ทิศทางช่วยยูเครนสับสน-ยุโรปท่อน้ำเลี้ยงแห้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730545

ทิศทางช่วยยูเครนสับสน-ยุโรปท่อน้ำเลี้ยงแห้ง

5 ต.ค. 2566 09:42 น.

ทิศทางช่วยยูเครนสับสน-ยุโรปท่อน้ำเลี้ยงแห้ง

สถานการณ์ความมั่นคงของรัฐบาลยูเครนยังคงน่าเป็นห่วง แม้ว่าตัวแทนรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปได้ร่วมใจมาแสดงจุดยืนที่กรุงเคียฟเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมาว่าจะสนับสนุนยูเครนต่อไปด้วยอาจอัดเงินทุนช่วยเหลือปี 2567 อีก 5,000 ล้านยูโร หรือกว่า 194,000 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 4 ต.ค. สื่อการเมืองโพลิติโกของสหรัฐฯรายงานอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหภาพยุโรปว่า ถึงยุโรปจะมีจุดยืนทาง การเมืองที่หนักแน่นในเรื่องยูเครน แต่ชาติสมาชิกไม่สามารถมอบอาวุธยุทโธปกรณ์จากคลังแสงให้แก่รัฐบาลยูเครนได้อีกต่อไป มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศตัวเอง

รายงานของโพลิติโกมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองโลกที่เริ่มแสดงถึงรอยร้าวในเรื่องความช่วยเหลือยูเครน โดยเฉพาะกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯตัดงบ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 864,000 ล้านบาทสำหรับยูเครนออกจากร่างงบประมาณที่ผ่านการลงมติจากสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา จนทำให้นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้สภาคองเกรสจัดทำเพื่อยูเครนโดยเฉพาะขึ้นมาใหม่อีกฉบับ พร้อมประสานงานไปยังชาติพันธมิตรและหุ้นส่วนต่างๆ ให้คำยืนยันว่าสหรัฐฯจะช่วยยูเครนต่อไป ไม่ทอดทิ้งแน่นอน

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศลิทัวเนีย ชาติสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ออกแถลงว่าองค์การนาโตควรแผ่ร่มเงาความมั่นคงปกคลุมประเทศที่สถานะการเมืองโลกอยู่ในจุดคลุมเครืออย่างยูเครน ในส่วนของลิทัวเนียมองว่า ยูเครนต้องเป็นสมาชิกนาโต และชัยชนะของยูเครนควรเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของพวกเราทุกคน ส่วนนายปีเตอร์ มุลเลอร์ โฆษกรัฐบาลโปแลนด์ ซึ่งกำลังมีปัญหากับยูเครนในเรื่องออกมาตรการป้องกันการถูกธัญพืชยูเครนทุ่มตลาด กลับให้ความเห็นว่า โปแลนด์จะไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของชาติตัวเองเพื่อยูเครน และแน่นอนว่าความสัมพันธ์หลังจากนี้ย่อมมีอุปสรรค

ก่อนหน้านี้ นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ได้กล่าวปั่นกระแสอีกครั้งว่า พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงปัญญาอ่อนกำลังมีบทบาทในชาติสมาชิกองค์การนาโตเพิ่มมากขึ้น อย่างคณะกรรมาธิการฝ่ายกลาโหมของรัฐสภาเยอรมนีที่มาพูดว่าหากยูเครนนำจรวดของเยอรมนีไปใช้โจมตีดินแดนรัสเซียจะถือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายสากล ดังนั้น หากรัสเซียจะโจมตีโรงงานผลิตจรวดของเยอรมนีก็ต้องป็นการปฏิบัติตามกฎหมายสากลเช่นกัน พวกโง่เง่าเหล่านี้กำลังผลักให้เราใกล้สงครามโลกครั้งที่ 3 ไปทุกขณะ ทั้งนี้ รัสเซียขอยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนจะดำเนินต่อไปจนกว่ารัฐบาลเคียฟจะถูกทำลาย และดินแดนทางประวัติศาสตร์ของรัสเซียได้ถูกปลดปล่อย.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

ตึกถล่มย่านเมืองเก่ากรุงฮาวานา คิวบา ดับ 3 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730537

ตึกถล่มย่านเมืองเก่ากรุงฮาวานา คิวบา ดับ 3 ศพ

5 ต.ค. 2566 09:08 น.

ตึกถล่มย่านเมืองเก่ากรุงฮาวานา คิวบา ดับ 3 ศพ

เกิดเหตุอาคารหลังหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ของกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหลายครอบครัว ได้พังถล่มลงมาบางส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2566 เกิดเหตุอาคารหลังหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ของกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหลายครอบครัว ได้พังถล่มลงมาบางส่วน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ และคาดว่ายังมีคนติดอยู่ในซากอาคารอีกประมาณ 2 คน

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตคือเจ้าหน้าที่กู้ภัยของหน่วยดับเพลิง 2 คนที่เข้าไปช่วยเหลือคนที่ติดอยู่ในอาคารแห่งนี้ และผู้พักอาศัยในอาคาร 1 คน จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำงานอย่างเร่งด่วนเพื่อค้นหาคนที่ติดอยู่ ขณะที่ทางการคิวบายังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุที่อาคารพังถล่ม แต่พื้นที่นี้เป็นเขตเมืองเก่า เคยมีการร้องเรียนบ่อยครั้งเกี่ยวกับกรณีอาคารทรุดโทรม และขาดการบำรุงรักษา นอกจากนี้ยังเกิดฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้ดินเกิดการอ่อนตัว

ทางด้านนายกเทศมนตรีกรุงฮาวานา เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ขณะเกิดเหตุอาคาร 3 ชั้นหลังนี้มีคนอยู่ 54 คน นอกจากผู้เสียชีวิตแล้วยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย ในขณะที่หลายครอบครัวถูกอพยพไปพักอาศัยยังโรงเรียนใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย.

ไต้หวันรับมือไต้ฝุ่น “โคอินุ” พัดเข้าถล่มทางตอนใต้ ยกเลิกนับร้อยเที่ยวบิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730536

ไต้หวันรับมือไต้ฝุ่น "โคอินุ" พัดเข้าถล่มทางตอนใต้ ยกเลิกนับร้อยเที่ยวบิน

5 ต.ค. 2566 08:51 น.

ไต้หวันรับมือไต้ฝุ่น “โคอินุ” พัดเข้าถล่มทางตอนใต้ ยกเลิกนับร้อยเที่ยวบิน

ทางการไต้หวันประกาศเตือนภัยระดับสีเหลือง ให้ประชาชนรับมืออิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “โคอินุ” ที่คาดว่าจะพัดขึ้นฝั่ง ทำให้มีฝนตกหนัก กระแสลมพัดแรง โดยมีเที่ยวบินมากกว่า 100 เที่ยวบินต้องยกเลิก

เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2566 ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีน ประกาศเตือนภัยระดับสีเหลือง สำหรับไต้ฝุ่นโคอินุ (Koinu) ซึ่งเป็นไต้ฝุ่นลูกที่ 14 ของปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีฝนตกหนัก และกระแสลมพัดแรงบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลทางตะวันออกเฉียงใต้ โดยพายุไต้ฝุ่นโคอินุ ได้อ่อนกำลังลงจากซุปเปอร์ไต้ฝุ่น เป็นไต้ฝุ่นที่รุนแรงแล้วเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา คาดว่าพายุลูกนี้จะพัดขึ้นฝั่งทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน ใกล้กับเมืองไถตงในช่วงเช้าวันนี้

ขณะเดียวกัน มีคำเตือนให้หน่วยงานท้องถิ่นเตรียมมาตรการรับมือเหตุฉุกเฉินจากพายุไต้ฝุ่น และเฝ้าระวังน้ำท่วมและภัยพิบัติทางธรณีวิทยาในระดับสูงเพื่อความปลอดภัย โดยมีเที่ยวบินมากกว่า 100 เที่ยวบินต้องยกเลิก บริษัทห้างร้านต่างๆ ประกาศปิดทำการชั่วคราว ในขณะที่โรงเรียนประกาศหยุดการเรียนการสอน.

บังกลาเทศไข้เลือดออกระบาดครั้งรุนแรงที่สุด ดับ 1,046 ศพ ป่วย 2 แสน (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730524

บังกลาเทศไข้เลือดออกระบาดครั้งรุนแรงที่สุด ดับ 1,046 ศพ ป่วย 2 แสน (คลิป)

5 ต.ค. 2566 07:05 น.

บังกลาเทศไข้เลือดออกระบาดครั้งรุนแรงที่สุด ดับ 1,046 ศพ ป่วย 2 แสน (คลิป)

บังกลาเทศกำลังเผชิญการระบาดครั้งรุนแรงที่สุดของไข้เลือดออกเด็งกี มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1,046 ศพ นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2566 และมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 2 แสนราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกในบังกลาเทศตลอดปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,046 ศพแล้วในวันพุธที่ 4 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา หลังจากพบผู้เสียชีวิตอีก 16 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ขณะที่มีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นอีก 2,564 ราย

บังกลาเทศ กำลังเผชิญการระบาดครั้งรุนแรงที่สุดของโรคไข้เลือดออกเด็งกี โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ย. เป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในปีนี้ ที่ 21 ศพ เท่ากับเมื่อวันที่ 2 ก.ย.

“จำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้อเด็งกีทะลุตัวเลข 1,000 แล้ว โดยทางการบันทึกจำนวนผู้เสียชีวิตจากเด็งกีระหว่างวันที่ 1 ก.ค. – 4 ต.ค.ปีนี้ได้ 1,046 ศพ” กองอำนวยการบริการสุขภาพ (DGHS) ระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่านี่เป็นปีที่มีผู้เสียชีวิตจากเด็งกีมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2543 โดยปีก่อนมีผู้เสียชีวิตเพียง 281 ศพเท่านั้น

DGHS บอกอีกว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พบทำให้จำนวนผู้ป่วยสะสมทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 214,247 รายแล้ว ในจำนวนนี้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว 203,917 ราย ยังมีอีก 9,284 ราย ที่ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล โดย 2,945 ราย อยู่ในกรุงธากา ขณะที่อีก 6,339 ราย อยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ นอกเมืองหลวง

สถิติการพบผู้ติดเชื้อเด็งกีมากที่สุดในเดือนเดียวยังถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนสิงหาคม บังกลาเทศพบผู้ติดเชื้อ 71,976 ราย และมีผู้เสียชีวิต 342 ศพ ต่อมาในเดือนกันยายนพวกเขาพบผู้ติดเชื้ออีก 79,598 ราย และมีผู้เสียชีวิต 366 ศพ ขณะที่ในเดือนตุลาคมซึ่งเพิ่งผ่านไปเพียง 4 วัน กลับพบผู้เสียชีวิตถึง 56 ศพแล้ว

ทั้งนี้ บังกลาเทศ เผชิญการระบาดของไข้เลือกออกเด็งกีเป็นครั้งแรกในปี 2543 โดยระบาดในกรุงธากาเท่านั้น แต่เนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นกับฤดูมรสุมที่มีความชื้นมากขึ้น เพราะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้ยุงที่มีเชื้อเด็งกีสามารถแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และทำให้การระบาดของไข้เลือดออกในบังกลาเทศเกิดบ่อยขึ้น

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบังกลาเทศ กล่าวว่า การระบาดระลอกล่าสุดเล่นงานพวกเขาโดยไม่ทันตั้งตัว มีสาเหตุจากเชื้อเด็งกีสายพันธุ์ที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งหมอหลายคนระบุว่า อาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกในช่วงไม่นานมานี้ทรุดลงเร็วกว่าเมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 64 เขตทั่วประเทศตรวจพบผู้ติดเชื้อเด็งกีครบทั้งหมดแล้ว

ขณะเดียวกันผู้ป่วยจำนวนมากกำลังล้นทะลักโรงพยาบาล เช่น ในกรุงธากามีผู้ติดเชื้อเด็งกีหลายร้อยคนกำลังรอรับการรักษา ท่ามกลางปัญหาการขาดแคลนสารละลายสำหรับให้ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งสำคัญมากต่อการรักษาผู้ป่วยเด็งกีที่มักเกิดอาการขาดน้ำ.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : dhakatribune

วิกฤติสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ผลวิจัยใหม่ชี้ 41% กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730516

วิกฤติสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ผลวิจัยใหม่ชี้ 41% กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

5 ต.ค. 2566 04:50 น.

วิกฤติสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ผลวิจัยใหม่ชี้ 41% กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์

ผลการวิจัยใหม่ของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกพบว่า จำนวนสายพันธุ์สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็น 41% แล้ว โดยผลกระทบจากโลกร้อนกำลังสูงขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยผลการวิจัยใหม่จากการศึกษาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกว่า 8,011 สายพันธุ์ ผ่านวารสาร Nature โดยพบว่า กว่า 41% จำนวนนี้กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์เพิ่มขึ้นจากการวิจัยครั้งแรกในปี 2547 ที่ตัวเลขประเมินอยู่ที่ 39% ของสายพันธุ์ทั้งหมด

กิจกรรมของมนุษย์ และความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกระทบต่อสมดุลของโลก สร้างความเสียหายต่อสัตว์และพืชประจำถิ่น และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำมีสถานการณ์ไม่สู้ดีที่สุดในหมู่สัตว์มีกระดูกสันหลัง โดยตัวเลขประเมินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์อยู่ที่ 27% ของสายพันธุ์ทั้งหมด, สัตว์เลื้อยคลานอยู่ที่ 21% และสัตว์ปีกอยู่ที่ 13%

การประเมินดังกล่าวจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 1,000 คนทั่วโลก โดยสัตว์ที่ถูกจัดว่าเสี่ยงสูญพันธุ์หมายความว่า มันถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤติ (critically endangered), อยู่ในอันตราย (endangered), หรือเสี่ยงอันตราย (vulnerable) ในบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)

“ส่วนใหญ่แล้วพื้นที่สงวนและแผนการอนุรักษ์ต่างๆ ถูกออกแบบมาเอนเอียงไปทางความจำเป็นของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนก ส่วนสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหลุดรอดไปตามช่องโหว่” นางเจนนิเฟอร์ ลุดต์คี (Jennifer Luedtke) นักอนุรักษ์ขององค์กรไม่แสวงกำไร Re:wild ในรัฐเทกซัส ผู้ประสานงานเจ้าหน้าที่จัดทำบัญชีแดงของ IUCN กล่าว

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำปรากฏขึ้นมาบนโลกมากกว่า 300 ล้านปีก่อน โดยมีเพียง 3 อันดับ (order) ที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันคือ อันดับกบ (Order Anura) อันดับเขียดงู (Order Gymnophiona) และอันดับซาลาแมนเดอร์ (Order Caudata/Urodela) โดยเสี่ยงสูญพันธุ์ 39%, 16% และ 60% ตามลำดับ

ทีมนักวิจัยยังพบว่า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ กบในออสเตรเลีย, กบกับซาลาแมนเดอร์จากกัวเตมาลา และคางคกจากคอสตาริกา หายไปแล้วนับตั้งแต่การประเมินในปี 2547 และมีอีก 185 สายพันธุ์ที่อาจสูญพันธุ์ไปแล้ว เนื่องจากยังไม่พบประชากรที่ยังมีชีวิตอยู่ของพวกมัน

การทำลาย และการเสื่อมถอยของถิ่นที่อยู่ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการทำการเกษตรและปศุสัตว์ คิดเป็น 93% ของปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงครึ่งบกครึ่งน้ำที่เสี่ยงสูญพันธุ์ทั้งหมด แต่ผลกระทบจากโรคภัย และความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกำลังขยายส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นตามมา

“สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกมันหายใจทางผิวหนัง” นางเคลซีย์ นีม ผู้ร่วมเขียนผลวิจัยนี้ระบุ “ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เพิ่มความถี่และความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้ว, เปลี่ยนแปลงความชื้นและอุณหภูมิ, ระดับน้ำทะเลและป่า อาจทำให้เกิดการสูญเสียแหล่งเพาะพันธุ์สำคัญ เพิ่มอัตราการตาย, การเสื่อมของถิ่นที่อยู่ และเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ ทำให้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหาที่อยู่ที่เหมาะสมได้ยากขึ้น”

ผลการวิจัยยังพบความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการซื้อขายสัตว์และการล่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเป็นอาหาร โดยพื้นที่ที่มีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกระจุกตัวกันหนาแน่นที่สุดคือ บนเกาะในทะเลแคริบเบียน, เม็กซิโก และอเมริกากลาง, ภูมิภาคทรอปิคอลแอนดีส (tropical Andes), อินเดีย, ศรีลังกา, แคเมอรูน, ไนจีเรีย และมาดากัสการ์.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กลุ่มสิทธิฯ กล่าวหา ตร.อิหร่าน ทำร้ายวัยรุ่นหญิงไม่สวมฮิญาบจนโคม่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730514

กลุ่มสิทธิฯ กล่าวหา ตร.อิหร่าน ทำร้ายวัยรุ่นหญิงไม่สวมฮิญาบจนโคม่า

5 ต.ค. 2566 03:00 น.

กลุ่มสิทธิฯ กล่าวหา ตร.อิหร่าน ทำร้ายวัยรุ่นหญิงไม่สวมฮิญาบจนโคม่า

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาตำรวจศีลธรรมอิหร่าน ว่าทำร้ายวัยรุ่นหญิงคนหนึ่งจนบาดเจ็บหนัก อาการโคม่า เนื่องจากไม่สวมผ้าฮิญาบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ต.ค. 2566 ว่า กลุ่มนักเคลื่อนไหวออกมากล่าวหาตำรวจศีลธรรมของประเทศอิหร่าน ว่าทำร้ายหญิงวัยรุ่นอายุ 16 ปีคนหนึ่ง โทษฐานไม่สวมผ้าคลุมศีรษะ หรือ ฮิญาบ พร้อมเผยแพร่ภาพแสดงให้เห็นว่าเธอนอนอาการโคม่าอยู่ในโรงพยาบาล

วัยรุ่นหญิงรายนี้มีชื่อว่า อาร์มิตา เกราวานด์ หมดสติหลังจากขึ้นโดยสารรถไฟใต้ดิน ที่สถานีโชฮาดา ในกรุงเตหะราน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 ต.ค.) ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเธอเป็นลม และเผยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าเธอขึ้นรถไฟใต้ดินโดยไม่คลุมศีรษะพร้อมกับวัยรุ่นหญิงอีก 2 คน และครู่ต่อมาหนึ่งในกลุ่มก็ออกจากรถไฟแล้วก้มตัวลง และช่วยกันกับผู้โดยสารคนอื่นๆ หิ้วปีกและขา พาอาร์มิตาที่อยู่ในสภาพหมดสติมานอนบนชานชาลา

กลุ่มสิทธิมนุษยชน ‘Hengaw’ อ้างว่า อาร์มิตา ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจศีลธรรมที่สถานีโชฮาดา โทษฐานไม่สวมฮิญาบ ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บหนัก และกำลังรับการรักษาที่โรงพยาบาล ฟาจร์ ในกรุงเตหะราน ภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และโทรศัพท์ของสมาชิกครอบครัวทุกคนของเธอถูกยึดไปหมด

ขณะที่ สถานีวิทยา ซามาเนห์ (Zamaneh) รายงานอ้างคำพูดของแหล่งข่าวผู้ไม่เปิดเผยนามคนหนึ่งว่า อาร์มิตา ถูกตำรวจศีลธรรมผลัก หลังขึ้นรถไฟโดยไม่สวมฮิญาบ ทำให้ศีรษะของเธอไปกระแทกกับเสาเหล็ก

ในวันจันทร์ เจ้าหน้าที่อิหร่านควบคุมตัวนักข่าวหญิงคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ชาร์ค (Sharq) ซึ่งเดินทางไปยังโรงพยาบาลดังกล่าวเพื่อทำข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ก่อนจะปล่อยตัวเธอไป

ต่อมาในวันอังคาร Hengaw เผยแพร่ภาพผ่าน X แสดงให้เห็นว่าอาร์มิตานอนหมดสติอยู่ในโรงพยาบาล โดยมีผ้าพันแผลพันศีรษะ และได้รับการติดตั้งสิ่งที่ดูเหมือนเป็นท่อช่วยหายใจ

ด้านสำนักข่าวเออร์นา (Irna) รายงานอ้างคำพูดของแม่ของอาร์มิตาว่า พวกเธอได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว และยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันอาทิตย์เป็นอุบัติเหตุ แต่กลุ่ม Hengaw อ้างว่า พ่อแม่ของอาร์มิตาถูกสัมภาษณ์ที่โรงพยาบาลฟาจร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงอยู่ด้วยหลายคน

นายมาซูด โดรอสติ ผู้อำนวยการสถานีรถไฟใต้ดินเตหะราน ก็ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าเกิดการกระทบกระทั่งกันไม่ว่าจะทางวาจา หรือทางร่างกาย ระหว่างอาร์มิตากับผู้โดยสาร หรือเจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดิน “ข่าวลือบางกระแสที่บอกว่ามีการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดินนั้นไม่เป็นความจริง และภาพจากกล้องวงจรปิดก็ปฏิเสธคำกล่าวอ้างนั้นแล้ว”.

ที่มา : bbc

ปากีสถานสั่งผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน 1.7 ล้านคนออกจากประเทศภายในสิ้น พ.ย.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730513

ปากีสถานสั่งผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน 1.7 ล้านคนออกจากประเทศภายในสิ้น พ.ย.

5 ต.ค. 2566 02:50 น.

ปากีสถานสั่งผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน 1.7 ล้านคนออกจากประเทศภายในสิ้น พ.ย.

ปากีสถานสั่งให้ชาวอัฟกันผู้ลี้ภัยผิดกฎหมายกว่า 1.7 ล้านคน ออกจากประเทศภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน หลังความตึงเครียดกับอัฟกานิสถานเพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2566 นายซาร์ฟราซ บุกตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของปากีสถาน ออกคำสั่งให้ผู้ขอลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานที่เข้ามาอยู่ในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมดราว 1.7 ล้านคน ออกจากประเทศภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังเกิดการโจมตีตามชายแดนของปากีสถาน และอัฟกานิสถานมากขึ้น รวมถึงการโจมตีที่มัสยิดเมืองมัสตุงของปากีสถานเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 50 ศพ และเหตุระเบิดในจังหวัดบาลูจิสถาน โดยฝ่ายอิสลามาบัดกล่าวโทษกองกำลังของอัฟกานิสถาน

ทั้งนี้ ปากีสถาน รับผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานเข้ามาในประเทศจำนวนหลายแสนคนตลอดหลายทศวรรษ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ตาลีบันกลับมาครองอำนาจในอัฟกานิสถานเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งตามรายงานของสหประชาชาติ มีชาวอัฟกันราว 1.3 ล้านคนลงทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยในปากีสถาน และอีก 880,000 คน ได้รับสถานะทางกฎหมายให้อยู่ในประเทศได้

อย่างไรก็ตาม นายบุกตี อ้างว่า มีผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันอีก 1.7 ล้านคน ที่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย และคนเหล่านี้ต้องออกจากประเทศภายในเดือนพฤศจิกายน ไม่ว่าจะโดยสมัครใจ หรือบังคับเนรเทศตามกฎหมายของจังหวัดท้องถิ่น หรือของรัฐบาลกลาง

นายบุกตี ยังประกาศก่อตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อระบุ และยึดธุรกิจเอกชนและทรัพย์สินของชาวอัฟกันที่อยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายด้วย

ด้านรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานออกมาเรียกร้องให้ปากีสถานทบทวนใหม่เกี่ยวกับคำสั่งที่ไม่อาจยอมรับได้นี้ โดยนายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกรัฐบาล ระบุว่า ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงของปากีสถาน และตราบใดที่คนเหล่านี้ยอมออกจากปากีสถานอย่างสมัครใจ อิสลามาบัดก็ควรอดทนอดกลั้นกับพวกเขา

ขณะที่เจ้าหน้าที่อัฟกานิสถานในปากีสถาน อ้างว่า ทางการท้องถิ่นเริ่มจับกุมชาวอัฟกันทั้งที่มีและไม่มีสถานะผู้ลี้ภัยแล้ว โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีชาวอัฟกันถูกจับไปมากกว่า 1,000 คน.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

3 นักวิทย์ได้โนเบลสาขาเคมี 2023 ค้นพบ ‘ควอนตัมดอท’ บุกเบิกโลกนาโน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730511

3 นักวิทย์ได้โนเบลสาขาเคมี 2023 ค้นพบ ‘ควอนตัมดอท’ บุกเบิกโลกนาโน

5 ต.ค. 2566 00:04 น.

3 นักวิทย์ได้โนเบลสาขาเคมี 2023 ค้นพบ ‘ควอนตัมดอท’ บุกเบิกโลกนาโน

3 นักวิทยาศาสตร์คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี 2023 ไปครอง จากการค้นพบและพัฒนา ควอนตัมดอท ซึ่งถูกใช้ในแสงแอลอีดี, จอโทรทัศน์ ไปจนถึงการผ่าตัดกำจัดเนื้อเยื่อมะเร็ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2566 ราชบัณฑิตยสภาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ประกาศว่า นักวิทยาศาสตร์ 3 ราย คือ นายโมนกี บาเวนดี (Moungi Bawendi), หลุยส์ บรูส (Louis Brus) และ อเล็กเซ เอคิมอฟ (Alexei Ekimov) เป็นผู้คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมี ประจำปี 2023

โยฮัน อัควิสต์ ประธานคณะกรรมการโนเบลสาขาเคมี ระบุในงานประกาศรางวัลที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คนนี้เป็นผู้บุกเบิกในการสำรวจโลกนาโน “เป็นเวลานานมาแล้ว ที่ไม่มีใครคิดว่าคนเราจะสามารถสร้างอนุภาคขนาดเล็กแบบนั้นได้จริงๆ แต่ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ทำสำเร็จ”

ขณะที่ นายไฮเนอร์ ลิงเคอร์ สมาชิกคณะกรรมการโนเบลสาขาเคมีอธิบายถึงสิ่งที่ทำให้ผลงานของนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คน เป็นการปฏิวัติวงการ “แก่นของควอนตัมดอทก็คือ แค่เปลี่ยนขนาดของมัน คุณก็สามารถเปลี่ยนคุณลักษณะของมัน เช่น สี ซึ่งนี่เป็นเรื่องไม่ปกติอย่างสิ้นเชิง”

“หากคุณจินตนาการว่า คุณอยากย้อมสีเสื้อทีเชิ้ตจากสีแดงเป็นสีเขียว จากสีเหลืองเป็นสีน้ำเงิน คุณต้องใช้โมเลกุลที่ต่างกัน เพราะอะตอมที่ต่างกันในกลุ่มต่างๆ จะให้สีที่ต่างกันออกไป นั่นคือวิชาเคมี” นายลิงเคอร์ กล่าวต่อ “แต่ควอนตัมดอททำให้เราสามารถใช้อะตอมในกลุ่มเดียวกันนั้นได้ แค่เปลี่ยนขนาด, จำนวนอะตอม ก็จะได้สีใหม่ คุณลักษณะใหม่”

ขวดบรรจุควอนตัมดอท ถูกนำมาจัดแสดงในงานประกาศรางวัลโนเบล เพื่อสาธิตการเปลี่ยนคุณลักษณะของมัน

ทั้งนี้ สสารในโลกนาโนเริ่มจากขนาด 1 ส่วนล้านมิลลิเมตรเป็นต้นไป ซึ่งจะเริ่มเกิดปรากฏการณ์ประหลาดที่เรียกว่า ‘ควอนตัม เอฟเฟกต์ส’ โดยควอนตัมดอทประกอบด้วยอะตอมไม่กี่พันอะตอมเท่านั้น หากเทียบขนาด 1 ควอนตัมดอทต่อฟุตบอล 1 ลูก ก็จะเท่ากับฟุตบอล 1 ลูกต่อโลกทั้งใบ

เมื่อแสงเคลื่อนตัวผ่านควอนตัมดอท มันจะเปล่งสีเฉพาะออกมา โดยสามารถปรับได้ขึ้นอยู่กับขนาดของดอท ดอทที่ใหญ่กว่าจะเปล่งสีแดง ส่วนดอทที่เล็กที่สุดจะเปล่งสีเขียวหรือสีน้ำเงิน

ปัจจุบัน ควอนตัมดอท ถูกพบได้ในห้องนั่งเล่น และโรงภาพยนตร์ทั่วโลก เพราะมันถูกใช้อย่างกว้างขวางในการผลิตโทรทัศน์ และมีข้อได้เปรียบมากกว่าจอแอลซีดีทั่วไป สร้างสีที่หลากหลายกว่า และแม่นยำกว่า รวมทั้งใช้พลังงานน้อยกว่าด้วย

นอกจากนั้น ควอนตัมดอท ยังถูกใช้ในการวินิจฉัยทางการแพทย์ หมอจะใช้พวกมันเพื่อให้ความสว่างแก่โมเลกุล ที่สามารถผูกมัดตัวเองกับเนื้องอกมะเร็ง ทำให้ศัลยแพทย์สามารถแยกเนื้อเยื่อที่ดีออกจากเนื้อร้ายได้

อนึ่ง นายบาเวนดี ผู้มีเชื้อสายฝรั่งเศสเป็นศาสตราจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ส่วนนายบรูสเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณชาวอเมริกันที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ขณะที่ นายเอคิมอฟ ชาวรัสเซีย ทำงานให้กับบริษัท นาโนครีสตัลส์ เทคโนโลยี อิงค์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในนิวยอร์ก.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นาทีระทึก แม่กรีดร้องหาลูกชายวัย 8 ขวบ ลื่นตกจากท่าเรือในอิตาลี (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730427

นาทีระทึก แม่กรีดร้องหาลูกชายวัย 8 ขวบ ลื่นตกจากท่าเรือในอิตาลี (คลิป)

4 ต.ค. 2566 20:30 น.

นาทีระทึก แม่กรีดร้องหาลูกชายวัย 8 ขวบ ลื่นตกจากท่าเรือในอิตาลี (คลิป)

เปิดคลิปนาทีระทึก แม่กรีดร้องตะโกนลั่น ลูกชายพลัดตกจากท่าเรือแห่งหนึ่งในอิตาลี พ่อรีบกระโดดลงไปช่วย แต่กลับไปติดอยู่ใต้ท้องเรือทั้งคู่ ก่อนจะมีคนช่วยขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย 

สำนักข่าวต่างประเทศวันที่ 4 ต.ค. 2566 เผยแพร่ภาพวิดีโอนาทีระทึก เด็กชายวัย 8 ขวบ พลัดตกลงไปในช่องว่างระหว่างท่าเรือในเมืองซาแลร์โน ประเทศอิตาลี และเรือสำราญที่จอดเทียบท่าอยู่ ซึ่งกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร  ทำให้แม่และน้องสาว กรีดร้องตะโกนเรียกไม่หยุด ขณะที่พ่อรีบกระโดดลงไปช่วยทันที แต่ปรากฏว่าทั้งคู่กลับไปติดอยู่ใต้ท้องเรือ ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือขึ้นจากน้ำได้อย่างปลอดภัยทั้งคู่

ชมวิดีโอ: ที่นี่

สื่อท้องถิ่นของอิตาลีรายงานว่า ครอบครัวผู้โชคร้ายน่าจะเดินทางมาจากยุโรปเหนือ ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างที่พวกเขาเดินเล่นอยู่บริเวณท่าเรือในเมืองซาแลร์โน โดยเด็กชายได้ผละตัวออกจากครอบครัว และเริ่มวิ่งไปตามทางเดินริมท่าเรือ ก่อนจะลื่นไถลตกลงไปในช่องว่างระหว่างท่าเรือและเรือสำราญที่จอดเทียบท่าอยู่ หายลงไปในน้ำ

ผู้เป็นพ่อที่เห็นเหตุการณ์ รีบกระโดดตามลงไปช่วยลูกชายทันที แต่ทั้งเขาและลูกชายกลับไปติดอยู่ใต้ท้องเรือ อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือ โยนเชือกลงไปในน้ำเพื่อให้เด็กชายวัย 8 ขวบจับ และดึงเด็กชายขึ้นจากน้ำได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่จะเข้าช่วยเหลือคนพ่อต่อ 

รายงานกล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งพ่อและลูกชายได้รับความช่วยเหลือขึ้นจากน้ำอย่างปลอดภัย และไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่ดูเหมือนว่าทั้งครอบครัวจะตกอยู่ในภาวะตกใจ และหวาดกลัวเล็กน้อย.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: DailyMail

Crภาพ: Youtube 

ชาวอินเดียสูญหาย 43 ราย หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันในรัฐสิกขิม (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730341

ชาวอินเดียสูญหาย 43 ราย หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันในรัฐสิกขิม (คลิป)

4 ต.ค. 2566 19:12 น.

ชาวอินเดียสูญหาย 43 ราย หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันในรัฐสิกขิม (คลิป)

ชาวอินเดียสูญหายอย่างน้อย 43 ราย ในรัฐสิกขิม หลังเกิดฝนตกหนัก จนเป็นเหตุให้น้ำท่วมฉับพลัน บ้านเรือนเสียหายหลายหลัง และสะพานหลักในพื้นที่พังทลายลง 

สำนักข่าวต่างประเทศวันที่ 4 ต.ค. 2566 รายงาน รัฐบาลท้องถิ่นรัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย กล่าววันนี้ว่า มีประชาชน 20 ราย และทหารอย่างน้อย 23 นาย สูญหายในรัฐสิกขิม รัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ หลังเกิดฝนตกหนักตลอดเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้จากแม่น้ำทีสตา (Teesta River) เอ่อทะลักเข้าเมืองต่างๆ ริมแม่น้ำ จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยทางการได้ยกระดับคำเตือนสู่ระดับสูงสุด พร้อมทั้งอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย และส่งทีมค้นหาและทีมกู้ภัยได้เข้าพื้นที่ภัยพิบัติเรียบร้อยแล้ว 

กระทรวงกลาโหมอินเดีย ระบุว่า เหตุน้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากฝนตกหนักในบริเวณหุบเขาลาเชน (Lachen Valley) ทางตอนเหนือของรัฐสิกขิม ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำทีสตา ผนวกกับน้ำจำนวนมากในเขื่อนชุงถัง (Chungthang Dam) ที่ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำทีสตาหลังฝนตกหนัก ทำให้น้ำในแม่น้ำสูงขึ้น 15-20 ฟุต และไหลทะลักเข้าสู่เมืองต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำ

สภาพอาคารในพื้นที่น้ำท่วม รัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย

เบื้องต้นมีรายงานว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่มีประชาชนสูญหาย 20 ราย และทหารสูญหายอย่างน้อย 23 นาย อีกทั้งยานพาหนะของกองทัพได้รับความเสียหายหลายคัน และมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายหลายหลัง 

นอกจากนี้ สะพาน 2 แห่งที่เชื่อมต่อภาคเหนือกับส่วนอื่นๆ ของรัฐสิกขิม ก็ถูกน้ำซัดจนพังลงมา ส่งผลกระทบต่อเส้นทางสัญจรในพื้นที่ 

ทั้งนี้ รัฐสิกขิมถือเป็นรัฐที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมและภัยพิบัติธรรมชาติ โดยเมื่อปีที่แล้ว ก็เกิดเหตุน้ำท่วมรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ศพ และมีผู้พลัดถิ่นอีกหลายหมื่นคน. 

ชมภาพวิดีโอเหตุการณ์น้ำท่วมในรัฐสิกขิม : ที่นี่ 1, 2

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: BBC, NDTV