ครอบครัวเม็กซิโกช็อก หมีบุกโต๊ะปิกนิก เขมือบอาหารจนเกลี้ยง (ชมคลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728451

ครอบครัวเม็กซิโกช็อก หมีบุกโต๊ะปิกนิก เขมือบอาหารจนเกลี้ยง (ชมคลิป)

27 ก.ย. 2566 13:32 น.

ครอบครัวเม็กซิโกช็อก หมีบุกโต๊ะปิกนิก เขมือบอาหารจนเกลี้ยง (ชมคลิป)

ครอบครัวชาวเม็กซิโก เผชิญหน้ากับหมีดำที่บุกขึ้นมากินอาหารบนโต๊ะในระยะกระชั้นชิด ขณะกำลังปิกนิกในเขตอุทยานฯ

แม่ชาวเม็กซิกันปกป้องลูกชายของเธออย่างกล้าหาญ หลังจากที่หมีดำตัวหนึ่งกระโดดขึ้นโต๊ะปิกนิก และกินทาโก้และเอนชิลาดาสำหรับอาหารค่ำในวันเกิดของเด็กชาย ซึ่งห่างจากใบหน้าของเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร

ซิลเวีย มาเซียส จากกรุงเม็กซิโกซิตี้ เดินทางไปท่องเที่ยวที่อุทยานนิเวศวิทยาชิปินเก ใกล้เมืองมอนเตร์เรย์ ทางตอนเหนือของเม็กซิโก เพื่อฉลองวันเกิดปีที่ 15 ของ ด.ช.ซานติเอโก ลูกชายของเธอ ซึ่งเป็นป่วยเป็นดาวน์ซินโดรม

ไม่นานหลังจากที่พวกเขานั่งรับประทานอาหารที่พวกเขานำมา หมีดำตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น และเริ่มกินเฟรนช์ฟรายส์ เอนชิลาดา ทาโก้ และซัลซ่า อย่างเอร็ดอร่อย

วิดีโอที่ถ่ายโดย แองเจลา ชาปา เพื่อนของเธอ เผยให้เห็นมาเซียสที่นั่งนิ่ง ห่างจากปากของหมีเพียงไม่กี่เซนติเมตร พร้อมกอดลูกชายแน่นและเอามือปิดตาของเขา เธอลดสายตาลงเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับหมี ที่อาจจะทำร้ายได้ตลอดเวลา

มาเซียสเล่าว่า “สิ่งที่แย่ที่สุดคือซานติอาโกอาจจะกลัว เนื่องจากเขากลัวสัตว์มาก ไม่ว่าจะเป็นแมวหรือสุนัข สัตว์ทุกชนิดทำให้เขากลัวมาก”

“นั่นคือเหตุผลที่ฉันปิดตาของเขา เพราะฉันไม่อยากให้เขาเห็นมันแล้วกรีดร้องหรือวิ่งหนี ฉันกลัวว่าถ้าเขากลัว กรีดร้อง หรือแสดงอาการกลัว หมีก็อาจทำร้ายเขาได้”

มาเซียสกล่าวว่า เธอและชาปาเคยคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับหมี ซึ่งเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในอุทยาน แต่โดยปกติแล้วหมีจะออกมาหากินในช่วงรุ่งสางหรือพลบค่ำ ไม่ใช่ในช่วงเที่ยงวัน และพวกเธอได้ลองคิดแผนในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

เธอเล่าถึงการซ้อมแผนว่า “เรากำลังจะเล่นเกม โดยปิดตาซานติอาโกและเราจะทำตัวเหมือนรูปปั้น” และในสถานการณ์จริงพวกเธอก็ทำเช่นนั้น และพบว่าซานติอาโกยังคงนิ่งเฉย แม้ว่า “หมีจะเข้ามาใกล้เรามาก แต่เราได้ยินเสียงขณะที่มันคำราม ขณะที่มันกำลังกินอาหาร เราก็ได้กลิ่นของมัน มันอยู่ใกล้เรามากจริงๆ”

เมื่อถูกถามว่า ซานติเอโกว่ากลัวหรือไม่ ซานติเอโกซึ่งเรียนมัธยมต้นในกรุงเม็กซิโกซิตี้ตอบว่า “ใช่ มาก”

ด้านชาปา ซึ่งถ่ายคลิปนี้ และอาศัยอยู่ในเมืองมอนเตร์เรย์ มีความเข้าใจดีถึงพฤติกรรมที่เหมาะสมสำหรับการเผชิญหน้ากับหมีดำ นั่นคือห้ามวิ่งหนี เธอสังเกตเห็นว่า หมีไม่ได้กินเอนชิลาดา และดูเหมือนว่าหมีจะชอบเฟรนช์ฟรายส์ และมันยังกินซัลซ่า แล้วเธอก็โยนเอนชิลาดาออกไปหลังจากยื่นให้หมีดู และหมีได้เดินตามอาหาร ซึ่งเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ ต่อมาชาปาได้มายืนบังมาเซียสและลูกชายของเธอ และปล่อยให้พวกเขาเดินหนีออมาอย่างช้าๆ และในที่สุดหมีก็จากไป

ซานติอาโกได้เปลี่ยนเมนูอาหารสำหรับวันเกิดของเขา และทุกอย่างก็จบลงด้วยดี

คลิปวิดีโอนี้ถูกโพสต์ทางออนไลน์และกลายเป็นกระแสไวรัล โดยมียอดดูมากกว่า 10 ล้านครั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย “ติ๊กต่อก”

เว็บไซต์ของอุทยานฯ เตือนนักท่องเที่ยวว่า กรณีการเผชิญหน้ากับหมีดำได้เพิ่มมากขึ้นในเขตเมืองมอนเตร์เรย์ และมีผู้พบเห็นหมีดำเดินตามสวนสาธารณะ ย่านชุมชน และถนนใกล้กับภูเขา 

อุทยานยังได้จัดทำรายการคำแนะนำทางออนไลน์เกี่ยวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติ หากมีคนพบกับสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือนักท่องเที่ยวควร “ไม่พยายามถ่ายรูปหมีในระยะใกล้.”

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

เปิดนาที ‘ไฟนรก’ ไหม้สยอง งานแต่งในอิรัก ตายเจ็บอื้อ 114 ศพแล้ว (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728321

เปิดนาที ‘ไฟนรก’ ไหม้สยอง งานแต่งในอิรัก ตายเจ็บอื้อ 114 ศพแล้ว (คลิป)

27 ก.ย. 2566 13:20 น.

เปิดนาที ‘ไฟนรก’ ไหม้สยอง งานแต่งในอิรัก ตายเจ็บอื้อ 114 ศพแล้ว (คลิป)

เปิดคลิปจากกล้องวงจรปิด ไฟไหม้สยองห้องบอลรูมงานแต่งในอิรัก ขณะที่คู่บ่าวสาวเปิดฟลอร์เต้นรำอย่างหวานชื่น ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 114 ศพ และยังไม่สามารถยืนยันสองบ่าวสาวตายด้วยจริงหรือไม่

เมื่อ 27 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศรายงานและเผยแพร่คลิปนาทีไฟไหม้สยองที่ห้องบอลรูม งานแต่งของบ่าวสาวในอิรัก ที่เมืองอัล-ฮัมดานิยา จังหวัดนิเนเวห์ ทางภาคเหนือของอิรักเมื่อคืนวันอังคารที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมา จากบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความหวานชื่น กลับแปรเปลี่ยนในชั่วพริบตา แขกเหรื่อหนีไม่ทัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตสลดที่ได้รับการยืนยันเพิ่มเป็นอย่างน้อย 114 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บกว่า 200 คนแล้ว

จากคลิปวิดีโอที่ถูกนำมาแชร์ในโลกออนไลน์ หลังจากสถานีโทรทัศน์ในเคอร์ดิสถานได้ออกอากาศเผยแพร่คลิปที่บันทึกให้เห็นช่วงเวลาที่เกิดไฟไหม้ในห้องบอลรูมงานแต่งงานอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ขณะที่คู่บ่าวสาวเปิดฟลอร์เต้นรำกันอย่างมีความสุข แต่แล้ว ได้มีเปลวไฟ และเศษสิ่งของจากเพดานที่ถูกไฟไหม้ ร่วงตกลงมาบนพื้นห้องจัดงานเลี้ยงอย่างน่าสะพรึงกลัว ขณะที่แขกเหรื่อที่แต่งตัวกันอย่างภูมิฐาน พยายามวิ่งหลบสิ่งของที่ถูกไฟไหม้ที่ร่วงตกลงมาด้วยความตกใจ

นอกจากนั้นยังมีคลิปวิดีโอที่ถูกนำมาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นเหตุการณ์ขณะพระเพลิงแดงฉานกำลังลุกไหม้สถานที่จัดงานเลี้ยงแต่งงานอย่างครั้งนี้อย่างน่ากลัว โดยตามรายงานข่าวระบุว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 22.45 น.ของคืนวันอังคารที่ 26 ก.ย.2566 ตามเวลาท้องถิ่น

ชมคลิป : ที่นี่

คลิปบันทึกเหตุการณ์เกิดไฟไหม้สยองในงานแต่งงานของสองบ่าวสาว ที่จังหวัดนิเนเวห์ ทางภาคเหนือของอิรัก เมื่อค่ำคืนของวันอังคารที่ 26 ก.ย. ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 114 ศพ บาดเจ็บกว่า 200 คน

เจ้าหน้าที่ในเมืองอัล-ฮัมดานิยา กล่าวด้วยความกังวลว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุ‘ไฟนรก’ ห้องจัดงานเลี้ยงงานแต่งงานถูกไฟไหม้คราวนี้ อาจเพิ่มสูงขึ้นกว่านี้ ในขณะที่มีรายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นบางแห่งอ้างว่า เจ้าบ่าวและเจ้าสาว รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวของเจ้าบ่าว เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้สะเทือนขวัญครั้งนี้ด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

สภาพความเสียหายห้องบอลรูมจัดงานแต่งงานในอิรัก หลังเกิดไฟไหม้สยองเมื่อคืนวันอังคารที่ 26 ก.ย.2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 114 ศพ บาดเจ็บกว่า 200 คน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุเพลิงไหม้ โดยกรมป้องกันภัยพลเรือนของอิรัก แถลงว่าตามรายงานข่าวเบื้องต้นที่ได้รับ บ่งชี้ว่าสาเหตุเพลิงไหม้ห้องบอลรูมงานแต่งงานสุดสลดครั้งนี้ เกิดจากมีการจุดดอกไม้ไฟเพื่อฉลองงานแต่ง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้และโหมลุกลามอย่างรวดเร็ว จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 300 คน

ที่มา : Metro, Aljazeera

สมาคมนักเขียนบทฮอลลีวูด ยุติหยุดงานประท้วง หลังบรรลุข้อตกลงกับสตูดิโอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728392

สมาคมนักเขียนบทฮอลลีวูด ยุติหยุดงานประท้วง หลังบรรลุข้อตกลงกับสตูดิโอ

27 ก.ย. 2566 12:24 น.

สมาคมนักเขียนบทฮอลลีวูด ยุติหยุดงานประท้วง หลังบรรลุข้อตกลงกับสตูดิโอ

สมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกาประกาศยุติการหยุดงานประท้วงที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 5 เดือน และกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งวันนี้ หลังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสตูดิโอได้

สำนักข่าวต่างประเทศวันที่ 27 ก.ย. 2566 รายงาน สมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกา (WGA) ได้ยุติการหยุดงานประท้วงตั้งแต่เมื่อช่วงกลางคืนของวันอังคารที่ 26 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น และจะกลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งในวันนี้ หลังสามารถบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับการทำสัญญาฉบับใหม่กับสมาพันธ์ผู้ผลิตภาพยนตร์และโทรศัพท์ (AMPTP) ซึ่งเป็นตัวแทนของสตูโอผลิตภาพยนตร์เจ้าใหญ่ เช่น ดิสนีย์ พาราเมาต์ รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ในอเมริกา อย่างเช่น ฟอกซ์, เอ็นบีซี และผู้ให้บริการสตรีมมิ่งอย่างเน็ตฟลิกซ์ และแอมะซอน

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้นำของสมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกามีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุติการนัดหยุดงานประท้วง เมื่อเวลา 00.01 น. ของวันพุธที่ 27 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

การหยุดงานประท้วงของสมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกาเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. นับเป็นการหยุดงานประท้วงครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี เพื่อเรียกร้องการปรับปรุงสัญญาระหว่างนักเขียนบทและสตูดิโอให้ดีขึ้น เช่น ประเด็นเรื่องค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนแบ่งรายได้ที่นักเขียนควรได้รับจากรายการสตรีมมิง และความกังวลเกี่ยวกับการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการสร้างภาพยนตร์ 

การหยุดงานประท้วงนี้ยืดเยื้อมานานเกือบ 5 เดือน ก่อนที่สมาคมฯ และสมาพันธ์ผู้ผลิตภาพยนตร์และโทรศัพท์ (AMPTP) จะสามารถบรรลุข้อตกลงพิเศษได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา โดยข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงระยะเวลา 3 ปี ที่รวมถึงประเด็นการขึ้นค่าจ้างเพิ่ม และการปกป้องสิทธิของนักเขียนมากขึ้น

โดยสมาชิกของสมาคมนักเขียนบทแห่งอเมริกามีเวลาจนถึงวันที่ 9 ต.ค. ในการลงนามรับรองข้อตกลงฉบับใหม่นี้ ซึ่งระหว่างนี้ สมาชิกของสมาคมฯ ได้รับอนุญาตให้กลับมาทำงานปกติได้

อย่างไรก็ตาม แม้การหยุดงานประท้วงของสมาคมนักเขียนบทจะยุติลงแล้ว แต่อุตสาหกรรมบันเทิงในสหรัฐฯ จะยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างปกติ เนื่องจากสมาคมนักแสดง และสหพันธ์ศิลปินโทรศัพท์และวิทยุอเมริกัน (SAG-AFTRA) ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับทาง AMPTP ได้ ทำให้การหยุดงานประท้วงยังดำเนินต่อ

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : DW, USA Today

ศาลตัดสินทรัมป์ผิดจริง ใช้เล่ห์เหลี่ยมฉ้อโกงธุรกิจช่วงเริ่มสร้างอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728386

ศาลตัดสินทรัมป์ผิดจริง ใช้เล่ห์เหลี่ยมฉ้อโกงธุรกิจช่วงเริ่มสร้างอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์

27 ก.ย. 2566 09:16 น.

ศาลตัดสินทรัมป์ผิดจริง ใช้เล่ห์เหลี่ยมฉ้อโกงธุรกิจช่วงเริ่มสร้างอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์

ผู้พิพากษาศาลในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ตัดสินว่าอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความผิดฐานกระทำการฉ้อโกงมานานหลายปี ในช่วงที่เขาเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2566 สำนักข่าว CNN รายงานว่า ผู้พิพากษาอาร์เธอร์ เอนโกรอน แห่งศาลนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ตัดสินว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระทำการฉ้อโกงมานานหลายปี ในช่วงที่เขาเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง โดยพบว่านายทรัมป์และบริษัทของเขา หลอกลวงธนาคาร บริษัทประกันภัย และบริษัทอื่นๆ ด้วยการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของเขาอย่างมหาศาลเกินความจริงในเอกสารที่ใช้ทำข้อตกลงทางธุรกิจ และการจัดหาเงินทุน เงินกู้ต่างๆ

โดยผู้พิพากษาสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจของทรัมป์บางส่วนเพื่อเป็นการลงโทษ ซึ่งจะทำให้บริษัทของทรัมป์ทำธุรกิจในนิวยอร์กได้ยากขึ้น หรือเป็นไปไม่ได้เลย ผู้พิพากษายังกล่าวอีกว่า เขาจะยังคงมีผู้ตรวจสอบอิสระคอยดูแลการดำเนินงานของทรัมป์ ออร์แกไนเซชัน

อย่างไรก็ตาม โฆษกของทรัมป์ยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตัดสินของศาล ขณะที่ทรัมป์ยืนกรานมาตลอดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด.

เกิดเพลิงไหม้ห้องจัดเลี้ยงงานแต่งงานที่อิรัก ดับสลดกว่า 100 ศพ รวมไปถึงคู่บ่าวสาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728384

เกิดเพลิงไหม้ห้องจัดเลี้ยงงานแต่งงานที่อิรัก ดับสลดกว่า 100 ศพ รวมไปถึงคู่บ่าวสาว

27 ก.ย. 2566 09:16 น.

เกิดเพลิงไหม้ห้องจัดเลี้ยงงานแต่งงานที่อิรัก ดับสลดกว่า 100 ศพ รวมไปถึงคู่บ่าวสาว

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงในงานแต่งงานที่จัดขึ้นในจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศอิรัก เบื้องต้นมีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ศพ มีผู้บาดเจ็บประมาณ 150 ราย ขณะที่พบว่าบ่าวสาวของงานเสียชีวิตในกองเพลิงทั้งคู่

วันที่ 27 ก.ย. 2566 สำนักข่าวบีบีซี รายงานข่าวด่วน เกิดเหตุเพลิงไหม้ในงานแต่งงาน ในเมืองอัล ฮัมดานิยา ในจังหวัดนิเนเวห์ ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก เบื้องต้นมีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงคู่บ่าวสาวของงานด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บประมาณ 150 ราย 

รายงานข่าว ระบุว่า เกิดไฟลุกไหม้ในห้องจัดเลี้ยงที่เต็มไปด้วยแขกเหรื่อนับร้อยคนที่กำลังร่วมเฉลิมฉลองพิธีแต่งงาน โดยตำรวจบอกว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการสรุปว่าอะไรเป็นสาเหตุของไฟไหม้รุนแรง

ทางด้านพยาน ระบุว่า ขณะเกิดเหตุมีคนอยู่ในห้องจัดเลี้ยงหลายร้อยคน และไฟเริ่มไหม้เมื่อเวลาประมาณ 22.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลาประมาณ 02.45 น. ของคืนที่ผ่านมา ตามเวลาในไทย โดยพบว่ามีแขกบางคนได้จุดพลุในห้องจัดเลี้ยง ทำให้เกิดประกายไฟไหม้ลุกลามวัสดุก่อสร้างบริเวณเพดานของห้องอย่างรวดเร็ว จนโครงสร้างเพดานบางส่วนในห้องจัดเลี้ยงถล่มลงมา

ด้านนายกรัฐมนตรีของอิรักมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งประสานงานร่วมมือกันดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมไฟไหม้รุนแรงในครั้งนี้.

เตรียมรับมือไว้ เมื่อนักไวรัสวิทยาจีนเตือน มหากาพย์โควิดยังไม่จบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728221

เตรียมรับมือไว้ เมื่อนักไวรัสวิทยาจีนเตือน มหากาพย์โควิดยังไม่จบ

27 ก.ย. 2566 08:00 น.

เตรียมรับมือไว้ เมื่อนักไวรัสวิทยาจีนเตือน มหากาพย์โควิดยังไม่จบ

  • นักไวรัสวิทยาชื่อดังของจีนเตือน พบเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงถึง 20 ตัว ทำให้มีความเป็นไปได้ที่อาจมีเชื้อไวรัสโคโรนาชนิดใหม่ระบาดขึ้นในอนาคตอีก
  • การวิจัยครั้งนี้เปรียบเสมือนเป็นดิกชันนารีของเชื้อโคโรนาไวรัส เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เตรียมพร้อมรับมือไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
  • โควิด-19 ได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 24 ล้านคน แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีชาติใดในโลกที่กล้ารับประกันได้ว่า มีความพร้อมที่จะรับมือหากเกิดโรคระบาดเป็นวงกว้างในลักษณะเดียวกับโควิดขึ้นมาอีก

สือ เจิ้งลี่ ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดต่ออุบัติใหม่ ร่วมกับทีมงาน จากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นของจีนเผยแพร่รายงานในเดือนกรกฎาคมปีนี้ว่า จากการประเมินความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสโคโรนา 40 สายพันธุ์ที่จะแพร่สู่คนพบว่า มี 20 สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ในจำนวนนี้มี 6 สายพันธุ์ก่อโรคที่มีคนติดเชื้อแล้ว และมีหลักฐานว่ามี 3 สายพันธุ์ก่อโรคที่ทำให้สัตว์ติดเชื้อ พร้อมเตือนว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีโรคอุบัติใหม่ในอนาคต ซึ่งจะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาอีกครั้ง

สือ เจิ้งลี่ นักไวรัสวิทยาชาวจีน วัย 59 ปีได้รับฉายาว่าแบทวูแมน เนื่องจากเธอและคณะวิจัยพบที่มาของเชื้อไวรัสโคโรนาโรคซาร์สว่าน่าจะมาจากค้างคาวในปี 2003  รวมทั้งในช่วงโรคโควิด-19 เริ่มระบาด โดยเธอได้ทำการศึกษาเรื่องไวรัสโคโรนามานานกว่า 20 ปีแล้ว สือระบุว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เป็นเพราะต้องการเตือนทั่วโลก ว่าจะต้องเตรียมรับมือกับการระบาดของโรคประเภทเดียวกับโควิด-19 อีก เพราะหากเคยเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดการระบาดได้อีกในอนาคต และการเตรียมพร้อมไว้ก่อนจะได้ไม่เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง อย่างที่เคยเกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของคนทั่วโลกมาแล้ว


แม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Emerging Microbes & Infections เป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่งานวิจัยชิ้นนี้กลับมาได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดียของจีนในเวลานี้ ซึ่งมาประจวบเหมาะกับที่ทางการจีนลดการให้ความสำคัญต่อโรคโควิด-19 ลง

ไม่ใช่แค่นักวิทยาศาสตร์ในจีนเท่านั้นที่แสดงความกังวลว่า อาจจะมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคระบาดรุนแรงแบบโควิดขึ้นอีก เพราะในเวทีโลกอย่างเวทีย่อยการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ผ่านมา ก็มีการหยิบยกประเด็นเรื่องของการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดขึ้นมาหารือ โดยอดีตผู้นำนิวซีแลนด์ เฮเลน คลาร์ก ที่เป็นประธานร่วมคณะกรรมการอิสระเพื่อการเตรียมพร้อมและการรับมือโรคระบาด แสดงความเห็นว่าเธอรู้สึกผิดหวังที่แทบจะไม่เห็นความคืบหน้าจากการลงนามปฏิญญา 13 หน้า ที่รับรองโดยประเทศสมาชิก 193 ประเทศที่ผ่านมาแล้วหลายเดือน ทำให้เสียโอกาสหลายๆ อย่างไป เพราะหากโลกต้องเผชิญกับโรคระบาดอีก ไม่เพียงแค่ความเสียหายต่อระบบสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจมหาศาล และขัดขวางการเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาอีกจำนวนมากด้วย

คลาร์กมองว่าการจะเตรียมพร้อมรับมือกับการระบาดของโรคเช่นนี้ต้องอาศัยความแข็งแกร่งในระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ เพื่อประสานความร่วมมือด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน การเข้าถึงและความเท่าเทียม รวมทั้งประสิทธิภาพด้านต่างๆ เพื่อให้ควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัดให้ได้โดยเร็ว ลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นลงไป โดยใช้ความผิดพลาดจากการระบาดของโควิด-19 มาเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอยเดิมอีก เพราะยังไงมนุษย์โลกยังต้องเจอกับโรคอุบัติใหม่ที่เกิดจากความแปรปรวนของสภาพอากาศตามมาอย่างแน่นอน เพียงแต่จะช้า เร็ว รุนแรงมาก หรือรุนแรงน้อยเท่านั้น.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา :SCMP, NDTV, insiderpaper

คลิกอ่านข่าว รายงานพิเศษ

เกาหลีใต้จัดพาเหรดกองทัพท้าชนเกาหลีเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728382

เกาหลีใต้จัดพาเหรดกองทัพท้าชนเกาหลีเหนือ

27 ก.ย. 2566 07:37 น.

เกาหลีใต้จัดพาเหรดกองทัพท้าชนเกาหลีเหนือ

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. รัฐบาลเกาหลีใต้จัดงานสวนสนามอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องในโอกาสวันกองทัพเกาหลีใต้ รำลึกถึงเหตุการณ์กองทัพเกาหลีใต้ตีฝ่าเส้นขนานที่ 38 บุกเข้าไปในเกาหลีเหนือช่วงสงครามเกาหลีปี 2493 ถือเป็นการแสดงบทบาทแข็งกร้าวทางความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น ทั้งเป็นการสวนสนามกองทัพครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การสวนสนามกองทัพในกรุงโซลมีไฮไลต์อยู่ที่การเดินพาเหรดทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร ผ่านย่านธุรกิจการค้ากวางฮวามุน มีทหารเข้าร่วมหลายพันนาย รวมทหารสหรัฐฯ 300 นาย ขณะที่อาวุธมีทั้งขีปนาวุธ “ฮยุนมู” พิสัยทำการ 180 กิโลเมตร เพื่อภารกิจโจมตีดินแดนศัตรู ระบบต่อต้านอากาศยานและขีปนาวุธรุ่น “แอล-แซม” ที่เชื่อว่าสามารถสกัดขีปนาวุธข้าศึกที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 50-60 กิโลเมตร เช่นเดียวกับการโชว์ฝูงบินร่วมระหว่างกองทัพเกาหลีใต้-สหรัฐฯ ด้วยเครื่องบินรบอเนกประสงค์รุ่นเอฟ-35 และเครื่องบินรบรุ่นใหม่ที่เกาหลีใต้พัฒนาเอง เคเอฟ-21

ด้านนายยุน ซอก ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์เนื่องในโอกาส 75 ปี วันกองทัพเกาหลีใต้ครั้งนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ต.ค.ว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ขอเตือนไปยังรัฐบาลเกาหลีเหนือให้ตระหนักได้แล้วว่า การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ใช่เป็นการรับประกันทางความมั่นคง เกาหลีเหนือพัฒนานิวเคลียร์และศักยภาพขีปนาวุธเป็นการต่อต้านคำเตือนของประชาคมโลก สิ่งเหล่านี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาวเกาหลีเหนือและท้าทายสันติภาพโลก กองทัพเกาหลีใต้พร้อมที่จะตอบโต้อย่างทันทีต่อการคุกคามของเกาหลีเหนือ

นายยุน ซอก ยอล ยังกล่าวด้วยว่า หากเกาหลีเหนือใช้อาวุธนิวเคลียร์ รัฐบาลเกาหลีเหนือก็จะพบจุดจบจากการตอบโต้อย่างมืดฟ้ามัวดินของพันธมิตรเกาหลีใต้-สหรัฐฯ รัฐบาลเกาหลีใต้จะกระชับความร่วมมือ ความมั่นคงกับสหรัฐฯและญี่ปุ่นผ่านความเป็นพันธมิตรอย่างเหนียวแน่น พร้อมวางท่าทีที่เข้มแข็งทางความมั่นคงด้วยการยืนหยัดเคียงข้างเป็นหนึ่งเดียวกันกับชาติหุ้นส่วนต่างๆ พร้อมกล่าวยืนยันว่าเกาหลีใต้จะสร้างกองทัพที่เข้มแข็งในระดับที่สามารถสร้างความหวาดกลัวแก่ข้าศึก และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ขณะที่สื่อรอยเตอร์ระบุว่าการสวนสนามของเกาหลีใต้มีขึ้น 1 สัปดาห์หลังเกาหลีเหนือเดินทางเยือนรัสเซีย โดยมีการหารือกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เรื่องการเพิ่มความร่วมมือทางการทหาร พร้อมเชิญ นายปูตินเดินทางเยือนเกาหลีเหนือ.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เผยงบช่วยยูเครนเริ่มวุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728380

โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เผยงบช่วยยูเครนเริ่มวุ่น

27 ก.ย. 2566 07:22 น.

โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เผยงบช่วยยูเครนเริ่มวุ่น

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจอห์น เคอร์บี โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นถึงกระแสสมาชิกสภาคองเกรสสังกัดพรรคฝ่ายค้านรีพับลิกันบางส่วนมีท่าทีไม่สนับสนุนร่างงบประมาณค่าใช้จ่ายรัฐบาล (ซึ่งต้องโหวตภายใน 30 ก.ย.เพื่อเลี่ยงระบบราชการหยุดชะงัก หรือ “ชัตดาวน์”) ที่มีงบช่วยเหลือยูเครน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 875,000 ล้านบาทรวมอยู่ด้วย โดยระบุว่า หากร่างไม่ผ่านการโหวตก็จะทำให้สหรัฐฯ สนับสนุนยูเครนได้อีก 2-3 สัปดาห์ แต่หลังจากนั้นจะเกิดผลกระทบแน่นอน

ทั้งนี้ นายเจดี แวนซ์ วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐโอไฮโอ ส่งจดหมายถึงนายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชี้แจงรายละเอียดงบประมาณช่วยสงครามในยูเครน เนื่องจากรัฐบาลพรรคเดโมแครตบอกว่า อนุมัติให้ความช่วยเหลือยูเครนไปแล้ว 80,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.8 ล้านล้านบาท แต่ทางสำนักบริหารงบประมาณระบุว่า 111,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.88 ล้านล้านบาท ส่วนต่างที่หายไป 31,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.08 ล้านล้านบาทคืออะไร ทำไมถึงไม่ยอมให้ความชัดเจน.

อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่

เวเนซุเอลาตามล่าหัวหน้าแก๊ง หนีจากเรือนจำสุดหรู ก่อน จนท.บุกทลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728365

เวเนซุเอลาตามล่าหัวหน้าแก๊ง หนีจากเรือนจำสุดหรู ก่อน จนท.บุกทลาย

27 ก.ย. 2566 07:05 น.

เวเนซุเอลาตามล่าหัวหน้าแก๊ง หนีจากเรือนจำสุดหรู ก่อน จนท.บุกทลาย

ตำรวจเวเนซุเอลากำลังตามล่าตัวหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมผู้ควบคุมเรือนจำแห่งหนึ่ง และดัดแปลงจนกลายเป็นคุกสุดหรู ก่อนเจ้าหน้าที่จะบุกทลายเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจทั่วประเทศเวเนซุเอลากำลังตามล่าหาตัว นายเฮกเตอร์ เกอร์เรโร ฟลอเรส หัวหน้าแก๊งอาชญากรรมผู้ยึดครองเรือนจำ ‘โตโครอน’ (Tocorón) ซึ่งถูกเปลี่ยนสภาพเป็นคุกสุดหรูมีทั้งสระว่ายน้ำ, ไนต์คลับ และสวนสัตว์ขนาดเล็กอยู่ภายใน โดยเขาหลบหนีไปจากเรือนจำแห่งนี้ ก่อนเจ้าหน้าที่จะนำกำลังเข้าควบคุมเมื่อสัปดาห์ก่อน

นายฟลอเรส วัย 39 ปี เป็นผู้นำของแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติชื่อว่า ‘เทรน เด อารากัว’ (Tren de Aragua) มาจากรัฐอารากัว ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลา และเข้าออกคุกโตโครอนมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยในปี 2555 เขาสามารถหลบหนีออกจากเรือนจำแห่งนี้ได้ด้วยการติดสินบนเจ้าหน้าที่

สระว่ายน้ำในเรือนจำโตโครอน

หลังจากถูกจับกุมอีกครั้งในปี 2556 เขาถูกส่งมาที่คุกแห่งเดิม แต่ดูเหมือนว่าอำนาจของเขาภายในคุกนั้นจะเพิ่มพูนขึ้นมาก เขาไม่เพียงเปลี่ยนเรือนจำโตโครอนเป็นศูนย์กลางของแก๊ง เทรน เด อารากัว เท่านั้น แต่เขายังตกแต่งเรือนจำแห่งนี้จนมีสภาพไม่ต่างจากโรงแรมหรู และเขาสามารถเข้าออกคุกแห่งนี้ได้ตามใจชอบ

ครอบครัวของนักโทษถูกย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันภายใน เหล่านักโทษสามารถเข้าถึงธนาคารชั่วคราว, บ่อนการพนัน, ร้านอาหาร, สนามเบสบอล ขณะที่ลูกๆ ของพวกเขาสามารถเที่ยวชมสวนสัตว์ขนาดเล็กที่มีทั้งนกฟลามิงโก และนกกระจอกเทศได้

นักเขียนชาวเวเนซุเอลาชื่อว่า รอนนา ริสเควซ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับแก๊ง เทรน เด อารากัว ระบุว่า ตำรวจเคยเจอ นายเกอร์เรโร ฟลอเรสครั้งหนึ่งที่งานปาร์ตี้บนเรือยอชต์ในปี 2559 ทั้งๆ ที่เขาควรถูกขังอยู่ในเรือนจำ โดยเขาแสดงเอกสารอนุญาตที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เวเนซุเอลา ระบุว่าเขาสามารถเดินทางไปทั่วประเทศได้อย่างอิสระ

แก๊ง เทรน เด อารากัว ภายใต้การนำของ นายเกอร์เรโร ฟลอเรส ยังขยายอิทธิพลเข้าไปในประเทศโคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เปรู และชิลี คอยก่ออาชญากรรมทั้งการขู่กรรโชกผู้อพยพ ไปจนถึงค้าประเวณี, รับจ้างฆ่า และลักพาตัว ขณะขั้นที่ประธานาธิบดีของชิลีเคยออกมาประกาศว่าจะตามล่าจับกุมสมาชิกแก๊งนี้ รวมถึงขับไล่ออกจากประเทศ

เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทางการเวเนซุเอลาตัดสินใจนำกำลังทหารและตำรวจกว่า 11,000 นายบุกทลายเรือนจำโตโครอนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากปล่อยผ่านมานานนับสิบปี ก็เพราะถูกกดดันจากบรรดาผู้นำชาติลาตินอเมริกา

โซนร้านอาหารในเรือนจำโตโครอน

หลังปฏิบัติการบุกเรือนจำ เจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาก็รู้ว่า นายเกอร์เรโร ฟลอเรส สามารถหลบหนีไปได้ แต่ไม่เปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะในทันที ต้องรอจนถึงวันเสาร์ หรือ 3 วันหลังปฏิบัติการ กระทรวงมหาดไทยจึงออกมาเสนอรางวัลสำหรับใครก็ตามที่ให้เบาะแสนำไปสู่การจับกุมตัวชายคนนี้

ด้านประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา กล่าวว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างไร้ที่ติ แม้ว่า นายเกอร์เรโร ฟลอเรส จะหนีไปได้ โดยมาดูโร กล่าวว่า นักโทษบางคนหลุดหลบหนีไปได้เพราะการคอร์รัปชันในหมู่เจ้าหน้าที่ ซึ่งแจ้งเตือนพวกเขาก่อนว่ากำลังจะมีปฏิบัติการด้านความมั่นคง

ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาให้คำมั่นว่า เจ้าหน้าที่ทุจริตเหล่านี้จะถูกลงโทษอย่างหนัก ขณะที่มีรายงานด้วยว่า ตำรวจในโคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เปรู และชิลี ก็กำลังตามล่าตัว นายเกอร์เรโร ฟลอเรส เช่นกัน.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประธานสภาแคนาดาลาออก หลังชื่นชมทหารผ่านศึกยูเครนที่เคยรบให้นาซี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728360

ประธานสภาแคนาดาลาออก หลังชื่นชมทหารผ่านศึกยูเครนที่เคยรบให้นาซี

27 ก.ย. 2566 04:30 น.

ประธานสภาแคนาดาลาออก หลังชื่นชมทหารผ่านศึกยูเครนที่เคยรบให้นาซี

แอนโธนี โรตา ประธานสภาผู้แทนราษฎรแคนาดาประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังเขากล่าวชื่นชมทหารผ่านศึกชาวยูเครนที่เคยรบให้นาซีอย่างเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อน จนโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแอนโธนี โรตา ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศแคนาดา ประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันอังคารที่ 26 ก.ย. 2566 หลังจากเขากล่าวชื่นชมทหารผ่านศึกชาวยูเครนคนหนึ่ง ซึ่งเคยต่อสู้ให้กับกองทัพนาซีเยอรมันมาก่อนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 ก.ย.) หลังนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาแคนาดา โดยนายโรตาได้กล่าวยกย่อง นายยาโรสลาฟ ฮุงกา ทหารผ่านศึกชาวยูเครนเชื้อสายแคนาดา วัย 98 ปี ว่าเป็นวีรบุรุษสงครามผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครนต่อการกดขี่ของรัสเซียในสมัยนั้น และยังคงสนับสนุนกองทัพมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นมีกลุ่มสิทธิมนุษยชนรวมถึงองค์กรชาวยิวมากมาย ออกมาตำหนิ นายโรตา ที่กล่าวยอมรับ นายฮุงกา เนื่องจากเขาเคยรบให้กับหน่วยวาฟเฟิน เกรนาเดียร์ ที่ 14 ของกองกำลังเอสเอส แห่งกองทัพนาซีเยอรมัน ซึ่งศาลทหารระหว่างประเทศนูเรมเบิร์ก ประกาศให้เป็นองค์กรอาชญากรรม

นายโรตา ออกแถลงการณ์ขอโทษในวันอาทิตย์ และขอโทษอีกครั้งในการประชุมรัฐสภาเมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร “สภาผู้แทนราษฎรนี้อยู่เหนือพวกเราทุกคน ดังนั้นผมจึงต้องลาออกจากตำแหน่งประธานสภาของพวกคุณ” นายโรตา กล่าวในการประชุม พร้อมทั้งย้ำว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งต่อความผิดพลาดของเขา

“การให้ความยอมรับอย่างเปิดเผยเช่นนี้ สร้างความเจ็บปวดแก่ทั้งบุคคล และชุมชน รวมถึงสังคมชาวยิวในแคนดา และทั่วโลก เช่นเดียวกับผู้รอดชีวิตจากความโหดร้ายของนาซีในโปแลนด์ และประเทศอื่นๆ” นายโรตา กล่าวและเสริมว่า “ผมขอรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการกระทำของผม”

การกล่าวยอมรับนายฮุงกาของนายโรตา ทำให้เกิดการยืนปรบมือให้เกียรติภายในรัฐสภา ซึ่งนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่ง

นายโรตา ยืนยันว่า การยอมรับ นายฮุงกา เป็นการตัดสินใจของเขาเพียงผู้เดียว “ไม่มีใคร รวมถึงในหมู่พวกคุณ เหล่าสมาชิกรัฐสภา หรือผู้แทนจากยูเครน ที่รู้เห็นถึงความตั้งใจ หรือคำพูดของผม ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น”.

ที่มา : cnn