นาทีสะพรึง เครื่องบินเล็กตกในสหรัฐฯ ร่วงจากฟ้า ทะลุหลังคาบ้าน ตาย 1 ศพ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730344

นาทีสะพรึง เครื่องบินเล็กตกในสหรัฐฯ ร่วงจากฟ้า ทะลุหลังคาบ้าน ตาย 1 ศพ (คลิป)

4 ต.ค. 2566 15:55 น.

นาทีสะพรึง เครื่องบินเล็กตกในสหรัฐฯ ร่วงจากฟ้า ทะลุหลังคาบ้าน ตาย 1 ศพ (คลิป)

เปิดนาทีเครื่องบินเล็กตกในสหรัฐฯ ‘หัวทิ่มควงสว่าน’ ลงมาจากท้องฟ้าอย่างน่าสะเทือนขวัญ ตกใส่หลังคาบ้านหลังหนึ่งในรัฐโอเรกอน ดับสลด 1 ศพ

เมื่อ 4 ต.ค. 2566 เดลี่เมลรายงานและเผยแพร่คลิปวิดีโอนาทีสุดสยอง เครื่องบินเล็กลำหนึ่งประสบอุบัติเหตุตก ‘ปักหัวควงสว่าน’ ร่วงลงมาจากฟ้า ตกใส่บ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนนอร์ท ซีดาร์ ในเมืองนิวเบิร์ก รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเย็นวันอังคารที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บ 1 ราย

เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุเป็นผู้ถ่ายคลิปวิดีโอเหตุการณ์ระทึกครั้งนี้ไว้ได้ และนำคลิปมาโพสต์ทางเฟซบุ๊ก เผยให้เห็นนาทีสะเทือนขวัญ มีเครื่องบินเล็กลำหนึ่ง ‘ หัวทิ่มควงสว่าง’ ตกลงมาจากฟ้าอย่างน่ากลัว

ชมคลิป : ที่นี่

ภาพจาก Facebook : นาทีเครื่องบินเล็กตกที่รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐ

ด้านโฆษกหน่วยกู้ภัยและดับเพลิงในเมืองนิวเบิร์ก เผยว่า ได้รับโทรศัพท์แจ้งเกิดเหตุร้าย เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น และเมื่อทีมกู้ภัยไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่า มีผู้โดยสารคนหนึ่งบนเครื่องบินเล็กลำนี้ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่ผู้โดยสารอีกคนที่เดินทางมาด้วยได้รับบาดเจ็บสาหัส และถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งชื่อผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุสลดครั้งนี้

ด้านสถานีโทรทัศน์ช่อง Fox12 รายงานว่า เครื่องบินเล็กลำนี้มาจากสถาบันการบินฮิลส์โบโร ซึ่งเป็นโรงเรียนการบิน ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนิวเบิร์กไปทางเหนือประมาณ 20 ไมล์

หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ เครื่องบินเล็กตกใส่หลังคาบ้าน จนทะลุหลังคาลงมาถึงพื้นบ้าน ทำให้มีน้ำมันได้รั่วไหลออกมาจากเครื่องบิน เคราะห์ดีที่ไม่เกิดประกายไฟจนทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านตามมา และไม่ทำให้คนในบ้านหลังนี้ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากช่วงเวลาประสบเหตุนั้น ทุกคนอยู่นอกบ้าน

ด้านองค์การบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ(FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ จะเข้ามาสอบสวนหาสาเหตุที่ทำให้ เครื่องบินเล็กลำนี้ตกใส่บ้านคนในรัฐโอเรกอน และขอให้ประชาชนไม่เข้าใกล้บริเวณจุดเครื่องบินเล็กตก

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่:https://www.thairath.co.th/news/foreign

Crภาพ: Facebook

ฟิลิปปินส์เร่งตรวจสอบเหตุเรือประมงถูกชนในทะเลจีนใต้ ทำลูกเรือตาย 3 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730336

ฟิลิปปินส์เร่งตรวจสอบเหตุเรือประมงถูกชนในทะเลจีนใต้ ทำลูกเรือตาย 3 ศพ

4 ต.ค. 2566 15:19 น.

ฟิลิปปินส์เร่งตรวจสอบเหตุเรือประมงถูกชนในทะเลจีนใต้ ทำลูกเรือตาย 3 ศพ

ฟิลิปปินส์เร่งสอบสวนเหตุเรือประมงฟิลิปปินส์ถูกเรือพาณิชย์ไม่ทราบชื่อชนจนอับปางในทะเลจีนใต้ ทำให้ลูกเรือตาย 3 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศวันที่ 4 ต.ค. 2566 รายงาน ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ แถลงว่า รัฐบาลจะเร่งสอบสวนกรณีเรือประมงฟิลิปปินส์ลำหนึ่งถูกเรือพาณิชย์ต่างชาติไม่ทราบสัญชาติชนในทะเลจีนใต้ จนเป็นเหตุให้เรือประมงอับปาง และทำให้มีลูกเรือเสียชีวิต 3 ศพ เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของชาวประมงทั้ง 3 ศพ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกัปตันของเรือ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาล “จะทำทุกวิถีทางเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้” โดยในตอนนี้ ทางการกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อยืนยันรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านหน่วยยามชายฝั่งฟิลิปปินส์ เปิดเผยวันนี้ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 2 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยจุดที่เรือประมงฟิลิปปินส์ถูกชนอยู่ห่างจากสันดอนสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) พื้นที่ข้อพิพาทระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 157 กิโลเมตร มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ และรอดชีวิต 11 คน

ขณะที่หน่วยยามชายฝั่งของฟิลิปปินส์กล่าวเพิ่มเติมว่า พวกเขาจะติดต่อไปยังเรือบรรทุกน้ำมันที่จดทะเบียนและติดธงเกาะมาร์แชล เพื่อสอบถามข้อมูล เนื่องจากเรือลำนี้อาจอยู่ในพื้นที่ขณะเกิดอุบัติเหตุ หากอ้างอิงจากคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต และข้อมูลการจราจรในท้องทะเล

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากฟิลิปปินส์รื้อถอนแนวกั้นลอยน้ำของจีนในบริเวณน่านน้ำข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนเอามาติดตั้งเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เพื่อกันไม่ให้ฟิลิปปินส์เข้ามาทำการประมงในบริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์ พื้นที่ที่ทั้งจีนและฟิลิปปินส์ต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์มานานหลายปี

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า สหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ ได้เริ่มการฝึกซ้อมรบทางทะเลประจำปี เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมีทหารของทั้ง 2 ชาติเข้าร่วมมากกว่า 1,000 นาย การฝึกในครั้งนี้ ประกอบด้วย การฝึกต่อต้านเรือดำน้ำ การฝึกบนผิวน้ำ และการรับมือกับสงครามอิเล็กทรอนิกส์ บริเวณนอกชายฝั่งกรุงมะนิลา และทางตอนใต้ของเกาะลูซอน เกาะหลักของฟิลิปปินส์

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: Aljazeera, CNN

รมว.พลังงานทั่วโลกประชุมที่สเปน หารือวิกฤติโลกร้อนก่อนประชุม COP28

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2729937

รมว.พลังงานทั่วโลกประชุมที่สเปน หารือวิกฤติโลกร้อนก่อนประชุม COP28

4 ต.ค. 2566 15:00 น.

รมว.พลังงานทั่วโลกประชุมที่สเปน หารือวิกฤติโลกร้อนก่อนประชุม COP28

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศจากทั่วโลก ได้รวมตัวกันที่กรุงมาดริด หารือวิกฤติโลกร้อน ก่อนการประชุม COP28 ด้านรมว.พลังงานสเปนเรียกร้องทั่วโลกร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีส 

สำนักข่าวต่างประเทศวันที่ 3 ต.ค. 2566 รายงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศจากทั่วโลก ได้รวมตัวกันที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2566 เพื่อหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ก่อนการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 หรือ COP28 ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือ และกำหนดทิศทางการดำเนินงานการด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประชาคมโลก ที่จะจัดขึ้น ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเดือนพฤศจิกายนนี้

เทเรซา ริเบรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสเปน กล่าวเปิดการประชุมกับบรรดารัฐมนตรีพลังงานและผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศจากทั่วโลกวานนี้ว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศเป็นปัญหาระดับโลก และจำเป็นต้องได้รับการตอบสนองจากทุกประเทศ ซึ่งสเปน ในฐานะประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ต้องการผลักดันให้นานาชาติร่วมมือกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสปี 2558 (The Paris Agreement) ที่มีสาระสำคัญว่าด้วยการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เหนืออุณหภูมิก่อนยุคการพัฒนาอุตสาหกรรม

นางริเบรายังได้เตือนอีกว่า การประชุม COP28 ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 12 ธ.ค. 2566 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะเป็นการประชุมที่มี “ความท้าทาย” เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุปที่เกี่ยวกับทิศทางการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ 

ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ IEA กล่าวว่า ในการประชุม COP28 ที่ถึงนี้ ที่ประชุมมีเงื่อนไข 5 ประการ ที่จะต้องพิจารณาให้สำเร็จ เช่น การเพิ่มงบประมาณสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่า การเพิ่มประสิทธิภาพของพลังงานสะอาดเป็นสองเท่า และการจัดทำข้อตกลงเพื่อสนับสนุนการจัดหาเงินทุนด้านพลังงานสะอาดให้กลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศบราซิลพบซาก‘โลมาแม่น้ำแอมะซอน’ ตายอยู่ในทะเลสาบกว่า 120 ตัวแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าสาเหตุการตายเกิดจากภัยแล้งที่ทำให้น้ำในแม่น้ำลดลง และอากาศร้อนอย่างรุนแรง

นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมต่างมองว่า สภาพอากาศที่ร้อนผิดปกตินี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ซึ่งทำให้ภัยแล้งและคลื่นความร้อนมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: Aljazeera 1, 2, DW

เหตุกราดยิงหลังงานคืนสู่เหย้ามหาวิทยาลัยในบัลติมอร์ บาดเจ็บ 5 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730330

เหตุกราดยิงหลังงานคืนสู่เหย้ามหาวิทยาลัยในบัลติมอร์ บาดเจ็บ 5 ราย

4 ต.ค. 2566 14:41 น.

เหตุกราดยิงหลังงานคืนสู่เหย้ามหาวิทยาลัยในบัลติมอร์ บาดเจ็บ 5 ราย

เกิดเหตุกราดยิงขึ้นที่มหาวิทยาลัยมอร์แกน สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ ในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ในเหตุกราดยิงในระหว่างการเฉลิมฉลองสัปดาห์คืนสู่เหย้าที่มหาวิทยาลัยมอร์แกน สเตท ในเมืองบัลติมอร์ เมื่อวันอังคาร (3 ต.ค.) และส่งผลให้วิทยาลัยต้องปิดนานหลายชั่วโมง

นักศึกษาได้รับคำสั่งให้ซ่อนตัวประมาณ 4 ชั่วโมง ขณะที่ตำรวจเดินตรวจตามห้องต่างๆ เพื่อค้นหาผู้ต้องสงสัย ขณะที่ชั้นเรียนถูกยกเลิกในวันพุธ

ริชาร์ด วอร์ลีย์ ผู้บัญชาการตำรวจ กล่าวว่า เหยื่อ 5 ราย เป็นชาย 4 รายและหญิง 1 ราย มีอายุระหว่าง 18 ถึง 22 ปี อาการบาดเจ็บไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ด้านแลนซ์ แฮทเชอร์ ผู้กำกับการตำรวจประจำมหาวิทยาลัย กล่าวว่า เหยื่อ 4 รายเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ยังไม่มีการประกาศการจับกุม และตำรวจไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องสงสัย

เหตุกราดยิงเกิดขึ้นไม่นานหลังจากพิธีมอบมงกุฎให้แก่มิสเตอร์และมิสมอร์แกน สเตท ที่ศูนย์วิจิตรศิลป์เมอร์ฟี ขณะที่นักศึกษากำลังมุ่งหน้าไปร่วมงานฉลอง ด้านคอนเนอร์ คราวเดอร์ นักศึกษาปีที่ 2 กล่าวว่า เขาและเพื่อนๆ ของเขาอยู่ระหว่างการรอให้งานเลี้ยงเริ่ม ในขณะที่เห็นผู้คนวิ่งหนีไปทั่วมหาวิทยาลัย

ไรอัน ดอร์ซีย์ สมาชิกสภาเมืองกล่าวก่อนหน้านี้ว่า “เชื่อกันว่ามีมือปืน 3 คนที่ยิงใส่ฝูงชน” และเจ้าหน้าที่สืบสวนไม่ทราบว่ามีมือปืนที่เกี่ยวข้องกี่คน

วอร์ลีย์ กล่าวว่า ตำรวจได้ยินเสียงปืน และหน้าต่างหอพักหลายแห่งแตกเสียหาย ในตอนแรกเจ้าหน้าที่จึงคิดว่ามีมือปืนอยู่ในมหาวิทยาลัย และปฏิบัติตามระเบียบการที่เหมาะสม เขากล่าวว่าพวกเขายุติคำสั่งให้ซ่อนตัว เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. หลังจากที่เจ้าหน้าที่หน่วยสวาท เคลียร์พื้นที่อาคารแห่งหนึ่งที่ผู้ต้องสงสัยอาจหลบหนีไปได้

หลังเที่ยงคืนไม่นาน นักศึกษาหลายสิบคนเริ่มหนีออกจากศูนย์ศิลปะที่พวกเขาพักพิงอยู่ และพบหลักฐานการทำเครื่องหมายสีส้มปรากฏให้เห็นบนพื้นหน้าอาคารถัดจากหอพักที่เกิดการกราดยิง เจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อค้นหาหลักฐาน

เดวิด วิลสัน ประธานมหาวิทยาลัยมอร์แกน สเตท กล่าวว่า เขาเข้าร่วมงานฉลอง ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นก่อนการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลเกมเหย้าของมหาวิทยาลัยในวันเสาร์นี้

มหาวิทยาลัยมอร์แกน สเตท ซึ่งมีนักศึกษาประมาณ 9,000 คน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2410 โดยได้ย้ายไปยังที่ตั้งปัจจุบัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองบัลติมอร์ในปี 2460 และถูกซื้อโดยรัฐแมริแลนด์ในปี 2482 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับพลเมืองผิวดำ

แบรนดอน สก็อตต์ นายกเทศมนตรีเมืองบัลติมอร์ กล่าวถึงอัตราการฆาตกรรมในเมืองที่เริ่มลดลงเมื่อเร็วๆ นี้ และกล่าวว่าเหตุกราดยิงเมื่อวันอังคาร บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการปฏิรูปอาวุธปืนในระดับชาติ.

ทรัมป์หลุดจากรายชื่อมหาเศรษฐี 400 อันดับในสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730291

ทรัมป์หลุดจากรายชื่อมหาเศรษฐี 400 อันดับในสหรัฐฯ

4 ต.ค. 2566 14:19 น.

ทรัมป์หลุดจากรายชื่อมหาเศรษฐี 400 อันดับในสหรัฐฯ

อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หลุดจากรายชื่อ 400 คนที่รวยที่สุดในอเมริกา ตามการจัดอันดับใหม่ของนิตยสารฟอร์บส์

นิตยสารฟอร์บส์เปิดเผยประมาณการทรัพย์สินของทรัมป์ในปีนี้ว่าน่าจะอยู่ที่ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีที่แล้วที่อยู่ที่ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของเขาไม่ถึงขั้นต่ำที่จะทำให้เขาติดอยู่ใน 400 รายชื่อมหาเศรษฐีของสหรัฐอเมริกาได้

ขณะที่มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของอเมริกาในปีนี้คือซีอีโอของเทสลา อย่างนายอีลอน มัสก์ ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 251 พันล้านดอลลาร์

การร่วงลงมาจาก 400 อันดับมหาเศรษฐีของฟอร์บส์ อาจดูเหมือนเป็นปัญหาเล็กน้อยสำหรับคนที่ร่ำรวยมหาศาล และกำลังเดินหน้าลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นครั้งที่สอง แต่ฟอร์บส์ ตั้งข้อสังเกตว่า Forbes 400 เป็นการวัดผลประจำปีที่ทรัมป์หมกมุ่นมานานหลายทศวรรษ โดยเขาพยายามสร้างภาพความร่ำรวยมั่งคั่งกับนักข่าวเพื่อพยายามเลื่อนชื่อของตัวเองให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ ของรายการอยู่เสมอ

การจัดอันดับครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทรัมป์กำลังเผชิญกับการพิจารณาคดีฉ้อโกงทางแพ่งในนิวยอร์ก โดยกล่าวหาว่าเขาแสดงความมั่งคั่ง และมูลค่าทรัพย์สินของเขามากเกินไป ขณะที่สื่อโซเชียลมีเดีย Truth ของเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้จากที่คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้งานถึง 40 ล้านคนในปีนี้ แต่ในความเป็นจริงมีผู้ใช้งานเพียง 6.5 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์เดิม

ไม่เพียงแค่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเท่านั้นที่ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของทรัมป์ลดลง แต่อาคารสำนักงานของเขาในซานฟรานซิสโกก็มีมูลค่าลดลงไปถึง 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาคารอื่นๆ ในย่านนั้นต้องขายในมูลค่าที่น้อยลงกว่าราคาในปี 2005 อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอสังหาเกี่ยวกับกอล์ฟของเขายังไปได้ดี โดยเขามีรายได้จากกอล์ฟรีสอร์ตมากถึง 150 ล้านดอลลาร์ เปรียบเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิดที่มีมูลค่าอยู่ที่ 108 ล้านดอลลาร์ นี่ยังไม่รวมที่ทรัมป์เผชิญกับคดีแพ่งที่ถูกฟ้องถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคดีอื่นๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีอีก

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยหลุดจากรายชื่อมหาเศรษฐีที่จัดอันดับโดยฟอร์บส์เมื่อปี 1990 มาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่เขาจะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง จนกลับเข้ามาติดอันดับอีกครั้งในปี 1996 และอยู่ใน 400 รายชื่อมหาเศรษฐีจนถึงปี 2021 ที่เขาหลุดจากรายชื่ออีกครั้ง และกลับเข้ามาในปี 2022 หลังนิตยสารฟอร์บส์ประเมินสินทรัพย์ของ ทรัมป์ มีเดีย แอนด์เทคโนโลยี กรุ๊ป สูงถึง 730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา : CBS

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “ทรัมป์“

อินเดียสั่งแคนาดาถอนนักการทูต 41 คนกลับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730288

อินเดียสั่งแคนาดาถอนนักการทูต 41 คนกลับประเทศ

4 ต.ค. 2566 13:01 น.

อินเดียสั่งแคนาดาถอนนักการทูต 41 คนกลับประเทศ

อินเดียขอให้แคนาดาถอนเจ้าหน้าที่ทางการทูต 41 คนออกจากอินเดีย ท่ามกลางวิกฤติระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์

เมื่อเดือนที่แล้ว แคนาดากล่าวหาว่าอินเดียอาจอยู่เบื้องหลังการสังหารผู้นำแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์บนดินแดนแคนาดา ซึ่งอินเดียปฏิเสธ

แคนาดามีนักการทูตในกรุงนิวเดลี มากกว่าที่อินเดียมีในกรุงออตตาวา และนับตั้งแต่วิกฤติครั้งนี้ปะทุขึ้น อินเดียได้ขอให้แคนาดามีความเท่าเทียมกันในภารกิจทางการทูต ด้านเว็บไซต์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศอินเดียให้เวลาแคนาดาหนึ่งสัปดาห์ในการส่งนักการทูต 2 ใน 3 ที่ประจำอยู่ในอินเดียกลับประเทศ โดยลดจำนวนลงเหลือ 21 คน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 62 คน และเจ้าหน้าที่ทูตที่อยู่เกินวันที่ 10 ตุลาคมจะสูญเสียความคุ้มกันทางการทูต

นายกรัฐมนตรีแคนาดา จัสติน ทรูโด กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาไม่ได้ต้องการที่จะขยายความแตกแยกกับอินเดีย และกล่าวว่า แคนาดาจะยังคงมีส่วนร่วมอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์กับรัฐบาลอินเดียต่อไป

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในอดีต หลังจากที่นายทรูโดกล่าวเมื่อเดือนกันยายนว่าอินเดียอาจอยู่เบื้องหลังการสังหารฮาร์ดีพ ซิงห์ นิจจาร์ นักเคลื่อนไหวชาวซิกข์ ซึ่งอยู่ในฐานะพลเมืองแคนาดา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นิจจาร์ถูกยิงเสียชีวิตในรถโดยมือปืนสวมหน้ากาก 2 คนนอกวัดซิกข์ในรัฐบริติชโคลัมเบีย โดยเมื่อปี 2563 อินเดียประกาศให้เขาอยู่ในฐานะผู้ก่อการร้าย

นายทรูโดบอกกับรัฐสภาแคนาดาว่า หน่วยข่าวกรองของประเทศกำลังสืบสวนว่า “สายลับของรัฐบาลอินเดีย” เกี่ยวข้องกับการสังหารนิจจาร์หรือไม่ ในขณะที่อินเดียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศอินเดียกล่าวในภายหลังว่า ยินดีพิจารณาข้อมูลเฉพาะจากแคนาดา

เมื่อวันที่ 21 กันยายน อินเดียระงับการออกวีซ่าให้กับพลเมืองแคนาดาโดยอ้างถึง “ภัยคุกคามด้านความปลอดภัย” ในภารกิจของตนในแคนาดา อรินดัม บักชี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กล่าวว่า อินเดียคาดหวังความเท่าเทียมกันในด้านตำแหน่งและความแข็งแกร่งทางการทูต ระหว่างคณะทูตของทั้งสองประเทศ เนื่องจากการแทรกแซงทางการฑูตของแคนาดาในกิจการภายในของอินเดีย

แคนาดายังประกาศด้วยว่ากำลังลดบุคลากรในอินเดีย โดยระบุว่านักการทูตบางคนได้รับภัยคุกคามบนโซเชียลมีเดีย แถลงการณ์ระบุว่า “เนื่องจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น เรากำลังดำเนินการเพื่อรับรองความปลอดภัยของนักการทูตของเรา” ขณะที่บริการวีซ่าของแคนาดายังคงเปิดให้บริการในอินเดีย

สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียเรียกร้องให้อินเดียให้ความร่วมมือกับการสืบสวนของแคนาดา รัฐบาลอินเดียมักแสดงการตอบสนองอย่างรุนแรงต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ในประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อก่อตั้งดินแดนภายใต้การปกครองอย่างอิสระของชาวซิกข์ หรือที่เรียกว่า คาลิสถาน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลอินเดียมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เมื่อทางการอินเดียใช้กำลังปราบปรามกลุ่มชาวซิกข์แบ่งแยกดินแดนดังกล่าว นำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนหลายพันคน รวมทั้งผู้นำศาสนาซิกข์จำนวนมาก.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

กันยายนเดือด ญี่ปุ่นร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730254

กันยายนเดือด ญี่ปุ่นร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

4 ต.ค. 2566 11:36 น.

กันยายนเดือด ญี่ปุ่นร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิพุ่งสูงสุดจากที่เคยมีการบันทึกไว้ในรอบ 125 ปี

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สูงกว่าปกติถึง 2.66 องศาเซลเซียส และนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติไว้ในปี 1898 หรือราว 125 ปีก่อน โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานสภาพอากาศระบุว่าอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงกว่า 2 องศา เป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก และสามารถทำลายสถิติเดิมได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จุดตรวจวัดสภาพอากาศทั่วประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่ราว 153 จุด พบว่ามีถึง 100 จุด ที่ทำลายสถิติอุณหภูมิเฉลี่ย รวมถึงในกรุงโตเกียวเมืองหลวงของประเทศ ที่อุณหภูมิสูงถึง 26.7 องศาเซลเซียส ขณะที่โอซากาอุณหภูมิอยู่ที่ 27.9 องศาเซลเซียส และในนาโกยา ที่วัดอุณหภูมิได้ 27.3 องศาเซลเซียส

ไม่เพียงแต่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่คาดการณ์ว่าปีนี้จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เร่งเร็วขึ้น เพราะหลายประเทศรวมทั้งออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี โปแลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ ต่างเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติในเดือนกันยายนที่ผ่านมาเช่นกัน

โดยหน่วยงานด้านสภาพอากาศของฝรั่งเศส ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยเดือน ก.ย.ในฝรั่งเศส จะอยู่ที่ราว 21.5 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงขึ้นกว่าช่วงปี 1991-2020 ที่ 3.5-3.6 องศาเซลเซียส

ขณะที่ อังกฤษ อุณหภูมิในเดือน ก.ย. ก็ทำสถิติสูงสุด นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 1884

ทั้งนี้ หน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป ระบุในรายงานว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในเดือน มิ.ย. ก.ค. และ ส.ค. อยู่ที่ 16.77 องศาเซลเซียส ซึ่งทำลายสถิติสูงสุดก่อนหน้าเมื่อปี 2019 ไปแล้ว.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “ญี่ปุ่น“

เด็กชาย 11 ปี หยิบปืนในรถแม่ไปยิงเพื่อนบาดเจ็บ 2 ราย หลังทะเลาะกันที่สนามฟุตบอลที่สหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730231

เด็กชาย 11 ปี หยิบปืนในรถแม่ไปยิงเพื่อนบาดเจ็บ 2 ราย หลังทะเลาะกันที่สนามฟุตบอลที่สหรัฐฯ

4 ต.ค. 2566 09:58 น.

เด็กชาย 11 ปี หยิบปืนในรถแม่ไปยิงเพื่อนบาดเจ็บ 2 ราย หลังทะเลาะกันที่สนามฟุตบอลที่สหรัฐฯ

เด็กชายวัย 11 ปี ในรัฐฟลอริดา หยิบปืนในชั้นเก็บของที่รถแม่ ซึ่งไม่ได้ล็อกไว้ เอาไปก่อเหตุยิงเพื่อนรุ่นพี่บาดเจ็บ 2 ราย หลังทะเลาะมีปากเสียงกันระหว่างซ้อมฟุตบอล

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2566 ตำรวจรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เกิดเหตุเด็กชายอายุ 11 ปี หยิบปืนออกจากช่องเก็บของหน้ารถของแม่ที่ไม่ได้ล็อกไว้ แล้วนำไปยิงเด็กชายอายุ 13 ปี จำนวน 2 คน ได้รับบาดเจ็บ หลังจากเกิดการทะเลาะวิวาทที่เริ่มขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลเยาวชน “ป๊อป วอร์เนอร์” ในเขตตอนกลางของฟลอริดา

ไมค์ แมคคินลีย์ หัวหน้าตำรวจเมืองอะพ็อพกา กล่าวว่า เด็กคนนี้ก่อเหตุยิงหนึ่งนัด โดนวัยรุ่นคนหนึ่งที่แขน และโดนอีกคนหนึ่งที่ลำตัว ตอนนี้ทั้งคู่รับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยอาการทรงตัว โดยภาพจากกล้องวิดีโอวงจรปิด เผยให้เห็นเด็กอายุ 13 ปี ทั้ง 2 คน กำลังวิ่งหนีออกมาจากสนามฟุตบอลหลังจากเด็กชายก่อเหตุยิงปืน 

รายงานข่าวระบุว่า เด็กชายถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่าโดยไม่เจตนา 1 กระทง หัวหน้าตำรวจกล่าวว่า ผู้เป็นแม่อาจเผชิญความผิดลหุโทษขั้นที่ 2 ฐานทิ้งปืนไว้โดยไม่มีล็อกป้องกันเพื่อความปลอดภัย.

เครื่องบินเล็กของโรงเรียนการบินโคลอมเบีย ตกใกล้ถนน ดับ 1 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730218

เครื่องบินเล็กของโรงเรียนการบินโคลอมเบีย ตกใกล้ถนน ดับ 1 ศพ

4 ต.ค. 2566 09:57 น.

เครื่องบินเล็กของโรงเรียนการบินโคลอมเบีย ตกใกล้ถนน ดับ 1 ศพ

เกิดเหตุเครื่องบินเล็กที่ใช้ในการฝึกบินประสบเหตุตก บริเวณใกล้ถนนในชานเมืองกาลี ของโคลอมเบีย พบนักบินที่เป็นครูฝึกติดอยู่ข้างใน ช่วยออกมาไม่ทัน เสียชีวิต ส่วนนักเรียนที่นั่งมาด้วยกัน 1 ราย ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2566 สำนักข่าว AP รายงานว่า เครื่องบินเล็กที่ใช้ในการฝึกบินประสบเหตุตก บริเวณใกล้ถนนในชานเมืองกาลี ของโคลอมเบีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 1 ราย โดยรายงานข่าวระบุว่า เครื่องบินลำนี้คือเครื่องบินเล็ก “ที-90 คาลิมา เอฟเอซี-2448” เป็นเครื่องบินสำหรับฝึกบินของโรงเรียนการบิน “มาร์โค ฟิเดล ซัวเรซ” และเพิ่งบินขึ้นจากสวนสาธารณะฮอร์เก ไอแซคส์ ทางตอนเหนือของเมือง ก่อนประสบเหตุตก

โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเปิดเผยว่า พบร่างของนักบินซึ่งเป็นครูฝึก ติดอยู่ในซากเครื่องบิน และไม่สามารถช่วยออกมาได้ โดยเขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ ส่วนผู้โดยสารอีกคนบนเครื่องบินเป็นนักเรียนการบิน ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ด้าน นายฮอร์เก อิวาน ออสปินา นายกเทศมนตรีของเมืองยืนยันว่า เครื่องบินตกในย่านที่พักอาศัยของเมือง และชาวบ้านในพื้นที่ได้ช่วยดับไฟ เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ และกล่าวว่า ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับการโทรฉุกเฉินของนักบินก่อนเกิดอุบัติเหตุ.

มาเลเซียสู้ควันไฟป่า ทำฝนเทียมลดมลพิษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2730213

มาเลเซียสู้ควันไฟป่า ทำฝนเทียมลดมลพิษ

4 ต.ค. 2566 09:26 น.

มาเลเซียสู้ควันไฟป่า ทำฝนเทียมลดมลพิษ

กระทรวงสิ่งแวดล้อมมาเลเซียแถลงเมื่อ 3 ต.ค.เตรียมทำฝนเทียม รับมือมลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะทางตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย อย่างเช่น ที่เมืองนีไล เมือง เซเรมบัน ในรัฐเนกรี เซมบิลัน รวมทั้งเมืองชาห์อาลัม รัฐสลังงอร์ และเมืองเชอร์รัส ใกล้กรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่มีค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ API กระทบต่อสุขภาพ เป็นผลจากการเผาพื้นที่การเกษตรเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันและเยื่อกระดาษในอินโดนีเซียจนควันปกคลุมทั่วพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาค เสี่ยงต่อสุขภาพประชาชน กระทบการท่องเที่ยวและการบิน ยังประกาศให้โรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลหยุดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่า API อยู่ที่ 100 และปิดสถานศึกษาเมื่อค่ามลพิษสูงถึง 200 ก่อนหน้านี้สำนักอุตุนิยมวิทยามาเลเซียตรวจพบจุดความร้อนบ่งชี้ถึงการเกิดไฟป่าบนเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ของอินโดนีเซียเกือบ 250 จุด ขณะที่กลุ่มกรีนพีซกระตุ้นให้ประเทศต่างๆในภูมิภาคออก ก.ม.หยุดยั้งการเกษตร ที่ก่อมลพิษทางอากาศ.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่