ม.อ. ร่วมกับ IPF จัดปาฐกถาพิเศษ โดยนักวิชาการรางวัลโนเบล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760314

ม.อ. ร่วมกับ IPF จัดปาฐกถาพิเศษ  โดยนักวิชาการรางวัลโนเบล

ม.อ. ร่วมกับ IPF จัดปาฐกถาพิเศษ โดยนักวิชาการรางวัลโนเบล

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ในวาระครบรอบ 55 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี 2566 ม.อ. ร่วมกับ International Peace Foundation (IPF) ได้เชิญนักวิชาการที่ได้รับรางวัลโนเบล(Nobel Laureate) ร่วมจัดปาฐกถาพิเศษภายใต้กิจกรรมJAPAN-ASEAN BRIDGES Event Series ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อาเซียนเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ แบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์หลากหลายด้านวิชาการ ทั้งวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เภสัชศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมความรู้ให้แก่ครู นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา

การปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ ม.อ. ดำเนินการจัดขึ้น ได้แก่ คณะเทคนิคการแพทย์ จัดปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Spreading peace through science and commerce in emerging economies โดย Dr.Sir Richard J.Roberts เป็นผู้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์,คณะวิทยาศาสตร์ หัวข้อ The importance of science for peace-building โดย Prof. Takaaki Kajita ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์,คณะเภสัชศาสตร์ หัวข้อ Personalized medicine renovation : Are we going to cure all diseases and at what price? โดย Prof. Aaron Ciechanover ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี และคณะเศรษฐศาสตร์ ดำเนินการจัดการปาฐกถาพิเศษขึ้นภายใต้หัวข้อ The prospects for global financial stability โดย Prof. Robert F. Engle III ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ บรรยายภายใต้หัวข้อ The role of basic science in biotechnology โดย Prof.Randy W.Schekman ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์

การปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน 2566 จนถึง 27 มีนาคม 2567 ผู้สนใจลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.psu.ac.th/?page=bridges

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต ปั้น ‘Digital Content Creator’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760311

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต  ปั้น ‘Digital Content Creator’

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต ปั้น ‘Digital Content Creator’

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม็คโคร ธุรกิจค้าส่ง ภายใต้ซีพี แอ็กซ์ตร้า สนับสนุนนวัตกรรมและการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโครงการเฟ้นหานักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงาน รับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีนโยบายสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพการศึกษาเชิงรุกในทุกมิติ ด้วยเป้าหมายสร้างงานสร้างอาชีพรวม 400,000 รายภายในปี 2573 และเราเห็นความสำคัญของการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับธุรกิจ จึงร่วมมือกับสาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต พัฒนาการเรียนการสอนแบบบูรณาการ มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษานำองค์ความรู้สมัยใหม่มาปฏิบัติจริง รวมทั้งการทำคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ในหัวข้อ “เริ่มต้นความสุขที่แม็คโคร” (Makro Journey of Happiness) ต่อยอดสู่การเป็นนักสร้างสรรค์คอนเทนต์มืออาชีพ และเปิดโอกาสในการร่วมงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ กับแม็คโครในอนาคต

ด้าน รศ.ดร.เชฎฐเนติ ศรีสอ้าน รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ม.รังสิต กล่าวว่า ความร่วมมือเพื่อพัฒนาคุณภาพของนักศึกษาทั้งด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในสาขานักสร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติงานจริงระหว่างการเรียนการสอน พร้อมเปิดประสบการณ์ในการทำงานผ่านสื่อออนไลน์ที่กำลังเติบโตและเป็นช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงคนจำนวนมาก เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ด้วยวิธีการและกลยุทธ์การสื่อสารที่สอดรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

โดยงานนี้ ผศ.ดร.ปถมาพร สุกปลั่ง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดี และ รศ.ดร.เชฏฐเนติ ศรีสอ้าน รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต พร้อมด้วยนางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร และนางสาวชลพินทุ์ เจริญพัฒนาสถิตย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760317

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย  โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกมประจำปี 2024 โดย Times Higher Education World University Rankings (THE WUR) 2024 ซึ่งมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 2,673 แห่ง เมื่อพิจารณาจากคะแนนรวม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอันดับที่ 1 ของไทย และอยู่ในอันดับที่ 601-800 ของโลก

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยครั้งนี้ใช้เกณฑ์การจัดอันดับจาก 5 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย Teaching (the learning environment) 29.5% Research environment 29% Research quality 30% International outlook 7.5% Industry 4%

ทั้งนี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา QS World University Rankings 2024 จัดโดย QS Quacquarelli Symonds สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
อีกแห่งหนึ่งได้จัดอันดับสถาบันอุดมศึกษา 2,963 แห่ง จากทั่วโลก โดยจุฬาฯ ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทยเป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2009) และติดอันดับ 211 ของโลก

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760310

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า  วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย มอบอุปกรณ์และอะไหล่รถปลั๊กอินไฮบริดและรถไฟฟ้าวอลโว่แก่สาขาวิชาเทคนิคยานยนต์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เพื่อใช้ประกอบเป็นสื่อการเรียนการสอน โดยมี นายประสงค์ ชะอุ่มใบ ผู้จัดการรถใหม่และอะไหล่ และนายพิเชษฐ์ ทีโส, ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค เป็นตัวแทนจาก วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ส่งมอบแก่ นางอรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน, ผู้อำนวยการชำนาญ, ผู้บริหารและอาจารย์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อเร็วๆ นี้ ณ คลังสินค้าและศูนย์จัดอบรมแบบครบวงจร Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center

วอลโว่ คาร์ได้ส่งมอบชิ้นส่วนประกอบของรถปลั๊กอินไฮบริดและรถไฟฟ้าวอลโว่ ได้แก่ โมดูลแบตเตอรี่ รถปลั๊กอินไฮบริด, อุปกรณ์ On Board Charger (OBC), อุปกรณ์ Inverter, มอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนล้อ และคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ทั้งเพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาทักษะให้แก่นักเรียนนักศึกษายกระดับมาตรฐานวิชาชีพยานยนต์และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

เตือน ‘เพื่อไทย’ มีวุฒิภาวะ อย่าถึงขั้นยื่นดาบให้ยุบพรรค ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560048

03 ต.ค. 2566

เตือน 'เพื่อไทย' มีวุฒิภาวะ อย่าถึงขั้นยื่นดาบให้ยุบพรรค 'ก้าวไกล'

บก.ลายจุด ยกประวัติศาสตร์ ที่เคยถูกกระทำ เตือน พรรค ‘เพื่อไทย’ อย่าเปิดช่องให้พรรค ‘ก้าวไกล’ ถูกทำลายทางการเมือง

สมบัติ บุญงามอนงค์หรือ บก.ลายจุดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองโพสเฟซบุ๊ค เตือนเพื่อไทย มีวุฒิภาวะ อย่าฉวยโอกาศทำลายล้างพรรคก้าวไกล ด้วยการยื่นดาบให้องค์กรอิสระ เนื้อหาในเฟซบุ๊ก ระบุว่า

สำหรับสิ่งที่จะเขียนต่อจากนี้ ขอเรียกว่าความปราถนาดี

พรรคเพื่อไทยอย่าส่งเรื่องกรณีหมออ๋องให้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล หากคุณเห็นว่ามันไม่ถูกต้องหรือพอเป็นช่องในการตอบโต้กันทางการเมือง ให้ใช้โอกาสนี้วิพากษ์วิจารณ์ในระดับที่เหมาะสม ว่ากันไปตามวิถีทางการเมือง  อย่าไปล้มโต๊ะล้มพรรคเขา อย่ามีส่วนร่วมใดๆ กับการทำลายล้างในระดับที่พรรคก้าวไกลต้องโดนยุบ อย่าชง อย่าส่งบอล หรือยื่นดาบให้เพชฌฆาต

เพื่อไทยต้องแสดงวุฒิภาวะทางการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านการถูกบ่อนทำลายในทุกรูปแบบ อย่านำพรรคกลืนไปกับมนต์ดำทางการเมืองแล้วกลายเป็นพรรคในแบบเดียวกับที่ประชาธิปัตย์เคยทำกับเพื่อไทย ให้ทุ่มเทไปกับการบริหารประเทศใช้สิ่งนี้เป็นผลงานที่จะแย่งชิงหัวใจของประชาชนกลับคืน และหากก้าวไกลจะล้มก็ให้เขาลื่นล้มด้วยตนเอง เพื่อไทยอย่าไปมีส่วนร่วม

ด้วยความปราถนาดีจริงๆ

‘ภูมิธรรม’ ชงรายชื่อ คกก.แก้ รธน.เข้า ครม.วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560036

03 ต.ค. 2566

‘ภูมิธรรม’ ชงรายชื่อ คกก.แก้ รธน.เข้า ครม.วันนี้

‘ภูมิธรรม’ เตรียมนำรายชื่อ คกก.แก้รัฐธรรมนูญเข้า ครม.วันนี้ ย้ำมีโควต้า ‘ก้าวไกล’ เชื่อดำเนินการเสร็จใน 4 ปี

วันที่ 3 ต.ค.นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ กล่าวว่าว่า ขณะนี้ได้ส่งรายชื่อคณะกรรมการให้กับ นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว หากวันนี้นายกรัฐมนตรีเซ็นแต่งตั้ง ก็จะมีการแถลงข่าวในช่วง 13.00 น ของวันนี้ 

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ จะมีพรรคฝ่ายค้านร่วมด้วย ทั้งพรรคก้าวไกล พรรคสร้างไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ภายใน 4 ปีนี้ต้องจบตามกรอบเวลา ตามไทม์ไลน์กฎหมายทั้งหมดว่าต้องกี่วัน เพราะยาวสุดประมาณ 3 ปีกว่า และเราลดการทำประชามติและลดการทำอะไรหลายอย่าง ทำให้ระยะเวลาลดลง ทั้งนี้ในระยะเวลา 3 ปี กว่าจะรวมทั้งกฎหมายลูกด้วย ซึ่งการเลือกตั้งครั้งใหม่จะใช้กติกาใหม่ อันนี้และในช่วงบ่ายนี้ตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง พร้อมทั้งแจกรายชื่อคณะกรรมการให้ทราบ อย่างไรก็ตามผู้ที่มาร่วมทำงานจะเข้ามาในลักษณะของผู้ทรงคุณวุฒิ

ลุ้น ‘วาระ ครม.’ ชง ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ‘เงินดิจิทัล 10,000’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560034

03 ต.ค. 2566

ลุ้น 'วาระ ครม.' ชง  ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 'เงินดิจิทัล 10,000'

จับตา ‘วาระ ครม.’ วันที่ 3 ตุลาคม 2566 กระทรวงการคลัง ชง ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ‘เงินดิจิทัล 10,000’ ลุ้นใช้ปีหน้า

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” ประจำวันที่ 3 ต.ค. 2566 มีหลายวาระ ครม. ที่น่าสนใจ ที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบ ทั้งในส่วนของการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข, เสนอแนทางการเพิ่มจำนวนประชากร รวมทั้งนโยบายที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ “เงินดิจิทัล 10.000” ซึ่งวันนี้จะเสนอที่ประชุมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน

วาระร้อน ครม.

– นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสาธารณสุขเข้าที่ประชุม ครม. ที่ถูกตีกลับโผแต่งตั้งเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว เนื่องจากติดเรื่องคุณสมบัติ โดยหมอชลน่าน กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่เพราะประเด็นที่ติดขัดนั้นเกี่ยวกับคดีความ

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข จะชงที่ประชุม ครม. เสนอแนวทางเพิ่มจำนวนพลเมือง ส่งเสริมการมีบุตร พร้อมดันเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน คนหนุ่มสาว ไม่แต่งงาน แต่งงานช้า หรือ ไม่มีบุตร ทำให้เด็กเกิดใหม่น้อย ทำให้พลเมืองไทยลดลง ส่งผลให้ขาดแคลนบุคลากร และยังจะส่งผลกระทบศักยภาพการแข่งขันในอนาคต จึงจะเสนอที่ประชุม ครม. รับทราบ อนุมัติในหลักการ เพื่อผลักดัน นำไปดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม

เงินดิจิทัล 10,000

– กระทรวงการคลัง จะทำเรื่องเสนอที่ประชุม ครม. แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ชุดใหญ่ ซึ่งมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ส่วนกรรมการก็จะมี รองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ และตัวแทน กระทรวงการคลัง , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สภาพัฒน์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น โดยมีคณะทำงานชุดเล็ก ศึกษารายละเอียด เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย สามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2567 หรือ อย่างช้าที่สุดต้องไม่เกินไตรมาสแรกของปีหน้า

– นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอรายชื่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุม ครม. หากวันนี้นายกรัฐมนตรีเซ็นแต่งตั้ง ก็จะมีการแถลงข่าวในช่วงเวลา 13.00 น. ทันที

นอกจากนี้ ยังมีวาระ ครม. อีกหลายวาระ ที่น่าสนใจ ซึ่งจะมีการแถลงผลการประชุมทั้งหมด ในเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

เตรียมยื่น ‘ยูเอ็น’ ดันไทย เข้าภาคีอนุศัญญา ‘อุ้มหาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560033

03 ต.ค. 2566

เตรียมยื่น 'ยูเอ็น' ดันไทย เข้าภาคีอนุศัญญา 'อุ้มหาย'

รมว.ยุติธรรม เสนอ ครม.ดันไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ‘อุ้มหาย’ และเตรียมยื่นต่อ ‘ยูเอ็น’ คุ้มครองการถูกบังคับให้สาปสูญ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามเสนอ เรื่องการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance : ICPPED) หรือ อนุสัญญาอุ้มหาย พร้อมการจัดทำข้อสงวนต่อคณะรัฐมนตรี

ประเทศไทยโดยความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้จัดทำพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565  ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

โดยพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว เป็นกฎหมายที่รองรับการดำเนินงานตามอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ

รวมทั้งได้กำหนดฐานความผิดและบทลงโทษกรณีการกระทำทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไว้เรียบร้อยแล้วมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอุ้มหาย อย่างสมบูรณ์แบบ

อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced  Disappearance : ICPPED) ประกอบด้วย 45 ข้อบท

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ในนามเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำการบังคับบุคคลให้หายสาบสูญ (อุ้มหาย) ในทุกกรณี และกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาซึ่งมีบทลงโทษ การดำเนินคดี และการเยียวยาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ภายหลังจาก คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบต่อการจัดทำข้อสงวนแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะได้ดำเนินการเสนอเรื่องเข้าเป็นภาคีต่ออนุสัญญาฯ ต่อองค์การสหประชาชาติหรือ ยูเอ็นต่อไป

‘สว.อนุพร’ เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560028

03 ต.ค. 2566

'สว.อนุพร' เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง

‘สว.อนุพร’ เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง แนะยื่นญัตติสภาผ่านวาระ 3 ค่อยออกเสียงครั้งเดียว เชื่อ ปชช. หวังแก้เศรษฐกิจก่อน

นายอนุพร อรุณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและอดีตที่ปรึกษานายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน เปิดเผยถึงกรณีคณะรัฐมนตรีเตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ว่า หลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 255 และ 256 ซึ่งเป็นบทเฉพาะว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องยึดหลักการใหญ่ว่า ต้องไม่ทำลายหลักนิรันดรของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเป็นแนวป้องกันไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ 

ซึ่งแม้ว่าในร่างแก้ไขจริงอาจจะไม่ได้ระบุข้อความตามข้อห้ามที่บัญญัติดังกล่าวไว้โดยตรงก็ตาม แต่หากปรากฏว่า มีเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดที่มีผลขัดหรือแย้งกับข้อห้ามดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขที่ขัดกับข้อห้ามตามบทบัญญัติมาตรา 255 ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะกระทำไม่ได้

ส่วนหลักการย่อยที่เกี่ยวกับวิธีการและเงื่อนไขในการแก้ไขนั้นเป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 256 โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามตินั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับเป็นเงื่อนไขทั่วไปว่า จะต้องทำการออกเสียงประชามติเสียก่อน แต่บังคับให้กระทำในกรณีที่เข้าเงื่อนไขเฉพาะตาม (8) เท่านั้น คือเมื่อร่างแก้ไขนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ หมวด 1 (บททั่วไป)หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) หรือหมวด 15 (การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ) หรือเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบในวาระสามแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ดังนั้น หากการแก้ไขที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาตามเงื่อนไขดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องทำประชามติแต่อย่างใด และหากจะต้องทำก็ไม่ใช่ทำก่อนการแก้ แต่ให้ทำหลังจากการแก้ได้ผ่านการให้ความเห็นชอบในวาระ 3 ในสภาแล้ว

เมื่อถามว่า ทั้งนายกฯและคนในรัฐบาลระบุชัดว่า ต้องทำประชามติถามประชาชนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึง เลือก สสร.มายกร่างใหม่ ตามรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น สามารถทำได้หรือไม่ สว.อนุพร กล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกสสร. ขึ้นมายกร่างนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้มีการพูดถึงในเรื่องนี้ มีแต่ให้จัดทำร่างแก้ไขในรูปของญัตติเสนอต่อรัฐสภา โดยที่ญัตตินั้นจะต้องมาจาก 3 สาย คือ มาจากครม. มาจากสส.ไม่น้อยกว่าหนี่งใน 5 องสมาชิกสภาผู้แทน ฯ หรือจากสส.และสว.ไม่น้อยกว่า 1ใน5ของสมาชิกทั้งสองสภา และมาจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน 

เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ดังกล่าวเห็นว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ญัตติร่างแก้ไขฯ ต้องมาจาก 3 สายเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าต้องมาจากสสร.ด้วย ส่วนในทางปฏิบัติหากเจ้าของญัตติในสายครม. จะเลือกสสร. ขึ้นมายกร่างให้แทน แม้ไม่มีข้อห้ามอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ก็มีข้อพิจารณาที่สำคัญด้วยเช่นกันว่า ครม.อาศัยอำนาจจากกฎหมายใดให้ทำการดังกล่าว 

เนื่องจากการใช้อำนาจใดๆ ของครม.จะต้องมีที่มาจากฐานของอาณัติกฎหมายรองรับด้วยไม่สามารถอ้างเอาอาณัติการเมืองว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลมาใช้โดยลำพังได้

ที่สำคัญองค์กรสสร. เองนั้นทั้งสถานะและที่มาถือเป็นองค์กรการเมืองที่บทบาทและอำนาจหน้าที่ที่มีผลต่อการกำหนดสาระสำคัญของร่างแก้ไขอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่มีหลักประกันทางกฎหมายในการกำกับควบคุมการทำหน้าที่ของสสร.ว่าเป็นการทำตามเหตุผลและความต้องการทางการเมืองขององค์กรที่ก่อตั้งตน หรือทำตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งโดยสัญญาประชาคมซึ่งตั้งอยู่บนฐานเจตจำนงร่วมของส่วนรวมที่อยู่เหนือฝ่ายการเมืองใดหรือไม่ แม้จะอ้างว่าเป็นสิทธิของฝ่ายข้างมากก็ตาม แต่ไม่สามารถนำมาใช้กับกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ใช้ได้แต่กับเฉพาะกฎหมายธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

เมื่อถามว่า มองอย่างไร หากจะต้องทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง มีความเหมาะสม เวลาความเร่งด่วน และ งบประมาณ สว.อนุพร กล่าวว่า หากการทำประชามติ มากถึง 3 ครั้งนั้น จะเป็นภาระประมาณที่กระทบกับการจัดสรร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้ทันกับความต้องการของประเทศและประชาชนที่มีลำดับความสำคัญและมีความเร่งด่วนอื่นที่มีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะการเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อปากท้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดใหญ่ของโควิด ปัญหาว่างงานจากการปิดกิจการ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ปัญหาการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนที่ผู้ปกครองต้องล้มเลิกกิจการหรือสูญเสียอาชีพจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้สินล้นพ้นจนต้องถูกยึดบ้านยึดรถ และความขัดสนฝืดเคืองในการดำรงชีพของประชาชน ล้วนมีความสำคัญที่ควรได้รับการเยียวยาแก้ไขก่อน

ทั้งนี้งบประมาณตามที่นายกฯได้ให้สัมภาษณ์ ประมาณการไว้ที่ครั้งละ 4,000-5,000 ล้านบาท ถ้าทำ 3 ครั้งต้องใช้งบประมาณหมื่นกว่าล้านบาท เมื่อพิจารณาประกอบกับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องใช้กับโครงการต่าง ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากอย่างเช่นการแจกเงินดิจิทัล ก็ยังถกเถียงเรื่องที่มาของงบประมาณกันอยู่  หากมองถึงกรณีความเร่งด่วนอาจมองได้ทั้งมุมที่จัดลำดับไว้ในนโยบายของรัฐบาล และมุมที่เป็นปัญหาความต้องการที่ประชาชน มีความคาดหวัง 

สว.อนุพร ระบุว่า ถ้าหากจะถามความเห็นประชาชน ว่าอยากเลือกอะไรก่อน ระหว่างเรื่องปากท้องทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ของประชาชนโดยตรง กับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นความต้องการและประโยชน์ทางการเมือง ก็พอจะคาดหมายได้ว่าประชาชนอยากได้อะไรก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น การทำประชามติ หากจำเป็นต้องทำจริงๆ กรณีที่การแก้ไขเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8) ก็สามารถทำเพียงครั้งเดียวได้ไม่ต้องทำถึง 3 ครั้ง

นอกจากนี้ สว.อนุพร ยังมองว่า ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ภาคการเมือง โดยพรรคการเมืองต่างๆ ได้เสนอแก้ไขไว้จำนวนมากแล้ว จึงขอให้เพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับภาคประชาชน และสังคมให้มากขึ้น ซึ่งควรหยิบยกมาพิจารณาเพิ่มเติมเช่น ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สวัสดิการและสวัสดิภาพของผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างความเป็นธรรมในสังคม การศึกษาฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญเพื่อทำให้ความเป็นอยู่ที่ดีกับประชาชน แทนที่จะมุ่งแต่ในส่วนที่เป็นโครงสร้างทางการเมืองเป็นหลัก

ตั้งแล้วทีม ‘โฆษกกระทรวงกลาโหม’ มากันครบทุก ‘เหล่าทัพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560031

03 ต.ค. 2566

ตั้งแล้วทีม 'โฆษกกระทรวงกลาโหม' มากันครบทุก 'เหล่าทัพ'

สุทิน คลังแสง ลงนามแต่งตั้ง ‘ทีมโฆษหกระทรวงกลาโหม’ แล้ว มากันครับทุก ‘เหล่าทัพ’ มีนายทหารหญิงรวม 4 ราย จากทีมโฆษก 6 คน

คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1195/2566 ลงวันที่ 2 ต.ค. 66 ลงนามโดยนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงกลาโหม เรื่องแต่งตั้งโฆษกกลาโหม และคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม  มีเนื้อหาว่า

เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงกลาโหม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคมและสาธารณชน อาศัย อำนาจตามความใน มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551

จึงแต่งตั้ง โฆษกกลาโหม และคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

  1. พล.ร.ต.ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์เป็น โฆษกกระทรวงกลาโหม
  2. พล.ต.แรงภูมิ เหมะทัพพะเป็น หัวหน้าสำนักงานโฆษกกระทรวงกลาโหม
  3. พ.อ.หญิง ดังใจ สุวรรณกิตติเป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม
  4. พ.ท.หญิง พัชรี สันทาลุนัยเป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม
  5. นาวาอากาศโทหญิง จิตติมา มาลารัตน์เป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม
  6. ร.อ.หญิง ณฐมน กุญชรเป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม

มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ แถลงข่าว และให้ข้อมูลแก่สาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงกลาโหมในภาพรวม ประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ในการขอรับการสนับสนุนข้อมูลการปฏิบัติงานในอำนาจหน้าที่

ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ คำสั่งและนโยบายของกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติภารกิจเฉพาะเรื่อง ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย

และให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม สนับสนุนและให้ความร่วมมือ ในหน้าที่ตามคำสั่งนี้ โดยถือเป็นความสำคัญร่วมกันในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคมและสาธารณชน เพื่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์อันดีระหว่างกระทรวงกลาโหมกับส่วนราชการ อื่นๆ และประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

คำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม