คุณทวดวัย 104 ปีที่เพิ่งสร้างสถิติกระโดดร่มอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ว (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2732011

คุณทวดวัย 104 ปีที่เพิ่งสร้างสถิติกระโดดร่มอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ว (คลิป)

11 ต.ค. 2566 10:46 น.

คุณทวดวัย 104 ปีที่เพิ่งสร้างสถิติกระโดดร่มอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ว (คลิป)

นางโดโรธี ฮอฟฟ์เนอร์ หญิงชราชาวอเมริกัน วัย 104 ปี เสียชีวิตเพียงไม่กี่วันหลังจากเพิ่งสร้างสถิติโลกกระโดดร่มดิ่งพสุธา ด้วยอายุมากที่สุดในโลก

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2566 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า นางโดโรธี ฮอฟฟ์เนอร์ วัย 104 ปี ที่เพิ่งสร้างสถิติโลกกระโดดร่มดิ่งพสุธา ด้วยอายุมากที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้ว เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เธอกระโดดร่มสร้างสถิติและได้รับการรับรองจากกินเนสส์บุ๊ก เวิลด์ เรคคอร์ด เมื่อเร็วๆ นี้

โดยโจ โคแนนท์ เพื่อนสนิทของนางฮอฟฟ์เนอร์ เปิดเผยว่า นางฮอฟฟ์เนอร์ถูกพบว่าเสียชีวิตเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ชุมชนดูแลผู้สูงอายุบรูคเดล เลค วิว พร้อมระบุว่า นางฮอฟฟ์เนอร์เป็นบุคคลที่มีพลังอันน่าทึ่ง และมักจะไม่เคยอยู่นิ่ง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา นางฮอฟฟ์เนอร์กระโดดร่มที่สนามบินสกายไดฟ์ ชิคาโก ในเมืองออตตาวา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองชิคาโก ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 136 กิโลเมตร โดยการกระโดดครั้งนี้ทำให้ชื่อของเธอจะถูกบันทึกลงในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะนักกระโดดร่มอายุมากที่สุดในโลก.

จีนย้ำจุดยืนดันเต็มสูบโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2732032

จีนย้ำจุดยืนดันเต็มสูบโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

11 ต.ค. 2566 10:46 น.

จีนย้ำจุดยืนดันเต็มสูบโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนเดินหน้าโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) อย่างต่อเนื่อง โดยมีการตีพิมพ์สมุดปกขาวในหัวข้อ “โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง-เสาหลักสำคัญของประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี การเปิดตัวโครงการบีอาร์ไอของจีนเมื่อปี 2556

ทั้งนี้ สำนักข่าวไชน่า มีเดีย กรุ๊ป (CMG) สื่อหลักของจีน รายงานว่า สมุดปกขาวดังกล่าวเน้นย้ำบทบาทของโครงการบีอาร์ไอที่ถือเป็นโครงการแห่งศตวรรษ รวมถึงความสำเร็จในการดำเนินเป้าหมาย จัดเตรียมแพลตฟอร์มสำหรับสร้างชุมชนระดับโลกที่มีอนาคตร่วมกัน พร้อมมีการอธิบายว่าเป็นแพลต ฟอร์มความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความครอบคลุม ตั้งแต่การประสานงานเชิงนโยบายไปจนถึงการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน การค้าที่ไม่มีอุปสรรค การรวมกลุ่มการเงิน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

สมุดปกขาวบีอาร์ไอยังลดความกังวลเรื่องอิทธิพลจีนว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเปรียบเสมือนถนนสาธารณะที่เปิดสำหรับทุกคน ไม่ใช่เส้นทางส่วนตัวที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของ เป็นอิสระจากการเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างกลุ่มพิเศษ และไม่มีเป้าหมายไปที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้ก่อตัวขึ้นตามมาตรฐานทางอุดมการณ์เฉพาะ ไม่มีเจตนาที่จะสร้างพันธมิตรทางทหาร

รัฐบาลจีนมีมุมมองว่า ประเทศจากภูมิภาคต่างๆทั่วโลกต่างยินดีที่จะเข้าร่วมในโครงการริเริ่มนี้ โดยไม่คำนึงถึงระบบการเมือง ภูมิหลังทางประวัติ ศาสตร์ วัฒนธรรม ระยะการพัฒนา อุดมการณ์ หรือความเชื่อทางศาสนาตราบใดที่พวกเขาแสวงหาการพัฒนาร่วมกัน พร้อมร่วมกันต่อต้านลัทธิกีดกันทางการค้า ลัทธิฝ่ายเดียวอย่างแข็งขัน และทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภูมิทัศน์สามมิติที่รอบด้านของการเชื่อมต่อระหว่างกัน เป้าหมายคือการพัฒนารูปแบบใหม่ของความร่วมมือโดยยึดผลที่ได้ทั้งสองฝ่าย ความรับผิดชอบร่วมกัน และการมีส่วนร่วมร่วมกันสร้าง เครือข่ายความร่วมมือระดับโลก และบำรุงเลี้ยงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนสำหรับมนุษยชาติ

นอกจากนี้ โครงการบีอาร์ไอยังสอดคล้องกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ของสหประชาชาติ และเป้าหมายของบีอาร์ไอก็มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงขึ้นผ่านการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูงขึ้น และแบ่งปันโอกาสในการพัฒนาของจีนกับส่วนอื่นๆของโลก ที่ผ่านมาจนถึงเดือน มิ.ย. จีนลงนามข้อตกลงความร่วมมือบีอาร์ไอมากกว่า 200 ฉบับ กับ 150 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ 30 องค์กร.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

ปธน.ไต้หวัน ลั่นเป็นอิสระหลายชั่วอายุคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2732028

ปธน.ไต้หวัน ลั่นเป็นอิสระหลายชั่วอายุคน

11 ต.ค. 2566 10:39 น.

ปธน.ไต้หวัน ลั่นเป็นอิสระหลายชั่วอายุคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานบรรยากาศพิธีฉลองวันชาติไต้หวันครบรอบ 112 ปี ที่บริเวณลานหน้าทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวัน ในกรุงไทเป เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 ต.ค. โดยมี น.ส.ไช่ อิง เหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวสุนทรพจน์ฉลองวาระพิเศษนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระในเดือน ม.ค.ปีหน้า เน้นย้ำแนวคิด “ไต้หวันที่สงบและมั่นใจ : ขับเคลื่อนไปข้างหน้า และทำให้โลกเป็นที่ที่ดียิ่งขึ้น” มีใจความสำคัญขอบคุณประชาชนไต้หวันที่ให้โอกาสเป็นผู้นำถึง 2 สมัย พร้อมยังร่วมมือร่วมใจฟันฝ่าช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ขณะที่หน้าที่ของเธอคือปกป้องอธิปไตย ตลอดจนวิถีชีวิตตามแนวทางประชาธิปไตยและเสรีของประชาชนไต้หวันจำนวน 23 ล้านคน

ไต้หวันมุ่งหวังอยู่ร่วมกับจีนอย่างสันติสุข ประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย สามารถติดต่อเดินทางข้ามช่องแคบไปมาหาสู่กันได้อย่างเสรี ไร้ข้อจำกัด และไม่มีสิ่งต้องกังวล พร้อมกล่าวย้ำว่าสันติภาพเป็นเพียงทางเลือกเดียวบนช่องแคบไต้หวัน ความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างสันติ และการรักษาสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นกุญแจสำคัญยิ่งต่อการสร้างสันติภาพ ในช่วงท้ายของสุนทรพจน์ผู้นำไต้หวันยังเสริมว่าแม้ถูกกดดันมหาศาลทั้งภายในและภายนอก ประชาธิปไตยของไต้หวันได้เติบโตเจริญรุ่งเรือง และจะแสดงให้โลกเห็นว่าชาวไต้หวันมีศักดิ์ศรี เป็นอิสระ และใจดี ที่สำคัญจะเป็นประชาธิปไตยและมีเสรีภาพต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

สุดระทึก ชายขู่มีระเบิด ปีนขึ้นไปบนชิงช้าสวรรค์ริมชายหาดซานตา โมนิกา สหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2732010

สุดระทึก ชายขู่มีระเบิด ปีนขึ้นไปบนชิงช้าสวรรค์ริมชายหาดซานตา โมนิกา สหรัฐฯ

11 ต.ค. 2566 09:15 น.

สุดระทึก ชายขู่มีระเบิด ปีนขึ้นไปบนชิงช้าสวรรค์ริมชายหาดซานตา โมนิกา สหรัฐฯ

เกิดเหตุสุดระทึกที่สหรัฐฯ เมื่อชายคนหนึ่งอ้างว่ามีระเบิด ปีนขึ้นไปบนชิงช้าสวรรค์ของสวนสนุกในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตำรวจระดมกำลังไปช่วยอพยพผู้คนออกมาจากบริเวณโดยรอบ และเจรจาจนชายคนนี้ยอมปีนลงมา

เว็บไซต์ข่าว CBS News รายงานว่า เกิดเหตุชายคนหนึ่งสวมเสื้อยืด สะพายกระเป๋าเป้ กำลังปีนขึ้นไปอยู่บริเวณกึ่งกลางของชิงช้าสวรรค์ที่มีความสูงเกือบ 40 เมตร ภายในบริเวณ “แปซิฟิก ปาร์ค” แหล่งท่องเที่ยวริมชายหาดซานตา โมนิกา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ (9 ต.ค. 66) ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานข่าวระบุว่า เขาได้บอกกับคนแถวนั้นว่ามีระเบิดอยู่ในกระเป๋า ก่อนที่จะปีนขึ้นไป โดยตำรวจได้เร่งอพยพคนอื่นๆ ลงมาจากชิงช้าสวรรค์และอพยพนักท่องเที่ยวในสวนสนุกและบริเวณชายหาดออกไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัย

จากนั้นทีมเจ้าหน้าที่หน่วยเจรจาต่อรองในสถานการณ์วิกฤติของเอฟบีไอ ได้พยายามติดต่อกับชายคนนี้และเจรจาต่อรองให้เขาปีนกลับลงมาด้านล่าง

รายงานข่าวระบุว่า ในที่สุดชายคนนี้ก็ยอมปีนลงมาและถูกตำรวจรวบตัวได้ในเวลา 16.15 น. ตำรวจเข้าค้นตัวพบว่าไม่มีวัตถุระเบิด อาวุธ หรืออุปกรณ์ใดๆ ที่เป็นอันตราย ตำรวจได้นำตัวชายคนนี้ไปสอบปากคำเพิ่มเติมต่อไป.

ประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกาซา ท่ามกลางการสู้รบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731930

ประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกาซา ท่ามกลางการสู้รบ

11 ต.ค. 2566 08:00 น.

ประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกาซา ท่ามกลางการสู้รบ

  • การสู้รบในอิสราเอลและกลุ่มฮามาสดูท่าว่าจะยืดเยื้อ ซึ่งคนที่ต้องรับกรรมมากที่สุดก็หนีไม่พ้นประชาชนตาดำๆ ที่ไม่มีที่ไป โดยหลายหน่วยงานเริ่มแสดงความเป็นห่วงในเรื่องสวัสดิภาพของพลเรือน และสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่จะตามมาหลังจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
  • จากการประเมินสถานการณ์การสู้รบในฉนวนกาซา คาดว่าประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่สงครามเวลานี้จะต้องเผชิญกับหายนะรอบด้าน ในแบบที่แทบจะจินตนาการไม่ถึง ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแน่นอน

หลังจากที่กลุ่มฮามาสเปิดปฏิบัติการโจมตีแบบฟ้าผ่าในอิสราเอลช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้อิสราเอลออกมาตอบโต้กลับอย่างหนักหน่วงเพื่อปกป้องดินแดนของตนเอง โดยมีการระดมกำลังทั้งทางบกทางอากาศรวมทั้งทางทะเล โจมตีกลับไปยังฉนวนกาซา ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่พักอาศัย รวมทั้งค่ายผู้อพยพที่โดนถล่มพังราบ มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

โดยจนถึงวันอังคาร (10 ต.ค.) มีชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเสียชีวิตมากกว่า 700 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กกว่า 100 คน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขในกาซารายงานว่ามีผู้บาดเจ็บเกือบ 4,000 คน 

หน่วยงานและองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย รายงานว่าการสู้รบได้ทำลายระบบจ่ายน้ำประปา ระบบอำนวยความสะดวกด้านสุขอนามัย กระทบต่อประชาชนกว่า 400,000 คน และยิ่งในตอนนี้ที่อิสราเอลเริ่มเพิ่มแรงกดดันชาวปาเลสไตน์ในกาซามากขึ้น เพื่อหวังให้กลุ่มฮามาสยอมจำนน ยิ่งส่งผลต่อสวัสดิภาพของประชาชนราว 2.3 ล้านคนอย่างเลี่ยงไม่ได้

โดยนายโยอัฟ กันลันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ได้สั่งการให้ปิดล้อมฉนวนกาซาอย่างสมบูรณ์ ด้วยการเตรียมตัดไฟฟ้า การขนส่งพลังงาน และอาหาร โดยประณามชาวปาเลสไตน์เป็นพวกป่าเถื่อน โดยการปิดล้อมเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า อิสราเอลจะเดินหน้ารุกคืบเข้ามาแน่นอน เพราะล่าสุดทั้งรถถังและกองกำลังอิสราเอล ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ได้มาจ่อรออยู่ที่บริเวณพรมแดนฉนวนกาซาแล้ว ทำให้บรรดากลุ่มนักสิทธิมนุษยชนต่างแสดงความกังวลว่าการสู้รบครั้งนี้ ประชาชนทั้งหมดของกาซาจะกลายเป็นผู้รับกรรม

โอมาร์ ชากีร์ ผู้อำนวยการกลุ่มฮิวแมนไรต์วอตช์ประจำอิสราเอลและปาเลสไตน์ระบุถึงการกระทำของทั้งสองฝ่ายว่า “การฆ่าพลเรือนโดยเจตนา การจับตัวประกัน และการลงโทษโดยไม่เฉพาะเจาะจงเป็นอาชญากรรมที่ชั่วร้ายที่ไร้เหตุผล ขณะที่การโจมตีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการปราบปรามอย่างเป็นระบบ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มานานหลายทศวรรษจะยังคงดําเนินต่อไป ตราบใดที่สิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบถูกละเลย”

แจน เอคแลนด์ เลขาธิการกลุ่มช่วยเหลือสภาผู้ลี้ภัยนอร์เวย์ เตือนว่า การปิดล้อมของอิสราเอลอาจจะกลายเป็นหายนะอย่างที่สุดของชาวปาเลสไตน์ในกาซาก็ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการลงโทษแบบเหมารวมเป็นการละเมิดกฎหมายนานาชาติอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมันนำไปสู่การบาดเจ็บและล้มตายของเด็กๆ เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีพลังงาน ไฟฟ้า หรือขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆ นั่นอาจจะนับเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามด้วย

ไม่มีสถานที่พักพิงที่ปลอดภัย

องค์การสหประชาชาติเพิ่งรายงานว่าการโจมตีของอิสราเอล ได้ทำลายบ้านเรือนไปกว่า 790 หลัง และสร้างความเสียหายให้แก่อาคารต่างๆ อีกกว่า 5,330 แห่ง นอกจากนี้ พลเรือนในกาซาอีกกว่า 187,000 คน จากพลเมืองทั้งหมด 2.3 ล้านคน ต้องอพยพหนีภัยสงคราม ซึ่งนับว่าเป็นการอพยพหนีภัยสงครามจำนวนมากที่สุด นับตั้งแต่การสู้รบกับอิสราเอลเมื่อปี 2014 ที่มีประชาชนต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยถึง 400,000 คน 

โดยในเขตกาซาไม่มีที่พักพิงใดที่จะหลบระเบิดได้ ชาวบ้านที่ต้องออกจากบ้านของตัวเอง ไม่มีที่จะให้ไปพักอาศัยหลบภัย ยกเว้นตามโรงเรียนของ UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ ที่สนับสนุนการบรรเทาและ การพัฒนามนุษย์ ของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ ที่มีอยู่ 83 แห่ง โดยจนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา ยูเอ็นรายงานว่า มีชาวปาเลสไตน์ที่ไปพักอาศัยตามโรงเรียนเหล่านี้รวมแล้วราว 137,000 คน อย่างไรก็ตาม พบว่ามีโรงเรียนของ UNRWA ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีแล้ว 4 แห่ง ซึ่งเท่ากับว่าไม่มีที่ที่ปลอดภัยในกาซาอีกต่อไป

อาหารและน้ำกำลังจะหมดลง

UNRWA คาดว่า จะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำดื่มอย่างรุนแรงในกาซา จากการประกาศปิดล้อมเมืองโดยทหารอิสราเอล โดยขณะนี้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ พยายามจัดหาอาหารและน้ำดื่มผ่านทางเมืองราฟาห์ โดยทางเวิลด์ ฟู้ด โปรแกรม ได้ส่งขนมปัง และอาหารกระป๋องให้แก่ประชาชนที่พักพิงอยู่ในโรงเรียนของยูเอ็นแล้ว

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าตลาดท้องถิ่นยังคงเปิดขายของอยู่ แต่ของใช้ที่จำเป็นเช่นแป้ง น้ำตาลกำลังหมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากตัวพ่อค้าแม่ค้าเองก็ไม่สามารถติดต่อกับเกษตรกรได้เนื่องจากเกรงอันตราย มีเพียงผลไม้และผักที่สต๊อกไว้บางส่วนที่นำมาออกขายได้

โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ตกเป็นเป้าโจมตี

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของกาซาระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลมีการพุ่งเป้าไปที่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย โดยมีบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจากเหตุสู้รบแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และบาดเจ็บอีก 4 คน ขณะที่โรงพยาบาล 8 แห่ง ได้รับความเสียหายจากการโจมตี และรถพยาบาลอีก 9 คันที่ได้รับความเสียหายด้วย ทำให้กระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ได้ออกมาเรียกร้องให้อิสราเอลเปิดทางสำหรับการลำเลียงยาและเวชภัณฑ์อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ได้ทั่วถึงตามหลักมนุษยธรรม

ไอยมาน อัล ดยารูชา แพทย์ไร้พรมแดน ระบุว่า ตอนนี้โรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนเจ็บและคนป่วย แต่เรากลับขาดแคลนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ แม้แต่ไฟฟ้าและเครื่องปั่นไฟก็ไม่มีสำรองเพียงพอ โดยขณะนี้สภาเสี้ยววงเดือนแดงได้ทยอยส่งความช่วยเหลือด้านการแพทย์ไปยังกาซาผ่านเมืองราฟาห์แล้วบางส่วน

ระบบไฟฟ้าเหลือใช้เพียง 2 วัน

เนื่องจากในตอนนี้แหล่งพลังงานไฟฟ้าของกาซา เหลือเพียงพลังงานจากโรงไฟฟ้าเพียงแหล่งเดียว ทำให้คาดการณ์ว่าเชื้อเพลิงที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าน่าจะหมดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และหากไฟฟ้าดับย่อมกระทบโดยตรงต่อโรงพยาบาลและระบบประปาด้วยเช่นกัน โดย 2 วันที่ผ่านมา กาซาก็จ่ายไฟฟ้าเพียงแค่ 4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น และหากไม่มีการขนส่งเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าความเสียหายที่ตามมาย่อมไม่ได้เกิดกับแค่ชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น เพราะโรงพยาบาลที่เป็นหัวใจหลักในยามสงครามจะเจอผลกระทบหนักที่สุด
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของระบบสื่อสารซึ่งจะถูกตัดขาดตามมา จนทำให้คนในพื้นที่สงครามไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้อีกต่อไป โดยมีรายงานว่าอิสราเอลได้โจมตีบริษัทโทรคมนาคมเอกชนของปาเลสไตน์ไปก่อนหน้านี้ ทำให้โทรศัพท์ภาคพื้นไม่สามารถติดต่อได้ เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ จนคนในพื้นที่กำลังถูกตัดขาดจากโลกภายนอกออกไปเรื่อยๆ ซึ่งหากสงครามครั้งนี้ยิ่งยืดเยื้อออกไป นอกจากสิทธิมนุษยชนของประชาชนตาดำๆ ที่จะถูกละเมิดแล้ว แม้แต่ความหวังที่จะมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตก็คงเป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : อัลจาซีรา, สเตรทไทมส์ 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “สงครามอิสราเอล“

รัสเซียกลับเข้าร่วม คกก.สิทธิมนุษยชน UN ไม่สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731994

รัสเซียกลับเข้าร่วม คกก.สิทธิมนุษยชน UN ไม่สำเร็จ

11 ต.ค. 2566 06:15 น.

รัสเซียกลับเข้าร่วม คกก.สิทธิมนุษยชน UN ไม่สำเร็จ

รัสเซียได้รับคะแนนโหวตไม่พอกลับเข้าเป็นสมาชิกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยพวกเขาถูกไล่ออก หลังเริ่มทำสงครามในยูเครนเมื่อปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2566 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โหวตไม่รับรัสเซียกลับเข้าเป็นสมาชิก หลังจากมอสโกถูกขับออกไปในเดือนเมษายนปีก่อน ฐานยกทัพบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ และสงครามยังยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้

รัสเซียหวังใช้การได้เป็นสมาชิก คกก.สิทธิมนุษยชนยูเอ็น อีกครั้งเป็นเวลา 3 ปี เพื่อเน้นย้ำให้เห็นความแตกแยกภายในสมาชิกสหประชาชาติ ว่าพวกเขาจะให้การสนับสนุนยูเครนต่อไปหรือไม่

อย่างไรก็ตาม รัสเซีย ได้คะแนนเสียงสนับสนุนเพียง 83 เสียง จากทั้งหมด 193 ประเทศ ขณะที่อีก 2 ชาติที่ยื่นขอเข้าเป็นสมาชิกเช่นกันอย่าง บัลแกเรีย และแอลเบเนีย ได้คะแนนเสียงไป 160 เสียง กับ 123 เสียงตามลำดับ ได้เข้าไปนั่งเก้าอี้สมาชิกจากชาติยุโรปตะวันออก ซึ่งเหลืออีก 2 ที่นั่งแทน

การโหวตดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากรัสเซียยิงมิสไซล์โจมตีหมู่บ้านโฮรซา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 52 ศพ

ขณะที่ นายเฟริต ฮอกซา เอกอัครราชทูตแอลเบเนียประจำสหประชาชาติ กล่าวก่อนหน้าการลงมติว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ชาติสมาชิกสหประชาชาติต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังไม่พร้อมรับมือเพลิงเข้ามาเป็นนักดับเพลิง

ทั้งนี้ รัสเซียให้คำมั่นว่าพวกเขาจะหาทางออกอย่างเพียงพอสำหรับปัญหาสิทธิมนุษยชน และว่าพวกเขาต้องการหยุดยั้งไม่ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มประเทศบางกลุ่ม พวกเขายังหาเสียงอย่างหนัก เสนอมอบธัญพืช และอาวุธให้แก่ประเทศขนาดเล็กแลกกับคะแนนโหวต

รัสเซียอ้างด้วยว่า หากลงมติอย่างเป็นการลับ พวกเขาจะได้คะแนนเสียงมากพอจากประเทศที่เข้าข้างพวกเขา แต่ไม่กล้าแสดงออกมาเพราะกังวลจะทำให้ชาติตะวันตกไม่พอใจ โดยนายวาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวหาสหรัฐฯ ว่า เป็นแกนนำแคมเปญขัดขวางไม่ให้พวกเขากลับเป็นสมาชิกคณะกรรมการ.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลเผยฮามาสโจมตีชุมชนดับ 100 ศพ-ถล่มเทศกาลดนตรีตายอีก 260

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731993

อิสราเอลเผยฮามาสโจมตีชุมชนดับ 100 ศพ-ถล่มเทศกาลดนตรีตายอีก 260

11 ต.ค. 2566 05:20 น.

อิสราเอลเผยฮามาสโจมตีชุมชนดับ 100 ศพ-ถล่มเทศกาลดนตรีตายอีก 260

อิสราเอล เผย พบศพผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ศพ ที่ชุมชนแห่งหนึ่ง หลังการโจมตีระลอกแรกของกลุ่มฮามาส ซึ่งบุกโจมตีเทศกาลดนตรีจนมีผู้เสียชีวิตอีก 260 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่อิสราเอลพบศพผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย ที่หมู่บ้านเบเอรี (Be’eri) ซึ่งเป็นชุมชนการเกษตร (kibbutz) ใกล้ชายแดนฉนวนกาซา หนึ่งในสถานที่แรกที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสของปาเลสไตน์บุกข้ามชายแดนเข้ามาโจมตีเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 7 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา อันเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี

ภาพจากคลิปวิดีโอที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้มาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มนักรบติดอาวุธพร้อมอาวุธหนัก ขี่รถจักรยานยนต์มาถึงหมู่บ้านเบเอรี ซึ่งมีประชากรราว 1,000 คน เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. หรือเพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากพวกเขาฝ่ากำแพงกั้นชายแดนฉนวนกาซากับอิสราเอล ซึ่งมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาเข้ามาได้

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุนองเลือด ภาพจากกล้องวงจรปิดในเมืองเบเอรีแสดงให้เห็นมือปืนดึงร่าง 3 ร่างออกจากรถยนต์คันหนึ่ง ก่อนจะขโมยรถแล้วขับขึ้นเหนือ ขณะที่วิดีโออีกคลิปแสดงให้เห็นนักรบติดอาวุธจับตัวชาวบ้านอิสราเอล 5 คน กับภาพศพผู้เสียชีวิต 4 รายที่ถูกทิ้งไว้บนพื้นที่ใกล้เคียง

ชาวหมู่บ้านเบเอรีบอกกับ แชนเนล 12 สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของอิสราเอลว่า คนร้ายไล่เคาะตามประตูบ้านแต่ละหลัง และพยายามจะบุกเข้าไปภายใน

หลังเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่หน่วยค้นหา และกู้ภัย ก็เข้าไปตรวจสอบที่หมู่บ้านเบเอรี และพบศพผู้เสียชีวิตถึง 107 ศพ เกือบทั้งหมดเป็นชาวบ้านท้องถิ่น ส่วนที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิสราเอล ขณะที่กำลังป้องกันอิสราเอล โดยยอมรับในวันจันทร์ว่า เบเอรีถูกโจมตีหนักมาก

การโจมตีที่คิบบุตซ์ เบเอรี เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันกับที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสโจมตีเทศกาลดนตรีที่ชื่อ ‘โนวา’ (Nova) ซึ่งห่างลงไปทางใต้เพียง 3 ไมล์ โดยในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่พบศพผู้เสียชีวิตในสถานที่จัดงานมากกว่า 260 ศพ หลายรายถูกยิงในระยะประชิด และถูกปล้นของส่วนตัวไป ขณะที่เชื่อว่ามีผู้ร่วมงานจำนวนมากถูกจับและพาไปเป็นตัวประกันในกาซา

นอกจากนั้นยังมีอีกหลายเมือง หรือชุมชนใกล้ชายแดนกาซาที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีระลอกแรกของฮามาส เช่น เมืองโอฟาคิม, สเดรอต ยา มาร์เดไช, คฟาร์ อาซา, เบเทด และ คิสซูฟิม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ อิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์โจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในวันอังคาร (10 ต.ค.) สื่ออิสราเอลยืนยันว่ากลุ่มฮามาสสังหารพลเมืองของพวกเขาไปมากกว่า 900 ศพ ขณะที่มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บมากกว่า 2,000 ราย

ส่วนกระทรวงกลาโหมปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 830 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 4,250 ราย โดยไม่ระบุว่าเป็นนักรบติดอาวุธ หรือพลเรือนจำนวนเท่าใด ขณะที่โฆษกกองทัพอิสราเอลอ้างว่า พบศพนักรบฮามาสราว 1,500 คนภายในอิสราเอล บริเวณพื้นที่รอบฉนวนกาซา.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

WHO ชี้ชาวเอเชียอาคเนย์ 1 ใน 7 มีปัญหาสุขภาพจิต-หลายคนไม่ได้รักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731992

WHO ชี้ชาวเอเชียอาคเนย์ 1 ใน 7 มีปัญหาสุขภาพจิต-หลายคนไม่ได้รักษา

11 ต.ค. 2566 04:33 น.

WHO ชี้ชาวเอเชียอาคเนย์ 1 ใน 7 มีปัญหาสุขภาพจิต-หลายคนไม่ได้รักษา

เจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลก เผย ชาวเอเชียอาคเนย์ราว 1 ใน 7 มีปัญหาสุขภาพจิต และส่วนใหญ่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

เมื่อวันอังคารที่ 10 ต.ค. 2566 ดร.อันเดรีย บรูนี ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกกับสำนักข่าวแชนเนลนิวส์เอเชียว่า ประชาชนราว 260 ล้านคน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือราว 1 ใน 7 มีชีวิตอยู่ร่วมกับปัญหาสุขภาพจิต และหลายคนไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หรือเหมาะสม

ตามการเปิดเผยของ ดร.บรูนี ปัญหาสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่พบได้แพร่หลายมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ช่องว่างการรักษากลับมีสูงมาก “ในบางประเทศ ช่องว่างการรักษาสูงถึง 90% หมายความว่า มีคนถึง 90% ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอาการทางจิต กลับไม่ได้รับการรักษา หรือดูแลอย่างทันท่วงทีหรือเหมาะสม หรือไม่ได้รับทั้งสองอย่างเลย”

นอกจากนั้น การตีตราทางสังคงต่อผู้มีปัญหาสุขภาพจิตก็ยังคงแพร่กระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “บ่อยครั้งมากที่การตีตรานำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรง” ดร.บรูนี เสริมด้วยว่า ในภูมิภาคแห่งนี้มีความเชื่อเหมือนๆ กันว่า ผู้ป่วยอาการเหล่านั้นจะต้องรับการรักษาในสถาบันด้านสุขภาพจิต, โรงพยาบาลจิตเวช หรือโรงพยาบาลบ้า

“ข้อเท็จจริงมันต่างกันออกไป ข้อเท็จจริงคือผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจำเป็นต้องเข้าถึงบริการที่มีอยู่ในแต่ละชุมชนที่เข้าถึงได้มากกว่า และมีความเคารพในสิทธิมนุษยชนของคนมากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ดร.บรูนี ระบุด้วยว่า ตอนนี้สิ่งต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ “หลายสิ่งหลายอย่างกำลังเปลี่ยนไป ผ่านการต่อสู้ และการสร้างแรงจูงใจของเหล่าผู้ที่มีประสบการณ์ตรง และผู้ที่คอยดูแลผู้ป่วย ซึ่งควรเป็นตัวละครหลัก และสำคัญในการออกแบบนโยบาย และบริการต่างๆ สำหรับผู้มีปัญหาสุขภาพจิต”

“สุขภาพจิตที่ดีสำคัญต่อสุขภาพ และสุขภาวะทางกายของเราในภาพรวม และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตภายใต้มาตรฐานสูงสุด” ดร.บรูนี กล่าว “แต่ทว่าทั่วโลก รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าเสียดายที่คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตยังต้องเผชิญการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลากหลายระดับ และหลายคนถูกแยกออกจากชุมชนและสังคม”

“การมีปัญหาสุขภาพจิตไม่ควรเป็นสาเหตุในการลิดรอนสิทธิ์ความเป็นมนุษย์ของใคร รวมถึงการตัดขาดคนเหล่านั้นจากการมีส่วนร่วมในสังคม”

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของ สำนักงานสุขภาพแห่งสหประชาชาติ การสำรวจจนถึงปี 2562 พบว่า ประชาชนเกือบ 1 พันล้านคน หรือราว 1 ใน 8 ของโลก กำลังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับปัญหาสุขภาพจิต โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ตอนนี้ตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นมาก ท่ามกลางความตึงเครียดต่างๆ ในโลก ทั้งโควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน และวิกฤติโลกร้อน.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ค่ายผู้พลัดถิ่นเมียนมาโดนปืนใหญ่ถล่ม ดับ 29 ศพ-NUG อ้างฝีมือกองทัพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731991

ค่ายผู้พลัดถิ่นเมียนมาโดนปืนใหญ่ถล่ม ดับ 29 ศพ-NUG อ้างฝีมือกองทัพ

11 ต.ค. 2566 02:39 น.

ค่ายผู้พลัดถิ่นเมียนมาโดนปืนใหญ่ถล่ม ดับ 29 ศพ-NUG อ้างฝีมือกองทัพ

ค่ายผู้พลัดถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา ถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 ศพ โดยรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติออกมากล่าวหาว่าเป็นฝีมือของกองทัพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ค่ายผู้พลัดถิ่น ‘Mong Lai Khet’ บริเวณชานเมืองไลซา รัฐคะฉิ่น ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา ใกล้ชายแดนประเทศจีน ถูกโจมตีด้วยกระสุนปืนใหญ่ เมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืน วันจันทร์ที่ 9 ต.ค. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 ศพ

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในการควบคุมของ ‘องค์กรอิสรภาพคะฉิ่น’ (KIO) หนึ่งในกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิ์ในการปกครองตนเองมานานหลายสิบปี โดยโฆษกของกลุ่ม KIO บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า ผู้เสียชีวิตเป็นพลเรือนทั้งหมด เป็นเด็กอย่างน้อย 11 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 56 คน บางส่วนของค่ายถูกทำลายเพราะแรงระเบิด

รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ของเมียนมา ซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกสภาที่ถูกกองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อปี 2564 จนต้องหนีไปต่างประเทศ ออกมากล่าวหาว่า รัฐบาลทหารเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีค่ายผู้พลัดถิ่นแห่งนี้ และว่านี่คืออาชญากรรมสงคราม และเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ด้านพลตรี จอว์ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของ NUG และว่า กองทัพไม่ได้มีปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าว และเหตุระเบิดอาจเกิดจากคลังแสงระเบิดก็เป็นได้

ทั้งนี้ กองทัพเมียนมา ยกระดับการโจมตีพื้นที่ที่ KIO ควบคุมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากการสนับสนุนการกบฏต่อรัฐบาลในรัฐคะฉิ่นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564 ซึ่งทำให้เกิดการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลทหารมาจนถึงทุกวันนี้.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สรุปสงครามอิสราเอลวันที่ 4 ตายทะลุ 1,700 ศพ ฮามาสขู่สังหารตัวประกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2731989

สรุปสงครามอิสราเอลวันที่ 4 ตายทะลุ 1,700 ศพ ฮามาสขู่สังหารตัวประกัน

11 ต.ค. 2566 01:05 น.

สรุปสงครามอิสราเอลวันที่ 4 ตายทะลุ 1,700 ศพ ฮามาสขู่สังหารตัวประกัน

สถานการณ์สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตส์ วันที่ 4 จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1,700 ศพแล้ว โดยอิสราเอลยึดชายแดนฉนวนกาซาได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มฮามาสขู่สังหารตัวประกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตส์ วันที่ 4 ในวันอังคารที่ 10 ต.ค. 2566 การต่อสู้ยังไม่มีท่าทีจะยุติลง อิสราเอลยังคงปิดกั้นชายแดน และโจมตีทางอากาศถล่มฉนวนกาซาอย่างรุนแรง อันเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการล้างแค้น หลังกลุ่มติดอาวุธฮามาสเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ใส่หลายเมืองทางใต้ของอิสราเอล เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และส่งนักรบติดอาวุธเข้ามาสังหาร และลักพาตัวผู้คน

การโจมตีของอิสราเอลในวันอังคารทำลายหลายเขตในกาซาจนพังราบ โรงเรียน, อาคารที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่อาคารขององค์การสหประชาชาติก็ถูกทำลาย หรือได้รับความเสียหาย ขณะที่ฝ่ายฮามาสก็ยิงจรวด ‘คาสซาม’ (Qassam) เข้าใส่อิสราเอลมากกว่า 5,000 ลูกแล้ว นับตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้น

อิสราเอลยังเรียกระดมพลทหารกองกำลังสำรองถึง 300,000 นาย ทำให้เกิดความกังวลว่าพวกเขาอาจกำลังเตรียมการโจมตีภาคพื้นดิน ซึ่งเสี่ยงทำให้เกิดการปะทะระยะประชิดในเขตชุมชน รวมถึงในอุโมงค์ใต้ดิน และจุดที่ตัวประกันถูกจับตัวเอาไว้ โดยเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานอิสราเอล เผยว่า สายการบิน เอล อัล (El Al) กับ อิสราเอล แอร์ไลน์ส เพิ่มเที่ยวบินเพื่อรับตัวทหารกองกำลังสำรองกลับสู่ประเทศให้มากขึ้นแล้ว

ความเสียหายในเมืองอัสเคลอน ของอิสราเอล หลังถูกจรวดจากฉนวนกาซาโจมตี

นายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติออกมาเตือนว่า การปิดกั้นชายแดนฉนวนกาซาอย่างสิ้นเชิงของอิสราเอล ซึ่งทำให้พลเรือนไม่สามารถเข้าถึงสิ่งของจำเป็นเพื่อการมีชีวิตรอดนั้น ถูกห้ามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีข้อผูกมัดว่า จะต้องสงวนไว้ซึ่งประชาชน และสิ่งของพลเรือนที่ยังใช้การใต้ตลอดเวลาที่เกิดการโจมตี

ส่วนองค์การอนามันโลกเรียกร้องให้เปิดเส้นทางสิทธิมนุษยชน เพื่อเข้า-ออกฉนวนกาซา เพื่อนำเสบียง และอุปกรณ์ทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือโรงพยาบาลที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิง รวมถึงไฟฟ้า

ด้านกลุ่มฮามาสออกมาขู่จะสังหารตัวประกันชาวอิสราเอล 1 คน ทุกครั้งที่มีบ้าน 1 หลังที่ถูกอิสราเอลโจมตีทำลาย และว่าจะไม่เจรจาเรื่องตัวประกัน ในขณะที่พวกเขายังคงถูกโจมตี ทำให้สหรัฐฯ ออกมาเตือนทันทีว่า ต้องจริงจังกับคำขู่ของกลุ่มติดอาวุธป่าเถื่อนกลุ่มนี้

โฆษกของกลุ่มฮามาส ระบุด้วยว่า ได้บอกให้ประชาชนในเมืองท่าอัชเคลอน ของอิสราเอล ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนักตั้งแต่วันแรกของการต่อสู้ ให้ออกจากพื้นที่ภายใน 14.00 น. วันอังคารที่ 10 ต.ค. โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม

ฝ่ายอิสราเอลกับเลบานอนยิงปืนใหญ่กับจรวดข้ามชายแดนโจมตีเข้าใส่กันต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 แล้ว

อาคารในนครกาซา ซิตี้ ถูกทำลาย

ความเสียหายต่อชีวิต

สื่ออิสราเอลยืนยันว่า การต่อสู้ตลอด 4 วันที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสสังหารพลเมืองของพวกเขาไปมากกว่า 900 ศพ โดย 260 ศพในจำนวนนี้คือผู้ที่ไปร่วมงานเทศกาลดนตรีที่เมืองเรอิม ซึ่งเป็นอีกจุดที่ถูกฮามาสโจมตีอย่างหนัก ขณะที่มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บมากกว่า 2,000 ราย

ส่วนกระทรวงกลาโหมปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 830 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 4,250 ราย โดยไม่ระบุว่าเป็นนักรบติดอาวุธ หรือพลเรือนจำนวนเท่าใด ขณะที่โฆษกกองทัพอิสราเอลอ้างว่า พบศพนักรบฮามาสราว 1,500 คนภายในอิสราเอล บริเวณพื้นที่รอบฉนวนกาซา

ชาวต่างชาติจำนวนมากเสียชีวิตในเหตุความรุนแรงครั้งนี้ รวมถึงแรงงานชาวไทย 18 คน, นักศึกษาชาวกัมพูชา 1 คน, พลเมืองสหรัฐฯ 11 คน และชาวฝรั่งเศสอีก 2 คน

นอกจากนั้นยังมีชาวต่างชาติสูญหายอีกหลายราย เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำอิสราเอล เปิดเผยว่า ยังหาพลเรือนของพวกเขา 5 คนไม่พบ โดย 1 ในนี้อาจถูกลักพาตัวไป ขณะที่ฝรั่งเศสระบุว่า พลเรือนของพวกเขาหายตัวไป 14 คน รวมเด็กอายุ 12 ขวบ ส่วนประเทศไทยกำลังดำเนินการพาพลเรือนหลายพันคนกลับประเทศ

ขณะเดียวกันในฉนวนกาซามีประชาชนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นแล้วมากกว่า 187,500 ราย นับตั้งแต่ฮามาสเริ่มการโจมตีเมื่อวันเสาร์ ตามรายงานของสหประชาชาติ ไม่รวมชาวปาเลสไตน์ 3,000 คน ที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นในการปะทะครั้งก่อนๆ

ชาวปาเลสไตน์ในฝรั่งเศส เดินขบวนแสดงความสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ เมื่อ 10 ต.ค. 2566

ปฏิกิริยาจากนานาชาติ

สหรัฐฯ ซึ่งมอบเงินช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลปีละ 3.8 พันล้านดอลลาร์อยู่แล้ว ประกาศจะให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงเพิ่มพิเศษ แต่ยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจที่จะส่งทหารเข้าสู่อิสราเอล

ขณะที่ สหภาพยุโรป ถอนคำพูดที่ประกาศก่อนหน้านี้ว่า จะระงับการความช่วยเหลือให้แก่ชาวปาเลสไตน์ที่เคยให้มาตลอด หลังมีหลายประเทศ รวมถึงฝรั่งเศสกับสเปนคัดค้าน

ด้านอิหร่านออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องใดๆ กับการโจมตีของกลุ่มฮามาส แม้พวกเขาจะออกโรงสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้อย่างเต็มที่ โดยนายอายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กล่าวว่า การโจมตีคือความพ่ายแพ้ทั้งทางข่าวกรอง และทางทหาร อย่างไม่อาจแก้ไขได้ของอิสราเอล

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวว่า เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นความล้มเหลวของนโยบายของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และเสริมว่า สหรัฐฯ พยายามหาทางผูกขาดความพยายามระหว่างประเทศในการสร้างสันติภาพ และกล่าวหาวอชิงตันว่าเพิกเฉยต่อการหาทางประนีประนอมที่อิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่สามารถยอมรับได้.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna