อว.ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยไทยรางวัลประกวดนวัตกรรมนานาชาติ เปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758192

อว.ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยไทยรางวัลประกวดนวัตกรรมนานาชาติ เปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์

อว.ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยไทยรางวัลประกวดนวัตกรรมนานาชาติ เปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.30 น.

อว. ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยไทยรางวัลประกวดนวัตกรรมนานาชาติ พร้อมเปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน
 
วันที่ 21 กันยายน 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ เพื่อประกาศเกียรติคุณแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปประกวดเวทีนานาชาติ กว่า 48 ผลงาน จาก 2 เวที และพิธีเปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัย พร้อมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “สิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน” โดยมี พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร วช. และคณะนักวิจัย เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช. 1 และศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน อาคาร วช. 7 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรุงเทพมหานคร

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี  รมว.อว. กล่าวว่า จากการที่นักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยได้ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติและได้รับรางวัลกลับมา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก และเป็นโอกาสอันดีที่ได้เผยแพร่ผลงานประดิษฐ์คิดค้นให้เป็นที่รู้จักในเวทีระดับนานาชาติและสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดจนนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ซึ่งตรงกับนโยบายที่ได้มอบไว้ให้กระทรวง อว. โดยนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ และนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ความยั่งยืนถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่สังคมโลกให้ความสนใจร่วมกันและกำลังจะเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนสังคมโลกที่ทุกคนจะให้ความสำคัญ เพราะโลกต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ความท้าทายต่าง ๆ ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ ให้เกิดความยั่งยืนขึ้นอย่างแท้จริงทั้งต่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เมื่อมีปัญหาก็ต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหา ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือนั้น ก็คือการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์มาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาประเทศ เพื่อการสร้างความยั่งยืนกับคนรุ่นถัดไป

รมว.อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและการประดิษฐ์ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และชุมชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการในสาขาที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศ โดยสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเพิ่มมาตรการการจูงใจในด้านต่าง ๆ  สนับสนุนให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งทางตรงและทางอ้อม มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาทักษะการเริ่มต้นการเป็นนักวิจัยและนักประดิษฐ์มืออาชีพต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่อยู่ภายใต้ศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน  ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ ของ วช

“ที่สำคัญ อว.ยังต้องการผลักดันผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ ให้เกิดการขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางทั้งภาคชุมชน สังคมและอุตสาหกรรม จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการใช้ความรู้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เป็นหลักยึดในการประกอบอาชีพ และใช้ชีวิตประจำวันในสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่ทัดเทียมกับนานาประเทศที่เจริญแล้ว และนำพาประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการที่จะดำเนินการเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้เกิดผลในการปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนไทย หากพวกเราร่วมมือร่วมใจประสานและเชื่อมโยงการทำงาน ทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติอย่างแท้จริง  ซึ่ง วช. ถือมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนนำผลงานเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับนานาชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับสิ่งประดิษฐ์ให้ก้าวไกลระดับโลก รวมถึงสถาบันการการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ให้การส่งเสริมนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยให้มีโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม และขอฝากให้ช่วยสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและร่วมกันพัฒนาประเทศของเราให้ยั่งยืนต่อไป” รมว.อว. กล่าว ทิ้งท้าย

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาในส่วนของการสร้างโอกาสและศักยภาพให้กับนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย ในการนำผลงานประดิษฐ์คิดค้น ผลงานวิจัยไปร่วมประกวดในเวทีสำคัญในระดับประเทศและระดับนานาชาติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้คัดกรอง ซึ่งในแต่ละปีมีการนำเสนอผลงานเข้าสู่เวทีการประกวดมากกว่า 300 ผลงาน ซึ่งเป้าหมายสำคัญในการดำเนินงานก็คือการสร้างโอกาส ในเรื่องของการสร้างมาตรฐาน นำศักยภาพของผลงานวิจัยไทยไปสู่เวทีในระดับสากล และยังมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระดับนานาชาติและที่สำคัญงานที่ได้รับรองมาตรฐานก็สามารถนำมาต่อยอดในการวิจัยและพัฒนาประเทศ โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมานักวิจัยไทยได้ประสบความสำเร็จในหลากหลายเวที มีการพัฒนาทั้งเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานวิจัยที่ดีขึ้น และก่อประโยชน์ในเรื่องของการสร้างเครือข่าย และที่สำคัญนักวิจัยได้รับโอกาสในการรับข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำ จากนักประดิษฐ์ นักวิจัย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิในระดับนานาชาติ โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว วช. ได้มีพันธมิตรระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นกว่า 30 องค์กร จากกว่า 20 ประเทศ ทั้งในทวีปยุโรปและเอเชีย

อย่างไรก็ดี วช. ได้จัดให้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติมากว่า 5 ปี เพื่อประชาสัมพันธ์และเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ โดยในครั้งนี้ วช. จะมีการมอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจำนวน 48 ผลงาน จาก 2 เวทีล่าสุด ได้แก่ 1. เวที WorldInvent Singapore 22+23” (WoSG) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน 2566 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยนักประดิษฐ์ไทยจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คว้ารางวัล Grand Prize ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงาน จากผลงานเรื่อง “ยานพาหนะสำหรับการตรวจวินิจฉัยทางรังสี”นอกจากนี้ยังมีเหรียญทองจำนวน 10 รางวัล เหรียญเงินจำนวน 8 รางวัล และเหรียญทองแดงจำนวน 5 รางวัล และ 2. เวที Indonesia Inventors Day 2023” (IID 2023) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 19 กันยายน 2566 ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยนักประดิษฐ์ไทยจากบริษัท เฮลท์ เฮิร์บ เซ็นเตอร์ จำกัด คว้ารางวัล The Best Business Performance Excellence Award จากผลงานเรื่อง “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันงาดำสกัดเข้มข้น เสริมโคเอนไซม์ คิวเท็น เพื่อบำรุงสมองและกระดูก” ส่วนเหรียญทองมีจำนวน 19 รางวัล เหรียญเงินจำนวน 3 รางวัล และเหรียญทองแดงจำนวน 3 รางวัล ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยในฐานะตัวแทนประเทศไทย ได้สร้างชื่อเสียงและสร้างการยอมรับในมาตรฐานของผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ภายใต้การสนับสนุนของ วช.

จากนั้น รมว.อว. ได้เป็นประธานในพิธีเปิด “ศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน” ที่ วช. ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นอาคารต้นแบบในการนำสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม มาสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชน นักวิจัยและนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ในการพัฒนาต่อยอดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีการจัดกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมด้านการประดิษฐ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง โดยพัฒนาทักษะการเริ่มต้นการเป็นนักวิจัยและนักประดิษฐ์มืออาชีพต่อไปในอนาคต โดย วช. ได้จัดให้มีกิจกรรมการอบรมและการเรียนรู้ ดังนี้ 1. Sky Innovators: Coding for Drone Mastery 2. USB-Mini Torch (ประดิษฐ์ไฟฉาย Mini USB) 3. “DIY HERB SOAP งานศิลปะบนก้อนสบู่” 4. วัสดุฉลาดทางการแพทย์ ด้าน Biomedical Engineering 5. การประยุกต์ใช้ IoT ขั้นพื้นฐานเพื่อการเกษตร 6. การวางต้นไม้อย่างไรให้ลดฝุ่น 7.  พื้นฐานการใช้เทคโนโลยีเซลล์ไฟฟ้าจุลินทรีย์จากพืชและสาหร่ายและการดูแลรักษา 8. ขนใบกับคายน้ำช่วยลดฝุ่นได้อย่างไร และ 9. สารอินทรีย์กำจัดแมลงทรงประสิทธิภาพจากเปลือกไข่ผสมน้ำหมักสับปะรด 

นอกจากนี้ วช. ยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการศึกษานอกห้องเรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้” ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และนายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน ความร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดการส่งเสริม ผลักดัน การเพิ่มพูนประสบการณ์ในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของเยาวชนโดยเน้นประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียน การสร้างแรงจูงใจในการเรียน เพิ่มพูนประสบการณ์ในการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะที่สำคัญ และปลูกฝังคุณลักษณะของการเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต  

ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758145

ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.29 น.

ปลัดศธ.หารือแบงค์ชาติแก้ปัญหาหนี้สินครู เผยพบ 900,000 คนทั่วประเทศ มีหนี้สินรวมกันอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า  8.9 แสนล้านบาท รวมทั้งหนี้นอกระบบ

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.)  เปิดเผยว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (รมช.ศธ.) ได้เชิญผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.หารือถึงการแก้ปัญหาหนี้สินครู เพื่อรับทราบข้อมูลว่าที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้มีการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างไรบ้าง เพื่อจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ตรงจุด ตรงไหนเป็นปัญหาใหญ่ และจะต้องเริ่มต้นกันที่จุดไหนก่อน ทั้งนี้ เนื่องจาก รมว.ศธ. ได้แก้ปัญหาหนี้สินให้กับตำรวจประสบความสำเร็จแล้ว ในขณะดำรงตำแหน่งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงอยากมาแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาฯและธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกันดำเนินเกี่ยวกับโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผลการดำเนินการก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และ ปัญหาสำคัญ คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนหนึ่งไม่ค่อยให้ความร่วมมือ อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มครูที่เป็นหนี้เสีย( NPL) ซึ่งศธ.พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาว่าจะดำเนินการขับเคลื่อนกันอย่างไร ทั้งนี้ จากที่ศธ.ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าครู 900,000 คนทั่วประเทศ มีครูประมาณ 80% มีหนี้สินรวมกันอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ถึง 64% คิดเป็นเงินจำนวน 8.9 แสนล้านบาท เป็นหนี้ธนาคารออมสิน 25% เป็นเงิน 3.49 แสนล้านบาท นอกนั้นเป็นหนี้ธนาคารกรุงไทยและสถาบันการเงินต่างๆ ที่อยู่นอกระบบ

ปลัดศธ. กล่าวด้วยว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือน พ.ศ. 2551 ระบุว่า ในแต่ละเดือนครูจะต้องมีเงินเดือนเหลือหลังจากชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาในเชิงพื้นที่พบว่าหลายหน่วยงานไม่มีมาตรการ ไม่ดำเนินการตามระเบียบศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือน 2551 และปัญหาประการหนึ่งคือ  ประธานโครงสร้างแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เป็นปลัดศธ. อำนาจในการบังคับบัญชาหน่วยงานอื่นจึงเป็นปัญหา ดังนั้น รมว.ศธ.จึงได้มอบหมายให้มีการปรับแผนงานและโครงสร้างของคณะกรรมการใหม่  โดยให้ปลัดศธ.เป็นประธานฯเหมือนเดิม แต่ให้ผู้บริหารทุกแท่งมาเป็นที่ปรึกษาด้วย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูไปได้  ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยินดีจะมาให้คำแนะนำและแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู  โดยรมว.ศธ.มอบให้ปลัดศธ.ดำเนินการรวบรวมข้อมูลภายใน 15 วัน แล้วนำข้อสรุปกลับมาประชุมกันอีกครั้ง

“วันนี้ รมว.ศธ.และ รมช.ศธ. อยากได้ข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำมาวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด และแก้ปัญหาใหญ่ๆก่อน โดยเฉพาะกลุ่มครูที่เกษียณไม่มีเงินวิทยฐานะแล้ว เหลือแต่เงินเดือนแต่มีหนี้สารพัดพอถูกหักหนี้ก็เหลือเงินเดือนนิสเดียว ซึ่งต้องหาทางช่วยเหลือโดยให้มีคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้กับสถาบันการเงิน และกลุ่มที่เป็นคนค้ำประกันให้เพื่อนแต่ถูกใช้หนี้แทน จะต้องช่วยเจรจาต่อรองให้ลดการจ่ายหนี้ลง หรือไม่ให้ถูกยึดบ้านพักอาศัย เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญที่ รมว.ศธ.และ รมช.ศธ. มีความประสงค์ที่จะดำเนินการเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับครู ถ้าครูไม่มีหนี้สิน ครูมีทางปรับโครงสร้างหนี้ได้ ครูก็จะมีพลังมีแรงสอน นักเรียนก็มีความสุข” ปลัดศธ. กล่าว

หนุนตั้ง ‘ทักษิณ’ เป็น ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ เมื่อพ้นโทษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559161

22 ก.ย. 2566

หนุนตั้ง 'ทักษิณ' เป็น 'ที่ปรึกษานายกฯ' เมื่อพ้นโทษ

รักษาการนายกรัฐมนตรี ไม่ติด หากเศรษฐา จะตั้ง ‘ทักษิณ’ เป็น ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ เพราะมีประสบการณ์ บริหารราชการแผ่นดิน

นายภูมิธรรม​ เวชยชัย​ รักษาการนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ สำนักข่าว บลูมเบริก์ทีวี ของนายเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ที่จะให้ นายทักษิณ ชินวัตร มีบทบาทในรัฐบาลนี้เมื่อพ้นโทษ โดยอาจจะดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ในรัฐบาลชุดนี้​ ว่า​

เป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรีที่อยากได้ประสบการณ์ความรู้ความสามารถ ของนายทักษิณ ก็ต้องไปดูว่ามีข้อติดขัดอะไรทางด้านกฎหมาย ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีปัญหาตรงนี้อย่างไร แต่คิดว่าหากพ้นทุกอย่างแล้ว การให้ข้อคิดเห็นข้อแนะนำ เป็นบทบาทที่นายทักษิณทำได้

เพราะเคยพูดอยู่เสมอ ว่า กลับมาคราวนี้ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ก็จะอยู่กับครอบครัว ส่วนเรื่องของประเทศชาติไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ถ้าสามารถช่วยได้ก็ยินดี ซึ่งคิดว่าเป็นไปได้ ถ้าเป้าหมายอยู่ที่ประเทศชาติดีขึ้น

ภูมิธรรมมองว่านายทักษิณมีประสบการณ์ บริหารราชการแผ่นดินสามารถบริหารมา 6 ปีต่อเนื่อง ถือเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ห่วงใยบ้านเมือง และให้ข้อคิดเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์กับนายกรัฐมนตรีได้

‘หมอสุภัทร’ ขู่เอาคืน ‘ปลัดกระทรวงสาธารณสุข’ เล่นไม่เลิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559157

22 ก.ย. 2566

'หมอสุภัทร' ขู่เอาคืน 'ปลัดกระทรวงสาธารณสุข' เล่นไม่เลิก

ถูกสั่งตั้งตั้งกรรมการสอบ ในยุคหลังอนุทิน ‘หมอสุภัทร’ เตรีบมเอาคืน ‘ปลัดกระทรวงสาธารณสุข’ ยังไม่ปิดดีลอดีตเจ้ากระทรวง

หมอสุภัทร หรือ นายแพทย์ สุภัทร  ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลสะบ้าย้อย ประธานชมรมแพทบ์ชนบท โพส คำสั่งสอบวินัย ลงนามโดยรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ฉบับล่าสุดว่าเป็นจุดเปลี่ยน ที่ทำให้ต้องเริ่มออกมาตอบโต้บ้าง

สาระสำคัญในโพสล่าสุดของประธานชมรมแพทย์ชนบท ระบุว่าได้รับจดหมาย(ลับ) ที่คิดว่าจะไม่มีมาอีกแล้ว  คำสั่งสอบวินัยชุดนี้น่าจะเป็นฉบับที่ 8หรือ9 ที่สั่งสอบในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มากจนนับไม่ค่อยถูก แต่ที่สำคัญคือ  นี่เป็นฉบับแรกหลังพ้นยุค รมต.อนุทิน

คำสั่งตั้งกรรมการสอบวินัย หมอสุภัทรคำสั่งตั้งกรรมการสอบวินัย หมอสุภัทร'หมอสุภัทร' ขู่เอาคืน 'ปลัดกระทรวงสาธารณสุข' เล่นไม่เลิก

หมอสุภัทรยังขอบคุณรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอีกชุด  เพราะสะท้อนชัดถึงความคิด ความแค้นเคืองและภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นของปลัดโอภาสแอนด์เดอะแก๊งส์ (บุรีรัมย์คอนเนคชั่น) ที่ว่า แม้เปลี่ยนเจ้ากระทรวงแล้ว แต่ดีลที่รับมายังไม่เคยลืม


การวิพากษ์ทักท้วงเจ้านายหรือนโยบายกัญชาบ้าง วัคซีนบ้าง อื่นใดบ้าง เป็นสิ่งที่อนุทินและปลัดโอภาสรับไม่ได้ ถือว่าผิดวินัย คงต้องมอบดอกไม้หรืออวยออกสื่อเท่านั้นจึงจะเป็นที่โปรดปรานและได้ดิบได้ดี

ประธานชมรมแพทย์ชนบทระบุว่าที่ผ่านมาที่เงียบไปก็เพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศการเริ่มต้นและมุ่งสมานฉันท์สมานพลังทุกๆฝ่ายของ รมต.ชลน่าน เพื่ิอร่วมขับเคลื่อนงานสาธารณสุขที่ชะงักงันมาแสนนานเพราะโควิดและกัญชา

แตยืนยันได้ว่า บุรีรัมย์คอนเนคชั่น ที่นำโดยปลัดโอภาส คือหายนะของธรรมาภิบาลในกระทรวงสาธารณสุข คนดีคนเก่งถูกดอง คนชะเลียหรือเป็นพวกพ้องกลับโตเร็วได้ดิบได้ดี 
ในฐานะลูกน้อง ต้องขอบคุณปลัดโอภาสซึ่งเป็นผู้สั่งการเอามีดเล่มที่ 9 นี้มาปักหลังจนทำให้ตาสว่างมากขึ้น

ต้องขออภัยรัฐมนตรีชลน่านล่วงหน้า ที่อาจทำให้เสียบรรยากาศการเริ่มต้นขับเคลื่อนงานในกระทรวงไปบ้าง

โฆษกก้าวไกล ติง แนวปฏิบัติรักษาความลับราชการ เข้าข่ายรัฐปกปิดข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559141

21 ก.ย. 2566

โฆษกก้าวไกล  ติง แนวปฏิบัติรักษาความลับราชการ  เข้าข่ายรัฐปกปิดข้อมูล

โฆษกพรรคก้าวไกล วิจารณ์การออกแนวทางปฏิบัติในการให้ข่าวสาร จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ด้วยการเข้มงวดเจ้าหน้าที่รัฐ เหมือนเจตนาต้องการที่จะปกปิด ด้านโฆษกสำนักนายกฯออกโรงแจง สาระสำคัญคือ สำคัญคือไม่เผยแพร่ข้อมูลใด ๆ ในที่ประชุม ครม. ในเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า  ตามที่รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรี ( ครม. )ออกแนวทางปฏิบัติในการให้ข่าวสารสื่อมวลชน   ซึ่งเป็นการบังคับใช้กับข้าราชการ ในการรักษาชั้นความลับ เท่าที่สัมผัสกับข้าราชการน้ำดี   ที่มีความหวังดีต่อประเทศชาติ หลายคนก็รู้ว่าการเอาข้อมูลมาให้ฝ่ายค้าน ฝ่ายที่ตรวจสอบ      ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ถามว่าที่ผ่านมาห้ามได้หรือไม่ ตนเชื่อว่าข้าราชการน้ำดีทั้งหลาย  ก็อยากเห็นประเทศชาติดีกว่านี้   อาจจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ และเรื่องที่ทนไม่ได้กับการเห็นการทุจริตคอรัปชั่น เห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นในหน่วยงานของตนเอง ก็พยายามทำหน้าที่เป็นข้าราชการที่ดี หวังดีต่อประเทศชาติ จึงเอาข้อมูลตรงนี้มาบอกฝ่ายค้านหรือไปแจ้งกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง 


ประเด็นที่คณะรัฐมนตรี    ให้ความสำคัญในการออกกฎเกณฑ์แบบนี้ ก็น่าคิดว่ากลัวอะไรหรือเปล่า กลัวว่ามีการทุจริต กลัวว่ามีการบริหารงานที่ไม่ถูกต้อง กลัวว่าบริหารงานแล้วจะสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ พยายามเขียนเสือให้วัวกลัว พยายามออกกฎเกณฑ์ที่ทำให้ข้าราชการเกิดความเกรงกลัว และไม่เอาข้อมูลมาบอกฝ่ายค้านหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ก็เป็นห่วงว่าในการบริหารงานของรัฐบาลในรอบนี้ จะเป็นการบริหารงานที่โปร่งใส มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ เป็นสิ่งที่สังคมอยากจะรับฟัง อยากจะได้ยิน

ในประเทศที่เจริญแล้ว มีความพยายาม อย่างกฎหมายคุ้มครองผู้ที่ให้ข้อมูล ให้เนื้อหาสาระบางอย่างนำไปสู่การจัดการ วันนี้ซึ่งเป็นรัฐบาลพลเรือน ในรอบหลายปีที่รอคอยกันมา กลับให้ความสำคัญในเรื่องการปกป้องข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นตนก็เป็นห่วงระยะยาว ในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นที่อาจจะเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้


” ส่วนเรื่องนี้เป็นการปิดปากหรือไม่  ยังเชื่อในอุดมการณ์ของข้าราชการน้ำดี ใครก็ตามที่เป็นข้าราชการ หลายคนมีเจตนาที่ดี เมื่อพบเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เชื่อว่าหลายคนก็พร้อมที่จะสู้เพื่อความถูกต้อง”   นายรังสิมันต์ ระบุ

นายชัย วัชรงค์   โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ ชี้แจงกรณีการเผยแพร่คำสั่ง​แนวทางการปฏิบัติ​การรักษาความลับทางราชการ​ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม. )​ และการให้ข่าวแก่สื่อมวลชน​ ฝ่าฝืนโทษหนักถึงปลดออก ว่า​ เรื่องดังกล่าว เป็น “มติ ครม. รับทราบแนวทางปฏิบัติ ” ในการรักษาความลับของราชการที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ครม.  และการให้ข่าวสารแก่สื่อมวลชน ซึ่งกระทำต่อเนื่องกันมาย้อนหลังกว่า 20 ปี​   เรื่องดังกล่าว เป็นปกติ ในการแจ้งผู้เข้าร่วมประชุมครม. ถึงแนวทางปฏิบัติ โดยมีสาระสำคัญคือไม่เผยแพร่ข้อมูลใด ๆ ในที่ประชุม ครม. โดยเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อาจมีความอ่อนไหว และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ/หรือผลประโยชน์แห่งชาติ​   แต่หากเรื่องที่เป็นมติเห็นชอบ/อนุมัติแล้ว สามารถเผยแพร่สื่อสารได้ตามเหมาะสม

ส่วนเรื่องใดมีผลกระทบอ่อนไหว ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรง เป็นผู้ชี้แจงหลัก และให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่และอำนาจให้ข่าวสารการประชุม-มติ-การดำเนินงาน ครม. และชี้แจงต่อสาธารณชน​ หากมีการเสนอข่าวคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง

โฆษกก้าวไกล  ติง แนวปฏิบัติรักษาความลับราชการ  เข้าข่ายรัฐปกปิดข้อมูล

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นประธาน เมื่อวันที่ 13 ก.ย.  66 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางปฏิบัติในการรักษาความลับของทางราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมครม. และการให้ข่าวสารแก่สื่อมวลชน ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

.

1.ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 (เรื่อง การปรับปรุงแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับการรักษาความลับของทางราชการ และการให้สัมภาษณ์หรือให้ข่าวสารแก่สื่อมวลชน) วันที่ 11 พฤษภาคม 2547 (เรื่อง การรักษาความลับของทางราชการ) และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 (เรื่อง การรักษาความลับในการประชุมคณะรัฐมนตรี)

.

2.แนวทางปฏิบัติในการรักษาความลับของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรีและการให้ข่าวสารแก่สื่อมวลชน โดยให้รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรีถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้


ให้รักษาความลับหรือเอกสารของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ลับที่สุด ลับมาก และลับ ตามชั้นความลับที่ได้กำหนดไว้ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 ซึ่งหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงและประโยชน์แห่งรัฐ


ทั้งนี้ กรณีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจสั่งให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวตามเงื่อนไขที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำหนดตามในมาตรา 20 (1) แห่งพระราชบัญญัติจข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540

การพิจารณาหารือหรืออภิปรายของคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีไปถือเป็นความลับของทางราชการ ดังนั้น รัฐมนตรี ผู้เข้าร่วมการประชุม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรี พึงระมัดระวังและไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่พิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ในการจัดทำระเบียบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี

หากหน่วยงานเจ้าของเรื่องเห็นว่าเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่มีชั้นความลับ มีความอ่อนไหว และมีผลกระทบสูงเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ ความมั่นคง ประโยชน์สาธารณะ หรือประโยชน์ของประเทศชาติ หากถูกนำไปเปิดเผยต่อสาธารณชนแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง


ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องระบุไว้ในหนังสือนำส่งเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีให้ชัดเจนว่า mเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีชั้นความลับ มีความอ่อนไหว และมีผลกระทบสูงอย่างไร หรือหากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าลักษณะดังกล่าว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะจัดทำระเบียบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี


โดยจะแจกเอกสารระหว่างการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในระบบเรียกดูระเบียบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีด้วยเครื่องแท็บเล็ต (M-VARA) และหลังจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเสร็จจะถอนเรื่องออกจากระบบ M-VARA ทันที

ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐดูแล และระมัดระวังมิให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรีเปิดเผยเอกสารดังกล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี

กรณีมีผู้นำเอกสารหรือข้อความซึ่งเป็นความลับของทางราชการไปเผยแพร่จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องที่ได้รับความเสียหายพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย เช่น กรณีข้าราชการพลเรือนฝ่าฝืนข้อปฏิบัติตามมาตรา 82 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งบัญญัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องรักษาความลับของทางราชการ

โดยหากฝ่าฝืน ข้าราชการพลเรือนผู้นั้นถือเป็นผู้กระทำผิดวินัยตามมาตรา 84 และหากการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงกรณีจะถือว่าข้าราชการพลเรือนผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 85 (7) ทั้งนี้ จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยตามมาตรา 97 กล่าวคือ ให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี


อนึ่ง ตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ.2564 ได้วางหลักเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมในเรื่องการรักษาความลับของทางราชการไว้เช่นเดียวกันตามข้อ 7 (3)

กล่าวคือ ข้าราชการการเมืองต้องยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ โดยอย่างน้อยต้องไม่นำข้อมูลข่าวสารอันเป็นความลับของทางราชการซึ่งตนได้มาในระหว่างอยู่ในตำแหน่งไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เอกชนทั้งในระหว่างการดำรงตำแหน่งและเมื่อพ้นจากตำแหน่ง และข้อ 8 (5) กำหนดให้ข้าราชการการเมืองต้องรักษาความลับของทางราชการ เว้นแต่เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย
เรื่องใดที่มีผลกระทบต่อประชาชนหรือประเทศชาติโดยส่วนรวม เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องที่รับผิดชอบเป็นหน่วยงานหลักชี้แจงต่อสาธารณชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงเพิ่มเติมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กรณีเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหรืออนุมัติตามมติของคณะกรรมการต่าง ๆ แล้ว ให้ประธานกรรมการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการชี้แจงในทำนองเดียวกันด้วย
ให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจให้ข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรี มติคณะรัฐมนตรี การดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือกระทรวง กรม ตลอดจนชี้แจงต่อสาธารณชนเมื่อปรากฎว่ามีการเสนอข่าวคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงหรือไม่ถูกต้องครบถ้วนอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคลากรหรือรัฐบาล หรือการปฏิบัติผิดพลาดได้

‘ก้าวไกล’ เซ็ง ฝ่ายรัฐบาล ไม่ยอมถอย ‘เพื่อไทย’ คว้า ‘กมธ.ป.ป.ช.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559136

21 ก.ย. 2566

‘ก้าวไกล’ เซ็ง ฝ่ายรัฐบาล ไม่ยอมถอย ‘เพื่อไทย’ คว้า ‘กมธ.ป.ป.ช.’

‘ก้าวไกล’ เซ็ง ฝ่ายรัฐบาล ไม่ยอมถอยคว้า ‘กมธ.ป.ป.ช.’ เพื่อไทย ยึดไปครอง ลั่น เสียดาย รัฐบาลพลเรือนหลังรัฐประหาร แต่ไม่ปล่อยให้ฝ่ายค้านได้ตรวจสอบ ต่างจาก รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่ใจกว้างให้ฝ่ายค้านตรวจสอบได้ สภาชุดนี้ควรดีกว่านี้ไม่ใช่พวกมาลากไป

นายชัยธวัช ตุลาธน รักษาการเลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวภายหลังประชุม ตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อจัดสรรโควตาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าในที่ประชุมกล่าวตามตรงว่า บรรยากาศไม่ค่อยดี พรรครัฐบาลบางส่วนเเทนที่จะยอมถอยคนละก้าว เขาก็ไม่ถอย เราพยายามเจรจาว่าอะไรที่มัน ทับซ้อนกันก็ควรที่จะคุยกันได้ เพื่อให้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี เพื่อให้การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านเป็นไปได้ด้วย แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นทั้งหมด

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรในเมื่อ กรรมาธิการ ป.ป.ช. ไม่ได้อยู่ในฝั่งฝ่ายค้านแต่ไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย นายชัยธวัช ตอบว่า ในความเป็นจริงแล้วควรจะเป็นประเพณีปฏิบัติได้แล้ว ในระบบรัฐสภากรรมาธิการสำคัญๆ ที่เป็นการตรวจสอบฝ่ายบริหาร เช่น กมธ.ติดตามงบประมาณ และ กมธ.ปปช. เป็นต้น ก็ควรจะ เป็นของฝ่ายค้านได้แล้ว 

“แต่ตอนนี้แน่นอนว่า กมธ.ติดตามงบประมาณเป็นของก้าวไกล แต่คำถามคือสังคม ที่คาดหวังเรื่องของการ ตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่นและการประพฤติมิชอบ ที่กลายป็นของรัฐบาลก็คงคาดหวังได้ยาก แต่ผมก็เข้าใจเพราะหลายรัฐบาลที่ผ่านมา อย่างประธานกมธ. ป.ป.ช. ก็เป็นฝั่งที่รัฐบาลนั่ง ทั้งสมัยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นเพื่อไทยนั่ง สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ก็นั่ง

แต่กลายเป็นว่า ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีความใจกว้างมากกว่า ที่ให้ฝ่ายค้านได้มาดูกมธ.นี้ ซึ่งน่าเสียดายว่ารัฐบาลพลเรือนชุดแรก หลังรัฐประหาร ไม่ปล่อยพื้นที่ตรงนี้ให้ฝ่ายค้าน แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะยังมีอีกหลายกลไก ที่จะใช้ในการตรวจสอบ”

‘ก้าวไกล’ เซ็ง ฝ่ายรัฐบาล ไม่ยอมถอย ‘เพื่อไทย’ คว้า ‘กมธ.ป.ป.ช.’

เมื่อถามว่าในที่ประชุมวันนี้เหมือนทำให้ก้าวไกลต้องถอย ทั้งในส่วนของ กมธ.ป.ป.ช. ,กมธ.กระจายอำนาจ และ กมธ.แรงงาน นั้น นายชัยธวัช มองว่า เรื่องการกระจายอำนาจและแรงงานก็ถือว่าเป็นนโยบาย ที่พักก้าวไกลให้ความสำคัญ แต่กลายเป็นความต้องการที่ซ้อนทับกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในความเป็นจริงได้มีการพูดคุยกันมาหลายวันแล้ว ว่าถอยคนละก้าวได้ไหม โดยเลือกคนละหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ทางแกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่ถอย

ส่วนเหตุผลที่ทางพรรคก้าวไกล ต้องยอมนั้น เพราะสุดท้ายก็ต้องเดินหน้า เพื่อให้การทำงานของกมธ.เริ่มต้นขึ้นได้ ทั้งนี้ ด้วยข้อจำกัดและบรรยากาศ ทางการเมืองในตอนนี้ก็ต้องทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด จากนี้ ก็จะเป็นการคุยกันในรายละเอียดของ 11 คณะที่ได้มา

เมื่อถามว่าพูดได้หรือยังว่าวันนี้เราถูกรุมกินโต๊ะ นายชัยธวัช กล่าวว่า “เราอย่าไปว่าอย่างนั้นเลย ก็ต้องเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นจริง”

เมื่อถามว่า เสียใจหรือไม่ พี่วันนี้ผิดหวังและดูสีหน้า เครียดๆ นายชัยธวัช ปฏิเสธว่าไม่เสียใจเพราะเข้าใจความเป็นจริงทางการเมือง บรรยากาศการเริ่มต้น สภาชุดนี้ควรจะดีกว่านี้ได้ กติกาอะไรที่เคยเป็นประเพณีปฏิบัติ ที่เคยตกลงกัน ในสภาชุดที่ผ่านๆมา ก็ควรยึดแบบนั้น ไม่ใช่มาดูว่า พรรคนี้เป็นพรรคอันดับ 1 ก็ไม่เอาแล้ว ตนคิดว่าการทำงานในสภาจะมีบรรยากาศที่ไม่ดี

นายชัยธวัช ยังกล่าวต่อว่าหากวันหนึ่งตนเป็นรัฐบาล เราก็ต้องการส่งเสริม ว่ากลไกในการตรวจสอบ รวมถึงประเพณีในการเลือกกรรมการ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่า พวกมากลากไป อย่างนี้จะทำงานลำบาก แต่อย่างไรก็ตามเราจะทำงานให้เต็มที่

นายชัยธวัช กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดประชุมเลือกกรรมาการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังมีชื่อของตนเองเป็น1ในแคนดิเดตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่า ความคืบหน้ายังไม่มีอะไร ซึ่งช่วงเช้าวันที่ 23 กันยายนจะเป็นการประชุมวิสามัญคาดว่าน่าจะจบไปในช่วงบ่าย และต้องรอผลอย่างเป็นทางการ ส่วนที่ตนเป็นหนึ่งในแคนดิเดตหัวหน้าพรรคยอมรับว่าก็เป็นหนึ่งในแคนดิเดตที่มีการเสนอกัน แต่ข้อยุติจริงๆก็คงจะเป็นวันที่ 23 กันยายนต้องรอการโหวตอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณี นางอมรรัตน์ โชคมิตรกุล คณะทำงานของรองประธานสภาคนที่ 1 หลังมีประเด็นเรื่องการคุกคามหญิงสาวที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ว่า นางอมรัตน์ ได้ชี้แจงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ตนก็เข้าใจเจตนา แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าเจตนานางอมรรัตน์ ไม่ได้ต้องการที่จะไปคุกคาม แต่การแสดงออกไม่เหมาะสม โดยนางอมรรัตน์ แจ้งมายังตนเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และมีความประสงค์ที่จะให้พรรคก้าวไกลตัดสิทธิ์ ชื่อของตนที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารในอนาคตแล้ว

‘ก้าวไกล’ เซ็ง ฝ่ายรัฐบาล ไม่ยอมถอย ‘เพื่อไทย’ คว้า ‘กมธ.ป.ป.ช.’

‘สมศักดิ์’ ตอบกระทู้ถามสดในสภา ปมต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 เดือนชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559132

21 ก.ย. 2566

'สมศักดิ์' ตอบกระทู้ถามสดในสภา ปมต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 เดือนชายแดนใต้

‘สมศักดิ์’ เผย ยุคนี้เปิดรับฟังความเห็นรอบด้าน ใช้เวลา 30 วัน พิจาณาต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 เดือนชายแดนใต้หรือไม่

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจา ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สอบถามถึงการต่อ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จังหวัดชายแดนใต้ 1 เดือน และทิศทางการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนเพิ่งมารับหน้าที่ตรงนี้ได้เพียง 2 วัน จึงอาจตอบคำถามลงลึกในรายละเอียดมากไม่ได้ แต่ยืนยันว่า รัฐบาลนี้ ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แน่นอน โดยเรื่องการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนใต้นั้น รัฐบาล ได้รับช่วงต่อจากรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งทราบว่า การกำหนดพื้นที่ ก็ไม่ได้ทำโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการบูรณาการทั้งหมด รวมถึงมีแผนยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ทั้งหมด ปี 2570 ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการทั้งหมด ส่วนกฎอัยการศึก ที่ประกาศโดยกระทรวงกลาโหมนั้น ขอยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยได้ให้แนวทางการปรับลดแล้ว 

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จังหวัดชายแดนใต้ แต่ละครั้งจะขยายเป็นเวลา 3 เดือน แต่รัฐบาลนี้ ที่มาจากการเลือกตั้ง ได้ขยาย 1 เดือน เพื่อต้องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้าน ซึ่งหลังได้รับมอบหมายตนก็ได้ลงพื้นที่จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี ในวันที่ 19-20 ก.ย.ที่ผ่านมาทันที เพื่อพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ศอ.บต. ประชาชน ในความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ความเห็นยังมีหลากหลาย โดยยังไม่ใช่ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะมีบางส่วนมองว่า หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องมีแผนที่ชัดเจนในเรื่องของความปลอดภัย 

ทั้งนี้อดีตที่มีการรับฟังราชการเป็นส่วนใหญ่ แต่จากนี้ จะมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ทั้งจาก ประชาชน ผู้นำศาสนา ผู้บริหารโรงเรียน ผู้นำท้องถิ่น สส.ในพื้นที่ รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกควบคุมตัวภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วย เพราะอยากรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย และจะเชิญท่าน สส.รอมฎอน มาช่วยกันรับฟังความคิดเห็นด้วย ก่อนที่จะสรุปความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ ภายใน 30 วัน

นายสมศักดิ์ มั่นใจ จากแนวทางการทำงาน จะช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เพราะทราบข้อมูลว่า มีประชาชนกว่า 4 แสนคน หรือ 5 หมื่นครอบครัว ที่ยังมีรายได้ต่ำ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งช่วยขับเคลื่อนนโยบายการสร้างรายได้  

” ขอให้สบายใจได้ รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ รวมถึงผมเป็นคนทำงานตรงไปตรงมาอย่าง สมัยเป็น รมว.ยุติธรรม ก็ได้เสนอกฎหมายป้องกันการทรมานและอุ้มหาย ที่กล้าทำให้ประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่จังหวัดชายแดนใต้ ดังนั้น ตนชื่อมั่นว่า กฎหมายลักษณะนี้ จะทำให้เกิดความสบายใจกับประชาชนมากขึ้น ” นายสมศักดิ์ กล่าว 

นายรอมฎอน ปันจอร์นายรอมฎอน ปันจอร์

แบ่งโควตา ‘ประธานกมธ.’ ลงตัว ‘ก้าวไกล’ ได้มากที่สุด 11 คณะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559130

21 ก.ย. 2566

แบ่งโควตา ‘ประธานกมธ.’ ลงตัว ‘ก้าวไกล’ ได้มากที่สุด 11 คณะ

เคาะโควตา ‘ประธานกมธ.’ ครั้งที่ 3 ‘ก้าวไกล’ ยืนยันต้องได้ 11 คณะ ขณะที่ ‘เพื่อไทย’ ขอ 2 คณะหลัก อีก 8 อะไรก็ได้ สุดท้าย ก้าวไกล ได้ 11 คณะสมใจ ส่วน รทสช. เหลือ 2 คณะ

ที่รัฐสภา มีการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อจัดสรรโควตาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าพรรคการเมืองใดจะได้ ‘ประธาน กมธ.’ ชุดใด โดยมีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม และตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานสภานายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่ประธานสภา

การประชุมจัดสรรโควตากมธ. นั้น มีการพิจารณามาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ ทำให้ต้องมีการพิจารณาครั้งที่ 3 ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการเตรียมกล่องสี่เหลี่ยมใสจำนวน 2 ใบ บรรจุไข่สีทองจำนวน 35 ใบ และสีน้ำเงินจำนวน 8 ใบ

เมื่อเริ่มการประชุม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.)กล่าวว่า อยากให้แต่ละพรรคถอยคนละก้าว เพื่อจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งในฐานะที่พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคอันดับ 2 และได้กมธ. 10 คณะ แต่พรรคเพื่อไทยขอกมธ.หลัก 2 คณะ ที่เหลือ 8 คณะ เรายอมก็ได้ ขอให้ถอยกันมาแล้วดูว่าหลักๆ เราจะเอาอะไร และที่เหลือจะตกลงกันได้ ซึ่งถือว่าเราใจกว้างมากแล้ว และคิดว่าแต่ละพรรคต้องถอย ไม่เช่นนั้นการเจรจาวันนี้ก็จะไม่สำเร็จ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า การเจรจาที่ผ่านมา เรามีการถอยให้กันบ้าง และเห็นด้วยกับนายวิสุทธิ์ ว่าวันนี้ภายในห้องต้องจบให้ได้ และวันนี้ สส.ระยอง พรรคก้าวไกล ได้ปฏิญาณตนแล้ว โดยรวมนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลซึ่งยังคงสถานะ สส.อยู่ จะทำให้สถานะประธาน กมธ.ของพรรคก้าวไกล จากที่ได้ 10 คณะ เพิ่มเป็น 11 คณะ ดังนั้น ยืนยันว่าเราต้องได้ 11 คณะ ตามจำนวนที่สำนักเลขาธิการสภาฯ คำนวณมา

แบ่งโควตา ‘ประธานกมธ.’ ลงตัว ‘ก้าวไกล’ ได้มากที่สุด 11 คณะ

หลังจากนั้น ที่ประชุมสภาฯ ได้เชิญสื่อมวลชนออกจากห้อง เพื่อขอประชุมเป็นการภายในเท่านั้น

มีรายงานว่า การประชุมผ่านไปเพียง 30 นาที ที่ประชุมได้สั่งพักการประชุม เพื่อให้ทุกพรรคไปพูดคุยตกลงกันให้เรียบร้อยก่อนแล้วกลับเข้าที่ประชุมอีกครั้ง เนื่องจากเหลืออยู่ 3 คณะที่ยังตกลงกันไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมได้ถกเถียงเรื่องจำนวน สส.ของพรรคก้าวไกล ที่ได้เพิ่มจากระยอง ทำให้พรรคก้าวไกลจะได้กมธ.เพิ่มมา 1 คณะ และพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ลดลงเหลือ 2 คณะ

แต่นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติได้หยิบยกกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ว่าไม่ควรนำมารวมด้วย แต่ฝ่ายกฎหมาย ยืนยันว่า แม้นายพิธา จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังเป็นสส. จึงนำมาคิดคำนวณกมธ.ได้ แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้พรรคก้าวไกลได้ กมธ. 11 คณะ รวมไทยสร้างชาติได้ กมธ. 2 คณะ

มันจบแล้ว ‘โฆษกศาล’ แจงคดีฝ่าฝืนจริยธรรม ‘ช่อ’ อุทธรณ์ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559125

21 ก.ย. 2566

มันจบแล้ว ‘โฆษกศาล’ แจงคดีฝ่าฝืนจริยธรรม ‘ช่อ’ อุทธรณ์ไม่ได้

สรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม ชี้แจงขั้นตอน คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ‘ช่อ พรรณิการ์’ เมื่อศาลฎีกาตัดสินแล้วถือเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้

กลายเป็นประเด็นร้อน สะเทือนวงการนักการเมืองทั่วประเทศ เมื่อศาลฏีกาพิพากษา ถอนสิทธิลงเลือกตั้ง ‘ช่อ พรรณิการ์ วานิช’ อดีตสส.พรรคอนาคตใหม่ ไปตลอดชีวิต แต่มีสิทธิ์ใช้เสียงเลือกตั้งได้นั้น 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสรวิศ ลิมปรังษี โฆษกศาลยุติธรรม อธิบายว่า ตามที่มีข่าวว่า คดีของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ ยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้นั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

โดยคดีที่กล่าวหากระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำวินิจฉัยใดออกมาแล้วผลนั้นถือเป็นอันสิ้นสุดตามกฎหมาย ยื่นอุทธรณ์ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  กรณีของ ‘ช่อ พรรณิการ์ วานิช’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปตลอดชีวิต ทำให้นักการเมือง จากพรรคก้าวไกล เรียงหน้าออกมาแสดงความคิดเห็น กันจำนวนมาก รวมถึงนักวิชาการด้านการเมือง หลายคนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ในวงกว้าง และบ่นเสียดายความรู้ ความสามารถ ขณะที่ช่อ พรรณิการ์ ประกาศไม่มีอะไรมาหยุดให้เธอ ไม่ให้ทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้ ขอเพียงเห็นประเทศพัฒนาไปมากกว่าเดิมในฐานะคนไทยก็พอใจแลัว

‘โรม’ ผิดหวัง ‘ช่อ’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ถามหาความเป็นธรรม โดนจริยธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/559115

21 ก.ย. 2566

'โรม' ผิดหวัง 'ช่อ' ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ถามหาความเป็นธรรม โดนจริยธรรม

‘โรม’ ผิดหวัง ‘ช่อ พรรณิการ์’ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต เท่ากับประหารชีวิต ตัดพ้อเพราะ ‘ก้าวไกล-อนาคตใหม่’ ถึงโดนแบบนี้ แนะเกลียดกันพูดตรงๆ อย่าใช้อำนาจไม่สนคุณธรรม

นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล ยอมรับรู้สึกเสียใจกับกรณีนางสาวพรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ ถูกศาลฎีกาตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตว่า นี่คือโทษประหารชีวิตทางการเมือง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะรับได้ ส่วนตัวคิดว่า รุนแรงมาก ผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก และคิดว่าจริงๆ ถ้ามีการตัดสินว่า มีพฤติกรรมบางอย่างที่อาจจะผิดในทางประมวลกฎหมายอาญาจากมาตราอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมาดำเนินการต่อทางจริยธรรม ก็พอจะเข้าใจ

แต่กรณีนี้ไม่มีเลย จะกลายเป็นว่า การดำเนินคดีกับน.ส.พรรณิการ์ กฎหมายที่เขียนก็เขียนกว้างๆ ไม่มีใครรู้ การไม่ลบโพสต์ คือการงดเว้น มารู้ก็ต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลออกมา ซึ่งโดยปกติกฎหมายที่ถึงขั้นตัดสิทธิ์แบบนี้ต้องมีความชัดเจนแน่นอน จึงอยากเรียกร้องไปถึงคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม อย่านิ่งดูดาย 

การที่ผลคำวินิจฉัยออกมาลักษณะแบบนี้ตนว่า ยากมากที่สังคมจะเห็นด้วยกับเรื่องแบบนี้ แม้กระทั่งบุคคลที่ไม่ได้เห็นด้วยกับน.ส.พรรณิการ์ หลายๆอย่าง ก็ออกมาระบุว่า เป็นสิ่งที่ยากจะรับไหว ซึ่งตนในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เคยร้องไปยังคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่า มีผู้พิพากษา ยังทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม ทั้งที่ข้อหาร้องไป รุนแรงกว่ามาก และคือมาตรฐานอะไรคือความเป็นธรรม หรือสุดท้ายเพียงเพราะเราคือพรรคก้าวไกล น.ส.ช่อคือพรรคอนาคตใหม่ เลยอาจจะทำให้มีการดำเนินการบางอย่างที่รุนแรงแบบนี้

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวต่อว่า การกระทำที่ไม่เคยมีศาลตัดสิทธิ์ว่าผิดหรือไม่ผิด โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ก่อนเป็น สส. กับการกระทำก่อนที่จะมีมาตรฐานจริยธรรม  

เมื่อถามว่านายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ออกมาแสดงความเห็นว่าพรรคก้าวไกลแสดงท่าทีล่าช้า และแล้งน้ำใจ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรารู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับน.ส.พรรณิการ์มากๆ และคิดว่าเราหลายคนอาจจะแสดงความรู้สึกผ่านช่องทางต่างๆที่แตกต่างกันไป แต่เข้าใจในจุดประสงค์ของนายปิยบุตรที่รู้สึกทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็เคยเป็นผู้ที่ผ่านสนามรบมาด้วยกัน ดังนั้นก็เข้าใจถึงความเจ็บปวดที่เกิดปรากฏการณ์แบบนั้น

โดยหลังทราบข่าวได้โทรไปคุยกับ น.ส.พรรณิการ์ ก็รู้สึกเสียใจเพราะเป็นอะไรที่รุนแรงมากกับการตัดสิทธิ์ไม่ให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต คิดว่า สิทธิการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกรับรองเอาไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ควรที่จะถูกตัดสิทธิ์ง่ายๆแบบนี้

เมื่อถามว่าอาจมีคนอื่นในพรรคก้าวไกลโดนคดีในลักษณะนี้อีก จะมีการป้องกันอย่างไรนายรังสิมันต์ โรม ยอมรับ ป้องกันยากเพราะมาตรฐานจริยธรรมไม่ได้เขียนไว้ชัดเจน สมมุติถ้าเราเปรียบเทียบกับกฎหมายอาญาว่า ฆ่าคนตาย มันก็จะมีองค์ประกอบกฎหมายที่ชัดเจนให้คนเข้าใจว่า ต้องมีพฤติกรรมอย่างไร แต่กรณีมาตรฐานจริยธรรมมันเป็นนามธรรม มีลักษณะของการเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจในการที่จะใช้อำนาจไปในทางใดๆก็ได้ ดังนั้นมาตรฐานหรือหลักปฏิบัติที่จะมีความชัดเจนยากมาก และมันก็ทำให้สุดท้ายศาลหรือองค์กรที่มีอำนาจใช้ดุลพินิจไปเรื่อยๆ มีโอกาสที่จะขัดแย้งต่อความรู้สึกสามัญสำนึกของวิญญูชนมากขึ้น ละเมื่อเป็นอย่างนั้นสังคมไทยจะอยู่อย่างไร

วันนี้เราก็กลายเป็นว่านักการเมืองมีโอกาสที่จะโดนสอยได้ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้ามเราทำหน้าที่ในสภามา 5 ปี เปิดโปงข้าราชการคอร์รัปชั่นจำนวนมาก แต่วันนี้คนเหล่านั้นยังอยู่สุขสบาย อะไรคือความเป็นธรรมกับพวกเรา 

“พวกคุณอาจจะไม่เห็นด้วยหรือเกลียดพรรคก้าวไกลในหลายๆเรื่อง แต่พูดกันตรงๆจะใช้อำนาจทุกวิถีทางโดยไม่สนใจว่าคุณธรรมทางกฎหมายหลักการทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร คุกยังดีกว่ากับการทำแบบนี้”

เมื่อถามว่า การโพสต์ facebook ที่พาดพิงถึงสถาบัน ต้องระวังมากขึ้นหรือไม่ นายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า มีโอกาสที่จะเป็นแบบนั้น ตนเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน แต่ยืนยันและหวังว่าคนที่อยู่ในองค์กรศาลถ้าได้ดูสิ่งที่ตนพูด เราไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร 

“ประทานโทษนะไอ้พวกผมล้มเจ้าได้จริงๆหรอ ทำไม่ได้หรอก ดังนั้นสิ่งที่พวกคุณกังวลและกลัวมันไม่มีทางเกิดขึ้นและข้อโจมตีต่างๆผมว่ามันไม่เป็นธรรม ” 

ดังนั้นอยากให้วันนี้องค์กรศาล ตั้งมั่นในหลักของความยุติธรรมจริงๆการที่จะไปตัดสิทธิ์ทางการเมือง ไม่ใช่โทษทางอาญา แต่การที่ไปตัดสิทธิ์ไม่ให้คนลงรับสมัคร มันรุงแรงมากสำหรับใครหลายๆคน เอาเขาไปขัง ยังรุนแรงน้อยกว่าการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตด้วยซ้ำ