รองปลัดฯเตรียมพร้อม ประชุมรมต.อาเซียนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761698

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมเตรียมการฝ่ายไทยสำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) ครั้งที่ 45 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (1403)

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: AMAF) ครั้งที่ 45 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดูงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม ระหว่างวันที่ 2-6 ตุลาคม 2566ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยระดับรัฐมนตรี (AMAF Leader) และนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM-AMAF Leader)

รมว.เกษตรฯรุดเยี่ยมตากใบโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761696

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการตากใบโมเดล บ้านบางน้อยที่อาคารอเนกประสงค์บ้านไร่ หมู่ 2ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ว่าเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ได้ขยายผลโครงการพระราชดำริ อ.ตากใบ นำเสนอตากใบโมเดล ที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการอำนวยการการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่ อ.ตากใบ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ บูรณาการจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร อาทิ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ การพัฒนาอาชีพ การส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิตสินค้าเกษตรในระดับชุมชน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้ตามความต้องการของตลาด การพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน รวมถึงเชื่อมโยงออกสู่ตลาดภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพัฒนา อ.ตากใบ ให้เป็นพื้นที่ตัวอย่างการพัฒนาพื้นที่ขยายผลโครงการพระราชดำริอย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ

ทั้งนี้ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาทางด้านการเกษตร มีพื้นที่ชลประทานและทรัพยากรดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ศักยภาพของพื้นที่ในการผลิตสินค้าเกษตรของ อ.ตากใบ พบว่า มีพื้นที่เขตเกษตรชลประทาน ร้อยละ 85 ของพื้นที่ ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่ามีการทำนาข้าวร้อยละ 17.07 การปลูกยางพาราร้อยละ13.43 ปาล์มน้ำมัน ร้อยละ 11.44 มะพร้าวร้อยละ 5.85 และไม้ผลผสมร้อยละ 5.56 อีกทั้งยังมีสินค้าทางประมงขึ้นชื่อ คือปลากุเลาเค็ม มีการผลิตด้านปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและยังเป็นอำเภอที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย สามารถรวบรวมขายส่งสินค้าทางเกษตรในพื้นที่ อ.ตากใบ และรอบนอก เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

‘ธรรมนัส’ชูผู้นำคุณภาพ ขับเคลื่อนภาคเกษตรในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761694

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรฯ รุ่นที่ 6 หลักสูตรผู้นำในวันพรุ่งนี้ (Leaders for Tomorrow)หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง รุ่นที่ 83-85 และหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง รุ่นที่ 104–107 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และผู้ผ่านการอบรม 980 คน เข้าร่วม ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. ว่าการฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการความรอบรู้ในมิติของวิชาการ การทำงาน สังคม และชีวิต ตลอดจนสร้างภาวะผู้นำ และมุมมองความคิดของนักบริหารยุคใหม่ เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ โดยจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อระบบบริหารจัดการในระดับกรม/กองต่างๆ สามารถพัฒนาภารกิจในภาคการเกษตรให้ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่นักบริหารระดับสูงทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของงาน และสอดคล้องกับนโยบายของหน่วยงาน ซึ่งจะเชื่อมโยงสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนาในภาพรวมของรัฐ

สำหรับหลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรฯ รุ่นที่ 6 (นบส.กษ.) มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 64 คน หลักสูตรผู้นำในวันพรุ่งนี้ (Leaders forTomorrow) 51 คน หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 83-85 จำนวน 347 คน และหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 104–107 จำนวน 518 คน โดยหวังผลจากการฝึกอบรม 3 ประการ คือ 1.ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีความรู้ แนวคิด และกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรองรับภารกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในปัจจุบันและอนาคต 2.ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีภาวะผู้นำ และพร้อมที่จะบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.ผู้ผ่านการฝึกอบรมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันขณะเข้ารับการฝึกอบรม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของตนเอง และได้ใช้เครือข่ายช่วยบูรณาการงานของกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป

อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ และบทบาทของผู้บริหารควรมีการพัฒนา รับรู้ และให้เกิดความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ได้แก่ 1.เข้าใจนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงเกษตรฯ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงานได้อย่างชัดเจน 2.มีความเชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบ และเข้าใจบทบาทภาวะผู้นำยุคใหม่ หลักการบริหาร การวางแผน การนำเสนอ ประชาสัมพันธ์ การบริการที่ดี และการพัฒนาบุคลิกภาพ และ 3.มีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดีรวมถึงการพัฒนาบุคลากรในสังกัดให้มีอุดมการณ์และมีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดีและหวังว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมจะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปปรับใช้และพัฒนางานที่รับผิดชอบให้เกิดประโยชน์และเกิดความร่วมมือในการทำงานอย่างบูรณาการ เพื่อความสำเร็จในการพัฒนางานให้เข้มแข็งต่อไป

‘ไชยา’รับหนังสือ เกษตรกรรายย่อย เร่งปราบหมูเถื่อน มุ่งการผลิตวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761690

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับมอบหนังสือจากตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ในประเด็นราคาผลผลิตตกต่ำ การลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรแช่แข็งผิดกฎหมาย รวมถึงการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ว่าให้ความสำคัญกับเกษตรกรทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย หลังจากได้กำกับดูแลการปราบปรามสินค้าภาคการเกษตรที่นำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะด้านปศุสัตว์ ซึ่งได้เร่งดำเนินการปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนจากต่างประเทศ สำหรับกรณีที่มีตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งเนื้อสุกรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบก่อนนำเข้านั้น กรมปศุสัตว์ จะบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างโปร่งใส

สำหรับแนวทางการเร่งแก้ไขปัญหา อุปสรรค จากข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ในประเด็นโรคระบาดในสัตว์นั้น จะตั้งคณะกรรมการในการศึกษาเรื่องการผลิตวัคซีนป้องกันโรคระบาดให้แก่เกษตรกรรายย่อย เพื่อเป็นการลดการพึ่งพาวัคซีนจากต่างประเทศรวมถึงแนวทางการสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรรายย่อย มีช่องทางการจำหน่ายในประเทศมากขึ้นตามนโยบายด้านเกษตรกรรม “ตลาดนำนวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” โดยนายเศรษฐาทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ใช้กลไกอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอาทิ การเข้ามาดูแลด้านราคาผลผลิตเกษตรให้เป็นธรรม การเพิ่มโอกาสทางการค้าและกลไกตลาดโดยอาศัยความมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นต้น

พฤติกรรมเลียนแบบ ที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761649

พฤติกรรมเลียนแบบ ที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

พฤติกรรมเลียนแบบ ที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.40 น.

เมื่อเด็กเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น พูดคำหยาบก้าวร้าวรุนแรงมากขึ้น พ่อแม่มักจะไม่รู้ตัวว่าเด็กไปเรียนรู้พฤติกรรมเหล่านี้มาจากไหน ซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมจากคนในครอบครัว คนใกล้ชิดสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น FacebookYouTube TikTok โดยบางครั้งการเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านั้น เด็กก็อาจไม่รู้ความหมายในสิ่งที่กำลังพูดหรือกำลังทำอยู่

แพทย์หญิงอริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์ Bangkok Mental Health Hospital (BMHH) กล่าวว่าพฤติกรรมการเลียนแบบสามารถอธิบายตามแนวคิดและทฤษฎีจิตวิทยาของบันดูราได้ว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ส่วนมากเป็นการสังเกตจนเกิดการเลียนแบบ เพราะมนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเด็กจะเห็นพ่อ แม่ เพื่อน หรือแม้กระทั่งบุคคลจากสื่อต่างๆ ทำพฤติกรรมเช่นใด เด็กจะซึมซับพฤติกรรมนั้นมา

อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรม นั้นมีดังนี้ คนเรามักจะเลียนแบบพฤติกรรมจากคนที่มีลักษณะคล้ายกับตัวเอง เพราะมองว่าเป็นเรื่องง่ายต่อการนำพฤติกรรมเหล่านั้นมาปรับใช้กับตัวเอง เช่น อายุใกล้กัน เพศเดียวกัน มุมมองแนวคิดคล้ายกัน สนใจหรือให้คุณค่าในสิ่งที่คล้ายกัน

เด็กสามารถมีต้นแบบได้หลายคนไม่ว่าจะเป็นบุคคลในชีวิตจริง เช่นผู้ปกครอง ลูกพี่ลูกน้อง หรือเป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นผ่านสื่อต่างๆ โดยบุคคลต้นแบบนั้นมีผลลัพธ์อะไรบางอย่างที่บุคคลผู้เลียนแบบอยากมีพฤติกรรมที่ได้รับคำชื่นชมหรือให้ผลในเชิงบวก มักเป็นพฤติกรรมที่ถูกนำมาเลียนแบบมากกว่า พฤติกรรมที่ให้ผลในเชิงลบ เช่น นักเรียนได้รับคำชื่นชมเมื่อกล้าถามคำถามคุณครู ทำให้เด็กคนอื่นในห้องเรียนมีพฤติกรรมถามคำถามมากขึ้น

บุคคลมักเลียนแบบบุคคลที่มีสถานะสูงกว่า เช่น หัวหน้างาน บุคคลมีชื่อเสียง หรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในด้านที่สนใจ

บุคคลมักเลียนแบบพฤติกรรมของบุคคลที่มีความสนใจในด้านเดียวกัน เพราะพฤติกรรมของบุคคลต้นแบบมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมตัวเอง ทำให้ง่ายที่จะประสบความสำเร็จได้คล้ายกัน เช่น เด็กชอบว่ายน้ำ แล้วมีนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติเป็นต้นแบบ

บุคคลรอบข้างมีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก เช่น ถ้าเด็กเลียนแบบพฤติกรรมของคนใกล้ชิดแล้วได้รับคำชม หรือรางวัล เด็กจะจดจำและมีแนวโน้มจะทำพฤติกรรมนั้นซ้ำต่อไป เช่น เด็กหญิงเล่นตุ๊กตาแบบทะนุถนอมตามแบบพี่ แล้วผู้ปกครองพูดชมว่าเป็นเด็กอ่อนโยนเหมือนพี่ก็ได้รับคำชมก่อนหน้านี้ ทำให้เด็กอยากทำพฤติกรรมนั้นไปเรื่อยๆ เรียกกระบวนเหล่านี้ว่าการเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) แต่ถ้าเด็กดื้อซนแล้วผู้ปกครองตักเตือนหรือทำโทษอย่างเหมาะสม จะทำให้พฤติกรรมดื้อซนลดลงได้

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมเลียนแบบเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของเด็กที่มีทั้งผลดีและผลลบ พ่อแม่จึงควรสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีพฤติกรรมที่เลียนแบบในเชิงบวก ก็สามารถสนับสนุนบุตรหลานต่อไปได้ในทางที่ถูกต้อง ส่วนเด็กที่เริ่มมีพฤติกรรมเลียนแบบไม่เหมาะสม พ่อแม่ควรเข้าไปพูดคุยอธิบายด้วยเหตุผล แต่ถ้าเข้าไปพูดคุยแล้ว เด็กยังมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้นแนะนำให้มาปรึกษาจิตแพทย์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761647

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : อ้วนแบบนี้ เรียกว่าโรคอ้วน

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

ปกติแล้วคนไทยส่วนหนึ่งชอบทักทายคนที่ไม่ได้พบเจอกันนานๆ ว่า อ้วนขึ้น ผอมลง หรือเปล่า

แต่ในระยะหลัง กลุ่มผู้ระวังเรื่องที่กระทบความรู้สึก และคำนึงถึงมารยาทต่างออกมารณรงค์ว่า ไม่ควรทักแบบนี้ เพราะอาจทำให้ผู้ถูกทักเสียความรู้สึก และขาดความมั่นใจ 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะไม่มีใครคอยทัก เราเองก็ต้องระมัดระวังน้ำหนักตัวไม่ให้น้อยหรือมากเกินไป เพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคร้ายแรงหลายโรค

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า เราควรมีนำ้หนักตัวเท่าใดจึงจะเหมาะสม การที่เราควรหนักเท่าใดขึ้นกับความสูงของเรา ซึ่งความสูงนี้อันที่จริงก็ไม่ใช่ค่าคงที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เข้าสู่วัยทอง ดังนั้นนอกจากเราจะต้องคอยชั่งน้ำหนักเรื่อยๆ แล้ว ก็ควรวัดส่วนสูงเป็นระยะๆ ด้วยเช่นกัน ที่ต้องทั้งชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงก็เพราะเราจะนำมาคิดค่าดัชนีมวลกาย (body mass index : BMI) โดย เอาน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร แล้วยกกำลัง 2 เช่น คนน้ำหนัก 62 กิโลกรัม สูง 162 เซนติเมตร หรือ 1.62 เมตร เมื่อคิดดัชนีมวลกายจะได้ 23.6 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 

หากไม่ชอบจำสูตรหรือกดเครื่องคิดเลข เดี๋ยวนี้ใน internet เราสามารถเข้าเว็บไซต์โดยค้นหาคำว่า คำนวณดัชนีมวลกาย จากนั้นเลือกสักเว็บหนึ่ง แล้วกรอกค่าต่างๆ เข้าไป ก็จะได้ค่าดัชนีมวลกายของเรา บางเว็บแปลผลให้ด้วยว่าค่าที่ได้เข้าข่าย น้ำหนักเกินหรืออ้วนระดับใด ซึ่งค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะกันควรอยู่ในช่วง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ค่า 23-24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และค่า 25 ขึ้นไป คือเป็นโรคอ้วนแล้ว

โรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกรวมถึงในประเทศไทยด้วย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกปี พ.ศ. 2557 พบว่า ทั่วโลกมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนอย่างน้อย 600 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบว่า ในปี 2557 อัตราความชุกของภาวะอ้วนในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป มีอัตราร้อยละ 37.7 ถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขอย่างมาก เพราะโรคต่าง ๆ ที่พบร่วมกัน หรือมีความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงมีอีกหลายโรค เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต ข้อเข่าเสื่อม หยุดหายใจขณะหลับ ไปจนถึงมะเร็งบางชนิดที่พิสูจน์ทราบแล้วว่าความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น มะเร็งเต้านม ตับ ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

โดยทั่วไปคงไม่มีใครอยากอ้วน เพราะเมื่ออ้วนแล้วก็อึดอัด ทำอะไรไม่สะดวก ใส่เสื้อผ้าไม่สวยแล้วดูไม่สวยอย่างที่อยากสวย เจ็บเข่าเจ็บขาเวลาเดิน เป็นที่ทราบดีว่าโรคอ้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตไม่สมดุลกล่าวอย่างง่ายคือ กินมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันส่วนที่เกินจึงถูกสะสมไว้จนเป็นโรคอ้วนในที่สุด 

นอกจากเรื่องสมดุลพลังงานแล้ว อาการป่วยบางอย่างยังส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำเกินไป โรคที่เกิดความผิดปกติของต่อมใต้สมองบางชนิด โรคทางจิตเวชบางชนิดซึ่งส่งผลให้กินมากผิดปกติ รวมถึงเป็นผลมาจากยาบางชนิด ดังนั้นหากเรามั่นใจว่าเรากินปกติ ออกกำลังกายเหมาะสมแล้ว แต่ยังมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เราควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความอ้วนที่เกิดขึ้น

แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มียาที่รักษาโรคอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปราศจากผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายรวมถึงรายการยาที่มีข้อมูลจากการวิจัยยืนยันแล้วว่าพอจะใช้ช่วยลดน้ำหนักได้ ก็มีน้อยมาก ยาลดความอ้วนหลายตัวที่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ ก็ถูกถอนทะเบียนออกจากตลาด เพราะให้ผลข้างเคียงรุนแรงจนถึงชีวิต

ตัวอย่างล่าสุดคือกรณียาลดความอยากอาหาร sibutramine ที่บริษัทผู้ผลิตได้ถอนทะเบียนจากตลาดโดยสมัครใจตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เมื่อผลทดลองชี้ให้เห็นว่ายานี้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองถึงร้อยละ 16

ดังนั้น วิธีปลอดภัยที่สุดในการจัดการกับปัญหาน้ำหนักที่มากเกินไปคือ ต้องมีความรู้เรื่องสารอาหารและพลังงานที่ได้จากอาหารแต่ละชนิด เพื่อให้เรากินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกินจากที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ รวมถึงมีความรู้ด้านการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนเกินให้หมด เสริมสร้างกล้ามเนื้อสำคัญๆ ให้แข็งแรง เพราะยาที่ใช้ลดความอยากอาหารมีประสิทธิภาพต่ำและอาจก่อให้เกิดอันตราย มากจนไม่คุ้มความเสี่ยง 

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดน้ำหนัก อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกถึงยาลดความอ้วนในรูปแบบปากกา ที่โฆษณาแพร่หลายในสื่อต่างๆ บางคนอาจสงสัยว่ามีจริงหรือ ออกฤทธิ์อย่างไร ได้ผลมากแค่ไหน และใครคือคนที่ควรใช้ยานี้ เรามาติดตามรายละเอียดเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้าค่ะ

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทำงานหนัก เสริมด้วยวิตามินวัยทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761646

ทำงานหนัก เสริมด้วยวิตามินวัยทำงาน

ทำงานหนัก เสริมด้วยวิตามินวัยทำงาน

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.10 น.

ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วเช่นปัจจุบัน ส่งผลให้วัยทำงานต้องเผชิญกับชีวิตที่ยุ่งเหยิง ความเครียดที่ถาโถม จนไม่มีเวลาดูแลตัวเองด้วยเหตุนี้ หนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพที่ง่าย สะดวก และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่สุดคือ การรับประทานวิตามินรวม ที่เรียกได้ว่าเป็น “วิตามินวัยทำงาน” ซึ่งแพทย์ American Board of Anti-Aging Medicineจาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ให้ข้อมูลถึงสารอาหารที่จำเป็นสำหรับวัยทำงานที่ควรทานและมีติดไว้ คือ

วิตามินบี ได้แก่ บี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี9 (โฟเลต) และบี12 เป็นวิตามินคนทำงานหนักอย่างแท้จริง เพราะมีบทบาทสำคัญในการสร้างพลังงานและจัดการความเครียด ช่วยในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน เสริมสร้างระบบประสาทที่แข็งแรง และรวมถึงส่วนของการควบคุมอารมณ์ ดังนั้นการบริโภควิตามินรวมที่มีส่วนผสมของวิตามินบีในปริมาณที่เพียงพอย่อมเป็นการเพิ่มระดับพลังงาน เสริมการทำงานของสมอง และต่อสู้กับความเหนื่อยล้าที่เกิดจากความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ยอดเยี่ยม ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ต้านทานการโจมตีจากอนุมูลอิสระ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาวะชีวิตที่เคร่งเครียดเร่งรีบนอกจากนี้ วิตามินคนทำงานหนักอย่างวิตามินซี ยังมีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งช่วยในการบำรุงรักษาสุขภาพผิว เหงือกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ดังนั้น จึงควรเลือกวิตามินรวมที่มีวิตามินซีผสมอยู่ด้วยเช่นกัน 

วิตามินดี อีกหนึ่งวิตามินวัยทำงานที่ขาดไม่ได้ในวิตามินรวม โดยเฉพาะวัยทำงานที่ชีวิตส่วนใหญ่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์ก็คือวิตามินดี เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่กล่าวมาทำให้ได้รับแสงแดดธรรมชาติซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์วิตามินดีไม่เพียงพอ และอาจเกิดภาวะขาดวิตามินดี โดยวิตามินชนิดนี้มีความสำคัญต่อความแข็งแรงของกระดูก การทำงานของภูมิคุ้มกัน และการควบคุมอารมณ์

แมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมีมากกว่า 300 ปฏิกิริยาในร่างกาย มีบทบาทในการเผาผลาญพลังงาน การจัดการความเครียด และการทำงานของกล้ามเนื้อ และเนื่องจากวัยทำงานมักจะประสบกับความเครียดสูง ซึ่งอาจทำให้ระดับแมกนีเซียมในร่างกายลดลง โดยอาจส่งสัญญาณเตือนมาในรูปแบบของการเป็นตะคริว ดังนั้นหากต้องการบำรุงร่างกายโดยวิตามินรวมก็ไม่ควรมองข้ามแมกนีเซียม 

กรดไขมันโอเมกา 3 โดยเฉพาะในส่วนของ EPA และ DHA จำเป็นต่อการทำงานของสมอง การควบคุมอารมณ์ การทำงานของหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้น ยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและเสริมสร้างระบบประสาทอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นวิตามินวัยทำงานอย่างแท้จริง 

โคเอนไซม์คิวเท็น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศและเป็นองค์ประกอบหลักสำหรับการผลิตพลังงานในระดับเซลล์ เนื่องจากวัยทำงานต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจไม่เว้นแต่ละวันการบำรุงร่างกายด้วยโคเอนไซม์คิวเท็นจะช่วยให้การเผาผลาญพลังงาน รวมถึงการจัดการอารมณ์ความเครียดทำได้ดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์การเป็นวิตามินคนทำงานหนักอย่างยิ่ง

ธาตุเหล็ก มีบทบาทสำคัญในการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งนำออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ดังนั้น หากขาดธาตุเหล็กร่างกายก็อาจจะรู้สึกเหนื่อยล้า สมองทำงานได้ไม่แจ่มใส ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมที่ลดลง ด้วยเหตุนี้ หากกำลังมองหาวิตามินวัยทำงานที่ครบถ้วน ก็ควรที่จะพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีธาตุเหล็กรวมอยู่ด้วยหรือไม่ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่สุด

โรงแรม BWHSM เปิดประสบการณ์ความมหัศจรรย์ของอินโดนีเซีย ด้วยทริป 5 วันอันน่าตื่นตาตื่นใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761644

โรงแรม BWHSM เปิดประสบการณ์ความมหัศจรรย์ของอินโดนีเซีย ด้วยทริป 5 วันอันน่าตื่นตาตื่นใจ

โรงแรม BWHSM เปิดประสบการณ์ความมหัศจรรย์ของอินโดนีเซีย ด้วยทริป 5 วันอันน่าตื่นตาตื่นใจ

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรงแรม Best Western Premier Agung Resort Ubud

สำหรับนักเดินทางที่หลงใหลธรรมชาติไปพร้อมๆ กับวัฒนธรรมพื้นถิ่น BWH Hotels สร้างทริปอันดื่มด่ำตลอด 5 วันในอินโดนีเซีย ที่เผยให้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของจาการ์ตาและบาหลี หรือเกาะแห่งเทพเจ้า พร้อมการพักผ่อนในโรงแรมและรีสอร์ทของ BWH Hotels ที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและความรื่นรมย์ตลอดการเดินทาง

ด้วยเกาะ 17,000 เกาะ เรียงรายราวกับไข่มุกที่ส่องประกายระยิบระยับระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก อินโดนีเซีย จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่สวยงามตระการตา อุดมไปด้วยวัฒนธรรมและมีความหลากหลายทางธรรมชาติ ทริปที่ยอดเยี่ยมตลอด 5 วันในอินโดนีเซีย ทำให้เราได้สำรวจสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ที่สุด ตั้งแต่การผจญภัยในจาการ์ตา เมืองหลวงที่มีชีวิตชีวาของอินโดนีเซีย ไปจนถึงชายหาดอันแสนสุขและภูมิทัศน์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ใน “เกาะแห่งเทพเจ้า” (TheIsland of The God) อย่างบาหลี

ทริปครึ่งวันแรกใน จาการ์ตา เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยสีสัน เหมาะที่จะเริ่มต้นที่สถานที่สำคัญที่สุดทางศาสนาอย่าง มัสยิดอิสติกลัล (Istiqlal) มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอันดับที่ 8 ของโลก รวมทั้ง อาสนวิหารจาการ์ตา (Jakarta Cathedral) อันงดงาม อายุ 122 ปี ที่อยู่ตรงข้ามกันเป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกเก่าแก่กลางเมืองสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบนีโอ-โกธิค ต่อด้วย อนุสาวรีย์แห่งชาติสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของอินโดนีเซีย และถนนที่มีชีวิตชีวาอย่างไชน่าทาวน์จาการ์ตา เต็มไปด้วยร้านอาหารจีนและร้านรวงอื่นๆ ที่ทำให้มื้ออาหารค่ำของคืนแรกน่าจดจำ แล้วกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม Best WesternSenayan โรงแรมขนาดกลาง ทันสมัยจำนวน 137 ห้อง ตั้งอยู่ใจกลางสามเหลี่ยมทองคำของจาการ์ตา รายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มีร้านอาหาร “Chill in Café” บริการตลอด 24 ชั่วโมง และห้องประชุมมากถึง 5 ห้องซึ่งตอบโจทย์นักเดินทาง ไม่ว่าจะมาประชุมธุรกิจหรือพักผ่อนกับครอบครัวในเวลาเดียวกัน

ด้วยแรงบันดาลใจจากมรดกทางวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย วันที่สองของทริป จึงเริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมสวนจำลองอินโดนีเซีย (Taman MiniIndonesia Indah) เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจทางวัฒนธรรมขนาด 625 ไร่รวบรวมสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรมอินโดนีเซียไว้ในสถานที่เดียว พร้อมสวนพักผ่อนขนาดใหญ่ พิพิธภัณฑ์ และความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัว ต่อด้วยการเที่ยวชมจัตุรัส Fatahillah ใน Old Batavia ซึ่งเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมืองมีเรื่องราวหุ่นเชิดชวาแบบดั้งเดิมที่ Makhutarama Puppet Studioที่แสนจะดึงดูดใจ ปิดท้ายวันด้วยอาหารค่ำแบบพื้นเมือง ที่ PIK2 (Pantai Indah Kapuk) หรือเมืองจาการ์ตาแห่งใหม่ริมทะเลพร้อมหาดทรายขาว Aloha แล้วกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม Best Western Premier The Hive โรงแรมหรูมีสไตล์จำนวน 188 ห้อง ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ Cawang ของจาการ์ตา หลับสบายได้ตลอดคืนกับห้องพักที่กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มองเห็นวิวเมือง ตึกสูงรถราที่วิ่งขวักไขว่ สามารถใช้เวลาช่วงเช้าที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้กลางแจ้ง หรือสปา โดดเด่นด้วยการนวดผ่อนคลายในแบบอินโดนีเซีย แล้วเก็บกระเป๋าเดินทางเตรียมขึ้นเครื่องเดินทางต่อไปยังบาหลี

บินจากจาการ์ตามาถึงบาหลีได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและมีสไตล์ในแบบชาวบาหลี (Baliness) ที่ โรงแรม Best Western Kamala Jimbaran ด้วยทำเลที่ตั้งที่ดีเยี่ยม เข้าถึงชายหาดที่สวยงามหลายแห่งได้สะดวก รีสอร์ทหรู120 ห้องแห่งนี้จึงสมบูรณ์แบบสำหรับผู้แสวงหาการพักผ่อนและการประชุม ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกของรีสอร์ท เพื่อผ่อนคลายจากการเดินทาง เช่น จิบเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ ล็อบบี้เลานจ์ นวดผ่อนคลายที่สปา และสระว่ายน้ำ ในช่วงเย็นมุ่งหน้าไปยังหาดทรายอันอ่อนนุ่มของชายหาดจิมบารัน (Jimbaran Beach) ชายหาดที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกถึงความงดงามของพระอาทิตย์ตกอันแสนจะโรแมนติกรวมทั้งบาร์บีคิวอาหารทะเลแบบพื้นเมืองเพื่อต้อนรับการมาเยือนบาหลีของคุณในวันแรก

มื้อเช้าวันที่สองในบาหลี เพลิดเพลินกับบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าอันหลากหลาย เสริมด้วยอาหารท้องถิ่นในห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นเดินทางต่อไปยังอูบุด (Ubud) ศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของบาหลี หรือ“เกาะแห่งเทพเจ้า” (The Island of The God) เพื่อเริ่มทัวร์อันน่าหลงใหลที่ Monkey Forest ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้เผชิญหน้ากับประชากรสัตว์วานร หรือฝูงลิงที่ซุกซนและมีเสน่ห์ อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและป่าไม้อันเขียวขจีในอูบุด ต่อด้วย นาข้าวขั้นบันได Tegalalang ที่ตกกระทบเป็นประกาย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก รวมถึงความตื่นเต้นที่ได้นั่งถ่ายภาพบนชิงช้าจังเกิลสวิงอันโด่งดัง จากนั้นเดินทางไปยังตลาดอูบุดอันแสนจะคึกคัก เต็มไปด้วยร้านรวงที่ขายสินค้าพื้นเมืองหลากหลายชนิด และเดินต่อไปยัง วัดทามันสรัสวตี (Taman Saraswati Temple) อันศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแบบพื้นเมือง ซึ่งทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ ก่อนเดินเข้าชมความงดงามของสถาปัตยกรรมในวัดแห่งนี้

จากนั้นไปเยี่ยมชมโรงแรม Best Western Premier Agung Resort Ubud รีสอร์ทพักผ่อนสไตล์บาหลีสุดหรู เงียบสงบ พร้อมสระว่ายน้ำหลายชั้น ล้อมรอบด้วยป่าเขียวชอุ่มและต้นปาล์มที่พลิ้วไหว พร้อมเพลิดเพลินกับมื้อกลางวันด้วยเมนูอาหารท้องถิ่นแบบดั้งเดิม ที่ร้านอาหารของโรงแรม

แล้วเดินทางกลับไปยังจิมบารันช่วงบ่ายอันน่าหลงใหลก็จบลงด้วยการเยี่ยมชมวัดอูลูวาตู (Uluwatu Temple)สถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนหน้าผา ตั้งอยู่บนปลายด้านตะวันตกของคาบสมุทรบูกิตของบาหลี นักท่องเที่ยวต่างมาจับจองที่นั่งเพื่อชมพระอาทิตย์ตกอันงดงามพร้อมการแสดงเต้นรำเคชักสุดคลาสสิกซึ่งเป็นการแสดงพื้นเมืองดั้งเดิมที่เร้าใจปิดท้ายด้วยอาหารค่ำมื้อพิเศษที่ห้องอาหารของโรงแรม Best Western Kamala Jimbaran ลิ้มลองอาหารพื้นเมืองและขนมหวานหลากหลายของอินโดนีเซีย รสชาติดีทีเดียว

ในวันสุดท้ายของแผนการเดินทางยังมีเวลาสำรวจความมหัศจรรย์ทางตอนใต้ของบาหลี ที่หลายคนสงสัยตั้งแต่มองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบินแล้วว่า รูปปั้นเทวรูปสูงใหญ่นี้คืออะไร? คำตอบคือ รูปปั้นเทวรูป Garuda Wisnu หรือ “พระวิษณุบนครุฑ” หนึ่งในเทวรูปมหึมาที่สูงและใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ภายในสวนวัฒนธรรม Garuda Wisnu Kencana สถานที่ทางวัฒนธรรมอันมหัศจรรย์ที่สำคัญที่สุดของบาหลี ที่เราสามารถค้นพบมรดกทางจิตวิญญาณของเกาะและนิทานพื้นบ้านในท้องถิ่น จากนั้นเดินทางต่อไปยังหาด Tanah Barak และหาด Pandawa เดินเล่นบนหาดทรายและชมจุดเล่นเซิร์ฟอันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะแห่งนี้ และแล้วการผจญภัยห้าวันที่เต็มไปด้วยสีสันและเสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ก็จบลงด้วยการรับประทานอาหารกลางวันพร้อมชมความสวยงามของมหาสมุทรอินเดียในวันที่ฟ้าสวยแดดใส

BWH Hotels เป็นหนึ่งในบริษัทด้านการบริการชั้นนำในอินโดนีเซีย โดยมีโรงแรมและรีสอร์ท 17 แห่งทั่วหมู่เกาะ รวมถึงโรงแรมในเมืองที่มีสไตล์ 3 แห่งในจาการ์ตาและรีสอร์ทบนเกาะ 6 แห่งในบาหลี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรม BWH พร้อมโปรโมชั่นต่างๆ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ bwh.com

รูปปั้นเทวรูป Garuda Wisnu หรือ “พระวิษณุบนครุฑ”

รูปปั้นเทวรูป Garuda Wisnu หรือ “พระวิษณุบนครุฑ”

อาสนวิหารจาการ์ตา (Jakarta Cathedral)

อาสนวิหารจาการ์ตา (Jakarta Cathedral)

หุ่นเชิดชวาแบบดั้งเดิม

หุ่นเชิดชวาแบบดั้งเดิม

ชายหาดจิมบารัน (Jimbaran Beach)

ชายหาดจิมบารัน (Jimbaran Beach)

วัดทามันสรัสวตี (Taman Saraswati Temple)

วัดทามันสรัสวตี (Taman Saraswati Temple)

การแสดงเต้นรำเคชักสุดคลาสสิก

การแสดงเต้นรำเคชักสุดคลาสสิก

หาด Tanah Barak

หาด Tanah Barak

ของที่ระลึกพื้นเมืองที่ตลาดอูบุด

ของที่ระลึกพื้นเมืองที่ตลาดอูบุด

Monkey Forest

Monkey Forest

ข้าวผัดอินโดนีเซีย หรือ Nasi Goreng Kampung

ข้าวผัดอินโดนีเซีย หรือ Nasi Goreng Kampung

โรงแรม Best Western Senayan

โรงแรม Best Western Senayan

โรงแรม Best Western Premier The Hive

โรงแรม Best Western Premier The Hive

โรงแรม Best Western Kamala Jimbaran

โรงแรม Best Western Kamala Jimbaran

‘เหม็ง แซ็ปนัว’โฉมใหม่ เอาใจคนรัก จิ้มจุ่ม-ส้มตำ พร้อมเสิร์ฟเมนูไทยอีสานโมเดิร์น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761665

‘เหม็ง แซ็ปนัว’โฉมใหม่ เอาใจคนรัก จิ้มจุ่ม-ส้มตำ พร้อมเสิร์ฟเมนูไทยอีสานโมเดิร์น

‘เหม็ง แซ็ปนัว’โฉมใหม่ เอาใจคนรัก จิ้มจุ่ม-ส้มตำ พร้อมเสิร์ฟเมนูไทยอีสานโมเดิร์น

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในเครือ เคทีเรสทัวรองท์ จำกัด ผู้บริหารร้านอาหาร “เหม็งแซ็ปนัว” จัดงานเปิดตัวโฉมใหม่ร้านอาหารไทยสไตล์อีสานโมเดิร์น “เหม็ง แซ็ปนัว” นำทัพมาด้วยเมนูเพื่อคนรักอย่าง จิ้มจุ่ม-ส้มตำ รวมไปถึงอาหารจานเดียว เมนูเด็ดตามฤดูกาล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “แซ็ป สนุกอร่อยนัว ชัวร์ทุกวัน” ภายในงานได้รับเกียรติจาก สมบัติ หงส์ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด เป็นประธานเปิดงาน พร้อมความสนุกสนานจาก พัดชา-ชนุดม สุขสถิต กับบทเพลง “ไปเหม็ง แซ็ปนัว แล้วมันโดนใจ” ที่แต่งขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ รวมถึงมินิแฟชั่นโชว์ยูนิฟอร์มใหม่ของพนักงาน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ร้านเหม็ง แซ็ปนัว ชั้น B ห้างสรรพสินค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา

สมบัติ หงส์ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด กล่าวว่า จากเดิมร้านชื่อ เหม็ง นัวนัว เราได้ทำการรีแบรนด์ดิ้งใหม่โดยเปลี่ยนชื่อเป็น “เหม็ง แซ็ปนัว” เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบอาหารไทยอีสาน ซึ่ง เหม็ง แซ็ปนัว เป็นร้านอาหารที่มีความอร่อย และสนุก สามารถทานได้ทุกวัน

“สำหรับโฉมใหม่ของเหม็ง แซ็ปนัว เอาใจคนรักอาหารไทยอีสานด้วยเมนูชูโรงอย่าง จิ้มจุ่ม ส้มตำในราคาสบายกระเป๋า อย่างจิ้มจุ่ม เริ่มต้นที่ชุดละ 99 บาทเหมาะสำหรับลูกค้าที่มาคนเดียวหรือ 2 คน น้ำซุปมีให้เลือกหลายแบบรวมถึงน้ำซุปตามฤดูกาล น้ำจิ้มรสเด็ดที่ช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อยให้กับจิ้มจุ่ม หรือจะเป็นเนื้อสัตว์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว ส่วนส้มตำก็มีส้มตำถาดรสจัดจ้านเครื่องเน้นๆ เมื่อทานส้มตำแล้วจะขาดไก่ทอดไม่ได้ เหม็ง แซ็ปนัว ก็มีเมนู ไก่สามสายทอดรมฟืนที่เรียกว่าเป็นเมนูซิกเนอร์เจอร์ของเรา และยังมีเมนูอาหารชุด อาหารจานเดียวที่แซ่บถึงเครื่องความเป็นไทยอีสานโมเดิร์น”

ในส่วนของการตกแต่งร้านก็มีความโมเดิร์นมากขึ้น เติมสีสันความสนุกด้วยการใช้โทนสีส้มแดง นำลายของงานจักสานของภาคอีสานมาเป็นธีมในการออกแบบและตกแต่งร้าน รวมถึงชุดยูนิฟอร์มใหม่ของพนักงาน มีการใช้งานจักสานบนโต๊ะอาหาร เช่น กล่องใส่เมนู-กระดาษทิชชู่ เพื่อเป็นการสนับสนุนงานฝีมือคนไทย และเพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “แซ็ป สนุก อร่อยนัว ชัวร์ทุกวัน” ของเหม็ง แซ็ปนัวจึงได้เชิญนักร้องชื่อดัง พัดชา-ชนุดม สุขสถิต สร้างสรรค์ผลงานเพลงเพื่อร้านเหม็ง แซ็ปนัวโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานในการทานอาหารกับเพลง “ไปเหม็ง แซ็ปนัว แล้วมันโดนใจ” ซึ่งใช้ทำนองของเพลงเทพสามตาอันโด่งดังมาประพันธ์เนื้อร้องใหม่ ที่ใครได้ฟังก็อยากจะลุกขึ้นเต้นอย่างแน่นอน

ปัจจุบัน เหม็ง แซ็ปนัว มีทั้งหมด 13 สาขา ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าชั้นนำ ได้แก่ แฟชั่น ไอส์แลนด์, ซีคอน บางแค, ซีคอน ศรีนครินทร์, เซ็นทรัล ศาลายา,เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัล พระราม 2, บิ๊กซี ติวานนท์,เดอะมอลล์ ท่าพระ, โลตัส นครอินทร์, อิมพีเรียล สำโรง, เทอร์มินอล 21 พระราม 3, โลตัส พัฒนาการ และ เกตเวย์ เอกมัย โดยมีแผนที่จะขยายสาขาอีก 5-6 แห่ง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เพื่อเฉลิมฉลองโฉมใหม่ เหม็ง แซ็ปนัว เมื่อทานอาหารครบ 1,200 บาท รับทันทีกระเป๋าสานสุดเก๋ ผลิตภัณฑ์ OTOP จากจังหวัดมุกดาหาร สวยเก๋ ไม่เหมือนใคร ตามสไตล์เหม็ง แซ็ปนัว ตลอดเดือนตุลาคม 2566 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นต่างๆ ของ เหม็ง แซ็ปนัว ได้ที่ Facebook: mengzapnua

สมบัติ หงส์ไพฑูรย์ เปิดหม้อจิ้มจุ่มเปิดตัว เหม็ง แซ็ปนัว โฉมใหม่

สมบัติ หงส์ไพฑูรย์ เปิดหม้อจิ้มจุ่มเปิดตัว เหม็ง แซ็ปนัว โฉมใหม่

สมบัติ หงส์ไพฑูรย์ และ พัดชา-ชนุดม สุขสถิต มาร่วมสร้างสีสันความแซ็ป ความนัว

สมบัติ หงส์ไพฑูรย์ และ พัดชา-ชนุดม สุขสถิต มาร่วมสร้างสีสันความแซ็ป ความนัว

พัดชา-ชนุดม สุขสถิต กับโชว์เพลง “ไปเหม็ง แซ็ปนัว แล้วมันโดนใจ”

พัดชา-ชนุดม สุขสถิต กับโชว์เพลง “ไปเหม็ง แซ็ปนัว แล้วมันโดนใจ”

เหม็ง แซ็ปนัว “แซ็ป สนุก อร่อยนัว ชัวร์ทุกวัน”

เหม็ง แซ็ปนัว “แซ็ป สนุก อร่อยนัว ชัวร์ทุกวัน”

แฟชั่นโชว์ยูนิฟอร์มใหม่ และกระเป๋าสานสุดเก๋

แฟชั่นโชว์ยูนิฟอร์มใหม่ และกระเป๋าสานสุดเก๋

เมนูเด็ดของเหม็ง แซ็ปนัว อาทิ จิ้มจุ่ม ส้มตำถาด ไก่สามสายย่างรมฟืน ปลากะพงทอดนํ้าปลา

เมนูเด็ดของเหม็ง แซ็ปนัว อาทิ จิ้มจุ่ม ส้มตำถาด ไก่สามสายย่างรมฟืน ปลากะพงทอดนํ้าปลา

Onitsuka Tiger คอลเลคชั่น Spring/Summer 2024 ในมิลานแฟชั่นวีค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/761671

Onitsuka Tiger คอลเลคชั่น Spring/Summer 2024 ในมิลานแฟชั่นวีค

Onitsuka Tiger คอลเลคชั่น Spring/Summer 2024 ในมิลานแฟชั่นวีค

วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่น นำเสนอคอลเลคชั่น Spring/Summer 2024 งานมิลานแฟชั่นวีค ที่เพิ่งปิดฉากลงไป ภายใต้การดูแลของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ อันเดรีย ปอมปิลิโอ (Andrea Pompilio)

ธีมของคอลเลคชั่นคือ “PersonalLayered” ด้วยการผสมผสานเลเยอร์ รวมไปถึงความไม่สมมาตร การรวมไว้ด้วยกัน คัตเอาท์ และการใช้ระยะตัดขอบ ทำให้สามารถแสดงออกถึงสไตล์ส่วนตัวได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งจะช่วยพัฒนาธีมของการเลเยอร์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแบรนด์ ให้อารมณ์ที่มีความซับซ้อน ทันสมัย และสง่างาม ซึ่งช่วยรักษา DNA ของแบรนด์ไว้ผ่านซิลูเอตอันพลิ้วไหว

วิธีการเลเยอร์แบบดั้งเดิมและมีวอลลุ่มถูกแสดงออกผ่านเสื้อตัวนอกทรง cocoon เสื้อโค้ทที่ยังคงมีน้ำหนักเบา ในขณะที่เสื้อตัวใน เสื้อเชิ้ต เสื้อโปโล กางเกงขาสั้นทรงเบอร์มิวดา และกางเกงขายาวทรงขากว้าง ทั้งหมดนี้ได้สร้างเลเยอร์ที่ไม่สมมาตร ถึงแม้ว่าคอลเลคชั่นนี้จะมาจากแนวคิดธรรมดา แต่ก็ถูกประกอบขึ้นด้วยชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง

ผลงานที่เป็นไอเท็มคลาสสิกของผู้ชาย ก็ได้รับการตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งตรงกันข้ามกับความโรแมนติกสำหรับเสื้อผ้าของผู้หญิง สำหรับผู้ชายการตัดเย็บจะมีความนุ่มนวลแต่แม่นยำ ปกปิดแต่ไม่ปิดบังรายละเอียด เช่น การเลเยอร์ของชั้นผ้าและเนื้อผ้า สำหรับผู้หญิงองค์ประกอบรายละเอียดผสมผสานกันเพื่อสร้างรูปลักษณ์ที่ดูเฟมีนีนอันประกอบไปด้วยความโปร่งใส ความไม่สมมาตร และนวัตกรรมการคัตเอาท์ที่ตัดเว้าแหว่งซึ่งเผยให้เห็นร่างกาย

รายละเอียดที่มีความขี้เล่น อย่างเสื้อกล้ามที่ผ่าด้านข้าง ชุดเดรสและเสื้อยืดที่มีคัตเอาท์ ความยาวที่ต่างกันกระโปรงผ้าเจอร์ซีย์ และกางเกงขาสั้นผ้าแคนวาสสไตล์เบอร์มิวดา ทำให้เกิดซิลูเอตที่คาดไม่ถึงขึ้นในการเลเยอร์ ในส่วนของวัสดุนั้นก็มีความสำคัญมาก เช่น ผ้าฝ้ายที่ใช้ได้ทั้งสองด้าน (double-faced cotton) ที่เป็นทรงแต่ไม่แข็งกระด้าง และผ้าถักไนลอนซีทรูที่เผยให้เห็นผิวหนัง นอกจากนี้ ยังมีลายพิมพ์ดอกไม้ที่เป็นงานคอลลาบอเรชั่นร่วมกับ nowartt แบรนด์กราฟิกสิ่งทอชื่อดังของญี่ปุ่นซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบทั้งสี่ที่ประกอบกันเป็นสรรพสิ่ง ทั้งดิน น้ำ ลม และไฟ

โทนสีในคอลเลคชั่นนี้ ประกอบไปด้วย สีดำ สีเทาซีเมนต์ และสีเขียวเซจซึ่งตัดกับลายพิมพ์ดอกไม้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันด้วยสีเหลือง Tiger Yellow อันเป็นเอกลักษณ์ของ Onitsuka Tiger ซึ่งพบได้ในรองเท้าและกระเป๋า

สนีกเกอร์ ก็มีดีไซน์ใหม่ที่มีความสูงแตกต่างกัน (แบบสลิปออนไฮคัท และรองเท้าบู๊ทหุ้มข้อ) แต่ละแบบนั้นมีอัปเปอร์ที่ทำจากผ้าใบเคลือบและตัดด้วยสีเหลืองสดที่บริเวณด้านหน้าของพื้นรองเท้า นอกจากนี้ ยังมีรองเท้าบู๊ทหนังสีเหลืองสดและสีดำ รองเท้าแซนดัลที่มีแพลตฟอร์มพร้อมเชือกสำหรับผูกข้อเท้า มีทั้งแบบที่ทำจากหนังแนปป้าและผ้ากำมะหยี่ รวมถึงถุงช้อปปิ้งไนลอนขนาดใหญ่น้ำหนักเบาที่มาในสีเหลือง อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย