หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759360

หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day  รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สัมฤทธิ์ โม้พวง คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ นายเชลดอน หวัง รองประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมทักษะทางด้านไอทีของนักศึกษาภายใต้โครงการ “Huawei ICT Academy” และจัด Huawei Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรก เพื่อมุ่งเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านไอซีที ตลอดจนพาร์ทเนอร์ของม.นเรศวรได้ทราบถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลทั่วโลก และการอัปเดตเทคโนโลยีในกลุ่มโซลูชั่น ได้แก่ Huawei Wi-Fi 7,Mini-FTTO, OceanStor Dorado 2000 และ IdeaHub,สมาร์ท แคมปัส, ห้องเรียนอัจฉริยะ, ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และอื่นๆ เพื่อช่วยภาคการศึกษาในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการก้าวสู่ยุคดิจิทัลณ มหาวิทยาลัยนเรศวร

นายเชลดอน หวัง รองประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า การเดินหน้าตามพันธกิจ “เติบโตในประเทศไทยและสนับสนุนประเทศไทย”โดยเฉพาะในภาคสถาบันการศึกษา ในงาน Huawei Tech Day ในครั้งนี้ ได้นำผู้เชี่ยวชาญจากโซลูชั่นในกลุ่มต่างๆ มาแนะนำเทรนด์และแนวทางความเป็นไปได้ของการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้งาน หัวเว่ย และ ม.นเรศวร มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ การสร้างระบบบริหารจัดการองค์กร โดยดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น เพื่อให้มีความคล่องตัว ลดความซ้ำซ้อน ตลอดจนช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสายสนับสนุนให้รองรับระบบดิจิทัลได้

การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภายใต้โครงการ“Huawei ICT Academy” หัวเว่ย ได้สนับสนุนหลักสูตรและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้านไอซีทีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น 5G, Cloud Computing, IoT และ Big Data เพื่อให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์การใช้โซลูชั่นจริง ที่จะช่วยส่งเสริมความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาความรู้ในด้านเทคโนโลยี ตลอดจนช่วยส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีเฉพาะทาง พร้อมก้าวเข้าสู่สายอาชีพในภาคอุตสาหกรรมต่อไป

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759340

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.59 น.

สกสว.จัดประชุมชี้แจงแนวทางการจัดสรรงบประมาณด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (RU) ประจำปีงบประมาณ 2568 ให้กับ PMU มุ่งบริหารจัดสรรงบ 5,000 ล้านบาท เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ และมีความคุ้มค่า

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สกสว. จัดการประชุมชี้แจง “แนวทางการจัดทำคำของบประมาณแผนงานย่อยรายประเด็นด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization: RU) ประจำปีงบประมาณ 2568” ให้กับหน่วยบริหารและจัดการทุน หรือ PMU เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการจัดทำแผนด้าน RU และหัวข้อสำคัญที่จะมุ่งเน้นดำเนินการ ในปีงบประมาณ 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เป็นกองทุนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานด้านการวิจัยของหน่วยงานทุกภาค โดยมีแผน Quick Win (ช่วง 6 เดือน – 1 ปี) ในประเด็นต่าง ๆ ประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาความยากจนด้วย ววน. 2) การจัดการน้ำ 3) PM2.5 4) การร่วมทุนกับเอกชนใน BCG และ Smart Cities 5) การพัฒนากำลังคนด้านการท่องเที่ยว สำหรับแผนระยะกลาง (ช่วง 2-3 ปี) ประกอบด้วย 1) นวัตกรรมการแพทย์สู่ สปสช. 2.) ระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภูมิภาค 3.) การเป็นศูนย์กลางกำลังคนทักษะสูงและศูนย์กลางความรู้ของภูมิภาค 5 เรื่อง โดยเฉพาะ  BCG การแพทย์ เกษตรอาหารมูลค่าสูง พลังงานชีวภาพ ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4) Reskill-upskill โดยร่วมมือกับ สป.อว. กกอ. และแผนงาน ววน. เรื่อง พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาและ learning cities

สำหรับปีงบประมาณ 2568 ได้มีการเสนอกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. รวม 42,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีงบประมาณด้าน RU วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้ “ยุทธศาสตร์ที่ 1” การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนพร้อมสู่อนาคตโดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ “ยุทธศาสตร์ที่ 2” การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ในส่วนของการจัดทำแผนงานด้าน RU ประจำปีงบประมาณ 2568 สกสว. ได้เสนอให้มีการ Re-Design แผนงาน โดยให้มีการดำเนินงานทั้งแบบ Top Down และ Bottom Up  และเสนอให้เลือกแบบ Sector Base หรือ Issue Base และ Cross Cutting หน่วยงาน โดย สกสว. มุ่งเน้นประเด็นหลักในการดำเนินงาน ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ยานยนต์ไฟฟ้า สิ่งแวดล้อมและสังคมคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สังคมสูงวัย และการบริหารจัดการภาครัฐ

ด้าน รศ. ดร.สุดสวาสดิ์ ดวงศรีไสย์ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบ ววน. ด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ กล่าวเสริมในส่วนของเกณฑ์การคัดเลือกหัวข้อสำคัญ ประกอบด้วย 1. สร้างผลกระทบได้ชัด มีกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ (Beneficiary) ชัดเจน และมีขนาดใหญ่ 2. สามารถดำเนินการให้บรรลุผล หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ภายใน 1 ปี 3. มีงานวิจัยพร้อมใช้ มีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินงาน และ/หรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่พร้อมในระดับหนึ่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า และ 4. มี Key Player หลักเข้าร่วม และมีกลไกขับเคลื่อนชัดเจน โดยการประชุมระดมสมองร่วมกับ PMU ในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ตัวอย่างหัวข้อสำคัญที่จะดำเนินการในแผนด้าน RU ประจำปีงบประมาณ 2568 แบบ Top Down รวมทั้งได้แนวทางการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนด้าน RU ร่วมกับหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในประเด็นนั้น ๆ ซึ่งมีแผนจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2566 ต่อไป

“สกสว. เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

‘เศรษฐา’ ส่งต่อเงินเดือน-เบี้ยประชุมให้มูลนิธิต่างหวังช่วยกลุ่มเปราะบาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559645

28 ก.ย. 2566

‘เศรษฐา’ ส่งต่อเงินเดือน-เบี้ยประชุมให้มูลนิธิต่างหวังช่วยกลุ่มเปราะบาง

‘เศรษฐา’ ส่งต่อเงินเดือน-เบี้ยประชุมในตำแหน่งนายกฯ ให้มูลนิธิต่างๆ หวังช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ประเดิม ‘มูลนิธิเด็ก’

วันที่ 28 ก.ย. นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอส่งต่อเงินเดือน และเบี้ยประชุมของทุกเดือนที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตลอดการดำรงตำแหน่งให้มูลนิธิฯต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้เปราะบางที่ต้องการการช่วยเหลือ

นายชัย กล่าวว่า นายกฯ มีดำริว่า “การให้” เป็นเรื่องที่ดี ตามแต่กำลังศรัทธาของแต่ละคน นายกฯจึงตั้งใจเริ่มที่ตัวเองก่อน ขณะที่รัฐบาลเองมีหลายนโยบายที่พยายามอย่างมากในการมุ่งสร้างประโยชน์สุข และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนไทย โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา  ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้เด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบ ทั้งยังสามารถได้รับการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งทั้งหมดของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทั้งหมด หลังจากได้รับมาแล้วรวมเป็นเงิน125,590 บาทต่อเดือน (เงินเดือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท) ขอส่งต่อให้กับกลุ่มที่เปราะบาง ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ทันที แต่สิ่งที่ทดแทนไม่ได้ คือหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการสนับสนุนมูลนิธิต่างๆ เป็นการช่วยเหลืออีกทางหนึ่งซึ่งทำได้เร็วกว่าการพึ่งระบบของรัฐที่ต้องใช้เวลาเพราะต้องอาศัยการทำผ่าน พรบ. ต่างๆ ตามกลไกของรัฐสภาในการดำเนินการเพียงอย่างเดียว

นายชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการคัดเลือกองค์กรที่จะได้รับความช่วยเหลือนั้น จะมีทีมงานเป็นผู้กำหนดเกณฑ์โดยครั้งแรกจะบริจาคให้กับ มูลนิธิเด็ก (FOUNDATION FOR CHILDREN) ช่วยเหลือเด็กด้านปัจจัยพื้นฐานการดำเนินชีวิตและสวัสดิการต่าง ๆ ให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมทางร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ รวมถึงทางด้านการศึกษา ที่สามารถช่วยให้เด็กเข้าระบบการศึกษาได้อย่างถูกต้องต่อไป อย่างที่แจ้งไว้ การส่งต่อเงินเดือนเป็นเพียงแค่ส่วนแรก ซึ่งนายกฯ พยายามที่จะหาโอกาสไปพบปะพูดคุยกับองค์กรกลุ่มต่าง ๆ เพื่อรับฟังเสียง รับทราบถึงปัญหา และความเดือดร้อนของมูลนิธิที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อที่จะได้หาแนวทางแก้ไขต่อไป

‘นายกฯ’ ยิ้มแย้มทักทายสื่อ หลังถก ก.ตร. เลือก ‘บิ๊กต่อ’ นั่ง ผบ.ตร.คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559635

27 ก.ย. 2566

‘นายกฯ’ ยิ้มแย้มทักทายสื่อ หลังถก ก.ตร. เลือก ‘บิ๊กต่อ’ นั่ง ผบ.ตร.คนใหม่

เศรษฐา ทวีสิน ‘นายกฯ’ ยิ้มแย้มโบกมือทักทายสื่อ หลัง นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ‘ก.ตร.’ เลือก ‘บิ๊กต่อ’ นั่ง ผบ.ตร.คนใหม่ ปัดให้สัมภาษณ์ โยน โฆษกตร.แถลง

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2566 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)ครั้งที่10/2566 ถึงผลการหารือการคัดสรรผู้มาดำรงตำแหน่ง​เป็น ผบ.ตร.คนใหม่​ แทน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ​กิตติประ​ภัสร์ ​ที่จะเกษียณอายุ​ราชการในวันที่​ 30 กันยายน 2566 

​

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประธาน ก.ตร.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประธาน ก.ตร.

โดยนายกฯ กล่าวเพียงสั้น ว่า “ขอให้โฆษกตำรวจ เป็นผู้แถลง” จากนั้น นายกฯได้โบกมือทักทายสื่อมวลชน ที่มารอทำข่าว​อย่างเป็นกันเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการประชุม ก.ตร. นายเศรษฐา ทวีสิน ประธาน ก.ตร. ที่แม้จะไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชน แต่ก็เป็นที่สังเกตว่ามีสีหน้ายิ้มแย้มและยังได้โบกมือให้สื่อมวลชนก่อนเดินทางออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

‘นายกฯ’ ยิ้มแย้มทักทายสื่อ หลังถก ก.ตร. เลือก ‘บิ๊กต่อ’ นั่ง ผบ.ตร.คนใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​การประชุม ก.ตร.เริ่มขึ้นในเวลา​ 15.00น.​โดยใช้เวลาเพียง​ 1 ชั่วโมงครึ่ง ​แม้ว่าจะเดินทางมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเวลา​ 13.30น.ก็ตาม​เนื่องจากมีรายงานข่าวว่ามีการเรียกคณะกรรมการ​แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ​รองผู้บัญชาการ​ตำรวจแห่งชาติเข้าหารือ

ขณะที่เดียวกัน ก็มีรายงานข่าวว่าที่ประชุมการ ก.ตร.ได้มีมติ 9 ต่อ 1 ต่อ 1 ตั้ง ​‘บิ๊กต่อ’ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล​ รองผู้บัญชาการ​ตำรวจแห่งชาติ​ เป็นผู้บัญชาการ​ตำรวจแห่งชาติ​คนที่​ 14

‘นายกฯ’ ยิ้มแย้มทักทายสื่อ หลังถก ก.ตร. เลือก ‘บิ๊กต่อ’ นั่ง ผบ.ตร.คนใหม่

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล

‘โรม’ จี้ นายกฯ ตอบหลังเลือก ‘ต่อศักดิ์’ นั่ง ผบ.ตร. จ่อตั้งกระทู้ถามในสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559629

27 ก.ย. 2566

‘โรม’ จี้ นายกฯ ตอบหลังเลือก ‘ต่อศักดิ์’ นั่ง ผบ.ตร. จ่อตั้งกระทู้ถามในสภา

มติ ก.ตร. ตั้ง ‘พล.ต.อ.ต่อศักดิ์’ ผบ.ตร.คนที่14 ‘โรม รังสิมันต์’ มองไม่พลิกโผ จี้ ‘นายกฯ’ ตอบกระทู้ในสภา ปมใช้หลักเกณฑ์อะไร -ปัญหาวงการตำรวจร้อน หากไม่ตอบต้องแบกรับความผิดหวังของปชช. ลั่น ภารกิจเยือนกัมพูชา รมว.พลังงาน ปฏิบัติหน้าที่แทนได้

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีที่ประชุม ก.ตร. มีมติ 9 ต่อ 1 ต่อ1 แต่งตั้ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ว่า ชื่อของ พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ เป็นชื่อที่ล่องลอยมานานแล้ว เรื่องนี้ไม่แปลกใจและเป็นที่คาดหมายของคนในสังคม แต่แน่นอนจะเป็นคำถามไปสู่นายกรัฐมนตรี(นายเศรษฐา ทวีสิน)

มติก.ตร. 9 ต่อ 1 ต่อ 1 เลือก พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็นผบ.ตร.คนที่ 14มติก.ตร. 9 ต่อ 1 ต่อ 1 เลือก พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็นผบ.ตร.คนที่ 14

“เพราะไม่ว่าใครจะเป็น ผบ.ตร. นายกรัฐมนตรี ก็ต้องตอบคำถามในการตัดสินใจ ว่ากระบวนการแบบไหนที่ใช้ในการเลือก บุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะเป็น ผบ.ตร. ถ้าไม่มีคำตอบที่ชัดเจน นายกรัฐมนตรีคงต้องแบกรับกับความผิดหวัง ของพี่น้องประชาชน ของพี่น้องตำรวจต่อไป”

ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่ดี จึงไม่ใช่แค่ว่าเลือกใคร แต่เพราะเหตุใดถึงต้องเลือกคนนั้น ซึ่งตนคิดว่าสิ่งนี้ ตนไม่เห็นผ่าน ผบ.ตร.คนนี้เลย

ทั้งนี้ ชื่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เป็น ผบ.ตร. ถือว่าไม่ผิดคาด ทุกคนก็คิดอยู่แล้วว่าต้องประมาณนี้ แต่งคำถามสำคัญคือการเลือก เลือกจากอะไร นายกรัฐมนตรีต้องตอบสำคัญถามสังคมให้ได้ ตามกฎหมายไม่ได้เรียงตามอาวุโสอยู่แล้ว และการเลือกก็ให้อำนาจนายกฯ เป็นคนเลือก และโยนชื่อเข้าไปที่ ก.ตร. ซึ่งไม่ว่าอย่างไรนายกฯ ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรี เป็นคนเลือกก่อน 

ว่าที่ผบ.ตร.คนที่ 14ว่าที่ผบ.ตร.คนที่ 14

“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดไม่มีการเสนอชื่อมากกว่า 1 คน และไม่มีการแข่งขันกัน คำถามคือเมื่อเลือกไปแล้วไม่ว่าชื่อไหนก็แล้วแต่ ผมก็เชื่อว่ามีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ปัญหาคือการเสนอชื่อใครก็แล้ว แต่นายกฯ คิดจากอะไร นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ นายกรัฐมนตรีจะต้องมีหลักเกณฑ์ไหม ในการที่จะเลือกบุคคลต่างๆ ไม่เช่นนั้นจะมีข้อที่จะทำลายความเชื่อมั่น ของตำรวจ”

เรื่องของอาวุโสแม้ในกฎหมายจะไม่ได้เขียนไว้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นที่คาดหวัง ของตำรวจจำนวนไม่น้อยหรือตำรวจที่มีความเชื่อว่า ควรจะเลือกจากหลักอาวุโส แต่ปัญหาคือเมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดแล้ว นายกฯ ไม่ได้เอาหลักนั้น ก็ควรจะมีคำตอบกับทุกฝ่าย ว่าอะไรคือหลักเกณฑ์เพื่อให้มั่นใจ ว่าจะไม่มีตั๋วช้าง จะไม่มีเรื่องของเส้นสาย เกิดขึ้นในวงการตำรวจ” นายรังสิมันต์กล่าว

ส่วนเรื่องนี้จะเป็นตั๋วช้างหรือไม่ตนคงต้องได้ถามนายกรัฐมนตรี ว่าสุดท้ายการเลือก ผบ.ตร.เลือกอย่างไรเป็นตั๋วหรือไม่เป็นตั๋ว

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีเลือกวิธีการงดออกเสียงในการลงมติเพื่อแต่งตั้ง ผบ.ตร.นั้น ตนพูดยากว่าเป็นเรื่องปกติหรือไม่ เพราะตนเข้าใจว่านี่คือการเลือก ผบ.ตร. คนแรกตาม พ.ร.บ.ฉบับปัจจุบัน ถ้านายกฯ งดออกเสียงก็คงเป็นสิทธิ์ แต่อาจจะมีคำอธิบายว่านายกฯได้เลือกไปแล้ว

หมายถึงจิ้มเลือกว่าจะเอาชื่อใครแล้วโยนไปที่ ก.ตร. ซึ่งการงดออกเสียงไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดหรือผิดอะไร แต่อย่ามาบอกปฏิเสธว่าตนเอง ไม่เกี่ยวเป็นการตัดสินใจของ ก.ตร.ไม่ได้ ฉะนั้น ถึงที่สุดการเลือกที่จะให้ใคร เป็นผู้ที่ถูกพิจารณาโดย ก.ตร. เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี

ส่วนจะมีเรื่องการเตะตัดขา เพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ตามกระแสข่าวหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าบรรยากาศการเลือกผบ.ตร.รอบนี้ ค่อนข้างตึงเครียด ไม่ว่าจะกรณีคดีกำนันนก ซึ่งตนเชื่อว่าแรกเริ่มคงไม่เกี่ยวอะไรกับ ผบ.ตร. แต่พอมีการต้องเลือกผบ.ตร. ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะสาวไปถึงตำรวจ ที่เกี่ยวข้องในระดับสูง และในส่วนของคดีการพนันออนไลน์ ที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ ที่อาจจะสาวไปถึงตำรวจระดับสูง ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้ๆ กับการเลือก ผบ.ตร. ดังนั้น จึงทำให้เป็นที่รู้สึกได้อยู่แล้วว่าการเลือกผบ.ตร.ครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรง และมีวิธีการที่ไม่ใช่แค่พิจารณาจากโปรไฟล์แล้ว แต่อาจจะรวมไปถึงการใช้วิธีการที่เรียกว่าเตะตัดขากันก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามเตะตัดขาสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ให้สังคมลองพิจารณา แต่ก็ต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้โผอะไร เป็นเรื่องที่รับรู้รับทราบอยู่แล้ว

นายรังสิมันต์ ยังยืนยันว่าในวันพรุ่งนี้(28 ก.ย. 2566) ตนจะตั้งกระทู้ถามสด ด้วยวาจาเรื่องปัญหาในองค์กรตำรวจ และการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งตนหวังว่านายกรัฐมนตรีจะมาตอบ ตนได้ข่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องเดินทาง แต่องค์กรตำรวจ ซึ่งมีผู้ใต้บังคับบัญชานายกรัฐมนตรี 200,000 กว่าคน มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยรักษา ความมั่นคงและในขณะที่ตำรวจร้อนเป็นไฟ คดีกำนันนกตำรวจตาย 2 คนและคดีเว็บพนันที่มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง 

ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าวันนี้ รูปธรรมขององค์กรตำรวจมีความเกี่ยวข้องที่เชื่อมโยงกับธุรกิจที่ผิดกฎหมาย รวมไปถึงมีความขัดแย้งในการแย่งชิง ผบ.ตร. ดังนั้นจนคิดว่าถ้ามองจากสาระสำคัญในเรื่องของความขัดแย้งความเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ผิดกฎหมายของตำรวจ เรื่องตำรวจเป็นเรื่องใหญ่ที่นายกรัฐมนตรีเพิกเฉยไม่ได้เด็ดขาด และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้การตอบคำถามโดยมีแผนเป็นรูปธรรม มีรูปแบบวิธีการที่จะแก้ปัญหาตำรวจอย่างรวดเร็ว มีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างนายเศรษฐา ทวีสิน ต้องดำเนินการและการตอบคำถามต่อสภาไม่ใช่การตอบคำถามตนแต่เป็นการตอบคำถามสังคมตอบคำถามประชาชน

ดังนั้น ตนจึงคิดว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีจะให้คนอื่นทำแทนไม่ได้ เป็น เรื่องที่อยู่ใต้นายกฯ โดยตรง ในขณะที่เรื่องบางเรื่องเข้าใจว่าเป็นเรื่องจำเป็นเช่นกันแต่มีคนสามารถทำแทนได้ตนจึงอยากให้นายกรัฐมนตรีให้ความสัมพันธ์เรื่องตำรวจ โดยการมาตอบคำถามที่สภาในวันพรุ่งนี้(28 ก.ย.2566)

“กระทู้ถามสดด้วยวาจาในเรื่องนี้ แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่เดินทางมาตอบคำถามในสภา แต่ผมมองว่าการเดินทางของนายกรัฐมนตรีที่ต้องเดินทางไปกัมพูชานั้น ผมเห็นว่ารัฐมนตรีพลังงานก็สามารถเดินทางไปแทนได้ เพราะการเดินทางไปประเทศกัมพูชานั้นเกี่ยวข้องกับพลังงาน ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง ที่ผมเชื่อว่าน่าจะทำแทนได้แต่ คำถามคือตำรวจจะให้ใครทำแทนนี่คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีอย่างนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เป็นมือใหม่ที่ตัวเองชอบพูดเสมอ ต้องเข้าใจว่าไม่มีคนอื่นแทนได้ในเรื่องงานตำรวจ” รังสิมันต์กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ เป็น ผบ.ตร. จึงต้องยิ่งตั้งคำถามตั้งกระทู้ต่อคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าสุดท้ายการเลือกผบ. ตร เลือกจากอะไร นายกรัฐมนตรีเตรียมคำตอบมาจากบ้านเลยก็ได้ว่ามีหลักเกณฑ์ วิธีคิดอย่างไร

‘จุรินทร์’ มอง นโยบาย ‘พักหนี้เกษตรกร’ หวั่นหนี้พุ่งอีก 70 %

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559626

27 ก.ย. 2566

‘จุรินทร์’ มอง นโยบาย ‘พักหนี้เกษตรกร’ หวั่นหนี้พุ่งอีก 70 %

‘จุรินทร์’’ มอง ‘พักหนี้เกษตรกร’ เป็นยาแดง หวั่นหนี้พุ่งอีก 70 % แนะรัฐบาลหาวิธีแก้เบ็ดเสร็จ ไม่ขวางแก้ รธน.รื้อรายมาตราหรือร่างยกฉบับ ชี้ต้องเตรียมงบไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคฯ กล่าวภายหลังที่คณะรัฐมนตรี มีมติพักหนี้เกษตรกรว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องทำ และไม่ทำไม่ได้ เนื่องจากได้หาเสียงไว้ แต่ตนมองว่า การพักหนี้เป็นเหมือนยาแดง แต่สิ่งที่สังคมต้องการ คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จ เพราะการพักหนี้เกษตรกร พักได้ 3 ปี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์

หวั่นเกษตรกรมีหนี้เพิ่ม 70 %

“ที่ผ่านมามีข้อเท็จจริงจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ที่เคยศึกษาว่า ส่วนใหญ่การพักหนี้ ที่เคยทำมาหลายครั้ง จะทำให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการเป็นหนี้เพิ่มถึงร้อยละ 70 ดังนั้น รัฐบาลต้องตระหนัก และเตรียมการแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า รวมถึงเตรียมเงินงบประมาณทั้งหมดในระยะยาวด้วย เพราะเป็นการนำเอาเงินของคนทั้งประเทศ มาใช้ในการชดเชยให้กับสถาบันการเงินจากการพักต้นพักดอก”

ส่วน นโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดใหม่ จะต้องตัดสินใจ แต่ตนเองยืนยันได้ว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ ช่วยต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรในยามที่ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เนื่องจากมีเงินส่วนต่างมาชดเชยรายได้ทำให้เกษตรกรสามารถยังชีพได้

นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลว่า พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมสนับสนุนหากแก้แล้ว นำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และพรรคฯ ย้ำจะไม่แก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง มาเป็นต้นแบบ ก็จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะแต่เนื้อหา มีความสำคัญมากกว่ารูปแบบการยกร่าง เนื่องจาก การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ จะบังคับใช้จะตามเนื้อหา ไม่ใช่ตามที่มา ดังนั้นเนื้อหาจึงสำคัญ จึงควรไปดูว่า รัฐธรรมนูญฉบับไหนเคยบังคับใช้แล้ว มีช่องโหว่น้อยที่สุด และปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ทำไมรัฐบาล ต้องตั้งธง 4 ปีแก้รัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี แนะนำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อลดงบประมาณในการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายจุรินทร์ มองว่า ขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะรัฐบาล ประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วนตั้งแต่การหาเสียง ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการจัดทำประชามติได้ระบุ จะมีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. และมีการตั้งธงระยะเวลา 4 ปี 

“แต่ผมเห็นว่า หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และมีการจัดตั้ง ส.ส.ร. รัฐบาลจะต้องจัดเตรียมงบประมาณไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งผมไม่ระบุจะค้าน หรือเห็นด้วย แต่รัฐบาล จะต้องมีงบประมาณที่จะต้องจัดเตรียมไว้ด้วย เพราะการจัดทำประชามติครั้งหนึ่งครั้ง ใช้งบประมาณประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท”อดีตรองนายกฯ กล่าว

‘จุรินทร์’ มอง นโยบาย ‘พักหนี้เกษตรกร’ หวั่นหนี้พุ่งอีก 70 %

ยังไม่กำหนดวันเลือกหัวหน้าปชป.

นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ว่า ยังไม่ได้มีการกำหนดวัน และรอปรับความเข้าใจกัน ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จก็จะมีการคัดเลือกหัวหน้าพรรค และะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แต่ยืนยันว่า จะไม่ให้เรื่องการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ มากระทบการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน หรือกระทบกับการตรวจสอบรัฐบาล

ประธานสภา เร่ง ‘ก้าวไกล’ รีบเคลียร์เก้าอี้ ‘รองประธานสภา’ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559623

27 ก.ย. 2566

ประธานสภา เร่ง 'ก้าวไกล' รีบเคลียร์เก้าอี้ 'รองประธานสภา' 'ผู้นำฝ่ายค้าน'

วันนอร์ ‘ประธานสภา’ เร่ง ‘ก้าวไกล’ รีบเคลียร์เก้าอี้ ‘รองประธานสภาฯ’ และ ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ มีงานรออื้อ ปัดกระแสข่าวเตรียมทิ้งเก้าอี้ประมุขนิติบัญญัติ ขอพรรคการเมืองเสนอชื่อ สส.เป็นกมธ. ก่อน 4 ต.ค.

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการเสนอแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หลังพรรคก้าวไกล เลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคฯ ชุดใหม่เสร็จสิ้นแล้ว โดยรับทราบแล้วว่า หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 

“ซึ่งหลังจากนี้ จะรอผลการประชุมของพรรคก้าวไกล และจะประสาน กกต.เพื่อขอเอกสารประกอบ เพื่อยืนยันว่า พรรคก้าวไกล ดำเนินการจัดการประชุมต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว และพรรคการเมืองของผู้นำฝ่ายค้านฯ จะต้องไม่มี สส.ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน หรือรองประธานสภาฯ ก่อน เมื่อขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็จะทูลเกล้าฯ เสนอ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ต่อไป”

ส่วนจำเป็นจะต้องกำหนดกรอบเวลาให้พรรคก้าวไกลดำเนินการต่าง ๆ ให้เสร็จสิ้นหรือไม่นั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ขั้นตอนดังกล่าวไม่มีการกำหนดระยะเวลา เรียบร้อยเมื่อใด ก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่พรรคก้าวไกล จะต้องแจ้งผลการประชุมการเลือกหัวหน้าพรรคฯ ภายใน 15 วัน เพื่อให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบความถูกต้อง 

และรอผลความชัดเจนในตำแหน่งของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยหวังว่า พรรคก้าวไกล จะดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเร็ว เพราะบทบาทผู้นำฝ่ายค้านฯ มีภารกิจหลายอย่าง ทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน และการเป็นกรรมการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ

ปฏิเสธข่าวลาออกประธานสภา

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังชี้แจงถึงกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่จะลาออกจากตำแหน่ง โดยยอมรับว่า ได้ยินกระแสข่าวดังล่าว แต่ยืนยันว่า ไม่เป็นข้อเท็จจริง เพราะภารกิจใดที่ตนได้รับมอบหมายตนก็จะต้องดำเนินการอย่างเต็มที่สุดความสามารถ แต่หากไม่สามารถทำได้ ตนเองก็ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และขณะนี้ ก็ไม่ได้มีประเด็นใด ๆ จึงยังเดินหน้าทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง และประชาชนต่อไป

วอนทุกพรรคส่งชื่อสส.ลงกมธ.35 คณะ

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวถึงการพิจารณาตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 35 คณะว่า ได้รับรายงานจากนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งประธานทั้ง 35 ลงตัวเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เพราะรายชื่อ สส. ที่จะไปทำหน้าที่กรรมาธิการแต่ละคณะตามสัดส่วนพรรคการเมืองหลายกรรมาธิการยังไม่เรียบร้อย จึงขอให้พรรคการเมือง เร่งแบ่งกรรมาธิการภายในพรรคการเมือง เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับรอง และเข้าสู่การกระบวนการแต่งตั้งประธาน รองประธาน และตำแหน่งอื่น ๆ ของกรรมาธิการต่อไป

ส่วนกำหนดการเดิมที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร จะให้กรรมาธิการต่าง ๆ ประชุมนัดแรก ในวันพรุ่งนี้ (28 ก.ย.) เพื่อเลือกตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า หากรายชื่อต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเสนอชื่อเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับรองการเป็นสมาชิกได้ทันที แต่หากยังไม่เรียบร้อย ก็หวังว่า ในสัปดาห์หน้าจะแล้วเสร็จ ตนอยากให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 ต.ค.นี้

‘กัณวีร์’ เลขาธิการพรรคเป็นธรรม พร้อมอ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’ ร่วมงานพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559621

27 ก.ย. 2566

'กัณวีร์' เลขาธิการพรรคเป็นธรรม พร้อมอ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’ ร่วมงานพรรค

‘กัณวีร์ สืบแสง’ อ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’ ย้ำ ‘พรรคเป็นธรรม’ เปิดประตูทุกบาน ไม่หวั่นถูกมองเป็นพรรคสำรอง คิดบวก เป็นพรรคร่วมอุดมการณ์ทำงานฝ่ายค้านเชิงรุก ขอข่าวลือตั้งพรรคใหม่ให้เป็นกระแสไปก่อน

ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงกรณีที่เตรียมตั้งพรรคการเมืองใหม่ว่า ตนได้ทำโครงการเกี่ยวกับการหาโฮมทาวน์ฮีโร่ ฮีโร่ที่เป็นประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง สังคมภาคประชาชนที่เป็นคนในพื้นที่จริงๆที่เห็นว่าปัญหาในพื้นที่มีอะไรบ้าง ซึ่งพวกเขาทราบว่าปัญหาคืออะไร และแนวทางแก้ปัญหาคืออะไร รวมถึงทราบความต้องการของชุมชน

นายกัณวีร์ สืบแสงนายกัณวีร์ สืบแสง

“ตอนแรกผมไม่อยากพูดว่าเป็นการทำงานด้านการเมือง เราจะหานักปฏิบัติการที่จะทำงานในพื้นที่จริงๆ ตามที่ผมเองก็เป็นนักปฏิบัติการ เพราะฉะนั้นเราจะหาตรงนี้มาก่อน ส่วนการตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้นก็เป็นกระแสต่อไปก่อน ในอนาคตเราก็คงมาว่ากันอีกทีหนึ่ง ”นายกัณวีร์ กล่าว

ส่วนสส.พรรคก้าวไกลมีมติเอาตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และมีกระแสขับหมออ๋อง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่ 1 ออกจากพรรคค่อนข้างสูง ได้มีการพูดคุยมาที่พรรคเป็นธรรมหรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ ก็คงให้เกียรติกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลว่ามีมติอย่างไร

“วันนี้ พรุ่งนี้ เร็วๆนี้ เราก็พร้อม ยังยืนยันคำเดิมว่า ประตูทุกบานยังเปิดให้คุณปดิพัทธ์ ที่จะมาเข้าร่วมงานกับพรรคเป็นธรรม”นายกัณวีร์ กล่าว

'กัณวีร์' เลขาธิการพรรคเป็นธรรม พร้อมอ้าแขนรับ ‘หมออ๋อง’ ร่วมงานพรรค

ส่วนตัวยินดี ที่นายปดิพัทธ์จะร่วมพรรค แต่จะถูกมองว่าเป็นพรรคสำรองหรือไม่นั้น ตนคิดว่าเราไม่ได้เป็นพรรคสำรอง แต่เป็นพรรคร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่จะเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการที่ตนคิดว่าจะเปิดประตูทุกบานนี้จะทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน การตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลจะต้องมีพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านเชิงรุกจริงๆ

‘หมออ๋อง’ รองประธานสภา แจงยิบ ดูงานสิงคโปร์ ใช้งบต่ำกว่าเป้า 5 แสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559606

27 ก.ย. 2566

‘หมออ๋อง’ รองประธานสภา แจงยิบ ดูงานสิงคโปร์ ใช้งบต่ำกว่าเป้า 5 แสน

‘หมออ๋อง’ แจงยิบ งบดูงานสิงคโปร 9.1 แสนบาท ยอมรับมี 2 สส.ขอกลับก่อน ปัดร่วมงานคราฟเบียร์ เล็งเปิดสภาให้ ปชช.เป็นพยานพิจารณางบฯ-ซักฟอก พร้อมเตรียมเสนอประธานรัฐสภา ตั้ง คกก.พิจารณาข้อพิพาทก่อสร้างรัฐสภา

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงรายละเอียดการเดินทางไปศึกษาดูงานที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ว่า ในการไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ใช้งบประมาณไปราว 910,000 บาท จากที่มีการตั้งงบประมาณไว้ 1,490,000 บาท ซึ่งต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ 500,000 บาท โดยงบรับรอง ได้ใช้ไป 61,000 บาท จากที่ตั้งไว้ 200,000 บาท 

ซึ่งการรับรองใช้ใน 2 กิจกรรมหลัก คือ การเลี้ยงรับรองนักศึกษาไทย และแรงงานไทยที่ได้เชิญมาหารือ และมื้อรับรอง สส.ฝ่ายค้านของสิงคโปร์ รวมถึงค่าทิปพนักงานขับรถ และค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ

ส่วนผลการศึกษานั้น นายปดิพัทธ์ ระบุว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมรายงาน โดยพบ 3 ประเด็นหลักจากการศึกษาดูงาน ได้แก่ การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย เพื่อการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ที่พบว่า ประเทศไทย จะต้องเตรียมโครงสร้างกฎหมายรองรับยานยนต์ไฟฟ้าให้เดินหน้าต่อไปได้ เช่น การกำหนดเบ้าชาร์จที่แต่ละรุ่นยังแตกต่างกัน และรูปแบบตัวถัง ที่จะต้องมีโครงสร้างกฎหมายรองรับให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ สามารถมาลงทุนในประเทศไทยได้

โดยเมื่อรวบรวมรายงานเสร็จสิ้นแล้ว จะเสนอต่อพรรคการเมือง และรัฐบาลให้รับทราบต่อไป รวมถึงปัญหาของคนไทย ที่หลายคนทำงานที่สิงคโปร และไม่กลับประเทศไทย เพราะระบบภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีไม่พร้อม และมาตรการทางภาษีที่ไม่ดึงดูดให้บริษัทที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ และการเปิดเผยข้อมูลที่ประเทศไทยมีไม่เพียงพอ ซึ่งจะมีการเสนอต่อกฤษฎีกา และกระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป และแรงงานไทยในสิงคโปร์ ต้องการการสนับสนุน เพื่อให้มีทักษะภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น สามารถเทียบเท่านานาชาติได้

นายปดิพัทธ์ ยังกล่าวถึงการดูงานการพัฒนาสภาให้ก้าวหน้า และโปร่งใสว่า สิงคโปร์ลงทุนกับประสิทธิภาพของรัฐสภาสูงมาก แม้มีขนาดเล็ก แต่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ของประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดยให้คุณภาพกับการประชุมสูง ใช้เวลาการประชุมเดือนละครั้ง ใช้เวลา 3-4 วัน ประชาชนสามารถเข้ามาติดตามการประชุมได้ทั้งวัน

ดังนั้น การอภิปรายงบประมาณ และการอภิปรายไม่ไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรไทยครั้งนี้ ตนจะเสนอให้ประชาชนสามารถเข้ามาติดตามการประชุมได้ เหมือนที่สิงคโปร์ เพื่อให้ประชาชนเป็นพยานการตัดสินใจของ สส. รวมถึงการจผลักดันนโยบาย Open Paliment ได้ หากรัฐสภาไทย ยังไม่มีระบบ Colund First เพื่อรองรับข้อมูลต่าง ๆ ทั้งในอดีต และรองรับไว้สำหรับอนาคตได้อย่างไม่จำกัด ประชาชน สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ และ สส.สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงที ซึ่งตนเองจะนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ICT ของรัฐสภา เพื่อให้สภาพิจารณาลงทุนให้มีความทันสมัยที่สุด

ส่วนคณะทำงานที่เดินทางร่วมคณะไปด้วยนั้น นายปดิพัทธ์ ยอมรับว่า มีทั้งผู้ที่เดินทางตามไป คือ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ติดเชื้อโควิดก่อนหน้านี้ และรอการกักตัวให้ครบเวลา จึงเดินทางตามไป ส่วน สส.ที่กลับก่อน 2 คน คือ นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรยชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ต้องกลับมาเตรียมงานที่เกี่ยวข้อง SMART Paliment และนายศรัยณ์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ที่ติดภารกิจการประชุมวิปรัฐบาล แต่ทั้ง 2 ได้ดูงานตามความสนใจครบถ้วน ไม่ใช่การกลับโดยพลการ

นายปดิพัทธ์ ยังชี้แจงถึงภาพการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการไปศึกษาดูงานว่า เป็นความเข้าใจผิด ไม่ใช่การไปเทศกาลคราฟเบียร์ แต่เป็นการไปเยี่ยมไซต์คนงานก่อสร้างไทยในคืนวันเสาร์ และได้พบแรงงาน ที่เป็นตัวแทนที่มาพูดคุยกัน และเชิญชวนไปดูหอพักที่แรงงานไทยใช้ชีวิต ซึ่งในคืนวันศุกร์ แรงงานไทย และต่างชาติจะพักผ่อน และตั้งวงรับประทานอาหาร และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตนก็ดื่มตามวงต่าง ๆ จนเกิดภาพที่ปรากฎ พร้อมระบุว่า การชนกระป๋องเบียร์ตามวงต่าง ๆ แรงงานกล้าพูดคุย และแลกเปลี่ยนข้อมูลการเป็นอยู่กันมากขึ้น

นายปดิพัทธ์ ยังชี้แจงภายหลังการเรียกคณะกรรมการตรวจการจ้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ชี้แจงถึงความคืบหน้าการตรวจรับอาคารรัฐสภาว่า ยังมีความเห็นแย้งที่จะตรวจรับ เนื่องจาก การก่อสร้าง 6 จุด ยังไม่ตรงตามแบบที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งคณะกรรมการฯ เสียงข้างน้อย ได้ทำความเห็นแย้งส่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ซึ่งตามระเบียบการจ้าง เมื่อมีความเห็นแย้งแล้วให้อำนาจเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในการชี้ขาดว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่เลขาธิการฯ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ ดังนั้น จึงต้องขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ว่า จะดำเนินการอย่างไรจะชี้ขาดก่อน หรือรอเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่มาพิจารณา และเชื่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะตัดสินใจอย่างรอบคอบที่สุด

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ที่ตนเองจะดำเนินการ หลังมีความเห็นแย้งเกิดขึ้น และมีการฟ้องร้องบริษัทผู้รับจ้างต่อสภากว่า 1,000 ล้านบาท ที่กล่าวหารัฐสภา ทำให้การก่อสร้างของผู้รับเหมาไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ซึ่งฝ่ายกฎหมายของสภา จะไปต่อสู้คดีต่อไป เช่นเดียวกับค่าปรับที่มี 2 ช่วงเวลาในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้า ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแล้ว มีมติให้งดเว้นค่าเรียกเก็บค่าปรับ 857 วัน อีก 150 กว่าวันนั้น เป็นมติ ครม. ตั้งแต่ปี 2559 ที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำได้ จึงทำให้ค่าปรับวันละ 12 ล้านบาทจำนวน 990 วันเป็นศูนย์ 

ดังนั้น จึงจะมีการตั้งคณะกรรมาร ขึ้นมาเพื่อพิจารณาการแก้ไขสัญญาในอดีต ได้ทำไปโดยรอบคอบ มีความชอบธรรมหรือไม่ โดยตนเอง จะเสนอประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาต่อไป ซึ่งจะมีองค์ประกอบจากทั้ง สส. และ สว. เพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมด

‘ธนาธร’ ชนะคดี ‘กรมที่ดิน’ เพิกถอนสิทธิทำกินโดยมิชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559604

27 ก.ย. 2566

'ธนาธร' ชนะคดี 'กรมที่ดิน' เพิกถอนสิทธิทำกินโดยมิชอบ

ศาลปกครองกลางสั่ง ‘กรมที่ดิน’ จ่ายค่าเสียหาย ‘ธนาธร’ จึงรุ่งเรืองกิจ เกือบ 5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย เพิกถอนสิทธิทำกินโดยมิชอบ

ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้กรมที่ดินชดใช้ค่าเสียหาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า 4.9 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ย  ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 7วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

คดีนี้เกิดจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าฟ้องเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และเรียกค่าเสียหาย จากการถูกเพิกถอนหนัวงสือรับรองการทำประโยชน์ ( คดีหมายเลขดำที่2218/2565 คดีหมายเลขแดงที่ 1839/2566

คดีนี้ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก.) เลขที่158และเลขที่ 159 ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึงจ.ราชบุรี เนื้อที่ 43 ไร่ 3 งานและเนื้อที่ 39ไร่ 67 ตาราวาง ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (อธิบดีกรมที่ดิน)

มีคำสั่งที่ 747/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย และถูกยกอุทธรณ์โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย  จึงนำคดีมาฟ้องศาลปกครอง

ศาลพิพากษาว่าเมื่อนายอำเภอจอมบึง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงหมาดไทย ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง ความรู้ความชำนาญและความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบสภาพและที่ตั้งของที่ดินว่าเป็นที่ดินที่ต้องห้ามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามกฎหมายหรือไม่

ซึ่งตามวิสัยและพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ จึงเป็นการกระทำละเมดิต่อผู้ฟ้องคดตีามมาตรา 420แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่เมื่อปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงต้องไม่รับผิดชดใช้ค่าเสีย

แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมที่ดิน) ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอจอมบึง พิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 4912311.21 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ3ต่อปี หรือ อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

ซึ่งออกตามความในมาตรา 7วรรค 2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งลพาณิชย์ บวกด้วยอัตราดอกเบี้ยเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อไป ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่  คดีถึงที่สุด  คืนค่าธรรมเนียมศาลแต่บางส่วนตามส่วนของการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดียกฟ้องผู้ถูฟ้องคดีที่ี1 ที่ 3 และที่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก