สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับไวรัสนิปาห์ ท่ามกลางการระบาดที่อินเดีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726356

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับไวรัสนิปาห์ ท่ามกลางการระบาดที่อินเดีย

20 ก.ย. 2566 08:00 น.

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับไวรัสนิปาห์ ท่ามกลางการระบาดที่อินเดีย

  • อินเดียต้องเผชิญกับการระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์อีกครั้ง หลังจากเพิ่งเกิดการระบาดเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นโรคติดต่ออันตรายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าโควิด-19 หลายเท่าตัว
  • ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคไข้สมองอักเสบ เคยพบการระบาดมาแล้วในหลายประเทศ และยังไม่มียารักษา หรือวัคซีนป้องกัน
  • ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราการเสียชีวิตจากไวรัสนิปาห์อยู่ที่ระหว่าง 40-75 เปอร์เซ็นต์


รัฐเกรละทางตอนใต้ของอินเดียกำลังเผชิญกับการระบาดของไวรัสนิปาห์ ซึ่งเป็นสาเหตุของไข้สมองอักเสบ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ สร้างความกังวลต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่
โดยล่าสุดหน่วยงานสาธารณสุขได้สั่งปิดโรงเรียน และสำนักงานในรัฐเกรละ ขณะที่มีการตั้งจุดคัดกรองเพื่อตรวจเชื้อให้แก่ประชาชนหลายร้อยคนแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเชื้อไวรัสนิปาห์จะมีอัตราการเสียชีวิตสูง และยังไม่มีแนวทางการรักษาที่เฉพาะเจาะจง แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่น่าจะระบาดรุนแรงถึงขั้นเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับโลก เพียงแต่เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า การบุกรุกทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ ทำให้สัตว์แพร่เชื้อโรคมาสู่มนุษย์

ทำความรู้จักกับไวรัสนิปาห์

เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิด RNA ซึ่งดั้งเดิมพบเชื้อในสัตว์ ก่อนจะมีการแพร่จากสัตว์สู่คน และจากคนสู่คน
โดยข้อมูลจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ ระบุว่า ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกในปี 1999 โดยพบการระบาดในหมู และมีค้างคาวเป็นแหล่งรังโรค ก่อนจะมีการระบาดสู่คนในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ ของสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อโดยตรง

อาการของโรค

อาการของโรคมักจะเกิดขึ้นในช่วง 4-14 วัน หลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการเหมือนโรคไข้สมองอักเสบ คือ ไข้ขึ้นสูง ตามมาด้วยอาการปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก และอาเจียน การวินิจฉัยโรคนี้ในช่วงเริ่มต้นจึงค่อนข้างยาก เนื่องจากอาการคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ
ไวรัสชนิดนี้อาจนำไปสู่อาการป่วยรุนแรงอื่นๆ ด้วย เช่น มึนงง ง่วงซึม ชัก ซึ่งเป็นอาการอักเสบของสมอง จนอาการโคม่าได้ภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง ขณะที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ระหว่าง 40-75 เปอร์เซ็นต์

แนวทางการรักษา

ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการรักษาสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะ โดยการรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ รวมถึงการพักผ่อน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการคิดค้นยารักษา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาสู้กับไวรัส โดยยารักษาโรคเสร็จสิ้นการทดลองทางคลินิกในเฟสแรกแล้ว และนักวิจัยยังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนำยาเรมเดสิเวียร์ที่ใช้รักษาโควิด-19 ว่าสามารถนำมาใช้รักษาไวรัสนิปาห์ได้ด้วยหรือไม่

ไวรัสนิปาห์มีโอกาสแพร่กระจายอย่างไร?


ดร.ปีเตอร์ ราบินโนวิซ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ระบุว่า แม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการระบาด แต่ไวรัสที่กำลังระบาดในอินเดียตอนนี้ ก็ไม่น่าจะนำไปสู่การระบาดไปทั่วโลกเหมือนโควิดได้ โดยขณะนี้การระบาดในอินเดียยังจำกัดอยู่ในรูปแบบการระบาดจากคนต่อคน ดังนั้นการควบคุมการระบาดในอินเดีย ควรพุ่งเป้าไปที่พาหะของโรค ซึ่งก็คือค้างคาว โดยพิจารณาว่าค้างคาวเข้ามาใกล้ชิดกับมนุษย์ทางใด อะไรเป็นสาเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงการอพยพของฝูงค้างคาว หรือแหล่งที่อยู่ของค้างคาวเข้าใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์หรือไม่ เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและตัดวงจรของการแพร่เชื้อต่อไป

โดยที่ผ่านมา อินเดียเคยเกิดการระบาดของไวรัสนิปาห์มาแล้วหลายครั้ง ไล่ตั้งแต่ปี 2001 ที่พบการระบาดของนิปาห์ที่เมืองสิริกุรี รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย มีผู้ป่วย 66 ราย และเสียชีวิต 45 ศพ เกินครึ่งของผู้ติดเชื้อ ก่อนการระบาดในอินเดียจะกระจายไปยังบังกลาเทศ

ในปี 2021 มีรายงานเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์อีกครั้งในหลายเมืองของอินเดีย ทั้งเมืองโกชิโคเด เมืองมาลาปุรัม เมืองวายานาท และเมืองกานปุระ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 15 ศพ ส่วนในประเทศไทยไวรัสนิปาห์ถูกจัดอยู่ในหมวดโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เมื่อพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้ว ต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : ABCnews, pidst.or.th

ติดตามรายงานพิเศษไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/tags/special%20content

‘เซเลนสกี’ ขึ้นเวทีสมัชชา UN วอนโลกสามัคคียุติการรุกรานของรัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726536

'เซเลนสกี' ขึ้นเวทีสมัชชา UN วอนโลกสามัคคียุติการรุกรานของรัสเซีย

20 ก.ย. 2566 06:58 น.

‘เซเลนสกี’ ขึ้นเวทีสมัชชา UN วอนโลกสามัคคียุติการรุกรานของรัสเซีย

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ พร้อมเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ทั่วโลก ร่วมมือกันหยุดยั้งการรุกรานของรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนขึ้นเวลาประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันอังคารที่ 19 ก.ย. 2566 เรียกร้องเหล่าผู้นำโลกให้สามัคคีกันเพื่อยุติการรุกรานของรัสเซียที่กระทำต่อประเทศของเขา

“ความชั่วร้ายไม่สามารถเชื่อใจได้” เซเลนสกีกล่าว เขากล่าวหารัสเซียด้วยว่า ใช้ทุกอย่างเป็นอาวุธตั้งแต่อาหารจนถึงพลังงาน และว่าชาติผู้มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างรัสเซียต้องถูกหยุดไม่ให้ผลักดันโลกเข้าสู่สงครามครั้งสุดท้าย

คำพูดของเซเลนสกีในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ 78 เน้นหนักไปที่เรื่องความอันตรายของรัสเซียที่มีต่อโลก เขาอ้างว่าความถ้าทายร่วมกันอื่นๆ อย่างเช่น การรับมือความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ สามารถทำได้อย่างเหมาะสมก็ต่อเมื่อ รัสเซียถูกตอบโต้กลับไปแล้วเท่านั้น

“ในขณะที่รัสเซียผลักดันโลกไปสู่สงครามครั้งสุดท้าย ยูเครนกำลังทำทุกอย่างที่รับประกันว่า หลังจากการรุกรานของรัสเซีย จะไม่มีใครในโลกกล้าโจมตีประเทศใดๆ อีก” เซเลนสกีบอกเหล่าผู้นำโลก และเสริมด้วยว่า รัสเซียไม่ควรมีสิทธิ์ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

“การใช้สิ่งต่างๆ เป็นอาวุธต้องถูกควบคุม, การก่ออาชญากรรมสงครามต้องถูกลงโทษ, ผู้คนที่ถูกเนรเทศต้องถูกนำตัวกลับบ้าน และผู้ยึดครองต้องกลับไปยังดินแดนของตัวเอง” ผู้นำยูเครนกล่าว “เราต้องสามัคคีกันเพื่อทำให้มันเกิดขึ้น และเราจะทำมันให้ได้”

เซเลนสกียังกล่าวหามอสโกว่ากำลังทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยการลักพาตัวเด็กๆ ชาวยูเครน โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) ใช้ออกหมายจับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน จากข้อกล่าวหาที่ว่า มอสโกเนรเทศเด็กชาวยูเครนไปรัสเซียอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย

รัฐบาลเครมลินปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาตลอด แต่ผู้เชี่ยวชาญกับองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งออกมาชี้หลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ารัสเซียก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน

ประธานาธิบดียูเครนยังเตือนให้ระวัง “ข้อตกลงที่น่าสงสัย” เพื่อยุติสงครามภายในเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม แต่ประเด็นหลักที่เขาต้องการจะสื่อคือ เตือนประชาคมนานาชาติว่าผลลัพธ์ของสงครามอาจกระทบต่อทุกคน “เป้าหมายของรัสเซียคือการเปลี่ยนยูเครนเป็นอาวุธต่อสู้กับพวกคุณ ต่อสู้กับความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศภายใต้กฎหมาย”

เซเลนสกีกล่าวต่อว่า สูตรสันติภาพที่เขาพูดมาหลายเดือนไม่ใช่เพียงเพื่อยูเครน แต่ยังเพื่อทั้งโลก

ทั้งนี้ คำพูดของเซเลนสกีเจาะจงถึงผู้นำโลกทุกประเทศ แต่หลายชาติโดยเฉพาะจากกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่ม “โลกฝั่งใต้” (Global South) ซึ่งรวมถึง บราซิลและอินเดีย เริ่มผ่อนท่าทีต่อรัสเซีย หรือถึงขั้นเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลเครมลินมากขึ้น

ขณะที่ชาติตะวันตกก็วิ่งวุ่นไปทั่วการประชุม UN พยายามหาทางแก้ปัญหาที่ประเทศเหล่านั้นกังวลมากกว่าอย่าง ปัญหาด้านการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ เตือนถึงผลที่ตามมาร้ายแรงหากการรุกรานของรัสเซียไม่ถูกหยุด ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากเซเลนสกี

“รัสเซียเชื่อว่า โลกจะเริ่มเหนื่อยล้าและยอมให้พวกเขากระทำสิ่งโหดร้ายต่อยูเครนโดยไม่มีผลที่ตามมาใดๆ หากเรายอมให้ยูเครนถูกแบ่งแยก ความเป็นเอกราชของประเทศอื่นๆ จะยังปลอดภัยอยู่อีกหรือ?” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว

ที่มา : bbc

อาเซอร์ไบจานเปิดฉากโจมตี กองกำลังอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัค (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726532

อาเซอร์ไบจานเปิดฉากโจมตี กองกำลังอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัค (คลิป)

20 ก.ย. 2566 04:30 น.

อาเซอร์ไบจานเปิดฉากโจมตี กองกำลังอาร์เมเนียในนากอร์โน-คาราบัค (คลิป)

กองทัพอาเซอร์ไบจานเปิดฉากโจมตีกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียในดินแดนพิพาท นากอร์โน-คาราบัค ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ พร้อมยื่นคำขาดให้กลุ่มติดอาวุธยอมจำนน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของอาเซอร์ไบจานประกาศในวันอังคารที่ 19 ก.ย. 2566 ว่า พวกเขาเริ่มปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้าย ในดินแดนนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งเป็นดินแดนแยกตัวที่ปกครองโดยกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนีย โดยยืนยันว่าจะไม่หยุดปฏิบัติการจนกว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวอาร์เมเนียจะยอมแพ้

อนึ่ง ดินแดนนากอร์โน-คาราบัค เป็นดินแดนแยกตัวภายในประเทศอาเซอร์ไบจาน ปกครองโดยกลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียซึ่งเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า สาธารณรัฐอาร์ทซัค (Artsakh) อย่างไรก็ตาม นานาชาติไม่ให้การยอมรับ และถือว่าดินแดนนากอร์โน-คาราบัค เป็นของอาเซอร์ไบจาน

ทางการอาเซอร์ไบจานระบุว่า พวกเขาเริ่มปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้ายเพื่อตอบโต้ หลังมีผู้เสียชีวิต 6 ศพ รวมถึงตำรวจ 4 นาย จากการเหยียบกับระเบิดเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร

สื่อของประเทศอาร์เมเนียกับทางการท้องถิ่นรายงานว่า เกิดการโจมตีอย่างหนักที่เมืองสเตปานาเคิร์ต เมืองหลวงของอาร์ทซัค ทั้งการโจมตีด้วยปืนใหญ่, มิสไซล์ และโดรน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ รวมถึงเด็ก 1 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 80 คน

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากความตึงเครียดในภูมิภาคคอเคซัสตอนใต้แห่งนี้ เพิ่มสูงขึ้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หลังกองทัพอาเซอร์ไบจานปิดกันเส้นทางลาชิน (Lachin) มาตั้งแต่เดือนธันวาคม ตัดขาดถนนสายเดียวที่เชื่อมระหว่างนากอร์โน-คาราบัคกับอาร์เมเนีย ทำให้พวกเขาไม่สามารถนำเข้าอาหารมาเลี้ยงประชากรราว 120,000 คนได้

หลังการโจมตีเริ่มขึ้น กลุ่มชาติพันธุ์อาร์เมเนียในคาราบัคออกมาเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและเริ่มต้นการเจรจาสันติภาพกันใหม่ แต่ฝ่ายอาเซอร์ไบจานยื่นคำขาดว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกองกำลังติดอาวุธผิดกฎหมายชาวอาร์เมเนียยอมจำนน และส่งมอบอาวุธ ร่วมถึงให้ยุบรัฐบาลผิดกฎหมายของพวกเขาด้วย มิเช่นนั้นปฏิบัติการของพวกเขาจะไม่ยุติ

ด้านนายกรัฐมนตรี นิโคล ปาชินยาน แห่งอาร์เมเนีย ออกมากล่าวหาอาเซอร์ไบจานว่า เริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินโดยมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ดูเหมือนชาวอาร์เมเนียจะมองว่าการตอบสนองของรัฐบาลไม่เพียงพอ จึงออกมารวมตัวประท้วงและปะทะกับตำรวจที่หน้าอาคารรัฐสภาในกรุงเยเรวาน ประณามผู้นำประเทศเป็นคนทรยศ และเรียกร้องให้เขาลาออก

ทั้งนี้ อาเซอร์ไบจานกับอาร์เมเนียทำสงครามแย่งชิงดินแดนนากอร์โน-คาราบัคมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2563 โดยอาเซอร์ไบจานยึดพื้นที่ทั้งภายในและโดยรอบคาราบัคได้บางส่วน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยมีรัสเซียส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาดูแล

อย่างไรก็ตาม กองกำลังรักษาสันติภาพรัสเซียถูกกล่าวหาว่า ไม่สามารถ หรือไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องชาวอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของพวกเขามาอย่างยาวนานเลย และไม่ขัดขวางกองทัพอาเซอร์ไบจานในการปิดกั้นเส้นทางลาชินด้วย

แต่กระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า พวกเขาได้รับแจ้งจากอาเซอร์ไบจานเรื่องปฏิบัติการโจมตีล่าสุดนี้ล่วงหน้าเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิงที่พวกเขาลงนามในปี 2563

ที่มา : bbc , cnn

อีกเจ้า Sunak บิ๊กอสังหาริมทรัพย์จีน ยื่นขอคุ้มครองล้มละลายในสหรัฐฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726531

อีกเจ้า Sunak บิ๊กอสังหาริมทรัพย์จีน ยื่นขอคุ้มครองล้มละลายในสหรัฐฯ

20 ก.ย. 2566 03:12 น.

อีกเจ้า Sunak บิ๊กอสังหาริมทรัพย์จีน ยื่นขอคุ้มครองล้มละลายในสหรัฐฯ

ซูแนค บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีน ยื่นขอคุ้มครองล้มละลายต่อศาลสหรัฐฯ แล้ว เพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน ตามรอยบริษัท เอเวอร์แกรนด์ ที่ยื่นไปก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ซูแนค ไชน่า (Sunac China) หนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นของจีน ยื่นคำร้องขอคุ้มครองภาวะล้มละลายต่อศาลสหรัฐฯ แล้ว เมื่อวันอังคารที่ 19 ก.ย. 2566 ไม่นานหลังจากพวกเขาได้รับอนุมัติจากเจ้าหนี้ให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้มูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 3.6 แสนล้านบาท

ซูแนคยื่นคำร้องภายใต้กฎหมายขอความคุ้มครองตามกฎหมายสหรัฐฯ หมวดที่ 15 (Chapter 15) ต่อศาลล้มละลายเขตใต้ของรัฐนิวยอร์ก ทำให้พวกเขากลายเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนรายที่ 2 ที่ทำเช่นนี้ ต่อจากบริษัท เอเวอร์แกรนด์ (Evergrande) ที่ยื่นคำร้องไปเมื่อเดือนก่อน หลังขาดทุนกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในเวลา 2 ปี

กระบวนการดังกล่าวจะอนุญาตให้ศาลล้มละลายของสหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องในคดีล้มละลายที่ข้องเกี่ยวกับประเทศอื่นได้ โดยหมวดที่ 15 จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศาลสหรัฐฯ, ลูกหนี้ กับศาลของประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการล้มละลายข้ามประเทศ ซึ่งอาจช่วยให้ซูแนคเจรจากับเจ้าหนี้ต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันจันทร์ ซูแนคเปิดเผยในหนังสือชี้ชวนตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงว่า พวกเขาได้รับอนุมัติจากเจ้าหนี้มากกว่า 2,000 เจ้า ให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กว่า 9.9 พันล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายต่อนักลงทุนนอกประเทศจีน

อนึ่ง ซูแนคเคยเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่สุดอันดับที่ 3 ของจีน เมื่อคิดตามยอดสัญญาซื้อขาย แต่หลังจากพวกเขาผิดนัดชำระหนี้ในปี 2565 อันดับของพวกเขาก็ตกลงมาเรื่อยๆ จนอยู่อันดับที่ 10 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ซูแนคยังเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จีนเจ้าแรกที่บรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้ต่างประเทศ ผิดกับเอเวอร์แกรนด์ที่ยังทำไม่สำเร็จเนื่องจากยังยื่นข้อเสนอไม่เป็นที่น่าพอใจ

ทั้งนี้ ซูแนคคล้ายกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีนอีกหลายเจ้า ที่กำลังเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เนื่องจากยอดขายตกต่ำทั่วทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ผู้พัฒนาหลายเจ้าไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ โดยหนี้สินรวมของซูแนคแตะ 1 ล้านล้านหยวนไปแล้วในช่วงสิ้นปี 2565 สวนทางกับยอดขายที่ลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น

ที่มา : cnn

ม็อบลิเบียเผาบ้านนายกเล็กเมืองเดอร์นาวอด แค้นล้มเหลวจัดการน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726530

ม็อบลิเบียเผาบ้านนายกเล็กเมืองเดอร์นาวอด แค้นล้มเหลวจัดการน้ำท่วม

20 ก.ย. 2566 02:04 น.

ม็อบลิเบียเผาบ้านนายกเล็กเมืองเดอร์นาวอด แค้นล้มเหลวจัดการน้ำท่วม

ผู้ชุมนุมในลิเบียก่อเหตุจุดไฟเผาบ้านของนายกเทศมนตรีเมืองเดอร์นา ระหว่างการประท้วงไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ก.ย. 2566 ชาวลิเบียหลายร้อยคนออกมารวมตัวประท้วงที่มัสยิด ชาฮาบา สัญลักษณ์ของเมืองเดอร์นา เพื่อแสดงความไม่พอใจการรับมืออุทกภัยของทางการ หลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ คร่าชีวิตผู้คนนับพัน และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 10,000 คน

บ้านของนาย อับดุลเมนาม อัล-ไกธี นายกเทศมนตรีเมืองเดอร์นา ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมมากที่สุด กลายเป็นเป้าหมายความโกรธแค้นของผู้คน โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมก่อเหตุจุดไฟเผาบ้านของเขาจนวายวอด

ผู้ประท้วงเชื่อว่าทางการรู้อยู่แล้วว่าฝนจะตกลงมาปริมาณมาก แต่ในช่วงก่อนเกิดน้ำท่วมนั้น พวกเขาได้รับคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ และได้รับคำเตือนให้อยู่แต่ในบ้านแทนที่จะบอกให้อพยพ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวในการจัดการน้ำท่วมก็ทำให้สภาปกครองเมืองเดอร์นาถูกปลดทั้งคณะแล้ว

ผู้ชุมนุมยังต้องการให้ปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลตะวันออก ซึ่งปกครองพื้นที่ฝั่งตะวันออกของลิเบีย โดยกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ละเลยไม่ดูแลเขื่อนเหนือเมืองเดอร์นา แม้จะมีคำเตือนล่วงหน้าว่าเขื่อนกำลังอยู่ในสภาวะเปราะบาง จนสุดท้ายเขื่อนแตกทำให้น้ำมหาศาลไหลทะลักท่วมเมืองเดอร์นา

หนึ่งในผู้รอดชีวิตชื่อว่านาย อับเดลคาเดอร์ อัล-โอมรานี บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี จากเตียงโรงพยาบาลว่า เขากับคนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ใกล้เขื่อนดังกล่าวเตือนทางการแล้วว่าจำเป็นต้องซ่อมแซมเขื่อน หลังพบรอยรั่วตั้งแต่ 2 ปีก่อน แต่กลับถูกเพิกเฉย

ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองในลิเบียตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้การปกครองของลิเบียแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือรัฐบาลที่สหประชาชาติยอมรับในกรุงตริโปลี และรัฐบาลตะวันออกซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยพลเอกคาลิฟา ฮาฟตาร์

รัฐบาลตะวันออกยังถูกกล่าวหาว่า พยายามปิดกั้นสื่อหลังจากในวันอังคาร พวกเขาประกาศให้นักข่าวทุกคนออกจากเมืองเดอร์นา ด้วยเหตุผลว่า ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของทีมกู้ภัย

ที่มา : bbc

รัสเซียคอมเฟิร์ม ปูตินเดินทางพบสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง เดือนตุลาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726529

รัสเซียคอมเฟิร์ม ปูตินเดินทางพบสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง เดือนตุลาคมนี้

20 ก.ย. 2566 00:24 น.

รัสเซียคอมเฟิร์ม ปูตินเดินทางพบสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่ง เดือนตุลาคมนี้

เจ้าหน้าที่รัสเซียเผย วลาดิเมียร์ ปูติน จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง และพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนในเดือนตุลาคมนี้ ตามคำเชิญของผู้นำจีนเมื่อเดือนมีนาคม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 19 ก.ย. 2566 ว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย จะเดินทางไปพบปะพูดคุยกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ที่กรุงปักกิ่ง ในเดือนตุลาคมนี้ ตามการเปิดเผยของนาย นิโคไล ปาตรูเชฟ เลขาธิการสภาความมั่นคงรัสเซีย

“เราตั้งตารอการหารือแบบทวิภาคีเต็มรูปแบบระหว่าง วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่กรุงปักกิ่งในเดือนตุลาคมนี้” สำนักข่าว อินเทอร์แฟ็กซ์ ของรัสเซียรายงานอ้างคำพูดของนายปาตรูเชฟ ที่กล่าวระหว่างพบกับนาย หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีนผู้เดินทางมาเยือนกรุงมอสโกเมื่อวันจันทร์

ทั้งนี้ นายปูตินจะเดินทางเข้าร่วมการประชุม ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ (Belt and Road Forum) ครั้งที่ 3 ที่กรุงปักกิ่ง หลังจากได้รับคำเชิญจาก สี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนกรุงมอสโกเมื่อเดือนมีนาคม

การเดินทางดังกล่าวจะถือเป็นการออกนอกประเทศครั้งแรกของนายปูติน นับตั้งแต่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับเขา ไม่กี่วันก่อนประธานาธิบดีจีนเยือนรัสเซีย ข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน ซึ่งฝ่ายมอสโกปฏิเสธข้อกล่าวหา และโต้กลับว่านี่เป็นหลักฐานของความเป็นศัตรูที่ชาติตะวันตกมีต่อรัสเซีย

นายปาตรูเชฟกล่าวอีกว่า รัสเซียต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับจีน และว่าความพยายามของชาติตะวันตกที่จะตีกรอบจำกัดรัสเซียกับจีน มีแต่จะทำให้ความร่วมมือของทั้งสองประเทศลึกซึ้งขั้นเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝรั่งเศส เตรียมเปิดประมูลโครงกระดูกไดโนเสาร์อายุ 150 ล้านปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726431

ฝรั่งเศส เตรียมเปิดประมูลโครงกระดูกไดโนเสาร์อายุ 150 ล้านปี

19 ก.ย. 2566 19:12 น.

ฝรั่งเศส เตรียมเปิดประมูลโครงกระดูกไดโนเสาร์อายุ 150 ล้านปี

บริษัทประมูลจากฝรั่งเศส เตรียมเปิดประมูลโครงกระดูกไดโนเสาร์อายุ 150 ล้านปี และมีความสมบูรณ์ถึง 80% คาดราคาปิดประมูลอยู่ที่ 46 ล้านบาท

วันที่ 19 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักประมูลดรูโอต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เตรียมเปิดประมูลโครงกระดูกไดโนเสาร์ ที่ถูกตั้งชื่อว่า “แบร์รี” อายุกว่า 150 ล้านปี และมีความสมบูรณ์ราว 80% เบื้องต้นคาดการณ์ว่า โครงกระดูกนี้จะถูกไปประมูลไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านยูโร หรือประมาณ 46 ล้านบาท

แบร์รี เป็นโครงกระดูกของไดโนเสาร์พันธุ์แคมป์โทซอรัส (Camptosaurus) หรือกิ้งก่าหลังโค้ง สูงประมาณ 2.1 เมตร และยาว 5 เมตร ถูกค้นพบใช้ช่วงทศวรรษ 2530 ที่รัฐไวโอมิง ประเทศสหรัฐอเมริกา 

แคมป์โทซอรัส ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายยุคจูราสสิค ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ เป็นไดโนเสาร์ขนาดไม่ใหญ่มาก สูงเฉลี่ย 2 เมตร ยาวประมาณ 6.5 เมตร และหนักราว 800 กิโลกรัม 

โครงกระดูกชิ้นนี้ได้รับการตั้งชื่อตาม แบร์รี เจมส์ นักบรรพชีวินวิทยา ผู้ค้นพบ ซึ่งโครงกระดูกแบร์รีได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ส่วนกะโหลกมีความสมบูรณ์ถึง 90% ในขณะที่ทั้งตัวมีความสมบูรณ์ 80%

โครงกระดูกแบร์รีจะถูกนำออกประมูลโดยสำนักประมูลดูรโอต์ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2566 ณ โรงแรมดรูโอต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส คาดการณ์ว่าโครงกระดูกชิ้นนี้จะถูกประมูลไปในราคา 1.2 ล้านยูโร หรือประมาณ 46 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี การนำโครงกระดูกในไดโนเสาร์มาออกประมูลเป็นสิ่งที่พบไม่ค่อยบ่อยนัก แต่ทั้งนี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็เพิ่งมีการประมูลโครงกระดูกไดโนเสาร์พันธุ์ไทแรนโนซอรัส อายุ 67 ล้านปี เป็นครั้งแรก ซึ่งปิดประมูลที่ 6.2 ล้านดอลลาร์ หรือราว 222 ล้านบาท.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : BBC

สุดอึ้ง ทีมนักวิทย์เม็กซิโก ตรวจ CT scan ‘ฟอสซิลเอเลี่ยน’ เจอไข่ในท้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726405

สุดอึ้ง ทีมนักวิทย์เม็กซิโก ตรวจ CT scan 'ฟอสซิลเอเลี่ยน' เจอไข่ในท้อง

19 ก.ย. 2566 18:06 น.

สุดอึ้ง ทีมนักวิทย์เม็กซิโก ตรวจ CT scan ‘ฟอสซิลเอเลี่ยน’ เจอไข่ในท้อง

ทีมนักวิทย์ในเม็กซิโก นำฟอสซิลที่อ้างว่าเป็นเอเลี่ยน หรือมนุษย์ต่างดาว 2 ร่างที่นำไปโชว์กลางรัฐสภาเม็กซิโก เข้าเครื่องตรวจ CT scan พบฟอสซิลร่างหนึ่ง มีไข่หลายใบอยู่ในท้อง ขณะที่นักวิทย์ทั่วโลกส่วนใหญ่ประณาม ‘หลอกลวง’

เมื่อ 19 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศรายงาน ทีมเจ้าหน้าที่ด้านรังสีเทคนิค และนักวิทยาศาสตร์ในเม็กซิโก นำฟอสซิลที่อ้างว่าเป็นฟอสซิลเอเลี่ยน หรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ 2 ร่าง ซึ่งถูกตั้งชื่อให้ว่า คลารา (Clara) และมอริซิโอ (Mauricio) มาเข้าเครื่อง CT scan หรือเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย หลังนาย Jaime Maussan (ไฮเม เมาส์ซัน) ผู้สื่อข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ชาวเม็กซิโก ได้นำมาแสดงกลางรัฐสภา ในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ระหว่างการรับฟังสาธารณะของรัฐสภาเม็กซิโกเมื่อ 12 ก.ย. จนสร้างความฮือฮา พร้อมกับก่อให้เกิดคำถามตามมาว่าใช่ซากฟอสซิลเอเลี่ยนตามอ้างจริงหรือไม่

ทีมนักรังสีวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ในเม็กซิโก ได้นำร่างที่อ้างว่าเป็นฟอสซิล 2 ร่างมาเข้าเครื่อง CT scan (ซีที สแกน) ที่ห้องแล็บของ Noor Clnic ในเมือง Huixquilucan ประเทศเม็กซิโก เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ก.ย. 2566 ซึ่งยังมีการไลฟ์สดทางช่องยูทูบของนาย Maussan ด้วย โดยจากการตรวจสอบทาง CT สแกน พบว่า ร่างฟอสซิล ‘คลารา’ มีไข่อยู่ในท้องหลายใบ

นักวิทย์ในเม็กซิโกนำร่างที่อ้างว่าเป็นฟอสซิลเอเลี่ยน เข้าเครื่องตรวจ CT scan เมื่อ 19 ก.ย 2566

ผลการทำ CT Scan ทีมนักรังสีวิทยาฯ ในเม็กซิโก แจ้งว่า ฟอสซิลคลารานี้ เคยมีชีวิต มีสภาพไม่เปลี่ยนแปลง และตั้งครรภ์ เนื่องจากพบก้อนขนาดใหญ่ในท้องของเธอ และอาจเป็นไข่

ขณะเดียวกัน ทีมเจ้าหน้าที่ด้านรังสีเทคนิคและนักวิทยาศาสต์ในเม็กซิโกย้ำว่าพวกเขาไม่สามารถระบุชี้ชัดได้ว่าฟอสซิลนี้ เป็นสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกหรือไม่จากการทำ CT scan และผลการทำ CT scan แสดงให้เห็นว่ามีอวัยวะที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ร่างกายที่แยกส่วนกันตามที่บางคนเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ยังไม่เชื่อมั่นในการพบครั้งนี้ โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านจานบิน UFO และ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ได้ออกมาโจมตีว่า เป็นสิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ และหลอกลวง

ทั้งนี้ การนำร่างสิ่งมีชีวิตที่อ้างว่าเป็นฟอสซิลมนุษย์ต่างดาว 2 ร่าง มาเข้าเครื่อง CT scan นี้ ทำโดยทีมเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคและนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ โดยนักวิทย์เหล่านี้ อยู่เบื้องหลังคำอ้างก่อนหน้านี้ ที่แสดงผลการเอกซเรย์พบว่าฟอสซิลทั้งสองร่างนี้ต่อรัฐสภาเม็กซิโก ซึ่งตอนนั้นได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีฟอสซิลร่างหนึ่งมีไข่หลายใบอยู่ในท้อง

ฟอสซิลที่อ้างว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ จำนวน 2 ร่าง ถูกนำมาโชว์กลางรัฐสภาเม็กซิโก ระหว่างเปิดรับฟังปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้

ร่างซากศพขนาดเล็กทั้งสอง 2 ร่าง นี้ มีศีรษะที่ยื่นออกมา มีนิ้วมือ 3 นิ้ว แต่มีรูปร่างที่ค่อนข้างเหมือนมนุษย์ มีแขน 2 แขน และขา 2 ขา ไม่มีฟัน 

ขณะที่ El Pais รายงานว่า คอของฟอสซิลทั้งสองร่างนี้ และกะโหลกที่ยาว แสดงให้เห็นว่าน่าจะเป็นรูปลักษณะ ของ ‘นก’ มากกว่า ส่วนนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็แย้งว่าฟอสซิลที่อ้างว่าเป็นฟอสซิลเอเลี่ยนนี้ดูเหมือนเป็นมัมมี่ที่เคยพบในที่ต่างๆ บนโลก

นาย Jaime Maussan (ไฮเม เมาส์ซัน) ผู้สื่อข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะชาวเม็กซิโก ซึ่งศึกษาสนใจเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาว (เอเลี่ยน) และจานบิน (UFO) มาเป็นเวลาหลายสิบปีได้นำฟอสซิลที่อ้างว่าเป็นฟอสซิลสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ 2 ร่าง มาแสดงกลางรัฐสภา ในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ระหว่างมีการรับฟังสาธารณะเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถอธิบายได้ (unidentified anomalous phenomena) หรือ UAP เมื่อ 12 ก.ย. 2566

นายเมาส์ซัน อ้างว่า ฟอสซิลเอเลี่ยน สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์นี้มีอายุประมาณ 1,000 ปี ถูกพบในประเทศเปรู ใกล้กับลายเส้นโบราณนาซกาเมื่อปี 2560 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พวกเราไม่ได้อยู่ลำพังในจักรวาลนี้

ที่มา : Dailymail

อินเดียไล่ทูตแคนาดา ตอบโต้ข้อกล่าวหาเอี่ยวสังหารนักเคลื่อนไหวซิกข์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726381

อินเดียไล่ทูตแคนาดา ตอบโต้ข้อกล่าวหาเอี่ยวสังหารนักเคลื่อนไหวซิกข์

19 ก.ย. 2566 17:07 น.

อินเดียไล่ทูตแคนาดา ตอบโต้ข้อกล่าวหาเอี่ยวสังหารนักเคลื่อนไหวซิกข์

อินเดียตอบโต้ ขับไล่นักการทูตแคนาดาออกจากประเทศ หลังแคนาดากล่าวหารัฐบาลอินเดียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนักเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ และได้ขับไล่ทูตอินเดียพ้นประเทศ

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อินเดียได้ขับไล่ข้าหลวงใหญ่ของแคนาดาประจำอินเดีย ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ออกจากอินเดียภายใน 5 วัน เพื่อเป็นการตอบโต้ทางการแคนาดาที่กำลังสอบสวนการสังหาร นายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ นักเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์เชื้อสายแคนาดา ในรัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งแคนาดากล่าวว่าได้พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าเหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับสายลับของรัฐบาลอินเดีย ส่งผลให้แคนาดาขับไล่หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของอินเดียออกจากประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์วันนี้ ระบุว่า อินเดียได้แจ้งไปยังข้าหลวงใหญ่ หรือเอกอัครราชทูตแคนาดา ประจำกรุงนิวเดลี ให้ออกจากอินเดียภายใน 5 วัน ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว เป็นผลมาจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลอินเดีย ต่อการแทรกแซงของนักการทูตแคนาดาในเรื่องกิจการภายในประเทศ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านอินเดีย

อย่างไรก็ดี อินเดียปฏิเสธข้อกล่าวหาของแคนาดา และกล่าวว่า ข้อกล่าวนี้ “ไร้สาระ และมีแรงจูงใจ” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางการแคนาดาดำเนินคดีกับกลุ่มต่อต้านอินเดียในแคนาดา

นายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ เป็นผู้นำการเรียกร้องการแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ และในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีรายงานว่านายนีจาร์ กำลังจะจัดทำประชามติอย่างไม่เป็นทางการว่าด้วยการแยกซิกข์เป็นรัฐเอกราชจากอินเดีย 

นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว ทางการอินเดียยังได้ประกาศจับนายนีจาร์ พร้อมให้เงินแก่ผู้ที่ชี้เบาะแสนำจับ โดยอินเดียกล่าวหาว่านายนีจาร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายนักบวชชาวฮินดู ในอินเดีย

ทั้งนี้ ขบวนการเรียกร้องเอกราชของชาวซิกข์ ภายใต้ชื่อ ขบวนการขาลิสถาน (Khalistan Movement) ถูกห้ามเคลื่อนไหวในอินเดีย เนื่องจากการเคลื่อนไหวนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ในต่างประเทศยังมีการเคลื่อนไหวนี้อยู่ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรและแคนาดา ซึ่งมีชาวซิกข์พลัดถิ่นอยู่เป็นจำนวนมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Reuters, Aljazeera

จีนสกัด DNA จากโครงกระดูกมนุษย์โบราณ อายุ 6,000 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726351

จีนสกัด DNA จากโครงกระดูกมนุษย์โบราณ อายุ 6,000 ปี

19 ก.ย. 2566 16:10 น.

จีนสกัด DNA จากโครงกระดูกมนุษย์โบราณ อายุ 6,000 ปี

จีนสกัด DNA จากโครงกระดูกมนุษย์โบราณ อายุ 6,000 ปี พบในเมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซู และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลดีเอ็นเอของไมโทคอนเดรีย พบว่าสารพันธุกรรมประเภทนี้เหมือนกับดีเอ็นเอที่พบในสถานที่แห่งอื่น

เมื่อ 19 ก.ย. 2566 สำนักข่าวซินหัวรายงาน การวิจัยทางโบราณคดีครั้งใหม่เปิดเผยการสกัดดีเอ็นเอ (DNA) จากโครงกระดูกมนุษย์อายุ 6,000 ปี ที่พบในเมืองอู๋ซี มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน

รายงานระบุว่า ตัวอย่างดีเอ็นเอมนุษย์โบราณจากโครงกระดูกมนุษย์เพศชายที่พบในหลุมศพหลุมหนึ่ง มาจากยุควัฒนธรรมหม่าเจียปัง (Majiabang Culture) ของยุคหินใหม่

เหวิน เซ่าชิง นักโบราณคดีที่เป็นผู้นำการวิจัย กล่าวว่าเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลดีเอ็นเอของไมโทคอนเดรีย (mitochondrial DNA) ซึ่งพบในโบราณสถานแห่งอื่นทั้งในจีนและภูมิภาคต่างๆ พบว่าสารพันธุกรรมประเภทนี้เหมือนกับดีเอ็นเอที่พบในสถานที่แห่งอื่น ซึ่งรวมถึง เวียดนามตอนเหนือ (เมื่อ 4,000-2,000 ปีก่อน) ลาวตอนเหนือ (เมื่อ 3,000 ปีก่อน) อินโดนีเซีย (เมื่อ 2,000 ปีก่อน) ฟิลิปปินส์ (เมื่อ 1,800 ปีก่อน) และกว่างซีของจีน (เมื่อ 1,500 ปีก่อน)

เหวินระบุเพิ่มเติมว่า การค้นพบครั้งนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างการวิจัยดีเอ็นเอโบราณในพื้นที่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเผชิญอุปสรรคจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ที่ย่ำแย่

Cr ข้อมูล-ภาพ : Xinhua