NIA ชวนชมนิทรรศการสุดยอดผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ วัน ‘นวัตกรรมแห่งชาติ 2566’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758491

NIA ชวนชมนิทรรศการสุดยอดผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ วัน 'นวัตกรรมแห่งชาติ 2566'

NIA ชวนชมนิทรรศการสุดยอดผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ วัน ‘นวัตกรรมแห่งชาติ 2566’

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.26 น.

NIA ชวนชมนิทรรศการสุดยอดผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติเนื่องในวัน “นวัตกรรมแห่งชาติ 2566”

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมประกาศผลและมอบรางวัลเชิดชูเกียรติจากผลการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566 โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ สื่อและการสื่อสาร องค์กรนวัตกรรมดีเด่น ทั้งนี้ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานดังกล่าวในวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งตรงกับ “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA กำหนดจัด “พิธีมอบรางวัลนวัตกรรม ประจำปี 2566” ในวันที่ 5 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับ “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” โดยที่ผ่านมาได้จัดมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 19 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านนวัตกรรม ในฐานะ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” พร้อมเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ผลงานของนวัตกรไทยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น

ปัจจุบันประเทศไทยมีการกำหนดนโยบายในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่ง NIA เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาททั้งในเชิงผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม การอำนวยความสะดวกให้ระบบนิเวศนวัตกรรมเอื้อต่อศักยภาพการทำงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ รวมทั้งการรังสรรค์นวัตกรรมร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ ภาครัฐ และภาคการศึกษา เพราะนวัตกรรมถือเป็นกุญแจหลักที่จะผลักดันขีดความสามารถให้หน่วยเศรษฐกิจของประเทศเกิดแข่งขันไปสู่ระดับสากลได้อย่างรวดเร็ว

“การจัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลให้กับผลงานรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติฝีมือคนไทยที่มีความโดดเด่น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นับเป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างกำลังใจผู้ที่อยู่เบื้องหลังของคิดค้น พัฒนา และการผลักดันนวัตกรรมจนสามารถบรรลุผล และรับรู้ในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจให้กับแวดวงธุรกิจนวัตกรรมให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าเชิงพาณิชย์ และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นผลงานนวัตกรรมที่นำการออกแบบมาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์และบริการ 4) ด้านสื่อและการสื่อสาร เป็นผลงานนวัตกรรมและบุคคลที่มีความสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์เนื้อหาและการสื่อสารรูปแบบใหม่ และ 5) ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น เป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างโดดเด่น ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ ระดับกระบวนการ ไปจนถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โดยในปีนี้มีผู้ที่สนใจส่งผลงานนวัตกรรมเข้าประกวดทั้งสิ้น 347 ผลงาน”

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับ “พระบรมรูปพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากทาง NIA เช่น การพัฒนาต่อยอดขยายผลผลงานนวัตกรรม การอบรมพัฒนาศักยภาพในหลากหลายมิติ ตลอดจนได้รับการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความสำเร็จของผลงานผ่านสื่อหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารรางวัลนวัตกรรม การเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อแนวหน้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และโอกาสเข้าร่วมจัดแสดงผลงานกับ NIA ตลอดทั้งปี

‘หอศิลป์คลังจัตุรัส’ ศูนย์รวมศิลปะอันงดงามทั้งผลงานและจิตใจ สถานที่แห่งความรักบ้านเกิดของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758482

'หอศิลป์คลังจัตุรัส' ศูนย์รวมศิลปะอันงดงามทั้งผลงานและจิตใจ สถานที่แห่งความรักบ้านเกิดของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส

‘หอศิลป์คลังจัตุรัส’ ศูนย์รวมศิลปะอันงดงามทั้งผลงานและจิตใจ สถานที่แห่งความรักบ้านเกิดของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.35 น.

“หอศิลป์คลังจัตุรัส” ศูนย์รวมศิลปะอันงดงามทั้งผลงานและจิตใจ สถานที่แห่งความรักบ้านเกิดของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ศิลปินผู้เป็นเลิศ ผู้เป็นปราชญ์งานศิลป์ของแผ่นดิน เน้นย้ำ ส่งเสริมการสืบสาน ต่อยอด ถ่ายทอดงานศิลป์สู่เด็ก เยาวชน คนรุ่นต่อไป ทำให้เกิดศิลปินเพื่อสังคม สร้างสรรค์สิ่งที่ดี เพื่อจังหวัดชัยภูมิและประเทศไทยตราบนานเท่านาน

22 ก.ย.2566 เวลา 12.30 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นายสมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายรัฐพล นราดิศร รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเอกวิทย์ มีเพียร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เยี่ยมชม “หอศิลป์คลังจัตุรัส” ของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนและชาวมหาดไทยมีวาสนาดีของชีวิตที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมคารวะท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ศิลปินผู้มีความดีเด่นทั้งผลงานและจิตใจ เป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาศิลปินและประชาชนมาอย่างยาวนานในฐานะที่ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในงานศิลปะอย่างเป็นเลิศหาผู้เปรียบยาก โดยเฉพาะในเรื่องภาพเหมือนที่มีจิตใจดีงาม และท่านยังเป็นต้นแบบของศิลปินผู้สำนึกรักบ้านเกิด รำลึกนึกถึงและบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ของจังหวัดชัยภูมิและส่วนรวมมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่า ท่านเป็นศิลปินจิตอาสาผู้เสียสละ

“อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ได้สร้างหอศิลป์คลังจัตุรัสขึ้น จากความสำนึกรักบ้านเกิด จากผืนดินถิ่นกำเนิด มุ่งหวังให้เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลังใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสืบสานงานศิลป์ให้คงอยู่คู่ประเทศชาติ หวังให้เป็นสถานที่สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมมากที่สุด โดยใช้เงินจากน้ำพักน้ำแรงที่ได้จากการวาดภาพ ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย เพื่อสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อชุมชนให้คนในชุมชนและจังหวัดชัยภูมิได้ใช้เป็นสาธารณประโยชน์ ภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยผู้นี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการถ่ายทอดงานศิลป์ และน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งภายในบริเวณได้มีการออกแบบสถานที่ให้มีความร่มรื่น และออกแบบอาคารด้วยลวดลายศิลปะ อนุรักษ์ความเป็นไทย เน้นการใช้วัสดุจากไม้ มีการแบ่งพื้นที่ อาทิ ห้องสมุดศิลปะ ใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลงานศิลปะที่หลากหลายแขนงสาขา ห้องจัดแสดงผลงานเป็นที่แสดงภาพวาดของศิลปิน หลากหลายเทคนิค เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และยังมีลานสวนสร้างงานศิลป์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาแวะเวียนชื่นชมผลงาน เรียนรู้หรือฝึกฝนฝีมือกับอาจารย์ศิลปะที่แวะเวียนมาจัดกิจกรรมให้กับคนในชุมชนอีกด้วย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ศิลปินชาวจังหวัดชัยภูมิ ผู้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนธนบัตรเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดธนบัตรจากประเทศเยอรมนี และในปัจจุบันนี้ท่านก็ยังคงเป็นอาจารย์ศิลปะ ด้วยจิตวิญญาณความเป็นศิลปินและจิตอาสาของแผ่นดิน จึงขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ท่านนายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งที่ล้ำค่าผ่านงานศิลปะของท่านอาจารย์สมาน ผ่านการจัดกิจกรรมประกวดประขัน โดยเชื้อเชิญท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส และอาจารย์กุสุมา คลังจัตุรัส ผู้เป็นบุตรี ได้มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดงานศิลป์ของแผ่นดินให้กับคนรุ่นต่อไป

“หอศิลป์คลังจัตุรัสของท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ที่เป็นบ้านเกิดของท่านอาจารย์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของจิตใจและการทำสิ่งที่ดีงามของท่านอาจารย์สมาน ที่ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งต่อเด็กชัยภูมิรวมทั้งคนในชาติและคนทั่วโลกให้ได้ทราบถึงความงามที่รังสรรค์จิตใจให้อ่อนโยน รักมวลมนุษยชาติและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความรักในงานศิลปะ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นแสงสว่างที่นำทางทำให้เกิดศิลปินที่มีผลงานเป็นเลิศให้เกิดขึ้นอีกมากมาย อันจะทำให้โลกของเราน่าอยู่อาศัย เพราะ “โลกนี้ไม่สิ้นคนดีงาม” โลกนี้จะมีศิลปินรับใช้สังคมด้วยงานศิลปะเกิดขึ้น เหมือนที่มีท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส เป็นต้นแบบของศิลปินผู้เป็นคนดีศรีแผ่นดินตราบนานเท่านาน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘สุรศักดิ์’ มอบนโยบายผู้บริหารสพฐ. และตรวจเยี่ยมทำความคุ้นเคย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758460

‘สุรศักดิ์’ มอบนโยบายผู้บริหารสพฐ. และตรวจเยี่ยมทำความคุ้นเคย

‘สุรศักดิ์’ มอบนโยบายผู้บริหารสพฐ. และตรวจเยี่ยมทำความคุ้นเคย

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.37 น.

วันที่ 22 กันยายน 2566  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เดินทางไปมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) พร้อมตรวจเยี่ยม โดยมี นายอัมพร พินะสา เลขาธิกาาคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) พร้อม ผู้บริหาร สพฐ.รับมอบนโยบาย

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สพฐ. เป็นองค์กรที่สำคัญในการดูแลจัดการศึกษา เป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุด เพราะมีบุคลากรในสังกัดมากถึง 5 กว่าแสนคน การดำเนินงานภายใต้นโยบายของพล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นสิ่งที่ตนตระหนัก และหลายนโยบายมีความเกี่ยวข้องกับสพฐ.โดยตรง ทั้ง นโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ  นโยบายเรื่องการแนะแนว การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ครูคืนถิ่น ก็เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ในการพิจารณาโยกย้ายครูกลับไปอยู่ในภูมิลำเนาของตัวเอง 

“นโยบายหลัก ๆ จะเกี่ยวข้องกับการลดภาระครู และบุคลากรทางการศึกษา แลการลดภาระนักเรียน การสร้างอาชีพระหว่างเรียน การแก้หนี้ครู ทั้งหมดนี้ เป็นนโยบายที่ รมว.ศธ. มอบหมาย ผมตระหนักว่า จะต้องทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ผมรู้ว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. เป็นตำแหน่งที่สำคัญ จะต้องทำงานให้ประสบความสำเร็จ ทำงานอย่างเต็มที่ และจะเข้ามาทำให้กลไกส่งเสริมการทำงานของข้าราชการทำงานได้ง่ายขึ้น จะไม่เข้ามาเป็นตัวถ่วง เป็นภาระ หรือขัดขวางการทำงาน  และขอเน้นย้ำตามแนวทางของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ในเรื่องความเรียบง่าย การลงพื้นที่ตรวจราชการต่าง ๆใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็ขอให้ทำงานตามหน้าที่ไป ไม่อยากให้ มาเป็นขบวนใหญ่ ๆ ซึ่งส่วนตัวผมเองก็ไม่อยากให้ทุกคนเสียเวลาทำงาน แต่ใครที่เกี่ยวข้องก็ขอให้มา เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพ” รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาที่ได้รับฟังข้อมูลมา ทั้งอัตราการเกิดลดลง โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้น ครูไม่ครบชั้น ขาดนักการภารโรง ทั้งหมดนี้  จะต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน การยุบหรือควบรวมโรงเรียน เป็นแนวทางที่ทำกันมานาน แต่ก็เชื่อว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหวังว่า นโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จะไปช่วยตอบโจทย์เรื่องดังกล่าว ช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก หากสามารถดำเนินการสร้างคุณภาพให้ชุมชนไว้ใจ ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน  อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องตั้งคณะทำงานในเรื่องต่าง ๆเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ ส่วนการเดินหน้านโยบายแจกแท็บเล็ตนักเรียนและครูนั้น ได้ให้คณะทำงานศึกษาระยะแรกจะทำอย่างไรมจะซื้อหรือจะเช่า ก็จะดูว่าอันไหนคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดและดีที่สุด และดูว่าเบื้องต้นจะแจกจ่ายให้เด็กในระดับชั้นใด เพื่อเป็นการเริ่มต้น  ซึ่งขณะนี้แต่ละหน่วยงานอยู่ระหว่างการปรับคำของบประมาณ 2567 ให้สอดคล้องกับนโยบาย  

ด้านนายอัมพร กล่าวรายงานว่า สพฐ.มีนักเรียนที่ต้องดูแลตั้งแต่อนุบาล จนถึงมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งสิ้นกว่า 6.5 ล้านคน  มีโรงเรียนในสังกัด 29,315 โรงเรียน จำแนกเป็นระดับก่อนประถมศึกษา จำนวน 8 แสนกว่าคน ประถมฯกว่า 2 ล้านคน มัธยมต้นกว่า  1 ล้านคน ชั้นมัธยมปลายประมาณ 1 ล้านคน  ซึ่ง สพฐ.มีเด็กที่ต้องดูแล 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มเด็กด้อยโอกาส และพิการ กลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กกลุ่มปกติ โดย สพฐ.มีโรงเรียนอยู่ทั้งหมด 29,315 โรงเรียน จำแนกเป็นสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) 183 เขต มีจำนวน 10,000 กว่าโรงเรียน, สังกัด สพม.62 เขต มี 2,000 กว่าโรงเรียน  และมีโรงเรียนด้อยโอกาสและพิการอยู่ 3 ประเภท คือโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 53 แห่ง และโรงเรียนเฉพาะความพิการ 53 แห่ง และมีศูนย์การศึกษาพิเศษที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 77 ศูนย์

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมของบุคลากร สพฐ.มีบุคลากรอยู่ 3 ส่วน คือบุคลากรที่อยู่ส่วนกลาง คือ สพฐ. จำนวน 1,286 คน   บุคลากรในเขตพื้นที่การศึกษา(สพป.,สพม.) จำนวน 14,000 กว่าคน  บุคลากรที่อยู่ในโรงเรียนตั้งแต่ ผอ.โรงเรียน และครูลงไป มีประมาณ 5 แสนกว่าคน  สำหรับปัญหาที่อยากให้คิดร่วมกัน คือใน 10 ปีที่ผ่านมา อัตราเด็กเกิดน้อยลง ขณะที่การคมนาคมสะดวกมากขึ้น ประกอบกับผู้ปกครองให้ความสำคัญกับมิติด้านคุณภาพการจัดการศึกษามากขึ้น ทำให้มีสภาวะเด็กเกิดน้อยและมาเรียนในเมืองมากขึ้น  ทำให้โรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ที่อยู่ในชนบท ในหมู่บ้าน กลายเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้เกิดปัญหาครูไม่ครบชั้น ครูไม่ครบวิชา ขณะที่ คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบาย กำลังคนภาครัฐ (คปร.) ยกเลิกตำแหน่งนักการภารโรง ที่เป็นลูกจ้างประจำของทุกโรงเรียน หากเสียชีวิต หรือลาออกให้ตำแหน่งจะยุบตามตัว ทำให้ขณะนี้บางโรงเรียนไม่มีภารโรง  ครูและเด็กในบางโรงเรียน ต้องมาทำหน้าที่แทนภารโรงไปด้วย รวมถึงกระทบเรื่องอาหารกลางวัน ทำให้ครูมีภารงานที่ไม่ใช่งานสอนเพิ่มมากขึ้น 

“อีกปัญหาหนึ่งคือ การขับเคลื่อนมติด้านคุณภาพ ที่ยังไม่สามารถทำได้มาตรฐาน ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ส่งผลให้คะแนนการทดสอบต่าง ๆ ทั้งการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต คะแนนประเมินตาม โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ยังค่อนข้างมีปัญหา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความท้าทายที่จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง และจากปัญหาดังกล่าว ผมจึงได้มีนโยบายเดิม อาทิ  ต้องการเห็นโรงเรียนมีความปลอดภัย และเป็นโรงเรียนแห่งความสุข  ลดความเหลื่อมล้ำ และความด้อยโอกาสของนักเรียน การยกระดับคุณภาพผู้เรียน โดยมุ่งปรับหลักสูตรให้เป็นฐานสมรรถนะ ปรับการเรียนการสอนแบบ Active Learning เปลี่ยนขบวนการวัดและประเมินผล โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย รวมถึงได้มีการแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาต่างหากเป็น 8+1  และในปีที่ผ่านมา สพฐ.ได้พัฒนาครูหมดแล้ว เป็นต้น”นายอัมพร กล่าว 

นายอัมพร กล่าวอีกว่า สพฐ.ได้มีการเพิ่มคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้ยุบ ให้กระจายไปยู่ในตำบลต่าง ๆ และจะปรับจูนให้ตรงกับนโยบาย 1 โรงเรียนคุณภาพ  1 อำเภอต่อไป และให้มีโรงเรียนราชประชานะเคราะห์เพิ่มขึ้น และมีโรงเรียนเฉพาะความพิการเพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปีการศึกษาหน้าก็จะสามารถรับนักเรียนได้สำหรับโรงเรียนที่เกิดขึ้นใหม่นี้ 

สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758435

สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.34 น.

สภากาชาดไทย มอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ให้แก่นักเรียนในจังหวัดนครนายก

วันนี้ (22 ก.ย.66) ที่โรงเรียนวัดวังปลาจืด อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยนางจิตตินันท์ เชาวรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก และคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก เป็นผู้แทนสภากาชาดไทย มอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ให้แก่นักเรียนในจังหวัดนครนายก และที่โรงเรียนวัดหนองกันเกรา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ตามลำดับ

นางจิตตินันท์ เชาวรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก กล่าวว่า เหล่ากาชาดจังหวัดนครนายกได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย จังหวัดลำพูน ประจำปี 2566 เพื่อสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในการแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ของเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยมุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สามารถพัฒนาทักษะของตนเอง จนนำไปสู่การอ่านออกและเขียนได้ โดยได้ประสานงานกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำพูนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำรวจข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ประจำปีการศึกษา 2565 ที่ไม่ผ่านการวัดและประเมินผล อาทิ กลุ่มนักเรียนชาติพันธุ์ กลุ่มนักเรียนที่ใช้ภาษาถิ่น กลุ่มนักเรียนที่ไปโรงเรียนไม่สม่ำเสมอ หรือกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาด้านพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนอ่านออกเขียนได้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชั้นเรียน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป ตลอดจนใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบให้แก่นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 ของนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มีฐานะยากจนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และใฝ่รู้ในการศึกษาในด้านการอ่าน การเขียนภาษาไทย และอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ให้ได้ใช้แบบเรียนที่เป็นแบบฝึกหัดพัฒนาทักษะและฝึกฝนทางด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยหลังเลิกเรียน หรือใช้ฝึกฝนในเวลาว่างเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาให้การอ่านและการเขียนภาษาไทยให้เกิดความต่อเนื่องต่อไป

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758307

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.18 น.

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน 

ปัตตานี เป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ สวนทางกับความจริงในอดีต ที่ปัตตานี เคยเป็นเมืองท่าโบราณ ร่ำรวยทั้งวัฒนธรรมและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เชื่อมร้อยสังคมแบบพหุวัฒนธรรม สะท้อนออกมาในรูปของ อาหารของกลุ่มวัฒนธรรมมลายู จีน ไทย งานสถาปัตยกรรมทั้งเรือนพัก อาคารพาณิชย์ วังเก่า สิ่งทอ และเครื่องแต่งกาย รวมถึงดนตรี ศิลปะการแสดง ภายในเมืองปัตตานี เชื่อม 4 ชุมชน ไว้ด้วยกัน ได้แก่ ย่านชุมชนจีนหัวตลาด (กือดาจีนอ) ย่านชุมชนชิโนโปรตุกีส (กลุ่มอาคาร สไตล์ตะวันตก ถนนฤาดี) ย่านชุมชนมลายู (จะบังติกอ) และย่านชุมชนมุสลิม (บริเวณมัสยิด กลางปัตตานี) แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่เป็นเสน่ห์ของปัตตานี 

ด้วยเห็นในศักยภาพของแต่ละชุมชน ที่สามารถต่อยอดสู่ความเจริญแบบหยั่งรากเพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้กับ ชาว จ.ปัตตานี สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขาปัตตานี จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ เพื่อการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยสู่โมเดลพึ่งตนเอง แก้จนนจังหวัดปัตตานี หรือ ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล เพื่อพัฒนาและทดลองเชิงนโยบายเพื่อออกแบบกลไกการพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจฐานราก 

ดร.สิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจนวัตกรรม สอวช. กล่าวว่า สอวช. ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเอาความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมไปเป็นเครื่องมือในการช่วยเพิ่มรายได้ประชากรกลุ่มฐานราก โดยเฉพาะคนยากจนซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดของทุนด้านต่าง ๆ นวัตกรรมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถนำทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดมาบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการเลือกพื้นที่ จ.ปัตตานี เนื่องจากที่นี่ติดอันดับความยากจนมาตลอด และยังเป็นที่ซึ่งคนที่อื่นก็จะไม่ค่อยกล้าเข้ามา การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมขึ้นในพื้นที่นี้ จึงนับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายของหน่วยนโยบาย อย่างไรก็ตาม หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองหลายอย่าง ทั้งคนในเองและคนนอกด้วย สำคัญที่สุดคือเปลี่ยนมุมมองคนที่คิดนโยบายจากส่วนกลาง เพราะเมื่อเราเข้ามาทำความเข้าใจพื้นที่จริง ๆ แล้ว ทำให้เรารู้ว่าแม้ในพื้นที่ที่ถูกมองว่ามีความท้าทายหรือข้อจำกัดมากมาย แต่ผู้คนในพื้นที่กลับมีความกระตือรือร้นมากที่จะพัฒนานวัตกรรม และการนำแนวคิดดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่ ไม่ได้เป็นเรื่องยากจนเกินไป แล้วก็เป็นการพัฒนาที่ทุก ๆ ฝ่ายโดยเฉพาะคนในชุมชนที่สุดท้ายแล้วจะมีความสุขกับนโยบายต่าง ๆ ที่ลงมาด้วย เนื่องจากมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันคิดมาตั้งแต่ต้น

“เราอยากจะจุดประกายให้คนในชุมชนสามารถสร้างสรรค์และคิดสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองมาสร้างเป็นมูลค่า เป็นกิจกรรม เป็นสิ่งใหม่ ซื่งเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรม กิจกรรมในครั้งนี้ถือว่าบรรลุประสงค์ของโครงการเป็นอย่างมาก และจากที่เราได้ลงมาเห็น มาสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ วัฒนธรรมชุมชน ก็อยากให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ให้มาก และพยายามดึงคนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น อย่างไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นมาได้เรื่อย ๆ” คุณสิรินยา กล่าว 

รศ.ดร.สมชาย ฉัตรรัตนา ที่ปรึกษา สอวช. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เราได้ความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ช่วยมาประกอบกัน เอาสิ่งละอันพันละน้อยมาร่วมกันจัดขึ้นให้เป็นงานที่น่าสนใจและเป็นที่น่าผ่อนคลาย พักผ่อน และเป็นตลาดธุรกิจเล็ก ๆ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ได้ให้ความเห็น ให้คำแนะนำ ตั้งคำถาม เหล่านี้เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ชุมชนได้รู้ว่าเขาจะต้องไปปรับปรุงอะไร เพิ่มเติมอะไร ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า เขามาถูกทาง มันสร้างความมั่นใจให้เขา และทำให้การนำเสนอของเขามีชีวิตชีวา หลายผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนพัฒนาขึ้นมามีคนอยากซื้อ โครงการ ECOtive มาช่วยเติมเต็มด้วยกระบวนการวิจัย ทำให้มองเห็นชุมชนและมองเห็นเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยให้เกิดชีวิตชีวาในชุมชน ถามว่า ECOtive แตกต่างจากโครงการอื่นอย่างไร ต้องบอกว่าจุดเด่นของโครงการเราคือการใช้ต้นทุนจากสภาวะแวดล้อมของชุมชนต่อยอดด้วยนวัตกรรมขึ้นไปเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ร่วมกับการพัฒนาเครือข่ายที่ช่วยสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น

ด้าน ดร.ศริยา บิลแสละ หัวหน้าโครงการฯ ECOtive กล่าวว่า  กิจกรรม ECOtive เป็นการรวมตัวของนักวิจัย ในการที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชน ให้มีการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชน โดยการมองทรัพยากรในชุมชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ทุนทางสังคม  ที่ประกอบด้วย ทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรในพื้นที่  ปราชญ์ชาวบ้าน การศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่ในชุมชน เราเข้าไปพูดคุยกับชุมชน และช่วยกันคิดวิเคราะห์ว่า คนในชุมชนมีศักยภาพอะไรบ้าง ที่เราจะสามารถพัฒนาและดึงศักยภาพของเขาออกมา ในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนในชุมชน ให้พวกเขามีความคิดในเรื่องของการเป็นผู้ประกอบการ เราจะยกระดับปากท้อง สร้างเศรษฐกิจในชุมชนให้ดีขึ้น ทำให้คนในชุมชนลดปัญหาความยากจนลง ทุกคนมีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ 

“ECOtive  ทำหน้าที่มองหาและพยายามที่จะสร้างสรรค์ ไอเดีย หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ชุมชน สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการบริการต่าง ๆ ตอบโจทย์ความต้องการคนในชุมชนเอง หรือแม้แต่คนภายนอกได้  เวลาเราเข้าไปยังพื้นที่ เราจะเห็นศักยภาพของผู้นำ ศักยภาพของคนในชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน  ที่มีการรวมตัวกัน นำเสนอไอเดีย เช่น อยากจะทำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม  อันนี้เป็นลักษณะของคนในชุมชนที่เราเข้าไปจุดประกาย พยายามปรับกระบวนการความคิดเขาเพื่อให้คมขึ้นเพื่อเป็นผู้ประกอบการที่สามารถให้บริการ หรือผลิตบางสิ่งบางอย่างออกมาแล้วขายออกสู่ตลาด มีรายได้เข้ามาในชุมชนได้จริง นั่นคือเป้าหมายของเรา” ดร.ศริยา กล่าว  

ดร.ศริยา กล่าวด้วยว่า ในช่วงแรกของการสร้าง นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี เพื่อยกระดับปากท้องของชุมชน เรามองว่าเรากำลังถางทาง ขุดค้นแสวงหา กลุ่มคน กลุ่มเยาวชน กลุ่มแกนนำ ที่จะมาเป็นตัวขับเคลื่อนคนในชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาบางสิ่งบางอย่างไปด้วยกันได้ เราเข้าไปเปลี่ยนวิธีคิดที่เป็นแนว Passive คือ แนวแบบนิ่ง ๆ รับอย่างเดียว ให้กลายเป็น Active คือกระตือรือร้นที่จะทำ สามารถกระตุ้นคนในชุมชนให้ Active ตาม และคิดว่าเราผลิตอะไรแล้วขายได้ สามารถเอาเงินหมุนกลับเข้ามาสู่ชุมชน ทำให้คนในชุมชน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ดังนั้นพลังของชุมชนคือทุกคนต้องแอคทีฟ เมื่อกระบวนการคิดที่ทำให้เขาได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว นำไปสู่การต่อยอดจากความคิดให้เห็นรูปเห็นร่างของผลิตภัณฑ์และบริการ  ที่เมื่อสำเร็จแล้วสามารถออกสู่ตลาดได้ แต่ทั้งนี้เราจะต้องมองว่า สิ่งที่เราผลิตมันจะทำให้เกิดอิมแพคภาพใหญ่ และสามารถขยายโอกาสไปสู่ชุมชนรอบนอก ชุมชนที่มีกลุ่มคนที่สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เราให้บริการ ตอบโจทย์ตลาดได้ 

หัวหน้าโครงการ ECOtive กล่าวด้วยว่า ก้าวเล็ก ๆ ของเราเริ่มจากการใช้เฟรมเวิร์คของกระบวนการโค้ช ที่เราเรียกว่า OSCAR model เป็นเฟรมเวิร์ค ที่จะทำให้คนในชุมชนคิดอย่างเป็นระบบ ตัว O คือ Output หรือ Outcome ที่จะให้ชุมชนมองเป้าหมาย และความสำเร็จของเขาว่าคืออะไร ตัว S คือ Situation เป็นสถานการณ์ปัจจุบันของเขาที่มีอยู่ว่าคืออะไร และต้องการให้บริการหรือผลิตภัณฑ์ของเขาไปอยู่ในรูปแบบไหน เขาฝันอยากเห็นเป็นอะไร ตัว C คือ Choice หมายถึงเส้นทางหรือทางเลือก ที่จะทำให้ตัวเขามีโอกาสในการที่จะพัฒนา  อย่างไรก็ตามในทุกเส้นทางมีทั้งบวกและลบ ถ้าเป็นบวกเราจะมีเส้นทางที่จะทำให้มันมีการเพิ่มบวกได้กี่อย่าง แต่ถ้าเป็นลบเราจะให้ทางเลือกเลี่ยงที่จะเป็นลบได้อย่างไร  ตัว A  คือ Action เราจะทำให้ชุมชนปฏิบัติได้อย่างไร ชุมชนจะต้องคิดและวางแผนว่า ในสามเดือน จะทำอะไร 6 เดือน 9 เดือน 12 เดือนทำอย่างไรเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายและต้องใช้เวลากี่ปี ตัวสุดท้ายคือ ตัว R คือ Review เป็นการประเมินตรวจสอบการทำงานของตัวเอง ของชุมชน ในกระบวนการที่คิดทั้งหมด ถ้าคะแนนเต็มสิบเขาให้คะแนนตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่

หัวหน้าโครงการ ECOtive กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในปีที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยในปีที่ 3 และปีถัด ๆ ไป จะหากลไกที่ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การทดลองเชิงนโยบาย แต่เราต้องการพัฒนาชาวชุมชนปัตตานีให้เป็นผู้ประกอบการที่พึ่งพาตนเองได้.-008 

‘นายกรัฐมนตรี’ และคณะอยู่ระหว่างเดินทางกลับจาก ‘สหประชาชาติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559254

23 ก.ย. 2566

'นายกรัฐมนตรี' และคณะอยู่ระหว่างเดินทางกลับจาก 'สหประชาชาติ'

เสร็จสิ้นภาระกิจ ร่วมประชุม ‘สหประชาชาติ’ สมัยสามัญครั้งที่78 ‘นายกรัฐมนตรี’ และคณะอยู่ระหว่างเดินทางกลับจาก นิวยอร์ค

นายกฯ พร้อมคณะ เดินทางกลับประเทศไทย หลังเสร็จสิ้นภารกิจการประชุมสหประชาชาติ UNGA 78 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว. กค. และภริยา พร้อมด้วยคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติ จอห์น เอฟ. เคนเนดี นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา  เมื่อวันที่ 22 ก.ย. และมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 24 ก.ย. 2566

ก่อนเดินทางกลับนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบาย ทีมประเทศไทยในสหรัฐฯ ยืนยันภารกิจหลัก เปิดประเทศ สนับสนุนธุรกิจ เศรษฐกิจ และการใช้สันติวิธี เพื่อความมั่นคงทางการเมือง
การทำงานของรัฐบาลนี้ ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าได้ด้วยการปฎิบัติตามหลักนิติธรรม 

รัฐบาลต้องการเปิดประเทศ สนับสนุนการทำธุรกิจ รักษาจิตใจของคนในทุกภาคส่วน ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกัน พร้อมเยียวยาจิตใจให้อยู่ร่วมกันภายใต้กรอบ ของกฎหมายได้อย่างสันติ

รัฐบาลตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ซึ่งได้ออกเป็นมาตรการภายหลังการประชุมครม. คือ การลดราคาน้ำมัน – ค่าไฟฟ้า
การเจรจา จัดทำ FTA เป็นสิ่งสำคัญ ขอให้ทีม ทำงานเชิงรุก Proactive”ทั้ง ทวิภาคี และพหุภาคี พร้อมสรุปการทำงานเพื่อยกระดับ GDP



มุ่งนำ Soft power ของไทยไปเผยแพร่ในนานาประเทศ โดยรัฐบาลมีนโยบายในการ จับคู่ธุรกิจ ระหว่างเกษตรกรก้าวหน้าจะมาคู่กับเกษตรกรรายย่อย

(คลิป) ฟังชัดๆ ‘บิ๊กเด่น’ ฝากถึง ‘ตำรวจ’ พร้อมเผยชีวิตเกษียณขอพักผ่อนก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559237

22 ก.ย. 2566

(คลิป) ฟังชัดๆ 'บิ๊กเด่น' ฝากถึง 'ตำรวจ' พร้อมเผยชีวิตเกษียณขอพักผ่อนก่อน

3 คำถามกับ ‘พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์’ ฝากถึง ‘ตำรวจ’ ทั่วประเทศ ทำงานเพื่อประชาชน ขอให้คิดบวก เชื่อยังมี ปชช. รักอีกมาก ขณะที่ชีวิตหลังเกษียณขอพักผ่อนก่อน

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสสร์ ผบ.ตร. จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 66 นี้ ได้ให้กำลังใจข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ทำงานด้วยทัศนคติเชิงบวก ไม่เช่นนั้นเหนื่อยและล้า เพราะยอมรับอาชีพ “ตำรวจ” ถูกต่อว่าในโซเชียลมาก มีส่วนหนึ่งที่ตำรวจทำไม่ดี แต่เชื่อว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่รักตำรวจ ขอให้หนักแน่นและเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไป 

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ย้ำ ตำรวจต้องเป็นผู้ที่ต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุขและทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง ช่วยเหลือประชาชน ส่วนชีวิตหลังเกษียณเตรียมขอพักผ่อนก่อน แต่ยังยินดีที่ให้คำปรึกษาเรื่องราชการอยู่ 

เปิดกรุ ‘ศักดิ์ชาย’ น้องมดดำ รถป้ายแดงคันละ 5 ล้าน สะสมปืน 13 กระบอก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559233

22 ก.ย. 2566

เปิดกรุ ‘ศักดิ์ชาย’ น้องมดดำ รถป้ายแดงคันละ 5 ล้าน สะสมปืน 13 กระบอก

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน มดเล็ก ‘ศักดิ์ชาย ตันเจริญ’ น้องมดดำ รวย 9.2 ล้าน ถอยรถยนต์ป้ายแดงคันละ 5 ล้าน สะสมปืน 13 กระบอก ค่าช่วยงานตามประเพณี 70,000 บาทต่อปี

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ‘มดเล็ก’ นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย  น้องมดดำ บุตรชายนายสุชาติ ตันเจริญ กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 9,240,315.41 บาท มีหนี้สินรวม 4,621,408 บาท ดังนี้

มีทรัพย์สิน 9,240,315.41 บาท ประกอบด้วย เงินฝาก 3 บัญชี 10,715.41 บาท ที่ดิน 1 แปลง ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 2,320,000 บาท ได้รับมรดกมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ยานพาหนะ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ป้ายแดง 5,430,000 บาท ได้มาเดือนมิถุนายน 2566 สิทธิและสัมปทาน ประกันชีวิต 300,000 บาท ทรัพย์สินอื่น ปืน 13 กระบอก 1,179,600 บาท

มีหนี้สิน 4,621,408 บาท จาก บมจ.เอเชียเสริมกิจลิสซิ่ง วันที่ทำสัญญา 30 มิถุนายน 2566 จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 4,699,738.20 ยอดหนี้คงเหลือ 4,129,918.51 บาท

นายศักดิ์ชายแจ้งต่อ ป.ป.ช. ประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปี 2559-2563 สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา รายได้ต่อปี มีรายได้ประจำจากเงินเดือน 233,280 บาท รายได้จากการทำสวนยางพารา 250,000 บาท

ส่วนรายจ่ายประจำต่อปี ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 200,000 บาท ค่าผ่อนรถ 1,005,744 บาท ค่าเบี้ยประกัน 35,263.28 บาท รายจ่ายอื่น ๆ ค่าเล่าเรียนบุตร 200,000 บาท ค่าช่วยงานตามประเพณี 70,000 บาท สถานภาพโสด มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย 5 คน มีพี่ร่วมบิดามารดา 1 คน คือนายคชาภา ตันเจริญ หรือมดดำ พิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง

ทัวร์ลงทุกทิศ ปม ‘ปิยบุตร’ ไลฟ์สด ตัดพ้อ ประกาศยุติบทบาททางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559210

22 ก.ย. 2566

ทัวร์ลงทุกทิศ ปม 'ปิยบุตร' ไลฟ์สด ตัดพ้อ ประกาศยุติบทบาททางการเมือง

ป๊อก ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ อดีตอาจารย์มธ. ประกาศ ยุติบทบาทการเมือง เลิกเสนอความเห็น หลังเจอทัวร์ลง 3 กลุ่ม ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายผู้สนับสนุนเพื่อไทย และฝ่ายผู้สนับสนุนก้าวไกล ขอเลิก ไปดูแลตัวเอง กลับไปเขียนหนังสือ โพสต์ท่องเที่ยว กิฬา

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2566 นายปิยบุตร แสงกนกกุล  ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกลในศึกเลือกตั้ง 2566 อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)ไลฟ์สดถึงกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ คมจ.5/2566 กรณี ช่อ พรรณิการ์ วานิช อดีตสส.พรรคอนาคตใหม่ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล

ปิยบุตร แสงกนกกุล ปิยบุตร แสงกนกกุล

“โลกสมัยใหม่คุณประหารชีวิตแบบนี้ไม่ได้ คุณไล่คนออกจากประเทศไม่ได้ วิธีการประหารชีวิตทางการเมืองก็เอาอย่างนี้แล้วกัน เอ็งจงออกไปจากชีวิตทางการเมืองของประเทศซะ ด้วยการห้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งอะไรเลย ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองอะไรเลย เดี๋ยวนี้มันอัดยาแรงขึ้นไปอีก หลังๆแต่ละคนโดนกัน 10 ปี”

“ต้องยอมรับว่า ถูกขุด เพราะบทบาทที่ฝ่ายอนุรักษ์จารีต ฝ่ายความมั่นคงทั้งหลาย รู้สึกกังวลใจพรรคอนาคตใหม่ จนเรื่องมาถึงวันนี้ มานั่งคิดว่า วันนั้นถ้าไม่ไปชวน ชีวิตเขาก็อาจไปได้ดี ไม่ถูกใครตั้งข้อรังเกียจ ถูกชังแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่า อินเรื่องนี้มากอยู่พอสมควร เพราะด้านหนึ่งของเรื่องนี้ มันก็พัวพันกับการเริ่มต้นของผมที่ไปชวนคุณช่อมา”

โดยช่วงหนึ่ง นายปิยบุตร ระบุอีกว่า ที่ตนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะอยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลง นักวิชาการต้องการกล้าแสดงออก แม้คนจะไม่พอชอบ แต่ถ้ามีประโยชน์ก็ต้องแสดงออกไป แม้ตอนนี้ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลจะไม่พร้อมให้ตนวิพากษ์วิจารณ์เท่าไหร่ หรือบางทีอาจทำให้หงุดหงิด แต่คำวิพากษ์วิจารณ์ในคอมเมนต์มาตนอ่านหมด

ทำให้ต้องคิดทบทวนว่า ถ้าสถานการณ์ไม่พร้อมฟังการพูดอย่างตรงไปตรงมา หลังจากนี้จะไม่ขอพูดถึงพรรคก้าวไกล แต่จะมีอีกข้อเขียนสุดท้ายที่ระบุถึงพรรคก้าวไกล ต่อจากนั้นจะไม่พูดถึงอีก โดยอาจให้ลองนำข้อเขียนนี้ไปพิจารณา เพราะอาจเป็นประโยชน์กับพรรคก้าวไกล

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ตอนนี้เกิดอารมณ์เบื่อขึ้นมา ไม่รู้จะพูดอะไรที่เป็นสาธารณประโยชน์ พูดไปก็ทัวร์ลงทุกฝ่ายถึง 3 กลุ่ม ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายผู้สนับสนุนเพื่อไทย และฝ่ายผู้สนับสนุนก้าวไกล จึงมาคิดว่าจะไปพักผ่อนอยู่สบายๆ ดีกว่า งดบทบาทในการแสดงความคิดเห็นทางสาธารณะ 

จากนี้ขอไปเขียนวิจารณ์เรื่องอื่นดีกว่า พอเขียนเรื่องการเมืองก็มาทุกทิศทุกทาง โดยขอนั่งทบทวนคิดถึงตัวเองบ้างว่าทำไปทำไม แสดงออกให้คนมาเกลียดเราทำไม

“จากนี้ขอเอาเวลาไปทำอย่างอื่น เอาเวลาไปเขียนหนังสือและตำราที่เขียนค้างไว้ตั้งแต่เป็นอาจารย์ โดยมหาวิทยาลัยต่างๆ หากคิดว่าผมยังมีประโยชน์ จะเชิญไปสอนหนังสือหรือบรรยายก็ยินดี โดยคิดว่าน่าจะถึงเวลายุติเรื่องพวกนี้สักทีและกลับไปทำงานวิชาการหรือเขียนตำรา เรื่องการเมืองก็ให้เขาว่ากันไป โพสต์ท่องเที่ยว กิฬา ไป”

‘ไผ่ ลิกค์’ สะสมพระเครื่องแต่ละองค์ไม่ธรรมดา พร้อมเปิดทรัพย์สินกว่า 75 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559203

22 ก.ย. 2566

'ไผ่ ลิกค์' สะสมพระเครื่องแต่ละองค์ไม่ธรรมดา พร้อมเปิดทรัพย์สินกว่า 75 ล้าน

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ไผ่ ลิกค์’ รวย 75 ล้าน ปล่อยกู้ 12.3 ล้าน ขณะที่ของสะสมนาฬิกาหรู 8 เรือน พระดังจ.กำแพงเพชร แต่ละองค์ไม่ต่ำกว่าล้าน

ทรัพย์สินของนายไผ่ ลิกค์ สส. พรรคพลังประชารัฐ ไม่ธรรมดา เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดบัญชีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 75,806,258.16 บาท บาท หนี้สิน 13,167,702.02 บาท

รวมถึงมีเงินกู้ ยอดคงเหลือ 12,362,298.11 บาท มีเงินฝากรวม 1,159,568.16 บาท ที่ดิน 3 แปลง มูลค่ารวม 17,458,200 บาท บ้าน 2 หลัง มูลค่ารวม 32,608,490 บาท รถยนต์ 1 คัน 250,000 บาท

ส่วนทรัพย์สินอื่น มูลค่ารวม 23,330,000 บาท อาทิ ปืนสั้น 4 กระบอกปืนยาว 1 กระบอก มูลค่ารวม 450,000 บาท นาฬิกา Rolex 6 เรือน มูลค่ารวม 4,400,000 บาท นาฬิกา Patek Philippe 2 เรือนมูลค่ารวม 3,700,000บาท

นอกจากนี้ยังมีพระเครื่องดังของจังหวัดกำแพงเพชร เช่น ลีลากำแพงขาวเลี่ยมทอง มูลค่า 1,000,000 บาท พระซุ้มกอเลี่ยมทอง มูลค่า 5,000,000บาท หลวงพ่อโสธรรุ่น 1 เลี่ยมทอง มูลค่า 1,000,000บาท รูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทอง มูลค่า 1,000,000 บาท เขี้ยวเสือเลี่ยมทองมูลค่า 1,000,000บาท พระสมเด็จ 3,500,000 ล้านบาท