดให้เช่า ได้ค่าเช่าเดือนหนึ่งมากพอสมควร ดร.ณัฏฐา ต้องรีบไปเก็บข้าวของ หนังสือเอกสารจำนวนมากกลับไปรวมที่บ้านซอยแบริ่งก่อน เพื่อบริจาคให้ห้องสมุดต่างๆ ต่อไป…

●●อยู่เชียงราย อากาศหนาวเย็น ทำให้ ธนษร กีรติบุตร เป็นไข้หวัดลงคอเสียงแห้งแบบแหบเสน่ห์ คนฟังวิจารณ์ว่า ฟังแล้วเซ็กซี่ไม่เบา…

●● กลับมาจากซิดนีย์ ออสเตรเลีย หลังจากไปเยี่ยมครอบครัวพี่สาวนาน 1 เดือน เตือนใจ สินธุวณิก ต้องบินไปกระบี่ร่วมงานของมูลนิธิพิทักษ์ประชาชาติ กิจกรรมแรกคือ ปลูกป่าชายเลน ร่วมกับเยาวชนดีเด่นภาคใต้…งานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เว้น มากน้ำใจจริงๆ เชียว…

●● ชาวนิติศาสตร์ มธ. 131 มีนัดกัน มื้อเที่ยงวัน 11 พ.ย. ที่ชั้น 14 รร.ดิ เอมเมอรัลด์…อย่าลืมกันนะ…

●● ส่วน ชาวจุฬาฯรุ่น 2511 มีนัดกัน 11 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 09.00-15.00 น. รุ่นนี้เรียนจบกันมา 55 ปีแล้ว เพื่อนๆ ช่วยไปให้กำลังใจ ศันสนีย์ ทุติยะโพธิ์ จากคณะวิทยาศาสตร์,ศรีสกุล บุรกรรมโกวิท คณะรัฐศาสตร์, โสมรพี ศรีประเสริฐ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีผู้จะร่วมแสดงบนเวทีด้วย…

●● ข้าราชการเกษียณ ระดับผู้บริหารฯ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ อาทิ ดร.วณี สัมพันธารักษ์,อดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์, ประดิษฐ์ บุญตันตรา ภิวัฒน์, เทอดขวัญ กำภูฯ, เตือนใจ ศงสภาตฯลฯ มาพบปะสังสรรค์รื่นเริงสุขสำราญกัน ที่บ้านกระต่ายร้องเพลง ประชาชื่น เมื่อวันพุธที่ผ่านมา…สุขสันต์หรรษาประสาไม่ได้พบกันมานาน…

●●ข่าวมงคล จินตนา ปภุสสโร จัดงานฉลองสมรสให้ลูกสาวคนโต สพ.ญ.วีจาริน กับ น.สพ.อริยะ อิฐรัตน์ มีพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ให้คู่บ่าว-สาวที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ นนทบุรี เวลาเช้า 07.09 น. (ตามฤกษ์) 18 พ.ย.เชิญรับทานอาหารกลางวันด้วย…และจัดงานฉลองอีกครั้งที่ ร้อยเอ็ด (บ้านเจ้าบ่าว) 25 พ.ย.18.00 น. ณ สาเกตฮอลล์ ต.เหนือเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด…

●● เรื่องของคนรักและห่วงลูกเสมอมา พล.ร.ต.หญิงชุลีกร เล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า เรื่องงานของลูกชายคนโต น.ท.กิตติพันธ์ ไชยศิริธรรม คุณแม่ไม่ห่วง เพราะตอนนี้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนได้เลื่อนขั้น เป็น ต้นเรือ เรือหลวงสิมิลัน กองเรือยกพลขึ้นบก กองเรือยุทธการ ทหารเรือ แล้ว…แต่ที่ยังห่วงก็คือ กำลังรอคอยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อจะชื่นชม “หลานย่า” กับเขาบ้าง หลังลูกแต่งงานมานาน 10 ปีแล้ว…คุณลูก
รีบจัดด่วน !!…●●

บารอนเนส

คาราวาน ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’ เริ่มออกเดินทางแล้ว พร้อมสานต่อปณิธานแห่งการ ‘ให้’ เตรียมสู้ภัยหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768464

คาราวาน ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’ เริ่มออกเดินทางแล้ว  พร้อมสานต่อปณิธานแห่งการ ‘ให้’ เตรียมสู้ภัยหนาว

คาราวาน ‘ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก’ เริ่มออกเดินทางแล้ว พร้อมสานต่อปณิธานแห่งการ ‘ให้’ เตรียมสู้ภัยหนาว

วันเสาร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สุรพล เศวตเศรนี

คาราวาน “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” (Eco Friendly Blanket) ภายใต้โครงการ ไทยเบฟรวมใจ…ต้านภัยหนาว เริ่มต้นออกเดินทางแล้วเป็นจังหวัดแรก ที่ บุรีรัมย์ ณ โรงเรียนบ้านหงอนไก่ (โคกสง่า) หมู่ที่ ٣บ้านหงอนไก่ ตำบลหนองแวง อำเภอละหานทราย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 24 พร้อมสานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ที่ยั่งยืน ส่งมอบสร้างรอยยิ้มและไออุ่นไปยังพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยหนาว ครอบคลุมพื้นที่ ١٥ จังหวัด ٢٤٢ อำเภอ ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการประสานความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วยกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มาร่วมกันสานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ตอกย้ำแนวคิด BEYOND THE GREEN BLANKET… A SUSTAINABLE COMMUNITY OF GIVING “มากกว่าความอบอุ่น คือสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน”

นายสุรพล เศวตเศรนี ที่ปรึกษากรรมการด้านการพัฒนาชุมชน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่โครงการ “ไทยเบฟ..รวมใจต้านภัยหนาว”ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่พี่น้องผู้ประสบภัยหนาวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นของโครงการตั้งแต่ปี ٢٥٤٣ จนถึงวันนี้ นับเป็นเวลา ٢٤ ปีแล้วที่โครงการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การสานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ของท่านประธาน เจริญ และท่านรองประธาน คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ได้กล่าวไว้ว่า “คนไทยให้กันได้” จึงเกิดการส่งมอบผ้าห่มผืนเขียวจำนวน ٢٠٠,٠٠٠ ผืนในแต่ละปี ไปพร้อมกับการมอบโอกาส และความช่วยเหลือด้านการศึกษา กีฬา สาธารณสุข รวมถึงกิจกรรมอันเป็นประโยชน์จากพันธมิตรหลากหลายหน่วยงานที่ร่วมพลังสร้างสรรค์รอยยิ้ม และแบ่งปันความสุขให้กับทุกๆ คน

คาราวาน “ผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก” ได้เดินทางมาถึงอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแห่งแรกด้วยหัวใจเต็มเปี่ยมแห่งการแบ่งปันความอบอุ่น ความห่วงใย ความสุขและส่งต่อความปรารถนาดีสำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ เราได้มอบผ้าห่มจำนวน ١٢,٠٠٠ ผืน ผ่าน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ และนอกจากผ้าห่มผืนเขียวนี้ เรายังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรหลากหลายภาคส่วนที่นำสิ่งดีๆ มามอบให้พี่น้องละหานทรายอีกด้วย อาทิ การออกหน่วยบริการประชาชนจากที่ว่าการอำเภอละหานทราย โรงพยาบาลรวมแพทย์ยโสธร ร่วมออกหน่วยตรวจหาก้อนนิ่ว บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์(ประเทศไทย) จำกัด ที่นำขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มมามอบให้กับพี่น้องของเรา อีกทั้งยังมีกลุ่มนักศึกษาเบต้ายัง จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมสร้างกิจกรรมสันทนาการเติมเต็มรอยยิ้ม สร้างความสุขและอบอุ่นให้กับพี่น้องละหานทรายแห่งนี้” นายสุรพล กล่าว

ทั้งนี้ โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ยังคงมุ่งสร้างพลังความร่วมมือของทุกคนในสังคมให้ตระหนัก และใส่ใจ ในสิ่งแวดล้อม พร้อมรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ และยังได้มีการจัดทำโครงการ “จากผู้รับ สู่ผู้ให้”ขึ้นเป็นปีแรก เพื่อสร้างเครือข่ายสังคมแห่งการให้ที่ยั่งยืน ด้วยการส่งต่อความปรารถนาดีให้เพื่อนพี่น้องผู้ประสบภัยหนาวในจังหวัดอื่นๆ จากการรวบรวมขวด PET จากชุมชนที่โครงการฯ ลงพื้นที่ส่งมอบผ้าห่มในจังหวัดเป้าหมาย เพราะขวด PET ٣٨ ขวด สามารถนำมาผลิตเป็นผ้าห่มรักษ์โลกได้จำนวน ١ ผืนสู่เป้าหมายการนำขวดบรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับมาสู่กระบวนรีไซเคิลได้ ปีละจำนวน ٧,٦٠٠,٠٠٠ ขวด เพื่อที่จะนำมาผลิตผ้าห่มได้มากถึงจำนวน ٢٠٠,٠٠٠ ผืนต่อปี เพื่อส่งมอบไปยังพี่น้องผู้ประสบภัยหนาวในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

ไทยเบฟ พร้อมเคลื่อนคาราวานผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลก ไปยังอีก 14 จังหวัด ในช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึงนี้ คือ ที่จังหวัดสุรินทร์ ตามด้วยศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, ร้อยเอ็ด, มุกดาหาร,กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน, นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ต่อไป

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน ‘เย็บเต้านมเทียม’ มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768475

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง  ชวนกัน ‘เย็บเต้านมเทียม’ มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน ‘เย็บเต้านมเทียม’ มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

วันเสาร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บัวหลวง ชวนทำดี

วันที่ 7 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันมะเร็งเต้านมสากล “World Breast Cancer Day” ซึ่งเป็นภัยเงียบอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2565 พบว่าผู้หญิงไทยตรวจพบเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีแนวโน้มอัตราการป่วยเพิ่มในรายใหม่สูงขึ้นทุกปี บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวงจำกัด (มหาชน) องค์กรที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคมในทุกด้าน ได้เห็นถึงผลกระทบที่จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย จึงเชิญชวนพนักงานจิตอาสามาร่วมสานต่อกิจกรรม “บัวหลวงชวนทำดี เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม” ช่วยกันเย็บเต้านมเทียมเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ของโรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี โดยหวังว่าความตั้งใจนี้ จะสามารถสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยในการดำรงชีวิตประจำวันต่อไปอย่างเข้มแข็งได้

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กก.ผอ.บมจ.หลักทรัพย์บัวหลวง

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.หลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า“ในทุกๆ ปี บริษัทเราจะวางแผนคัดเลือกกิจกรรมมาสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน และกิจกรรมเย็บเต้านมเทียมก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่พวกเราเคยทำกันมาแล้ว และรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่ผู้รับ บริษัทจึงถือโอกาส “วันมะเร็งเต้านมสากล” จัดกิจกรรมชวนพนักงานที่มีจิตอาสามาร่วมกันเย็บเต้านมเทียม ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือ แบ่งปันน้ำใจ และส่งต่อความห่วงใยให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังจิตสาธารณะให้กับพนักงาน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีกด้วย”

กิจกรรม “บัวหลวงชวนทำดี เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม” ทางหลักทรัพย์บัวหลวงได้รับความร่วมมือจาก “กลุ่มเพื่อนทอฝัน” กลุ่มจิตอาสา
ที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมโดยเฉพาะ ซึ่งในครั้งนี้กลุ่มอาสาเพื่อนทอฝันได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยจัดหาวัสดุอุปกรณ์ รวมถึงเป็นวิทยากรแนะนำขั้นตอนการเย็บเต้านมเทียมให้แก่พนักงานจิตอาสาของบริษัท นอกเหนือจากความตั้งใจที่ตัดเย็บและส่งมอบเต้านมเทียมให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมแล้ว บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง ยังอยากให้ทุกคนได้ตระหนักถึงภัยเงียบใกล้ตัว โดยทุกคนสามารถลดอัตราความเสี่ยงของโรคได้ ด้วยการตรวจคัดเต้านมเอง หรือการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากมีสถิติพบว่าการตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะแรกเริ่มสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาหายขาดได้สูงถึง 98%

“บัวหลวงชวนทำดี เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม”

ฟิลลิป บัณฑิตกุล หนึ่งในพนักงานของบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทมาโดยตลอด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่ทำงานกับหลักทรัพย์บัวหลวง ผมเห็นบริษัทให้ความสำคัญและทุ่มเทกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วหากมีโอกาสในการช่วยเหลือหรือทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม ผมก็พร้อมจะทำอย่างเต็มที่ และยิ่งบริษัทมีวิสัยทัศน์เดียวกันกับเรายิ่งทำให้ผมมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ผมจึงรู้สึกภูมิใจและยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทครับ”

ในอนาคตหลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงจะเดินหน้าต่อยอดกิจกรรมการแบ่งปันช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งอื่นๆ อีกหลายกิจกรรม อาทิ การเย็บผ้าโพกหัว การร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ เพราะ “มะเร็ง” เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของโลก และเป็นโรคร้ายแรงที่คนไทยเผชิญต่ออาการป่วย รวมถึงต้องสูญเสียอวัยวะและชีวิต โดยชาวหลักทรัพย์บัวหลวงทุกคน หวังจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง และจะไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ เพื่อมาช่วยเหลือและสนับสนุนสังคมให้ครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพอย่างกิจกรรมในครั้งนี้ ด้านการศึกษา ด้านชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ และพร้อมจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ช่วยสร้างสังคมไทยให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

พนง.จิตอาสา หลักทรัพย์บัวหลวง ชวนกัน “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

คณะ กมธ. อุดมศึกษาฯ ศึกษาดูงาน สวทช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768476

คณะ กมธ. อุดมศึกษาฯ ศึกษาดูงาน สวทช.

คณะ กมธ. อุดมศึกษาฯ ศึกษาดูงาน สวทช.

วันเสาร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ศึกษาดูงาน “การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นำโดย ศ.เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่ 3 พร้อมด้วย วีระศักดิ์ฟูตระกูล รองประธานคณะกรรมาธิการ กมธ.การอุดมศึกษาฯ ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา กรรมาธิการ กมธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) จังหวัดปทุมธานี และคณะเข้าร่วมการเดินทาง โดยมี ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับ

จากนั้นทางคณะได้รับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมผลการดำเนินภายใต้นโยบาย“NSTDA Core Business” ซึ่งประกอบด้วยจำนวน 4 ด้าน ดังนี้ ด้าน Traffy Fondueแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมืองให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้าน FoodSERP แพลตฟอร์มให้บริการผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่น ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์กลุ่มสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นเม็ดเงินมหาศาล ด้าน Digital Healthcare Platform แพลตฟอร์มบริการ การแพทย์ดิจิทัลเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนในเรื่องของความแออัดของหน่วยบริการสาธารณสุข โดยร่วมมือกับ สปสช. ที่จะพัฒนาการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น ด้าน Thailand i4.0 Platform แพลตฟอร์มที่ให้บริการ Digital transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบครบวงจรเพื่อแก้ไขปัญหาภาคการผลิตของไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นศูนย์กลางภาคอุตสาหกรรมของเอเชีย ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้แสดงความชื่นชมผลการดำเนินงานและมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและประเทศ และสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปขยายผลให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาและสร้างรายได้ให้กับประเทศ ต่อมาคณะเดินทางได้เยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) เป็นศูนย์ทดสอบ สอบเทียบ วิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยกระบบอุตสาหกรรมไทยให้ได้มาตรฐานสากลโดยบุคลากรมืออาชีพ และเข้าชมห้องปฏิบัติการทดสอบ EMC เป็นห้องทดสอบการเเพร่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิยานยนต์ไฟฟ้า และเครื่องมืออุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนําข้อมูลที่ได้รับนําไปสู่การจัดทําข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป

ส.ธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเส้นทางท่องเที่ยวแม่ออน พร้อมตามรอย 4 พระอริยเจ้า อ.พร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768452

ส.ธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเส้นทางท่องเที่ยวแม่ออน พร้อมตามรอย 4 พระอริยเจ้า อ.พร้าว

ส.ธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเส้นทางท่องเที่ยวแม่ออน พร้อมตามรอย 4 พระอริยเจ้า อ.พร้าว

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.43 น.

ส.ธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเส้นทางท่องเที่ยวอำเภอแม่ออน และกิจกรรมงาน”อลังการโคมรักษ์ เมืองแม่ออน” พร้อมเปิดเส้นทางตามรอย 4 พระอริยเจ้า อำเภอพร้าว และกิจกรรมผลิตสื่อวิดีโอสั้นในแอพพลิเคชั่น Tiktok”หนาวนี้ที่เชียงใหม่”

10 พฤศจิกายน 2566 สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จัดการแถลงข่าว เปิดเส้นทางท่องเที่ยวอำเภอแม่ออน และกิจกรรมงาน”อลังการโคมรักษ์ เมืองแม่ออน” พร้อมเปิดเส้นทางตามรอย 4 พระอริยเจ้า อำเภอพร้าว และกิจกรรมผลิตสื่อวิดีโอสั้นในแอพพลิเคชั่น Tiktok”หนาวนี้ที่เชียงใหม่” ณ โรงแรมศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา เชียงใหม่ โดยนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการแถลงข่าว พร้อมด้วยนายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่  , นายชลิต ทิพย์คำ นายอำเภอแม่ออน , ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดเชียงใหม่ และนางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวอำเภอแม่ออน และเปิดเส้นทางตามรอย 4 พระอริยเจ้า อำเภอพร้าว, กิจกรรมงาน “อลังการโคมรักษ์ เมืองแม่ออน” และกิจกรรมผลิตสื่อวิดีโอสั้นในแอพพลิเคชั่น Tiktok “หนาวนี้ที่เชียงใหม่” ในครั้งนี้นั้นทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ได้เล็งเห็นว่าสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอแม่ออน มีเสน่ห์และความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ จึงได้สำรวจเส้นทางและจัดรวบรวมทำแผนที่ปักหมุด  “เส้นทางท่องเที่ยวอำเภอแม่ออน” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวหรือประชาชนที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวในอำเภอแม่ออน โดยมี 16 จุดเช็คอินที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

 ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  1. ถ้ำเมืองออน (สัญลักษณ์ประจำอำเภอ)2. ม่อนพญานากราช (ไหว้พระขอพรองค์พญานาค)3. ม่อนกุเวร (สำหรับสายมู ท้าวเวทย์)

4. วัดแม่ลาย (หินแม่น้ำตกแต่งวิหาร)  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 1. น้ำพุร้อนสันกำแพง 2. ดอยนางเมาะ  ท่องเที่ยวร้านอาหารและร้านกาแฟ1.ร้านอาหารธารทองลอดจ์ (ธารทอง) 2. ร้านอาหารบ้านสวนมะยงชิด (สวนมะยงชิด)  3. ร้านไส้อั่ว แม่ออน (อาหารพื้นบ้าน)  4. ร้านลาบขม แม่ออน (อาหารพื้นบ้าน) 5. ร้านกาแฟ The Cave (ถ้ำเมืองออน) 6. ร้านกาแฟ Skugga (สายช็อกโกแลต)  ท่องเที่ยวมิวเซียม และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ 1. Chiangmai Art Museum 2. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.แม่ออน 3. On Horse Farm (สอนขี่ม้า) 4. วินด์มิลล์ ฟาร์ม เชียงใหม่ (ฟาร์มโคนม)

ในส่วนของ “เปิดเส้นทางตามรอย 4 พระอริยเจ้า อำเภอพร้าว”  เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว พร้อมทั้งการส่งเสริมพระพุทธศาสนา สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เสริมสิริมงคล ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความสวยงามและเสน่ห์ความเป็นล้านนา โดยมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ดังนี้

 1.อนุสรณ์สถานบรรลุธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย ตำบลโหล่งขอด มีรูปปั้นองค์หลวงปู่ขาวขนาดใหญ่ ให้กราบไหว้สักการะขอพร 2.วัดดอยแม่ปั๋ง ตำบลแม่ปั๊ง แดนธรรมหลวงปู่แหวน เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองพร้าว หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ได้เริ่มจำพรรษาที่วัดนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2505 – 2582  3.วัดพระธาตุกลางใจเมือง (สะดือเมือง) ตำบลสันทราย ศูนย์รวมจิตใจชาวเมืองพร้าว ประดิษฐานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ได้เดินทางมาบูรณะเมื่อ พ.ศ.2472 และต่อมาคณะศรัทธาประชาชนชาวเวียงพร้าวได้อัญเชิญเอาอัฐิธาตุแขนข้างขวาของครูบาเจ้าศรีวิชัยนำมาบรรจุไว้ใต้ฐานที่นั่งรูปเหมือนของครูบาเจ้าศรีวิชัย เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่ท่านมาบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ 4.วัดป่าอาจารย์มั่น (ภูริทัตโต) ตำบลเวียง เป็นวัดที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต มาจำพรรษาและปฏิบัติกรรมฐานหลายพรรษา มีทางเดินจงกรมเป็นอนุสรณ์ และคณะศรัทธาได้สร้างมณฑปประดิษฐานรูปเหมือนพระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาไว้

 และอีกกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ กิจกรรมงาน “อลังการโคมรักษ์ เมืองแม่ออน” ในวันที่ 27-28 พฤศจิกายน  2566 ณ แม่ออนแคมป์ปิ้ง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีล้านนา และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดเชียงใหม่ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยยึดแนวรักษ์โลก โดยใช้โคมลอยที่มีใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ และความพิเศษ โคมทุกใบได้ผ่านการทำพิธีเสริมสิริมงคลจากวัดป่าแดด โดยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

ในงานวันที่ 27 พฤศจิกายน จะได้รับชมการแสดงล้านนา, การแสดงจากชาติพันธุ์ไทลื้อ, การแสดงของชุมชนแม่ออน, การแสดงจากโรงเรียนนาฏศิลป์ และร่วมกันปล่อยโคม จากนั้นเพลิดเพลินไปกับการแสดงสดจากวงดนตรีชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ในงานวันที่ 28 พฤศจิกายน จะมีการจัดกิจกรรมประกวดหนูน้อยนพมาศ, การแสดงดนตรีสดจากคุณฮาร์ต สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล และร่วมกันปล่อยโคม ปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตปู่จ๋านลองไมค์ และเคนน้อย ร้อยลีลา โดยงานทั้ง 2 วัน จะเริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 ถึง 23.00 น. เริ่มจำหน่ายบัตรแล้ว ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2566 ราคา 289 บาท พร้อมรับ 1 โคม (เด็กความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร เข้าฟรี) สามารถดูรายละเอียดและซื้อบัตรผ่านช่องทางออนไลน์ เพจสมาคม และ Google Form หรือช่องทางออฟไลน์ได้ที่สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และบูธขายบัตร บริเวณอควาเรียม ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต และในวันงานทางสมาคมฯ ได้มีการจัดเตรียมรถขนส่งสาธารณะ (ค่าบริการไป-กลับ 200 บาท) ไว้ให้บริการกับผู้เข้าร่วมงาน โดยมีจุดรับ-ส่ง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต รถส่งเริ่มเวลา 16.30 น. และรถรับกลับเริ่มเวลา 21.00 น.

และกิจกรรมที่สืบเนื่องจากการจัดกิจกรรมผลิตสื่อวิดีโอสั้นในแอพพลิเคชั่น Tiktok ภายใต้แนวคิด เที่ยวเชียงใหม่ มิติใหม่ 25 อำเภอ (Unseen Chiangmai) ในช่วงเดือนกรกฎาคม – เดือนกันยายน ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จ ได้ผลการตอบรับที่ดีมาก มีผู้สนใจเข้าร่วมส่งคลิปเข้าประกวดมากถึง 900 กว่าคลิป ทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่จึงมีกำหนดการจัดกิจกรรมผลิตสื่อวิดีโอสั้นในแอพพลิเคชั่น Tiktok Season 2 ขึ้นภายใต้แนวคิด “หนาวนี้ที่เชียงใหม่” เพื่อช่วยเผยแพร่ และส่งเสริมการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวทั้งที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่

โดยสามารถทำคลิปวิดีโอสั้น ความยาว 30-90 วินาที ส่งเข้าร่วมกิจกรรมทางแอพพลิเคชั่น Tiktok กำหนดระยะการเข้าร่วมกิจกรรม : เข้าร่วม วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 31 มกราคม 2567 เวลา 12:00 น.  ประเภทของรางวัล ยอด like มากที่สุด ลำดับ 1-5, ยอด share มากที่สุด ลำดับ 1-5, รายละเอียดติดตามได้ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2566

ด้านนายชลิต ทิพย์คำ นายอำเภอแม่ออน เห็นว่าการจัดทำ “เส้นทางท่องเที่ยวอำเภอแม่ออน” ของสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สามารถช่วยประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของอำเภอแม่ออนให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวหรือประชาชนเกิดความสนใจ เนื่องจากมีการรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ทั้งเป็นที่รู้จักอยู่แล้วและสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ในอำเภอแม่ออน มากถึง 16 จุดเช็คอิน  และจัดทำแผนที่ปักหมุด อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น

“งานดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะอำเภอแม่ออน อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการแสดงศิลปพื้นบ้าน เพื่อจะได้แสดงให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักของดีเมืองแม่ออนมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิเช่น การร่วมกันปล่อยโคมลอยเพื่อความเป็นสิริมงคล, การแสดงของโรงเรียนและชุมชนอำเภอแม่ออน การประกวดหนูน้อยนพมาศทั้งชายและหญิง, การแสดงดนตรีสดจากศิลปินชื่อดังคุณฮาร์ต, คอนเสิร์ตปู่จ๋านลองไมค์ และเคนน้อย ร้อยลีลา ซึ่งทางอำเภอพร้อมในการสนับสนุนอย่างเต็มที่

ขณะที่ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่าการเปิดเส้นทางตามรอย 4 พระอริยเจ้า อำเภอพร้าว ซึ่งประกอบไปด้วยอนุสรณ์สถานบรรลุธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย, วัดดอยแม่ปั๊ง หลวงปู่แหวน สุจิณุโณ, วัดพระธาตุกลางใจเมืองครูบาศรีวิชัย และวัดป่าอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอพร้าวให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ในปัจจุบันนอกจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่นิยมท่องเที่ยวเชิงศรัทธา หรืออาจจะเรียกว่าการท่องเที่ยวสายมู นักท่องเที่ยวต่างชาติก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเช่นกัน จากเว็บไซต์ลงทุนแมน มีการประเมินว่าตลาดการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาทั่วโลก ปัจจุบันมีมูลค่ามากถึง 530,000 ล้านบาท และยังถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึงปีละ 10% และเนื่องด้วยทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดทำแผนที่ปักหมุด ให้ออกมาในเชิงรูปธรรมจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หรือผู้ที่สนใจเดินทางท่องเที่ยวอำเภอพร้าวเป็นอย่างมาก

นางวิภาวัลย์ วรพุฒิพงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวอำเภอแม่ออน และเปิดเส้นทางตามรอย 4 พระอริยเจ้า อำเภอพร้าว, กิจกรรมงาน “อลังการโคมรักษ์ เมืองแม่ออน” และกิจกรรมผลิตสื่อวิดีโอสั้นในแอพพลิเคชั่น TikTok “หนาวนี้ที่เชียงใหม่” เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่อีกรูปแบบหนึ่งให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

โดยการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักแบบแพร่หลายจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ช่วยส่งเสริมอาชีพและกระจายรายได้สู่ชุมชน ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมือกันของทางภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อที่จะสร้างประโยชน์และพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ของเราสืบต่อไป

ด้านนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  กล่าวเปิดงานแถลงข่าวว่า  การเปิดเส้นทางท่องเที่ยวอำเภอแม่ออน และเปิดเส้นทางตามรอย 4 พระอริยเจ้า อำเภอพร้าว, กิจกรรมงาน “อลังการโคมรักษ์ เมืองแม่ออน” และกิจกรรมผลิตสื่อวิดีโอสั้นในแอพพลิเคชั่น TikTok “หนาวนี้ที่เชียงใหม่” ในวันนี้จะช่วยกระตุ่้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น นอกจากนั้นจะช่วยส่งเสริมเผยแพร่พระพุทธศาสนา สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เสริมสิริมงคลได้เป็นอย่างดี โดยถือว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายในจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มมากขึ้น

-(016)

กลุ่มคาราบาว เปิดตัว 2 แบรนด์ ‘คาราบาว-ตะวันแดง’ ลุยสมรภูมิเบียร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768450

กลุ่มคาราบาว เปิดตัว 2 แบรนด์ 'คาราบาว-ตะวันแดง' ลุยสมรภูมิเบียร์

กลุ่มคาราบาว เปิดตัว 2 แบรนด์ ‘คาราบาว-ตะวันแดง’ ลุยสมรภูมิเบียร์

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.25 น.

“กลุ่มคาราบาว” พร้อมบุกสมรภูมิเบียร์ 2.6 แสนล้าน เปิดตัว 2 แบรนด์ “คาราบาว” และ “ตะวันแดง” 5 รสชาติพร้อมกันครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยมาตรฐานโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ประกาศ “เซ็ทมาตรฐานใหม่” ตลาดเบียร์ ให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ระดับโลก

● เสนอเบียร์มาตรฐานโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง มาพร้อมความหลากหลายด้วย “เบียร์ 5 รสชาติ” ประกาศเดินหน้า “เซ็ทมาตรฐานใหม่” ตลาดเบียร์ของประเทศไทย

● ตอกย้ำ “สินค้าระดับโลก แบรนด์ระดับโลก” ชูเบียร์หัวจักรใหม่ บุกตลาดต่างประเทศขับเคลื่อนธุรกิจในเครือไปสู่ธุรกิจระดับโลก

● วางโครงข่ายการกระจายสินค้าแบบใหม่ครั้งแรกของไทย เจาะตรงถึงผู้แทนจำหน่ายรายย่อย ให้สินค้าถึงมือผู้บริโภครวดเร็วขึ้น คงคุณภาพ รสชาติและความสดใหม่

● ลงทุนยิ่งใหญ่ 4,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเบียร์ที่ชัยนาท พร้อมสรรพด้วยเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานโลกจากเครื่องจักรนำเข้าทั้งหมด นำร่องผลิตที่ 200 ล้านลิตรในปีแรก

● ต่อยอด Sport Marketing ส่งแคมเปญ “สัมผัสประสบการณ์ระดับโลก เชียร์บอล เชียร์บาว” ลุ้นตั๋วชม Carabao Cup ฤดูกาล 2023/24 รอบชิงชนะเลิศ ติดขอบสนาม

นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “กลุ่มคาราบาว” เปิดเผยว่า บริษัทได้ทุ่มทุกสรรพกำลังครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี เปิดตัวเบียร์ 2 แบรนด์ คือ “คาราบาว” และ “ตะวันแดง” พร้อมบุกตลาดเบียร์มูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยเงินลงทุนถึง 4,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเบียร์ที่จังหวัดชัยนาท ด้วยเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานโลกจากเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 400 ล้านลิตร ช่วงแรกนำร่องการผลิตที่ 200 ล้านลิตร ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุด พร้อมปูพรมการตลาดแบบครบวงจร เพื่อให้แบรนด์เข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคทั่วประเทศให้เร็วที่สุด ในด้านตำแหน่งทางการตลาด ทั้ง 2 แบรนด์จะลงเล่นในเซ็กเมนต์อีโคโนมี และสแตนดาร์ด ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของตลาดเบียร์มากกว่า 90% โดย “คาราบาว” วางในเซ็กเมนต์อีโคโนมีถึงสแตนดาร์ด ส่วน “ตะวันแดง” วางในเซ็กเมนต์สแตนดาร์ดถึงพรีเมียม เพื่อสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคครอบคลุมในทุกกลุ่ม โดยตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้เล่นหลัก 1 ใน 3 ของตลาดเบียร์

กลยุทธ์หลักในการรุกตลาด มุ่งนำเสนอเบียร์คุณภาพระดับโลก ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อนำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับตลาดโดยนำประสบการณ์ จากการดำเนินธุรกิจโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ไมโครบริวเวอรี่ (Microbrewery) อันดับหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงจากรสชาติเบียร์แบบต้นตำรับเยอรมัน เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น ได้รับการยอมรับจากลูกค้ามากกว่า 10 ล้านคนตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีมาให้ผู้บริโภคทั่วประเทศได้ลิ้มลอง โดยเบียร์ทั้ง 2 แบรนด์จะมีกลิ่นและรสชาติเหมือนหรือใกล้เคียงกับเบียร์ที่ขายที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ภายใต้มาตรฐาน German Beer Purity Law กฎการทำเบียร์เยอรมันที่มีวัตถุดิบจาก มอลต์ ฮอปส์ และยีสต์ เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด และถือเป็นการ  “เซ็ตมาตรฐานใหม่” ให้กับตลาดเบียร์ของไทยนับจากนี้

“ด้วยตลาดมีเพียงแบรนด์ยักษ์ใหญ่ไม่กี่แบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกมากนัก ในขณะที่มีผู้บริโภคจำนวนมากที่ต้องการดื่มเบียร์คุณภาพระดับโลก แต่เบียร์เหล่านี้มักเป็นเบียร์นำเข้าที่มีราคาค่อนข้างสูง ทำให้โอกาสเข้าถึงมีน้อย จึงถือเป็นช่องว่างทางการตลาดที่ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาเล่น สิ่งนี้ถือเป็นโอกาสของกลุ่มคาราบาว ในการนำเสนอทางเลือกใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ และจะทำให้ก้าวสู่การเป็นผู้เล่นหลัก 1 ใน 3 ของตลาดเบียร์ อีกทั้งยังเป็นความตั้งใจของเราที่ต้องการยกระดับการดื่มเบียร์ของคนไทย ด้วยการทำเบียร์คุณภาพสไตล์เยอรมันแท้ให้คนไทยได้ดื่ม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ คุณภาพรวมไปจนถึงกระบวนการผลิตที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก เพื่อปฏิรูปวงการเบียร์ของประเทศไทย” นายเสถียร กล่าว

โดยความพิเศษในการเข้าสู่ตลาดในครั้งนี้ “กลุ่มคาราบาว” ยังเลือกเปิดตัวสินค้าพร้อมกัน 5 รสชาติ ประกอบด้วย แบรนด์คาราบาว 2 รสชาติ ได้แก่ Lager Beer (เบียร์ลาเกอร์) และ Dunkel Beer (เบียร์ดุงเกล) ขณะที่แบรนด์ตะวันแดง เปิดตัว 3 รสชาติ ประกอบด้วย Weizen Beer (เบียร์ไวเซ่น) Rose Beer (เบียร์โรเซ่) และ IPA Beer (เบียร์ไอพีเอ) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของวงการเบียร์ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับคนไทยสามารถเข้าถึงเบียร์มาตรฐานระดับโลก ทั้งยังแสดงให้เห็นศักยภาพในการผลิตของโรงงานผลิตเบียร์ระดับโลกของเรา ณ จังหวัดชัยนาท ที่พร้อมด้วยเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด เพื่อตอกย้ำความเป็น สินค้าระดับโลก แบรนด์ระดับโลก (World Class Product, World Class Brand) และด้วยศักยภาพการผลิตนี้เอง ทำให้เราสามารถผลิตเบียร์ได้หลากหลายประเภท

อย่างไรก็ตาม จากการมีผู้เล่นหลักในตลาดเบียร์ ซึ่งครองส่วนแบ่งกว่า 80% ถือเป็นความท้าทายของกลุ่มคาราบาว โดยกลยุทธ์หลักในช่วงแรกจะมุ่งเอ็ดดูเคทตลาดถึงมาตรฐานใหม่ของเบียร์ขั้วที่ 3 พร้อมทำให้ผู้บริโภคเข้าใจและเปิดใจว่าเบียร์ที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก และเบียร์ที่คนนิยมดื่มกันในระดับสากลนั้นเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องรสชาติ ความเข้มข้นที่แตกต่างจากเบียร์เดิมที่อยู่ในตลาด โดยทุ่มงบการตลาดมากที่สุดในรอบ 20 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลัง “คาราบาวแดง” เตรียมกิจกรรมการตลาดอย่างครบเครื่องในทุกช่องทาง

หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่สำคัญคือ การตัดสินใจต่อสัญญาเป็นผู้สนับสนุนหลักการแข่งขันฟุตบอล Carabao Cup ต่อไปอีก 3 ปี กับ English Football League (EFL) จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2024 ซึ่งจะทำให้คาราบาวเป็นสปอนเซอร์หลักฟุตบอล Carabao Cup ไปจนถึงปี 2027 ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของ EFL

และเพื่อเป็นการสานต่อกลยุทธ์ Sport Marketing ระดับโลก จึงเปิดตัวแคมเปญใหญ่ เครื่องดื่ม   คาราบาวพาทุกคนไป “สัมผัสประสบการณ์ระดับโลก เชียร์บอล เชียร์บาว” กับการชมฟุตบอลระดับโลกติดขอบสนาม ร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดีบินลัดฟ้าสู่ประเทศอังกฤษ ชมศึก Carabao Cup ฤดูกาล 2023/24 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งมั่นใจว่าจะเข้ามาสร้างกระแสและดึงให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแบรนด์ พร้อมตอกย้ำความเป็นสินค้าระดับโลก แบรนด์ระดับโลก ให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น

นอกจากกิจกรรมการตลาดเต็มรูปแบบแล้ว อีกกลยุทธ์สำคัญคือ “ช่องทางการกระจายสินค้า” โดยเบียร์ทั้ง 5 รสชาติ จะปูพรมจำหน่ายในร้านค้าในเครือข่ายของกลุ่มคาราบาว ได้แก่ ซีเจ มอร์ ที่มีถึง 1,000 สาขาทั่วประเทศ, ร้านถูกดี มีมาตรฐาน ที่มีร้านค้าอยู่มากกว่า 5,000 ร้านทั่วประเทศ และหน่วยรถในศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 31 แห่ง ที่สามารถเข้าถึงร้านค้าปลีกทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางของโมเดิร์นเทรด และเทรดดิชันนอลเทรด ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญ ทั้งนี้ ในโอกาสในการเปิดตัวเบียร์ทั้ง 2 แบรนด์ บริษัทได้จัดทัพปรับโครงสร้างการกระจายสินค้าในเครือใหม่ทั้งหมด ด้วยการกระจายสินค้าสู่ “ตัวแทนจำหน่ายระดับอำเภอทั่วประเทศ” โดยตรง เพื่อลดขั้นตอนการกระจายสินค้า ทำให้สินค้าสามารถเจาะเข้าถึงร้านค้าย่อยหรือโชห่วยทั่วประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพ และรสชาติที่ดี

นายเสถียร กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกจุดแข็งสำคัญที่ทำให้บริษัทมั่นใจว่า เบียร์ทั้ง 2 แบรนด์จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี คือความแข็งแกร่งของแบรนด์ โดยเฉพาะ “คาราบาว” ซึ่งได้รับการยอมรับไม่เพียงประเทศไทยแต่ในระดับโลก ปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าไปยัง 42 ประเทศ ครอบคลุมทุกทวีป รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟุตบอล EFL ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “คาราบาว คัพ” มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2017 ซึ่งทำให้แบรนด์ไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ขณะที่ “ตะวันแดง” ก็ได้รับการยอมรับในฐานะโรงเบียร์ ไมโครบริวเวอรี่ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย ที่ยืนอยู่ได้มาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ซึ่งกลุ่มคาราบาวตั้งเป้าว่าจะส่งออกสินค้าเบียร์ไปยังตลาดต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษและประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีร้านอาหารไทยจำนวนมากอันดับต้นๆ ของโลก

ปัจจุบันตลาดเบียร์ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว การเข้ามาในตลาดของกลุ่มคาราบาวในครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้เห็น Movement ของตลาดที่เปลี่ยนไป จากมาตรฐานใหม่ของเบียร์ที่บริษัทกำลังจะสร้างขึ้น และมาพร้อมตัวเลือกที่หลากหลาย และจากมูลค่ารวมของตลาดแอลกอฮอล์ รวมกว่า 5 แสนล้านบาทนั้น บริษัทตั้งเป้าว่า “เบียร์” จะเป็นหัวรถจักรที่สำคัญ ที่จะพาสินค้ากลุ่มแอลกอฮอล์ให้เติบโตไปด้วย พร้อมเป็นแกนนำให้ธุรกิจอื่น ๆ ในเครือคาราบาวเติบโตมากขึ้นไปอีก

“เบียร์เป็นสิ่งที่เรามั่นใจในองค์ความรู้ ความเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมประสบการณ์และเก็บข้อมูลมานานกว่า 20 ปี จากการทำโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ผมเชื่อว่าเบียร์ของเราจะสามารถสร้างปรากฏการณ์ให้กับตลาด และเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคชาวไทยทุกคนได้” นายเสถียร กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

สถานทูตออสเตรเลียร่วมกับ MLA จัดสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมเนื้อวัวไทยสู่ความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768414

สถานทูตออสเตรเลียร่วมกับ MLA จัดสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมเนื้อวัวไทยสู่ความยั่งยืน

สถานทูตออสเตรเลียร่วมกับ MLA จัดสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมเนื้อวัวไทยสู่ความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.38 น.

ออสเตรเลียและไทย ผสานความร่วมมือด้านจัดการสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมปศุสัตว์เพื่อลดผลกระทบ และผลักดันสู่อนาคตที่ยั่งยืน ล่าสุดจัดสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ และเดินหน้าความร่วมมือของทั้งสองประเทศ บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหวังสร้างอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่เติบโตอย่างยั่งยืนในไทย

ทั้งนี้ งานสัมมนา ‘ความยั่งยืนของเนื้อวัวออสเตรเลีย: ความรู้และประสบการณ์เพื่ออุตสาหกรรมเนื้อวัวในประเทศไทย’ ถูกจัดขึ้นเพื่อแบ่งปันมาตรการที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้มีการดำเนินการโดยอุตสาหกรรมเนื้อแดงของออสเตรเลีย ทั้งในเชิงกรอบการทำงานเพื่อความยั่งยืนของเนื้อวัวออสเตรเลีย (Australian Beef Sustainable Framework) และเป้าหมายระยะยาวในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปีค.ศ. 2030

โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันการศึกษา ภาคธุรกิจ และสหกรณ์เข้าร่วมงาน โดย MLA ได้นำเสนอนโยบายหลากหลายด้านของอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตเนื้อวัวที่ยั่งยืนของออสเตรเลีย  ทั้งในเรื่องการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรค และตัวชี้วัดความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ทั้งนี้ แม้แนวคิดเรื่อง “ความยั่งยืน” จะสามารถตีความและนำมาปฏิบัติได้หลายแบบ แต่ประสบการณ์ที่แบ่งปันในงานสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การเพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิดที่เหมาะสมกับการนำไปใช้งานจริงในประเทศไทย ซึ่งทั้งสองประเทศสามารถเรียนรู้และทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

จาคอบ เบทรอส ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนของเนื้อวัวออสเตรเลียของ MLA นำเสนอความสำเร็จของอุตสาหกรรมเนื้อวัวในออสเตรเลียและเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปีค.ศ. 2030 หรือ CN30 ผ่าน การนำเสนอผลงานภายใต้กรอบการทำงานเพื่อความยั่งยืนของเนื้อวัวออสเตรเลีย (ABSF) ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมเนื้อวัวในออสเตรเลีย โดยใช้หลักฐานจากข้อมูลเป็นเกณฑ์การวัดความสัมฤทธิ์ผล ช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถพัฒนาได้อย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่มีต่อลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรม

“ในปีค.ศ. 2017 อุตสาหกรรมเนื้อแดงของออสเตรเลียได้กำหนดเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปีค.ศ. 2030 (CN30) โดยส่งสัญญาณชัดเจนถึงรัฐบาล ตลาดโลก และผู้บริโภคว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์กำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มปริมาณผลผลิตในระยะยาว ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมเนื้อแดงก้าวหน้าไปไกลกว่าความคาดหวังของตลาดในเรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตเนื้อแดงเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก นอกจากนี้ นวัตกรรมด้าน CN30 ยังช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งในการเพิ่มปริมาณผลผลิตและผลกำไรผ่านตลาดคาร์บอนหรือห่วงโซ่อุปทานระดับพรีเมียม” นายจาคอบ เบทรอส กล่าว

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอตัวอย่างการทำเกษตรกรรมยั่งยืนในออสเตรเลียของ เจนนี โอ ซัลลิแวน เกษตรกรผู้เลี้ยง วัว และ แกะจากรัฐวิกตอเรีย โดยบอกเล่าประสบการณ์ในการผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ขณะเดียวกัน ก็มีการรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างแหล่งรายได้ ครอบครัวของเจนนีมีส่วนร่วมในโครงการสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนในฟาร์มของพวกเขามากว่า 30 ปี ทำให้เธอเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติในคณะกรรมการเพื่อความยั่งยืนของ ABSF (ABSF Sustainability Steering Group)

สเปนเซอร์ วิทเทกเกอร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ MLA ได้นำเสนอภาพรวมเกี่ยวกับการบริโภคเนื้อวัวออสเตรเลียในประเทศไทย โดยกล่าวว่า “ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นตลาดที่ออสเตรเลียส่งออกเนื้อวัวมากเป็นอันดับที่ 8 พบว่าประเทศไทยมีความต้องการเนื้อแดงคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากมาโดยตลอด แม้จะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม ทั้งนี้ ความต้องการในการนำเข้าเนื้อแดงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 2017 โดยมีปัจจัยจากผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อมีจำนวนมากขึ้น รวมถึงภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ออสเตรเลียเป็นผู้จำหน่ายเนื้อวัวและเนื้อแกะนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์แช่แข็งทั้งหมด ทั้งนี้ การยกเลิกภาษีและการจำกัดจำนวนการนำเข้าสินค้าตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2020 ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลีย (TAFTA) และข้อตกลงระหว่างอาเซียน-ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (AANZFTA) เป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมการค้าเนื้อแดงและจะยังคงทำให้การค้าเติบโตต่อไปได้ในอนาคต”

ฯพณฯ ดร.แอนเจลา แม็คโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ย้ำถึงความสำคัญของเกษตรกรรมที่ยั่งยืนต่อทั้งประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย โดยทั้งสองประเทศมีโอกาสในการเรียนรู้และร่วมมือกันด้านนี้อย่างมาก โดยภาคเกษตรมีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศทั้งในแง่การสร้างงานและการส่งออก รวมทั้งยังมีสภาพภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกันเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน ซึ่งสามารถดำเนินงานด้านนี้ร่วมกันได้มากยิ่งขึ้น โดยท่านทูตแอนเจลาได้กล่าวอีกว่า “เกษตรกรรมที่ยั่งยืนมิใช่การหาวิธีการเพียงวิธีเดียวเพื่อใช้กับทุกปัญหาและทุกบริบท” ทั้งนี้ยังกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ร่วมกันแสวงหาวิธีการเพื่อความยั่งยืน

แอมเบอร์ พาร์ ที่ปรึกษา ผ่ายเกษตร ได้เล่าถึงวิธีคิดของออสเตรเลียในการจัดการความยั่งยืนทางการเกษตร โดยเกษตรกรได้เผชิญความท้าทายที่จะต้องเน้นทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน รวมทั้งผู้บริโภคก็ต้องตัดสินใจในการบริโภคที่ช่วยผลักดันให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ออสเตรเลียได้ดำเนินการสู่ความยั่งยืนผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบหน่วยวิจัยและพัฒนาของท้องถิ่น ซึ่ง Meat and Livestock Australia เป็นพันธมิตรที่สำคัญการดำเนินการนี้ตั้งแต่การวิจัย การให้การศึกษา และการเพิ่มขีดความสามารถ ถือเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญของออสเตรเลียได้มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์กับผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทย  นอกจากนี้ในระดับนานาชาติ ออสเตรเลียยังตระหนักถึงความสำคัญของวิธีการในการทำเกษตรกรรมยั่งยืนที่ออกแบบตามความต้องการเฉพาะตัว รวมทั้งยินดีที่จะร่วมมือกับประเทศไทยและนานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

-(016)

The Bigbang Theory แบรนด์สัญชาติไทย พร้อมส่งธุรกิจด้านXR แบบคบวงจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768413

The Bigbang Theory แบรนด์สัญชาติไทย พร้อมส่งธุรกิจด้านXR แบบคบวงจร

The Bigbang Theory แบรนด์สัญชาติไทย พร้อมส่งธุรกิจด้านXR แบบคบวงจร

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.37 น.

เมื่อเร็วๆนี้  บริษัท เดอะ บิ๊กส์แบง ทิออรี่ย์ จำกัด บริษัทชั้นนำด้าน Metaverseที่ให้บริการด้าน Metaverseในรูปแบบแพลตฟอร์มพร้อมใช้ หรือ Metaverse (infrastructure ) as a service รายแรกของโลก นำโดยนายพงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว New Journey, Now Exploration by The Bigbang Theory – The grand opening new service and TBT discussion 

โดยงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดตัวบริการใหม่ในการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มมูลค่าให้กับภาคธุรกิจ ช่วยสร้างโลกเสมือนให้กับธุรกิจทุกประเภท มุ่งเน้นให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี ที่สามารถนำมาใช้ในเรื่องของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตลอดจนการเปลี่ยนธุรกิจแบบเดิมเข้าสู่โลกเสมือน  และยังคงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันโลก Metaverseให้เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น

นายพงศ์วุฒิ ไพรไพศาลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เดอะ บิ๊กส์แบง ทิออรี่ย์ จำกัด เปิดเผยถึงจุดเด่นของบิ๊กส์แบง ว่า “ในฝั่งของ บริษัท เดอะ บิ๊กส์แบง ทิออรี่ย์ จำกัด เราทำ Metaverseสำเร็จรูป เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกคนสร้างธุรกิจบน Metaverseได้ด้วยตัวเองนะครับ ด้วยวิธีการง่าย ๆ ภายใน 10 นาที จากเดิมที่เราต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ในการสร้าง Metaverse1 ชิ้น ตอนนี้เราย่นระยะเวลาให้เหลืออยู่แค่ 10 นาที เราจะเปิดให้ผู้พัฒนาอื่นสามารถมาพัฒนาฟีเจอร์ร่วมกับเราได้ด้วย นั่นแปลว่าสมมุติวันนี้เราบอกว่ามี 30 ฟีเจอร์ใช่ไหมครับ แต่มีบริษัท A บริษัท B ที่เค้ามีฟีเจอร์ของเค้าอยู่แล้ว แต่เค้าไม่สามารถพัฒนาทั้ง 30 ได้ เค้าสามารถเอามาจอยกับเราได้ และเอามาขายให้เราได้ ก็จะเป็นฟีเจอร์ที่ 31,32,33 ของเรา และเราก็แชร์ Benefit กลับไปให้เค้าได้ อยู่ในแอพ ที่ชื่อว่า Pistol By Bigbang”

เผยถึงการวางแผนขยายกลุ่มเป้าหมายไปต่างประเทศว่า “ หลัก ๆ ตอนนี้ที่เราตั้งเป้าไว้ว่าจนถึงปีหน้าเราจะมีลูกค้าประมาณ 500 ราย ตอนนี้ที่มีผู้สนใจเข้ามาประมาณเกือบ 40 โปรเจกต์ที่เป็น Corporate ล้วน ๆ เลยครับ เราโฟกัสไว้ว่าส่วนนึง Corporate ในไทยเราน่าจะเก็บได้ 50 ราย และปัจจุบันเราขยายไปแล้ว 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ ส่วนปลายทางที่มองไว้ คือ 7 ประเทศนะครับ ก็จะมี สิงคโปร เวียดนาม ใต้หวัน จีน ฮ่องกง ที่เพิ่มเติมขึ้นมา รวมไทยก็เป็น 8 ประเทศครับ

พร้อมประกาศจุดยืนเป็นระบบธุรกิจโลกเสมือนแบบครบวงจร  “สำหรับการจัดงานเปิดตัว New Journey, Now Exploration by The Bigbang Theory – The grand opening new service and TBT discussion ในครั้งนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนของบริษัทเดอะ บิ๊กส์แบง ทิออรี่ย์ จำกัด ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยผลักดันการเกิดสิ่งใหม่ๆ ให้กับทุกธุรกิจ โดยไม่หยุดพัฒนาแพลตฟอร์มให้ครอบคลุมการให้บริการระบบธุรกิจโลกเสมือนแบบครบวงจรอีกด้วย The Bigbang Theory เราคาดว่าจะเข้ามาช่วยภาคธุรกิจให้สามารถสร้างประสบการณ์ที่เหนือขั้นให้กับ user ผ่านแพลตฟอร์ม Pistol เพื่อตอบโจทย์การเป็นเครื่องมือทางด้าน Marketing Technology (MarTech)  โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้าง Pistol เพื่อทำให้ Immersive technology

สามารถติดตามติดตาม The Bigbang Theory  ได้ที่ Official Website : https://bigbangtheory.io

Facebook :Bigbang Theory, Twitter : The Bigbang Theory

IG :tbt.thebigbangtheory,  Linkedin : The Bigbang Theory

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แจกโชคครั้งใหญ่รับปีใหม่ 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/768409

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แจกโชคครั้งใหญ่รับปีใหม่ 2567

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แจกโชคครั้งใหญ่รับปีใหม่ 2567

วันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.29 น.

ธ.ก.ส. มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรและครอบครัว หันมาให้ความสำคัญในการสร้างวินัยการออมและการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อที่จะมีหลักประกันที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว โดยในโครงการ “Year of the BAACLife” หรือ “ปีแห่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรและครอบครัวเกษตรกรด้วยเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต” ไม่ว่าจะเป็น ธกส มอบรัก  ธกส เพิ่มรัก  ธกส ทวีรัก  ธกส รักคุณ และ ธกส รักคุณ Easy Lifeที่นอกจากได้รับความคุ้มครองในรูปแบบต่าง ๆ ตามประเภทของกรมธรรม์แล้ว พี่น้องเกษตรกรและครอบครัว ที่ฝากใหม่หรือต่ออายุผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ในระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2566 จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลทองคำ 1 สิทธิ์ ต่อ 1 กรมธรรม์ จำนวน 321 รางวัล น้ำหนักรวม 90 บาท มูลค่ารวมกว่า 2.9 ล้านบาท กับแคมเปญ “ธ.ก.ส. ปลูกรัก รับโชค” โดยในปีนี้มีสมาชิกที่ได้รับสิทธิ์ จากการฝากใหม่และต่ออายุ จำนวน 2,656,236 กรมธรรม์

ล่าสุด (10 พ.ย. 66) ธ.ก.ส. จัดงาน จับรางวัลผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิตโครงการ Year of the BAACLife” กับแคมเปญ “ธ.ก.ส. ปลูกรัก รับโชค” เพื่อคืนกำไร สร้างขวัญและกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรและครอบครัว ภายในงานได้รับเกียรติจากคุณเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เป็นประธานในงานฯ พร้อมด้วย คุณปาวีนาปิยะพันธุ์  ผู้อำนวยการสำนักเงินฝากเพื่อสงเคราะห์ชีวิต ธ.ก.ส. และคณะผู้บริหารธนาคาร รวมถึงหน่วยงานราชการ สถานีตำรวจนครบาลบางเขน และลูกค้า ให้เกียรติมาร่วมและเป็นสักขีพยานในงานฯ พร้อมถ่ายทอดสดการจับรางวัลให้พี่น้องเกษตรกร ได้ชม ทาง Facebook LIVE :ธกส บริการด้วยใจ และเปิดให้ประชาชนที่ชมไลฟ์สดการจับรางวัล ได้พูดคุยกับ กูรู วางแผนทางการเงิน คุณโอมศิริ วีระกุล ในหัวข้อ “ปลูกความมั่นคงให้มั่นใจด้วยตนเอง” และร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลพิเศษ จำนวน 100 รางวัล ในไลฟ์สด นายแสงจันทร์ อาสาสนา ผู้โชคดีจาก ธ.ก.ส. สาขาซำสูง จ.ขอนแก่น คว้ารางวัลที่ 1 ทองคำหนัก 5 บาท มูลค่ากว่า 165,000 บาทณ บริเวณโถงชั้น 2 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพฯ

คุณเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เผยว่า “ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรทุกท่านที่เป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ในงานจับรางวัลเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต Year of the BAACLifeกับแคมเปญ “ธ.ก.ส. ปลูกรัก รับโชค” ประจำปีนี้ครับ เรียกว่าเป็นโชค 2 ชั้น ที่ ธ.ก.ส. มอบเป็นกำไรให้พี่น้องเกษตรกรและครอบครัว เพราะนอกจากจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประเภทต่างๆ แล้ว ปีนี้ ยังได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลทองคำ น้ำหนักรวม 90 บาท มูลค่ากว่า 2.9 ล้านบาท โดยมีรางวัลที่ 1 เป็นทองคำหนักถึง 5 บาท 

ธ.ก.ส. หวังว่าแคมเปญฯ นี้ จะส่งเสริมการออมให้พี่น้องเกษตรกร และช่วยให้เกิดภูมิคุ้มกันทางการเงินซึ่งเป็นหลักประกันชีวิตที่ดีให้กับตนเองและครอบครัว จนนำไปสู่ความมั่นคงในอนาคตได้ นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังมีกิจกรรมมากมายที่จัดขึ้นเพื่อตอบแทน คืนกำไรให้ลูกค้าตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน รอติดตามกิจกรรมดี ๆ และตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีอีกครั้งได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาใกล้บ้าน หรือ ธ.ก.ส. Call Center 0-2555-0555 และทางออนไลน์ที่ Facebook Fanpage : ธกส บริการด้วยใจ หรือเว็บไซต์ http://www.baac.or.th”