สลด นักปีนเขาอังกฤษพลัดตกเขาสูง 91 เมตรในออสเตรีย เสียชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726316

สลด นักปีนเขาอังกฤษพลัดตกเขาสูง 91 เมตรในออสเตรีย เสียชีวิต

19 ก.ย. 2566 15:20 น.

สลด นักปีนเขาอังกฤษพลัดตกเขาสูง 91 เมตรในออสเตรีย เสียชีวิต

สลด นักปีนเขาอังกฤษพลัดตก‘บันไดอากาศ’สูงกว่า 91 เมตร บนเทือกเขาใกล้เมืองซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย เสียชีวิต กู้ภัยเข้าช่วยไม่ทัน 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุนักปีนเขาชาวอังกฤษพลัดตกจากบันไดอากาศ ที่ระดับความสูงกว่า 91 เมตร ทำให้เสียชีวิต ซึ่งบันไดดังกล่าวเชื่อมระหว่างภูเขาสองลูกบนเทือกเขาดัคชไตน์ ใกล้เมืองซาลซ์บูร์ก ประเทศออสเตรเลีย 

ตำรวจท้องถิ่นออสเตรีย ระบุว่า เมื่อวันอังคารที่ 12 ก.ย. 2566 เกิดเหตุนักปืนเขาชายชาวอังกฤษ วัย 42 ปี เสียชีวิตระหว่างปืนเขาในเส้นทางปีนเขาเวีย เฟอร์ราตะ (Via Ferrata) หรือ Iron Road บนเทือกเขาดัคชไตน์ ใกล้เมืองซาลซ์บูร์ก ออสเตรีย ซึ่งช่วงหนึ่งของเส้นทางนี้จะต้องปีนผ่าน‘บันไดเหล็ก’ที่เชื่อมระหว่างภูเขาสองลูก และชายคนดังกล่าวเกิดพลัดตกระหว่างปีนบันได และร่วงลงมาเสียชีวิตจากความสูง 300 ฟุต หรือ 91 เมตร

เวีย เฟอร์ราตะ เป็นประเภทหนึ่งของเส้นทางปีนเขาที่มีลวดเหล็กหรือสายเคเบิลยึดติดกับหน้าผา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักปีนเขา 

ทีมกู้ภัยได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ และเจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตนักปีนเขาอังกฤษรายนี้ได้ และได้นำศพออกจากหุบเขาเป็นที่เรียบร้อย

โฆษกตำรวจเมืองซาลซ์บูร์ก กล่าวว่า ชายคนนี้ปีนเขาตามลำพัง ทำให้ตำรวจตัดข้อสันนิษฐานว่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อของบุคคลที่สามออกไป และสรุปว่าเหตุการณ์น่าสลดใจเป็นอุบัติเหตุ

เส้นทางปีนเขาบนเทือกเขาดัคชไตน์กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักปีนเขา เนื่องจากเป็นเส้นทางปีนเขาที่สวยงาม และมีจุดถ่ายรูปที่โด่งดังอย่างบันไดอากาศที่เชื่อมระหว่างภูเขาสองลูกเอาไว้ 

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : DailyMail

หนุ่มออสซี่ถูกปรับครึ่งแสน เหตุพา “งูหลาม” เล่นกระดานโต้คลื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726330

หนุ่มออสซี่ถูกปรับครึ่งแสน เหตุพา "งูหลาม" เล่นกระดานโต้คลื่น

19 ก.ย. 2566 14:25 น.

หนุ่มออสซี่ถูกปรับครึ่งแสน เหตุพา “งูหลาม” เล่นกระดานโต้คลื่น

ชายชาวออสเตรเลียที่ถูกบันทึกภาพการเล่นเซิร์ฟพร้อมกับงูหลาม ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของเขา ถูกสั่งปรับจำนวนมากฐานนำสัตว์เลื้อยคลานดังกล่าวมายังพื้นที่สาธารณะ

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์ 9นิวส์ ของออสเตรเลีย รายงานว่า นายฮิกอร์ ฟิวซา นักเซิร์ฟและเจ้าของงูหลามคาร์เพต มักออกไปเล่นกระดานโต้คลื่นที่ชายหาด โดยมีงูหลามพันอยู่รอบคออยู่บ่อยครั้ง จนกลายเป็นไวรัลทางออนไลน์ และสร้างความกังวลให้แก่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

โจนาธาน แมคโดนัลด์ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสัตว์ป่า จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์รัฐควีนสแลนด์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ชายคนนี้ได้รับความสนใจจากเราเมื่อภาพที่เขาพางูหลามไปเล่นเซิร์ฟปรากฏในสื่อท้องถิ่น” แม้ว่านายฟิวซาจะมีใบอนุญาตที่ถูกต้องในการเลี้ยงงูตัวดังกล่าว แต่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้นำงูออกจากสถานที่ที่ได้รับใบอนุญาต หากไม่มีใบอนุญาตพิเศษ และลงโทษปรับเขาเป็นเงิน 2,322 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 53,000 บาท

“เราไม่ต้องการให้ผู้ถือใบอนุญาต นำสัตว์ของตนออกไปยังที่สาธารณะ เว้นแต่จะทำเพื่อวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุมัติโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการรักษาสวัสดิภาพของสัตว์ ความปลอดภัยต่อสาธารณะ และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง” แมคโดนัลด์ กล่าวว่า “การนำสัตว์เลี้ยงพื้นเมืองออกไปในที่สาธารณะ อาจทำให้สัตว์เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น และพวกมันอาจมีพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้เมื่อนำออกจากกรง” และกล่าวว่าหน่วยงานมีความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของงู

เขากล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่างูเป็นสัตว์เลือดเย็น และถึงแม้พวกมันจะว่ายน้ำได้ แต่สัตว์เลื้อยคลานมักหลีกเลี่ยงน้ำ และงูหลามอาจเจอกับน้ำที่เย็นจัด และงูชนิดเดียวที่ควรอยู่ในมหาสมุทรก็คืองูทะเล”

ก่อนหน้านี้ ฟิวซาบอกกับสื่อท้องถิ่นว่า งูหลามคาร์เพต ที่มีชื่อว่า “ศิวะ” ชอบเล่นน้ำ และมันเคยโต้คลื่นกับเขาแล้วอย่างน้อย 10 ครั้ง “ผมมักจะพาเธอไปชายหาดและมันก็ชอบว่ายน้ำ ดังนั้นวันหนึ่งฉันจึงตัดสินใจพามันออกไปเล่นเซิร์ฟ และมันก็ชอบมาก”

เขาบอกว่า “ปกติแล้วถ้ามันไม่ชอบอะไร มันก็จะเริ่มส่งเสียงขู่ฟ่อ แต่มันกลับไม่ส่งเสียงขู่ตอนอยู่ในน้ำ”

งูหลามคาร์เพตตัวนี้ ไม่ใช่สัตว์ชนิดแรกที่มีชื่อเสียงจากการโต้คลื่นที่ชายหาดอ่าวเรนโบว์ แต่เป็ดตัวหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “ดั๊ก” มักออกมาโต้คลื่นเป็นประจำ และมักจะเป็นตัวขโมยซีนจากนายสเตฟ กิลมอร์ แชมป์นักโต้คลื่นชาวออสเตรเลีย เจ้าของของมัน.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ซิดนีย์สั่งห้ามจุดไฟทุกชนิดครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี เตรียมรับมือคลื่นความร้อนรุนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726319

ซิดนีย์สั่งห้ามจุดไฟทุกชนิดครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี เตรียมรับมือคลื่นความร้อนรุนแรง

19 ก.ย. 2566 14:08 น.

ซิดนีย์สั่งห้ามจุดไฟทุกชนิดครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี เตรียมรับมือคลื่นความร้อนรุนแรง

พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงจนเกิดความเสี่ยงไฟป่า ส่งผลให้ทางการประกาศห้ามจุดไฟทุกชนิดในรอบเกือบ 3 ปี

ทางการนครซิดนีย์ประกาศห้ามจุดไฟทุกประเภทเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี พร้อมสั่งปิดโรงเรียน หลังจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง จนเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่า นอกจากนี้ยังมีคำสั่งปิดโรงเรียน 21 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ด้วย

โดยหลายพื้นที่ของออสเตรเลียเผชิญกับคลื่นความร้อนผิดปกติติดต่อกันเป็นวันที่ 5 แล้ว และคาดว่าจะยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศเช่นนี้ไปจนถึงวันพุธ โดยอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 16 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเดือนกันยายน ส่วนนครซิดนีย์อุณหภูมิทำลายสถิติสูงสุดในเวลากลางวันอยู่ที่กว่า 30 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นวันที่ 5

ขณะนี้หลายๆ พื้นที่ต่างเตือนภัยให้เฝ้าระวังไฟป่าในระดับสูง เนื่องจากมีกระแสลมแรงกับอากาศแล้งที่อาจจะทำให้เกิดการะปะทุของไฟได้ง่าย และขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลบ้านเรือนตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่า

โดยจนถึงขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 500 นาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉิน พยายามที่จะควบคุมไฟป่า 61 จุด ทั่วรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยมี 13 จุดที่ยังควบคุมไม่ได้

ทั้งนี้ในวันอังคารนครซิดนีย์น่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 34 องศาเซลเซียส ซึ่งน้อยกว่าสถิติสูงสุดในเดือนกันยายน ในปี 1965 อยู่ที่ 34.6 องศาเซลเซียสเพียงเล็กน้อย แต่คาดว่าตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไปแนวปะทะอากาศเย็นจะช่วยเข้ามาทุเลาความร้อน และทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงมาอยู่ที่ราว 20 องศาเซลเซียส

โดยออสเตรเลียต้องเผชิญกับสภาพอากาศอุ่นขึ้นและแห้งแล้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และหน้าร้อนในปี 2023 เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลรุนแรงในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะทำให้เกิดอากาศแปรปรวนรุนแรงทั้งจากไฟป่า ไซโคลน และภัยแล้ง ส่งผลต่อข้าวสาลี ผลผลิตสำคัญที่ออสเตรเลียเป็นผู้ส่งออกหลักไปทั่วโลก ซึ่งจะเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “คลื่นความร้อน“

ยูเครนเฮ ทำลาย 3 กองพลน้อยชั้นเยี่ยมรัสเซีย หลังยึดคืน 2 หมู่บ้านสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726292

ยูเครนเฮ ทำลาย 3 กองพลน้อยชั้นเยี่ยมรัสเซีย หลังยึดคืน 2 หมู่บ้านสำเร็จ

19 ก.ย. 2566 13:41 น.

ยูเครนเฮ ทำลาย 3 กองพลน้อยชั้นเยี่ยมรัสเซีย หลังยึดคืน 2 หมู่บ้านสำเร็จ

กองทัพยูเครนกำลังใจมา ทำลาย 3 กองพลน้อยชั้นเยี่ยมของรัสเซีย ทางตะวันออกของประเทศ หลังยึดคืน 2 หมู่บ้านใกล้เมืองบักห์มุต จากรัสเซียมาได้สำเร็จ

เมื่อ 19 ก.ย. 2566 สงครามรัสเซีย-ยูเครนกำลังจะผ่านเข้าสู่เดือนที่ 19 พลเอก Oleksandr Syrskyi ผู้บัญชาการทหารบกของยูเครน เผยความคืบหน้าในปฏิบัติการโต้กลับยึดคืนพื้นที่ในยูเครนที่ถูกกองกำลังรัสเซียยึดครองไปได้ว่า กองทัพยูเครนสามารถทำลายกองพลน้อยชั้นเยี่ยมของรัสเซีย 3 แห่ง หลังเกิดการสู้รบกันอย่างหนักรอบเมืองบักห์มุต ทางภาคตะวันออกของรัสเซีย และกองทัพยูเครนสามารถยึดคืนหมู่บ้าน Klischiivka และ Andriivaka ใกล้เมืองบักห์มุตมาได้สำเร็จ

พลเอก Oleksandr Syrskyi ยังแถลงในวันนี้ (19 ก.ย.) ว่า การที่กองทัพยูเครนสามารถยึดคืนหมู่บ้าน Klischiivka และ Andriivaka ซึ่งตั้งอยู่บนเนินสูงใกล้เมืองบักห์มุตคืนมาได้จากรัสเซียนั้น ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ

‘การสู้รบบริเวณใกล้เมืองบักห์มุต 2-3 กองพลน้อยชั้นเยี่ยมที่สุดของฝ่ายศัตรูได้ถูกทำลาย’ พลเอก Oleksandr Syrskyi ออกแถลงการณ์ ขณะที่อัลจาซีราระบุว่ามีการตั้งคำถามกันว่ากองพลน้อยชั้นเยี่ยมของกองกำลังรัสเซียที่ถูกยูเครนทำลายนั้นเป็นกองพลน้อย Motor Rifle ที่ 72 กองพลน้อยจู่โจมทางอากาศที่ 31 และ 83 ใช่หรือไม่

ขณะที่ พลเอก Syrskyi ยังกล่าวว่า ความสำเร็จในการยึดคืนหมู่บ้าน มาได้จากรัสเซียนั้น ทำให้กองทัพยูเครนยังคงเดินหน้าทวงคืนพื้นที่ที่รัสเซียยึดไปได้ต่อไป ถึงแม้ว่ากองกำลังรัสเซียยังคงตอบโต้จากทุกทิศทาง เพื่อพยายามรักษาฐานที่มั่นของพวกตนไว้

ทั้งนี้ กองกำลังรัสเซียได้เข้ายึดเมืองบักห์มุต ทางภาคตะวันออกของยูเครนเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มทหารรับจ้าง ‘วากเนอร์’ ได้เป็นแกนนำของฝ่ายรัสเซียในการบุกโจมตียึดเมืองบักห์มุตมาได้ หลังเกิดการปะทะกับกองทัพยูเครนอย่างหนัก จนถือเป็นสมรภูมิรบที่ต่อสู้กันยาวนานที่สุดและนองเลือดมากที่สุด นับตั้งแต่ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินเปิดฉากทำสงครามในยูเครนเมื่อ 24 ก.พ. 2565.

ที่มา : Ajazeera

สหรัฐฯ เจอซากชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 ที่หายไปแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726282

สหรัฐฯ เจอซากชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 ที่หายไปแล้ว

19 ก.ย. 2566 13:19 น.

สหรัฐฯ เจอซากชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 ที่หายไปแล้ว

กองทัพสหรัฐฯ พบเศษชิ้นส่วนจากเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 ที่ตกในรัฐเซาท์แคโรไลนาเมื่อวันจันทร์ หรือหนึ่งวันหลังจากได้ขอความช่วยเหลือจากสาธารณชนในการค้นหาซากเครื่องบินลำนี้

เจ้าหน้าที่ทหารพบซากเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 ที่หายไปหลังจากนักบินดีดตัวออกจากเครื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ เหนือรัฐเซาท์แคโรไลนา เจ้าหน้าที่กล่าวว่าซากเครื่องบินมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งหายไปเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ (17 ก.ย.) ถูกพบในเขตวิลเลียมส์เบิร์ก เคาน์ตี้ ส่วนนักบินดีดตัวออกจากห้องนักบินและกระโดดร่มไปยังที่ปลอดภัยในย่านเมืองนอร์ทชาร์ลสตัน

เจ้าหน้าที่ระบุในแถลงการณ์ว่า ซากดังกล่าวถูกพบห่างจากฐานทัพร่วมชาร์ลสตัน ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่มุ่งความสนใจไปที่การค้นหารอบๆ ทะเลสาบมูลทรี และทะเลสาบแมเรียน ทางตอนเหนือของเมืองชาร์ลสตัน ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่มีผู้พบเห็นเครื่องบินลำนี้

หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันจันทร์หลังการค้นหาสิ้นสุดลงว่า “อุบัติเหตุดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวน และเราไม่สามารถให้รายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อรักษาความสมบูรณ์ของกระบวนการสืบสวนได้” โดยขอความร่วมมือจากประชาชนให้อยู่ห่างจากพื้นที่เพื่อให้พนักงานสอบสวนเข้าไปปฏิบัติงานได้

โฆษกของฐานทัพร่วมชาร์ลสตัน เปิดเผยว่า เครื่องบินขับไล่ลำดังกล่าวถูกปล่อยให้อยู่ในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติ ในขณะที่นักบินดีดตัวออกมา โดยเสริมว่าเครื่องบินอาจลอยอยู่ในอากาศมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งทำให้การค้นพบมีความซับซ้อนมากขึ้น

เจ. เจ. เกิร์ตเลอร์ นักวิเคราะห์อาวุโสของทีล กรุ๊ป ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกลาโหม กล่าวว่า “ลำดับเหตุการณ์ที่เป็นไปได้คือ เมื่อนักบินดีดตัวออกไป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการรับส่งเรดาร์ก็หลุดออกไป และทำให้กองทัพไม่สามารถติดตามตำแหน่งของมันได้อีกต่อไป” 

เขากล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่เครื่องบินจะยังคงบินต่อไปหลังจากที่นักบินดีดตัวออกมา แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง เนื่องจาก “ความเสียหายที่เครื่องบินจะได้รับจากที่นั่งดีดตัว” และ “การเปลี่ยนแปลงของอากาศพลศาสตร์เมื่อหลังคาหายไป”

เครื่องบินลำดังกล่าว ซึ่งเป็นรุ่น เอฟบี-35บี ไลท์นิ่ง ทู อยู่ในฝูงบินฝึกโจมตีเครื่องบินขับไล่นาวิกโยธิน 501 ซึ่งทำหน้าที่ฝึกนักบิน 

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า นักบินที่ถูกดีดตัวออกมาถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้วและอาการทรงตัวแล้ว เครื่องบิน F-35 ลำที่สองที่บินในเวลาเดียวกันก็กลับสู่ฐานอย่างปลอดภัย

เครื่องบินลำนี้เป็นเครื่องบินไอพ่นล่องหน ซึ่งหมายถึงโครงเครื่องบิน เซนเซอร์ และระบบต่างๆ ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานโดยไม่ถูกตรวจพบโดยเรดาร์ของศัตรู หากเครื่องบินกำลังบินไปยังจุดอ้างอิงที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ตำแหน่งที่เครื่องบินตกอาจถูกกำหนดโดยเวลาที่เชื้อเพลิงจะหมด

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้ประกาศหยุดปฏิบัติการทางอากาศทั่วกองบัญชาการทหารเป็นเวลา 2 วันในสัปดาห์นี้ ข่าวประชาสัมพันธ์ของนาวิกโยธินเมื่อวันจันทร์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่วางแผนที่จะหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านความปลอดภัยในการบินและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในช่วงสัปดาห์นี้.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

คลื่นทะเลยักษ์ซัดเข้าฝั่งแอฟริกาใต้ ปชช.แตกตื่นหนีตาย (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726285

คลื่นทะเลยักษ์ซัดเข้าฝั่งแอฟริกาใต้ ปชช.แตกตื่นหนีตาย (คลิป)

19 ก.ย. 2566 12:39 น.

คลื่นทะเลยักษ์ซัดเข้าฝั่งแอฟริกาใต้ ปชช.แตกตื่นหนีตาย (คลิป)

เกิดเหตุคลื่นยักษ์ซัดเข้าฝั่งของแอฟริกาใต้ สร้างความเสียหายให้แก่อาคารที่ตั้งอยู่ริมหาด และซัดรถที่จอดอยู่พังเสียหาย

เกิดเหตุการณ์คลื่นทะเลคลั่งใกล้เคปทาวน์ในประเทศแอฟริกาใต้ โดยจะเห็นคลื่นทะเลขนาดใหญ่ซัดเข้าสู่ฝั่ง แต่ความแรงของคลื่นรุนแรงมากกว่าปกติ ทำให้น้ำทะเลซัดเข้าไปในพื้นที่ริมหาดเป็นวงกว้าง โดยอาคารหลายหลังที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลต่างถูกคลื่นซัดเสียหาย ขณะที่ผู้คนต่างวิ่งหนีตายขึ้นที่สูง หรือหาที่ยึดเกาะ รถยนต์ที่จอดริมหาดต่างถูกคลื่นซัดลอยเคว้งคว้าง ก่อนที่คลื่นจะดูดทุกอย่างกลับสู่ทะเลอีกครั้ง จนดูคล้ายกับการเกิดสึนามิ เพียงแต่มีความรุนแรงน้อยกว่าเท่านั้น

มีรายงานว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หญิงชราวัย 93 ปี ถูกคลื่นซัดจนได้รับบาดเจ็บก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 คน ขณะที่ร้านค้า ร้านอาหารริมหาดที่ถูกคลื่นซัดเข้าร้าน ต่างก็ต้องออกมาเก็บกวาดเช็ดถู และเก็บซากความเสียหาย

โดยล่าสุดทางการต้องสั่งปิดชายหาดเพื่อความปลอดภัย เพื่อรอดูสถานการณ์คลื่นลม ขณะที่ทางการกำลังเร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ โดยตามปกติแอฟริกาใต้จะเผชิญกับปรากฏการณ์น้ำเกิด ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดในช่วงนี้อยู่แล้ว แต่นับว่าครั้งนี้ถือว่ามีความรุนแรงมากกว่าปกติ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากภาวะโลกร้อน ที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน.

ที่มา : เอพี

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ชาวลิเบียหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงรัฐสืบสวนสาเหตุเขื่อนแตก เร่งเยียวยาประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726229

ชาวลิเบียหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงรัฐสืบสวนสาเหตุเขื่อนแตก เร่งเยียวยาประชาชน

19 ก.ย. 2566 09:26 น.

ชาวลิเบียหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงรัฐสืบสวนสาเหตุเขื่อนแตก เร่งเยียวยาประชาชน

ชาวลิเบียหลายร้อยคน รวมตัวกันประท้วงที่มัสยิดในเมืองเดอร์นา เรียกร้องรัฐบาลตั้งคณะกรรมการสอบสาเหตุเขื่อนแตก สร้างความสูญเสียอย่างหนัก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ


เว็บไซต์ข่าว Guardian รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2566 ชาวลิเบียหลายร้อยคน รวมตัวกันประท้วงที่มัสยิดในเมืองเดอร์นา ที่ประสบอุทกภัยจากพายุเฮอริเคนแดเนียล คร่าชีวิตประชาชนไปหลายพันคน โดยผู้ประท้วงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุภัยพิบัติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากเขื่อน 2 แห่งพัง ทำให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก โดยขอให้ดำเนินคดีผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

นอกจากนี้ ชาวลิเบียยังเรียกร้องให้สหประชาชาติ หรือยูเอ็น จัดตั้งสำนักงานในเมืองเดอร์นา เพื่อเร่งฟื้นฟู สร้างเมืองขึ้นใหม่อย่างเร่งด่วน และขอให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ทั้งนี้ สภาเสี้ยววงเดือนแดง ของลิเบียระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 11,300 ศพ สูญหายอีก 10,000 คน ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตแล้ว ขณะที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายตอบสนองสถานการณ์วิกฤตได้อย่างล่าช้า.

ทรูโด เผยแคนาดากำลังสอบสวนกรณีรัฐบาลอินเดียอาจมีเอี่ยวลอบสังหารนักเคลื่อนไหวชาวซิกข์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726223

ทรูโด เผยแคนาดากำลังสอบสวนกรณีรัฐบาลอินเดียอาจมีเอี่ยวลอบสังหารนักเคลื่อนไหวชาวซิกข์

19 ก.ย. 2566 09:18 น.

ทรูโด เผยแคนาดากำลังสอบสวนกรณีรัฐบาลอินเดียอาจมีเอี่ยวลอบสังหารนักเคลื่อนไหวชาวซิกข์

จัสติน ทรูโด ผู้นำแคนาดาเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียร่วมมือกับการสอบสวนคดีสังหาร ฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ นักเคลื่อนไหวชาวซิกข์ ในแคนาดา เมื่อเดือนมิถุนายน

สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2566 นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา เปิดเผยต่อรัฐสภาว่า ขณะนี้หน่วยงานความมั่นคงของแคนาดา กำลังสอบสวน ข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสายลับของรัฐบาลอินเดียกับการสังหาร นายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ นักเคลื่อนไหวชาวซิกข์เชื้อสายแคนาดา ที่มีชื่อเสียง เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียร่วมมือกับแคนาดาเพื่อสืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด

นายทรูโด กล่าวว่า เขาได้แจ้งถึงข้อกังวลอย่างลึกซึ้งนี้ เป็นการส่วนตัวไปยังนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระหว่างการพบหารือในช่วงประชุมสุดยอด G20 ที่กรุงนิวเดลี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าการมีส่วนร่วมใดๆ ของรัฐบาลต่างประเทศในการสังหารพลเมืองแคนาดา บนดินแดนแคนาดา ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศอย่างไม่อาจยอมรับได้

ทางด้านเมลานี โจลี รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา กล่าวว่า รัฐบาลได้ขับไล่นักการทูตอินเดียคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองภายนอกประเทศของอินเดีย หรือที่รู้จักในชื่อ RAW ในแคนาดา จากข้อกล่าวหานี้

ทั้งนี้ นายฮาร์ดีพ ซิงห์ นีจาร์ ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน บริเวณด้านนอกวัดซิกข์ ในเมืองเซอร์เรย์ ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ทางตะวันตกของแคนาดา การเสียชีวิตของเขากระตุ้นให้เกิดคำถามและการประณามอย่างกว้างขวาง โดยรายงานของโกลบัล แอนด์ เมล์ และสื่ออื่นๆ ของแคนาดา ระบุว่านายนีจาร์ ถูกทางการอินเดียขึ้นบัญชีเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งทางสำนักงานสืบสวนแห่งชาติเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย ของอินเดีย กล่าวหาว่า เขาสมคบคิดที่จะสังหารบาทหลวงชาวฮินดูคนหนึ่งในรัฐปัญจาบ และเมื่อปีที่แล้ว. 

หวัง อี้ เยือนรัสเซีย หารือสถานการณ์ยูเครน-ปูทาง สี จิ้นผิงพบปูติน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726205

หวัง อี้ เยือนรัสเซีย หารือสถานการณ์ยูเครน-ปูทาง สี จิ้นผิงพบปูติน

19 ก.ย. 2566 06:30 น.

หวัง อี้ เยือนรัสเซีย หารือสถานการณ์ยูเครน-ปูทาง สี จิ้นผิงพบปูติน

หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เริ่มทริปเดินทางเยือนรัสเซีย 4 วัน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เป็นการปูทางสำหรับการเดินทางเยือนจีนของปูติน เพื่อพบกับสี จิ้นผิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีน เริ่มการเดินทางเยือนรัสเซีย 4 วันในวันจันทร์ที่ 18 ก.ย. 2566 โดยเข้าพบนาย เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย หารือกันในเรื่องความมั่นคงกับสถานการณ์ในยูเครน

หลังจากการพูดคุยระหว่างรัฐมนตรีทั้งสอง กระทรวงต่างประเทศของรัสเซียก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายหารือรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครน และเน้นย้ำเรื่องความไร้ประโยชน์ของความพยายามใดๆ ที่จะ ยุติวิกฤติครั้งนี้โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมของรัสเซีย

ขณะที่สื่อรัสเซียมองว่า การเดินทางมาเยือนของนายหวังยังเป็นการปูทางสำหรับการเดินทางเยือนจีนของวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อเข้าพบกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยปูตินกล่าวเมื่อต้นเดือนว่า เขาอาจได้พบกับผู้นำจีนแต่ไม่ระบุว่าเมื่อไร ผู้สังเกตการณ์บางคนคาดว่า ปูตินน่าจะเข้าร่วมการประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้น (Belt and Road Forum) ที่จีนในเดือนหน้า

ปูตินไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศนับตั้งแต่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ออกหมายจับเขาเมื่อเดือนมีนาคม ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน โดยปูตินเดินทางไปต่างประเทศครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม 2565 ตอนเยือนประเทศเบลารุสและคีร์กีซสถาน

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กล่าวหาจีนมาตลอดว่า ให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจทางอ้อมแก่รัสเซีย รวมทั้งจัดหาเทคโนโลยีสำคัญให้แก่มอสโกนับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มขึ้น

รายงานของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมอ้างว่า ปักกิ่งใช้กลไกสนับสนุนทางเศรษฐกิจหลายอย่างเพื่อช่วยรัสเซีย ลดทอนผลกระทบจากการคว่ำบาตรและการควบคุมการส่งออกสินค้าของชาติตะวันตก เช่น เริ่มการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย, เพิ่มการใช้เงินหยวนในการทำธุรกิจกับรัสเซีย และขายเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งด้านพลเรือนและการทหารแก่มอสโก เพื่อให้ไปใช้ในยูเครน

อย่างไรก็ตาม จีนปฏิเสธข้อกล่าวหามาตลอดเช่นกัน และยืนยันว่า พวกเขาวางตัวเป็นกลางในสงครามครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนอ้างยึดคืนพื้นที่จากรัสเซียได้ 300 ตร.กม.-เซเลนสกีเตรียมพบไบเดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2726204

ยูเครนอ้างยึดคืนพื้นที่จากรัสเซียได้ 300 ตร.กม.-เซเลนสกีเตรียมพบไบเดน

19 ก.ย. 2566 05:45 น.

ยูเครนอ้างยึดคืนพื้นที่จากรัสเซียได้ 300 ตร.กม.-เซเลนสกีเตรียมพบไบเดน

ยูเครนยืนยัน กองทัพยึดคืนดินแดนจากรัสเซียได้ 300 ตร.กม.แล้ว ขณะที่ประธานาธิบดี เซเลนสกี เตรียมเดินทางร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ UN และจะพบกับผู้นำสหรัฐฯ และบราซิล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางฮันนา มาลิอาร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศยูเครน เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของซีเอ็นเอ็น เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ก.ย. 2566 ว่า กองทัพยูเครนสามารถปลดปล่อยดินแดนจากการยึดครองของรัสเซียได้แล้วกว่า 300 ตร.กม. นับตั้งแต่พวกเขาเริ่มปฏิบัติการโต้กลับภาคฤดูร้อน

นายมาลิอาร์ยอมรับด้วยว่า ปฏิบัติการโต้กลับครั้งนี้คืบหน้าช้ากว่าที่คาดเอาไว้ แต่ก็เป็นการทำเพื่อปกป้องชีวิตของทหารด้วย “ชาวยูเครนเสี่ยงและเริ่มการโจมตีตอนที่ศัตรูมีอาวุธและคนมากกว่า ตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์การทหาร ซึ่งบอกว่า คุณต้องเป็นฝ่ายโจมตีตอนที่คุณเหนือกว่า แต่มันเป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์ของเรา เราต้องสู้ทั้งๆ อย่างนั้น”

“นี่ไม่เกี่ยวกับจำนวนกิโลเมตรที่เราปลดปล่อยได้ แต่เกี่ยวกับว่า กองกำลังของเราสามารถคืบหน้าไปได้ภายใต้เงื่อนไขเหล่านั้น” นางมาลิอาร์กล่าว โดยอ้างด้วยว่า รัสเซียเสียทหารในภาคตะวันออกมากกว่าที่ยูเครนเสียไปถึง 8 เท่า และเน้นย้ำด้วยว่า การโจมตีโต้กลับครั้งนี้เป็นไปตามแผน แต่ยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมจากนานาชาติ

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เตรียมเดินทางไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในสัปดาห์นี้เพื่อร้องขอการสนับสนุนต่อเคียฟมากขึ้น และคาดว่าเขาจะพบปะกับประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันพฤหัสบดีนี้ด้วย

นอกจากนั้นมีการยืนยันแล้วว่า เซเลนสกีจะได้พบกับประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา แห่งบราซิลต่อหน้าเป็นครั้งแรกในเวลา 14.00 น. วันพุธนี้ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (ET) โดยยังไม่แน่ชัดว่าทั้งคู่จะหารือกันเรื่องอะไร แต่ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีดา ซิลวา มีท่าทีไปในทางสนับสนุนรัสเซียมากกว่ายูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn