หลานสาว ‘เนลสัน แมนเดลา’ เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 43 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728359

หลานสาว ‘เนลสัน แมนเดลา’ เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 43 ปี

27 ก.ย. 2566 03:05 น.

หลานสาว ‘เนลสัน แมนเดลา’ เสียชีวิตแล้ว ในวัยเพียง 43 ปี

โซเลกา แมนเดลา หลานสาวของ เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำแอฟริกาใต้ และนักเคลื่อนไหวคนดัง เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง ขณะมีอายุเพียง 43 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โซเลกา แมนเดลา หลานสาวของ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ และนักเคลื่อนไหวต่อต้านการเหยียดสีผิวคนดัง เสียชีวิตแล้วในวันจันทร์ที่ 25 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา เนื่องจากโรคมะเร็ง ขณะที่เธอมีอายุได้เพียง 43 ปี

โฆษกของครอบครัวแมนเดลาออกแถลงการณ์ผ่านอินสตาแกรมของโซเลกา ในวันอังคารที่ 26 ก.ย. ว่า “โซเลกา จากไปแล้วในช่วงเย็นวันจันทร์ที่ 25 ก.ย. ขณะห้อมล้อมไปด้วยครอบครัวและเพื่อนพ้อง”

ขณะที่ มูลนิธิเนลสัน แมนเดลา ก็ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจถึงครอบครัวแมนเดลา ต่อการจากไปของ โซเลกา พร้อมยกย่องเธอในการต่อสู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อสาธารณสุข และความยุติธรรม “งานของเธอในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคมะเร็ง และความมุ่งมั่นที่ไม่หวั่นไหวในการทลายตราบาปเกี่ยวกับโรคนี้ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจของเราทุกคนต่อไป”

ทั้งนี้ โซเลกา แมนเดลา ถูกวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมในปี 2554 โดยเธอรักษาจนหาย แต่กลับมาเป็นอีกครั้งในปี 2559 ซึ่งเธอใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการเผยแพร่ข่าวคราวเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งของเธอ รวมถึงผลข้างเคียงจากการทำคีโมบำบัด

โซเลกา ยังเป็นนักรณรงค์อีกหลายด้าน รวมถึงเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน หลังจาก เซนานี ลูกสาววัย 13 ปีของเธอเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อปี 2553

ในปี 2559 โซเลกา ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 100 หญิงผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งจัดอันดับโดย บีบีซี โดยเธอระบุว่า หนึ่งในเรื่องที่เธอเสียใจที่สุดคือ เธอรู้สึกว่าเพิ่งเริ่มทำสิ่งที่มีความหมาย หลังจากที่ปู่ของเธอจากไปแล้ว ไม่ได้ทำตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รัสเซียเปิดคลิปยัน ผบ.กองเรือทะเลดำยังมีชีวิตอยู่ หลังยูเครนอ้างว่าตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728358

รัสเซียเปิดคลิปยัน ผบ.กองเรือทะเลดำยังมีชีวิตอยู่ หลังยูเครนอ้างว่าตาย

27 ก.ย. 2566 02:10 น.

รัสเซียเปิดคลิปยัน ผบ.กองเรือทะเลดำยังมีชีวิตอยู่ หลังยูเครนอ้างว่าตาย

รัสเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอยืนยัน ผู้บัญชาการกองเรือทะเลดำยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้เสียชีวิตในการโจมตีที่ศูนย์บัญชาการในแคว้นไครเมีย ตามที่ยูเครนกล่าวอ้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของประเทศรัสเซียได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นภาพ พลเรือเอก วิคเตอร์ โซโคลอฟ ผู้บัญชาการกองเรือทะเลดำ กำลังร่วมการประชุมงานหนึ่ง เพื่อยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เพื่อตอบโต้ยูเครนที่ก่อนหน้านี้ออกมาอ้างว่านายพลผู้นี้เสียชีวิตในการโจมตีศูนย์บัญชาการในแคว้นไครเมีย

กระทรวงกลาโหมรัสเซีย ระบุว่า คลิปวิดีโอความยาว 8 นาทีดังกล่าวถูกบันทึกระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสในกรุงมอสโก เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 26 ก.ย. 2566

ขณะที่ยูเครนออกมาอ้างเมื่อวันจันทร์ว่า นายพลโซโคลอฟ เสียชีวิตพร้อมกับเจ้าหน้าที่อีก 33 คน ในการโจมตีศูนย์บัญชาการกองเรือทะเลดำ ที่เมืองเซวาสโตโปล ในแคว้นไครเมีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยไม่ได้ระบุชื่อ นายพลโซโคลอฟ โดยตรง และไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ภาพของ นายพลโซโคลอฟ ยังไปปรากฏในวิดีโอลิงก์การประชุมกับผู้บัญชาการคนอื่นๆ ของ 5 กองเรือรบของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงกองเรือทะเลดำ และหลังจากการเผยแพร่คลิปยืนยันของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ฝ่ายยูเครนก็ออกมาบอกว่า พวกเขากำลังยืนยันความถูกต้องของข้อมูล.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สิงคโปร์ทำลายระเบิดยุคสงครามโลก 2 สำเร็จ-ประชาชนทยอยกลับบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728357

สิงคโปร์ทำลายระเบิดยุคสงครามโลก 2 สำเร็จ-ประชาชนทยอยกลับบ้าน

27 ก.ย. 2566 00:08 น.

สิงคโปร์ทำลายระเบิดยุคสงครามโลก 2 สำเร็จ-ประชาชนทยอยกลับบ้าน

สิงคโปร์ทำลายระเบิดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถูกพบเมื่อสัปดาห์ก่อนได้อย่างปลอดภัยในช่วงบ่ายวันอังคาร และอนุญาตให้ประชาชนที่ต้องอพยพ กลับบ้านได้แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยในย่านอัพเปอร์ บูกิต ติมาห์ (Upper Bukit Timah) ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้แล้ว หลังก่อนหน้านี้ต้องอพยพเพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าทำลายระเบิดที่หลงเหลือจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถูกขุดพบเมื่อสัปดาห์ก่อน ระหว่างการก่อสร้าง

ระเบิดดังกล่าวมีน้ำหนัก 100 กก. คาดว่าเป็นระเบิดที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่ระเบิด ถูกขุดพบเมื่อสัปดาห์ก่อน ในพื้นที่ก่อสร้างคอนโดมิเนียมชื่อว่า ‘มีสต์’ (Myst) ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แคชชูว์ (Cashew)

ชาวบ้านมากกว่า 4,000 คน ถูกอพยพตั้งแต่เวลา 08.00 น. วันอังคารที่ 26 ก.ย. 2566 ก่อนเจ้าหน้าที่จะดำเนินการจุดระเบิดแบบควบคุม 2 ครั้ง ในเวลา 12.30 น. กับ 13.45 น. เพื่อทำลายระเบิดที่พบ เสียงของระเบิดครั้งที่ 2 ดังไปไกลถึงคลับชุมชนเซนจา-แคชชู ที่ชาวบ้านบางส่วนไปพักอยู่ ซึ่งห่างออกไปกว่า 2 กม.

จากนั้นเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้าง, ถนน, ท่อระบายน้ำใกล้เคียง รวมทั้งโครงสร้างอาคารต่างๆ ตั้งแต่เวลา 13.45 น. ถึงราว 17.00 น. จึงแจ้งให้ประชาชนทราบว่าพวกเขาสามารถกลับบ้านได้แล้ว และยกเลิกการปิดถนนทั้งหมด.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนเตือนฟิลิปปินส์ “อย่าสร้างปัญหา” รื้อแนวกั้นลอยน้ำในทะเลพิพาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728300

จีนเตือนฟิลิปปินส์ “อย่าสร้างปัญหา” รื้อแนวกั้นลอยน้ำในทะเลพิพาท

26 ก.ย. 2566 20:00 น.

จีนเตือนฟิลิปปินส์ “อย่าสร้างปัญหา” รื้อแนวกั้นลอยน้ำในทะเลพิพาท

จีนเตือนฟิลิปปินส์ “อย่าสร้างปัญหา” หลังฟิลิปปินส์รื้อถอนแนวกั้นลอยน้ำของจีนในบริเวณน่านน้ำข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ที่ติดตั้งไว้เพื่อกีดกันเรือประมงของฟิลิปปินส์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 ว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนวันนี้ ได้ออกมาตำหนิการกระทำของฟิลิปปินส์ ที่เข้ารื้อถอนแนวกั้นลอยน้ำที่จีนนำมาติดตั้งบริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) ซึ่งเป็นพื้นที่ข้อพิพาทระหว่างสองประเทศในทะเลจีนใต้ โดยกล่าวว่า จีนต้องการยืนหยัดในการ “รักษาอธิปไตย สิทธิทางทะเล และผลประโยชน์ของเกาะหวงเอียน (ชื่อที่ทางการจีนใช้เรียกพื้นที่พิพาท)” พร้อมเสริมว่า “เราขอแนะนำฟิลิปปินส์อย่ายั่วยุหรือสร้างปัญหา” 

อย่างไรก็ดี นายเอดูอาร์โด อาโน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของฟิลิปปินส์ ได้ตอบโต้คำเตือนของจีน โดยกล่าวว่า ฟิลิปปินส์ “มีสิทธิ” ที่จะรื้อถอนสิ่งกีดขวางใดๆ ที่บริเวณแนวสันดอนสการ์โบโรห์ 

ทั้งนี้ แนวสันดอนสการ์โบโรห์ ที่ทั้งจีนและฟิลิปปินส์ต่างก็อ้างสิทธิบนพื้นที่บริเวณนี้มาหลายปี ก่อนที่ในปี 2555 จีนจะเข้ายึดแนวสันดอน และส่งเรือลาดตระเวนเพื่อป้องกันเรือประมงของฟิลิปปินส์เข้ามาในพื้นที่ โดยแนวสันดอนสการ์โบโรห์อยู่ห่างจากเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์ไปทางตะวันตกประมาณ 240 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากไหหลำ ประเทศจีน ประมาณ 900 กิโลเมตร 

ความขัดแย้งครั้งใหม่ปะทุขึ้น หลังจากฟิลิปปินส์พบแนวกั้นลอยน้ำยาวประมาณ 300 เมตร ลอยอยู่บริเวณทางเข้าแนวสันดอนสการ์โบโรห์ ระหว่างการลาดตระเวนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเรือยามฝั่งของจีน 3 ลำ และเรือของกองทัพจีนอีก 1 ลำ กำลังติดตั้งแนวกั้นลอยน้ำนี้ ตอนที่เรือลาดตระเวนของฟิลิปปินส์ไปพบ

ต่อมา ในวันที่ 25 ก.ย. 2566 หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ได้เข้ารื้อถอนแนวกั้นลอยน้ำของจีนได้สำเร็จ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ โดยหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ ระบุว่า “แนวกั้นดังกล่าวเป็นภัยต่อการเดินเรือ และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน มันยังเป็นอุปสรรคต่อการทำประมง และกิจกรรมการใช้ชีวิตของชาวประมงฟิลิปปินส์ด้วย”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์ ระบุว่า ฟิลิปปินส์จะใช้มาตรการที่เหมาะสมทั้งหมดเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ และความเป็นอยู่ของชาวประมงฟิลิปปินส์

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : AFP

ช็อก นักวิชาการคนดังในออสเตรเลีย ยอมรับ ข่มขืน-ทารุณสุนัข กว่า 40 ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728290

ช็อก นักวิชาการคนดังในออสเตรเลีย ยอมรับ ข่มขืน-ทารุณสุนัข กว่า 40 ตัว

26 ก.ย. 2566 19:34 น.

ช็อก นักวิชาการคนดังในออสเตรเลีย ยอมรับ ข่มขืน-ทารุณสุนัข กว่า 40 ตัว

นักวิชาการด้านสัตววิทยาคนดัง ในออสเตรเลีย ยอมรับต่อศาล ข่มขืนและทำทารุณต่อสุนัขกว่า 40 ตัว จนตายเกือบหมด

เมื่อ 26 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศ รวมทั้งเดลี่เมล และบีบีซี รายงาน นายอดัม บริตตัน นักสัตววิทยาคนดัง ชาวอังกฤษ และผู้เชี่ยวชาญด้านจระเข้ ซึ่งย้ายมาอยู่ที่ออสเตรเลียนานกว่า 20 ปี ยอมรับต่อศาลสูงในรัฐนอร์ทเทิร์น เทร์ริทอรี ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันจันทร์ที่ 25 ก.ย.ว่า เขาได้ล่วงละเมิดทางเพศ และทำทารุณต่อสุนัข 42 ตัว ที่ศูนย์สงเคราะห์สัตว์ในออสเตรเลีย ซึ่งรวมทั้งสุนัขของเขา 2 ตัว ที่เลี้ยงไว้ด้วย จนทำให้สุนัขเหล่านี้ส่วนใหญ่ตายเกือบทั้งหมด

อดัม บริตตัน ปัจจุบัน อายุ 51 ปี ได้ยอมรับต่อศาลสูงในรัฐนอร์ทเทิร์น เทร์ริทอรี ว่า เขาได้กระทำความผิดในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อสัตว์และเด็ก จนสร้างความตกตะลึงให้กับชาวออสเตรเลียและชาวโลกอย่างมาก หลังจากข่าวนี้ถูกรายงานต่อสาธารณชน

อดัม บริตตัน ซึ่งแต่งงานและทำงานเป็นนักวิชาการด้านสัตววิทยาที่มหาวิทยาลัยชาร์ลส์ ดาร์วิน ในเมืองดาร์วิน รัฐนอร์ทเทิร์น เทร์ริทอรียอมรับว่าเขาเริ่มกระทำทารุณและข่มขืนสุนัข 42 ตัว และในจำนวนนี้ ตาย 39 ตัว ตั้งแต่ปี 2557 ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเมื่อปี 2565

ตามรายงานข่าวระบุว่า ไมเคิล แกรนต์ หัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงในนอร์ทเทิร์น เทร์ริทอรี กล่าวว่าเขารู้สึกมีความกังวลต่อการรับฟังข้อเท็จจริงในการไต่สวนคดีนี้ จึงได้แจ้งให้ผู้เข้าฟัง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และสื่อมวลชน ออกจากห้องพิจารณาคดี ก่อนจะมีการอ่านรายละเอียดข้อกล่าวหา

หัวหน้าผู้พิพากษาสูงในนอร์ทเทิร์น เทร์ริทอรี กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในข้อหาเหล่านี้ มีเนื้อหาที่สามารถอธิบายได้ว่า เป็นการกระทำอันโหดร้ายที่พิสดารและวิปริต ซึ่งมีลักษณะของความทุกข์ทรมาน ซึ่งอาจทำให้เกิดความสะเทือนใจอย่างยิ่ง

ขณะที่นายมาร์ตี ออสต์ อัยการ กล่าวว่า ผู้กระทำความผิดมีความสนใจทางเพศแบบซาดิสต์ในสัตว์ต่างๆ และโดยเฉพาะสุนัข ซึ่งนอกจากการทรมานสุนัขของตัวเองแล้ว บริตตันยังจัดหาสุนัขตัวอื่นๆ ด้วยการซื้อต่อหรือขอรับเลี้ยงจากเจ้าของเดิมในเมืองดาร์วินด้วย

ขณะที่ ตามรายงานข่าวยังระบุว่า ศาลสูงในรัฐนอร์ทเทิร์น เทร์ริทอรี ได้รับฟังหลักฐานคลิปวิดีโอที่อดัม บริตตันได้ถ่ายคลิปขณะตัวเขาเองได้ข่มขืนและทารุณสุนัขกว่า 40 ตัว จนทำให้สุนัขเหล่านี้ ส่วนใหญ่ตายเกือบทั้งหมด จากนั้น บริตตัน ได้นำคลิปเหตุการณ์สะเทือนใจเหล่านี้ไปโพสต์ทางออนไลน์ โดยใช้ ‘นามแฝง’ ก่อนต่อมา มีคลิปวิดีโอหนึ่งถูกส่งไปถึงสำนักงานตำรวจของรัฐนอร์ทเทิร์น เทร์ริทอรี จนนำไปสู่การจับกุมนายบริตตัน เมื่อเดือนเมษายน 2565 และเขาถูกดำเนินคดีในที่สุด

ที่มา: BBC, Dailymail

คลังน้ำมันระเบิดในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ดับ 20 ศพ เจ็บเกือบ 300

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728203

คลังน้ำมันระเบิดในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค  ดับ 20 ศพ เจ็บเกือบ 300

26 ก.ย. 2566 18:10 น.

คลังน้ำมันระเบิดในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ดับ 20 ศพ เจ็บเกือบ 300

เกิดเหตุคลังน้ำมันระเบิดในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค พื้นที่พิพาทอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ศพ และบาดเจ็บเกือบ 300 ราย ขณะชาวอาร์เมเนียในพื้นที่กำลังเร่งอพยพหวั่นถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

สำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2566 รายงาน เกิดเหตุระเบิดที่คลังน้ำมันในเมืองสเตปานาเคิร์ต เมืองหลักในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัค ประเทศอาเซอร์ไบจาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ศพ และบาดเจ็บอีกเกือบ 300 ราย ขณะที่ชาวอาร์เมเนียมากกว่าหนึ่งหมื่นชีวิตกำลังเร่งอพยพออกจากนากอร์โน-คาราบัคมายังประเทศอาร์เมเนีย ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าจะถูกรัฐบาลอาเซอร์ไบจานกวาดล้าง หลังกองกำลังแบ่งแยกดินแดนอาร์เมเนียในพื้นที่พิพาทนากอร์โน-คาราบัค ยอมจำนนและตกลงที่จะหยุดยิงกองทัพอาร์เซอร์ไบจาน จากนั้นได้ส่งทหารเข้ามาในพื้นที่พิพาทนี้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน

ในแถลงการณ์ของหน่วยงานท้องถิ่นของอาร์เมเนีย ระบุว่า เหตุคลังน้ำมันระเบิดเกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของคืนวันจันทร์ที่ 25 ก.ย. 2566 ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 20 ศพ โดย 13 ศพเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และอีก 7 ศพเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บอยู่ที่เกือบ 300 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และอยู่ในอาการขั้นวิกฤติ  

มีรายงานว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นระหว่างที่ชาวอาร์เมเนียจำนวนมากกำลังเข้าแถวรอเติมน้ำมันรถยนต์ตามปั๊มน้ำมันต่างๆ เพื่อที่จะอพยพเดินทางออกนอกพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค และขณะนี้ ยังไม่มีรายงานถึงสาเหตุที่ทำให้คลังน้ำมันแห่งนี้เกิดระเบิดขึ้น จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ทั้งนี้ อาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย เกิดความระหองระแหงมาอย่างยาวนาน จากกรณีการแย่งชิงพื้นที่นากอร์โน-คาราบัค ซึ่งเป็นดินแดนในประเทศอาเซอร์ไบจาน และนานาชาติก็ให้การยอมรับว่าพื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในนากอร์โน-คาราบัคเป็นชาวอาร์เมเนีย 

ชนวนความตึงเครียดล่าสุดปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา หลังทหารของทั้งสองประเทศเปิดฉากโจมตีกัน ก่อนจะยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง โดยมีรัสเซียเป็นคนกลางในการเจรจา อย่างไรก็ดี การที่อาเซอร์ไบจานประกาศชัยชนะในสมรภูมิล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ชาวอาร์เมเนียในพื้นที่พิพาทเกิดความกังวลเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงทยอยอพยพออกจากภูมิภาคนากอร์โน-คาราบัคต่อเนื่อง 

ชมวิดีโอ : ที่นี่

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : BBC, AP

ผวาอีก จีนเตือนโลกเตรียมรับมือ ไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่ อาจระบาดซ้ำรอยโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2728182

ผวาอีก จีนเตือนโลกเตรียมรับมือ ไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่ อาจระบาดซ้ำรอยโควิด

26 ก.ย. 2566 16:01 น.

ผวาอีก จีนเตือนโลกเตรียมรับมือ ไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่ อาจระบาดซ้ำรอยโควิด

นักไวรัสวิทยาคนดังของจีนและคณะออกรายงานเตือนชาวโลกให้เตรียมพร้อมรับมือ เชื้อไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่อาจระบาดในอนาคต เหมือนกับที่โควิด-19 ระบาด หลังพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 20 สายพันธุ์มีความเสี่ยงสูงอาจระบาดสู่คน

เมื่อ 26 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศอ้างข่าวจาก South China Morning Post สื่อภาษาอังกฤษในฮ่องกง รายงาน ดร.ฉี เจิ้งลี่ ผู้อํานวยการศูนย์โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ สถาบันไวรัสวิทยาเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ของจีน และคณะ ออกรายงานเตือนประชาชนและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้เตรียมพร้อม เนื่องจากพบเชื้อไวรัสโคโรนาชนิดใหม่ถึง 20 สายพันธุ์ที่อาจแพร่ระบาดสู่คนอีกในอนาคต 

ดร.ฉี เจิ้งลี่ นักไวรัสวิทยาหญิงคนดังของจีน เจ้าของฉายา ‘batwoman’ ซึ่งศึกษาวิจัยเชื้อไวรัสในค้างคาวมาหลายสิบปี และคณะนักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ Emerging Microbes & Infections เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 จนทำให้สื่อจีนให้ความสนใจรายงานข่าวในเดือนกันยายน ที่ผ่านมา โดยเนื้อหาในรายงานการศึกษานี้ ระบุว่า พบเชื้อไวรัสโคโรนาที่มีความเสี่ยงถึง 40 สายพันธุ์ และในจำนวนนี้ 20 สายพันธุ์มี ‘ความเสี่ยงสูง’ ที่อาจแพร่ระบาดมาสู่คน

ดร.ฉี เจิ้งลี่ นักไวรัสวิทยาชื่อดังของจีน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ในเมืองอู่ฮั่นของจีน

รายงานฉบับนี้ ได้ประเมินความเสี่ยงของเชื้อไวรัสโคโรนา 40 สายพันธุ์ใหม่ที่พบ ซึ่งนอกจากนักไวรัสวิทยาที่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ได้พบว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จำนวน 20 สายพันธุ์ ‘มีความเสี่ยงสูง’ ที่อาจแพร่ระบาดสู่คนในอนาคตแล้ว ยังพบว่า ในจำนวนนี้เชื้อไวรัสโคโรนา 6 สายพันธุ์เป็นที่รู้แล้วว่า หลังแพร่ติดต่อสู่คนแล้ว ทำให้มีอาการป่วย นอกจากนั้นยังมีหลักฐานว่าไวรัสโคโรนาอีก 3 สายพันธุ์ ได้ทำให้สัตว์หลายสปีชีส์ป่วยหรือติดเชื้อได้

ดร.ฉี เจิ้งลี่ และคณะนักวิจัยที่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ได้เตือนให้ชาวโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือการระบาดครั้งใหญ่ เหมือนกับที่เผชิญกับโควิด-19 ระบาด โดยในรายงานระบุว่า ถ้าหากมีเชื้อไวรัสโคโรนาซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยเกิดขึ้นแล้ว จะมีความเสี่ยงสูงที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์นั้นจะแพร่ระบาด

เชื้อไวรัสโคโรนา

‘เกือบแน่นอนว่าจะมีเชื้อโรคระบาดเกิดขึ้นในอนาคต และดูเหมือนมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเชื้อไวรัสโคโรนาอีกครั้ง’

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปลายปี 2562 ชาวโลกได้เผชิญหน้ากับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือรู้จักว่าเชื้อโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักไปทั่วโลก ซึ่งตามรายงานของเว็บไซต์ worldometers ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ถึงอย่างน้อย 6.9 ล้านศพแล้ว ในขณะที่ตอนนี้เชื้อโควิด-19 ซึ่งเกิดการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ยังคงระบาดอยู่

 ที่มา:hindustantimes 

‘อนุชา’เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759287

'อนุชา'เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

‘อนุชา’เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.22 น.

“อนุชา”เดินหน้าพลิกโฉมภาคเกษตรไทย ดัน GDP ภาคเกษตรให้สูงขึ้น หวังเพิ่มรายได้ แก้ปัญหาหนี้ พร้อมเร่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 ที่โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4 เขตบางรัก กรุงเทพฯ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “พลิกโฉมภาคเกษตรไทย ด้วยนโยบายการวิจัย นวัตกรรม และการรวมกลุ่ม” จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) แผนงานคนไทย 4.0 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอผลการวิจัย เรื่อง “แพลตฟอร์มนโยบายข้าว ผัก และผลไม้” ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วม

โดย นายอนุชา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตร ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ “เศรษฐกิจฐานราก” ซึ่งหากสามารถพัฒนาภาคเกษตรให้เข้มแข็ง จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ภาคเกษตรขยายตัวสูงขึ้น และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลข GDP ภาคเกษตร มีสัดส่วนเพียง 8.9% ของ GDP รวม ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วน 60.2% และภาคบริการมีสัดส่วน 30.9% ตามลำดับ แต่ภาคเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ เปรียบเหมือนรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สร้างรายได้ให้กับประชากรไทยจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรยังพบปัญหาต่างๆ หลายด้าน เช่น การขาดแคลนเงินทุนและการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน ปัญหาต้นทุนการผลิตมีราคาสูงการขาดองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ดังนั้น ตนในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มุ่งเน้นผลักดันนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตภาคเกษตรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

สำหรับระยะสั้น ผลักดันการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเงินทุนและการขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยส่งเสริมให้ภาคเกษตรสามารถมีแหล่งทุนในการสร้างรายได้โดยเร็วที่สุด เช่น ผลงานสำคัญที่ผ่านมาซึ่งเป็นนโยบายของสำนักนายกรัฐมนตรี คือ “โครงการโคล้านครอบครัว” ผ่านกองทุนหมู่บ้าน โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการในวงเงินงบประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 79,610 กองทุน มีกำหนดระยะเวลา 4 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถกู้ยืมเงินทุนสำหรับเลี้ยงโค ครอบครัวไม่เกิน 50,000 บาท จำนวน 100,000 ครัวเรือน โดยเลี้ยงโค ครัวเรือนละ 2 ตัว รวม 200,000 ตัว เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำปศุสัตว์เพื่อสร้างรายได้ด้วยวิธีการที่ง่ายและเกิดความยั่งยืน เป็นต้น ทั้งนี้ แนวคิดจากโครงการดังกล่าวได้มีการทดลองนำร่องทำสำเร็จมาแล้วในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น

ระยะกลาง เมื่อภาคเกษตรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและมีเงินทุนในการสร้างรายได้ที่มั่นคงแล้ว ผลักดันให้เกิดการพัฒนากลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถ ทั้งในการผลิต การค้า การตลาด การบริหารจัดการ การเงินและบัญชี มีรายได้สูง พร้อมทั้งรวมกลุ่มทำการผลิตและการตลาดเองในรูปแบบแปลงใหญ่ วิสาหกิจ ชุมชน หรือสหกรณ์ เป็นต้น

ระยะยาว ผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเกษตร มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการลงทุน เพื่อการวิจัยและพัฒนา กำหนดกรอบงานวิจัยและสร้างนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศการเกษตร และสร้างการเชื่อมโยงของข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมถึงส่งเสริมการนำงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เน้นการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรของเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเกษตรกร เพื่อช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

นอกจากนี้ นายอนุชา เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยตรง รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบและความเสียหาย จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก หันมาทำปศุสัตว์ เช่น โครงการโคล้านครอบครัว ที่ผมได้ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะความมุ่งหวังของผมคืออยากเห็นรายได้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น

– 006

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759268

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.32 น.

‘ธรรมนัส’นำทีมรับนายกฯติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งเฝ้าระวังทุกจุด เตรียมระบายน้ำให้เร็ว-วางแผนกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งหน้า

27 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ติดตามแนวโน้มสถานการณ์น้ำท่าในลำน้ำสายหลัก และการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำชี-มูล โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และผู้บริหารกรมชลประทาน ให้การต้อนรับที่กรมชลประทาน สามเสน

นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเฝ้าระวังทุกจุด รวมถึงให้มีการระบายน้ำให้เร็วและกักเก็บน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้งหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุดด้วย

นายกฯ สอบถามว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีน้ำท่วมหนักซึ่งมีความเป็นห่วงดังนั้นต้องเฝ้าระวัง เพราะน้ำท่วมทุกปีและน้ำท่วมนาน ซึ่งประมาณอีก 10 กว่าวัน ตนจะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ไปดูสถานการณ์น้ำ เนื่องจากทราบว่าได้รับผลกระทบน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ตนมีภารกิจมากแต่ก็มาที่นี่เพราะเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้ง

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สาเหตุที่จังหวัดอุบลราชธานีน้ำท่วมซ้ำซาก เพราะการระบายน้ำตรงแก่งสะพือจะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความจริงแล้วจะต้องทำการบายพาสทางน้ำนานแล้ว  ซึ่งตรงนี้นายกฯ กล่าวว่า ขอฝากรัฐมนตรีไปดูแลด้วย เพราะรัฐมนตรีรู้ปัญหาดี

จากนั้นนายกฯ เดินเข้าไปยังห้องปฎิบัติการประเมินสถานการณ์น้ำเพื่อมอบนโยบาย ว่า ตนมาที่นี่เพราะมีความเป็นห่วงเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาตนได้พบกับสส.จังหวัดอุบลราชธานีหลายท่าน ซึ่งก็มีความเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และขอฝากเฝ้าระวังในทุกจุด และหน้าจะหนักหนาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงปลายเดือนต.ค.ถึงเดือนพ.ย. ก็จะต้องมีการเฝ้าระวังด้วยเหมือนกัน

นายกฯ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าทุกคนทำงานหนัก แต่เรื่องปัญหาน้ำท่วมก็จะมีผลกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจากที่ได้รับฟังสถานการณ์น้ำในเขื่อนก็มีความเป็นห่วง เพราะยังมีน้ำน้อยอยู่ และควบคุมปริมาณน้ำฝนตกมาก ตกน้อยไม่ได้  จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องพายุที่กำลังจะเข้า ตามมาด้วยสถานการณ์ภัยแล้ง หากประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วมก็ฝากให้ดูแลอย่างใกล้ชิด ให้ลืมเหนื่อยๆ กันหน่อยในช่วงนี้ เราต้องวางแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ข้างหน้า ซึ่งตนก็จะติดตามและลงพื้นที่ไปดูด้วยกัน

“ผมทราบอยู่ว่าทุกท่านมีภารกิจเยอะ รัฐมนตรีมาใหม่ก็คงเคี่ยวหนักอยู่ เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ถ้าหากมีการกำชับเพิ่มขึ้น ก็ขอให้เข้าใจกัน เพราะเราเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เพราะประชาชนเดือดร้อน ก็ขอโทษแทนรัฐมนตรีด้วยที่เคี่ยวหนัก” นายกฯกล่าว

สมเด็จพระกนิษฐาฯ เสด็จฯงานลองกอง ของดีเมืองนราธิวาส เน้นพัฒนาคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759165

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา ภายในบริเวณศูนย์ราชการ อ.เมือง จ.นราธิวาส ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานวันลองกอง “ของดีเมืองนรา” ครั้งที่ 46 โดยมี ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เฝ้าฯรับเสด็จ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานภายใต้แนวคิด “ร่วมใจภักดิ์ สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชา ชาวนราเปี่ยมสุข”

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตลองกองและผลผลิตทางการเกษตรของ จ.นราธิวาส ให้ดียิ่งขึ้น มีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย 2.เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ได้แสดงผลงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการที่สำคัญของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์เผยแพร่สู่ประชาชน 3.เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สู่เกษตรกรให้สามารถพัฒนาคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร 4.เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ได้จำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ รวมถึงได้เชื่อมโยงเครือข่ายด้านการตลาด และ 5.เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของ จ.นราธิวาส