คุณแหน : 17 กันยายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757025

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll “จงภูมิใจในการอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เราอยู่ร่วมกันได้แตกแยกกันไม่ได้ต้องรักกันรวมพลังให้มากขึ้นในการที่จะเดินหน้าประเทศต่อไป และขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลประเทศให้ปลอดภัย อย่าสร้างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมีผลกระทบจะทำให้ทุกอย่างถอยหลังกลับไปไม่รู้อีกเท่าไหร่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาอดีตนายกรัฐมนตรี..

ll วันแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่รัฐสภา มีนโยบายพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง นโยบายเติมเงินหนึ่งหมื่นบาทผ่านดิจิทัล วอลเล็ต จะเป็นตัวจุดชนวนกระตุกเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้ง..

llส่วนอดีตประธานสภาฯหมาดๆ สส.บัญชีรายชื่อ ปชป. ชวน หลีกภัย “หากทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ท่านนายกฯ จะปลอดภัยเมื่อครบสี่ปีหรือไม่ครบก็ตาม โดยไม่ต้องติดคุกอันเกิดจากการทุจริต ไม่ไปอยู่ในกลุ่มโคตรโกงโกงทั้งโคตร”..

ll ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อกล่าวถึงเงินดิจิทัล หัวละหนึ่งหมื่นบาทอาจนำไปสู่สภาวะขาดดุลแฝด ถ้านโยบายนี้สำเร็จจะทำให้จีดีพีเติบโตมีรายได้เพิ่มแต่ถ้าไม่สำเร็จ จะทำให้จีดีพีไม่ขยายตัว..

ll ๒ ปี ๑๔ เดือน ที่อยู่ในการควบคุมของกรมราชทัณฑ์เปรมชัย กรรณสูต ได้ดูแลครอบครัวของลูกน้องที่ต้องโทษพร้อมกันอย่างดีไม่หนีคุก นี่แหละลูกผู้ชายตัวจริง ถึงแม้จะมีทรัพย์สินมากกว่าหกแสนล้านบาท ก็ตาม ตัวเองก็ยังยึดหลักนิติธรรมไทย..

ll มรดกที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ ให้อุทาหรณ์สอนใจไว้ว่าการเมืองบริสุทธิ์คือ ศีลธรรม การเมืองระยำ คือการต่อสู้แย่งชิง เสียงประชาชนมิใช่เสียงสวรรค์เสมอไป เป็นเสียงนรกก็ได้ เมื่อไร้ศีลธรรม นักการเมืองบริสุทธิ์ ไม่ทำตัวเพื่อเงิน เพื่ออภิสิทธิ์?? ซึ่งการเมืองไทยเต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ชนหรือไม่??..

ll ขออนุญาตบทความ ภาพหายากจาก ประกายสำนึก พ.กิ่งโพธิ์ ภาพ ร.๙ ทรงคุกเข่าไหว้พระ น้อมนบ พบปะ ปฏิสันถาร พ่อท่านคล้าย ครั้งก่อนสอนการเป็นผู้ใหญ่ ให้ทาน ศรัทธา ภาพ ร.๙ ทรงไหว้พ่อท่านคล้ายเรียบง่ายหายาก มากคุณค่า ผู้ใกล้ชิด พ่อท่านคล้ายถ่ายรูปมา ตะลึงลา ดูน่าทึ่ง ตะลึงใจ..ll

น้องนิ่ง….นิ่ง…

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757030

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ  ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

หนังสือเด่น : ประวัติ และผลงานข้าราชการหัวกะทิ ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการคมนาคมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พูดถึงวงการสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศไทย คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า คุณศรีภูมิ ศุขเนตร เป็นข้าราชการระดับหัวกะทิคนหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานระบบการสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ และการยกระดับคมนาคมทางอากาศที่ทำให้ไทยเสมอภาคกับนานาชาติได้ในทุกวันนี้ และตลอดระยะเวลาการทำงานของคุณศรีภูมิ ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะได้เห็นถึงแนวคิดที่ก้าวหน้า การทำงานแบบทุ่มเทถึงลูกถึงคน และจิตใจที่มุ่งสร้างแต่ผลประโยชน์ให้ประเทศชาติ และประชาชนเสมอมา

นอกจากการทำงานที่มุ่งมั่นทำเพื่อส่วนรวมแล้ว เรื่องราวชีวิตส่วนตัวก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากเช่นกัน เพราะคุณศรีภูมิเป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียร มีวินัยในชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำงาน ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ คุณศรีภูมิเป็นผู้ที่เลือกทางเดินชีวิตและสร้างตนเองจนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการวางแผนชีวิตเพื่อมุ่งสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือการรับราชการโดยการไต่เต้าจากเสมียนมาสู่การเป็นปลัดกระทรวง  ตำแหน่งสูงสุดและในฝันของข้าราชการไทย

บนเส้นทางที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค คำครหานินทา อำนาจอิทธิพล สิ่งยั่วยุต่างๆมากมาย คุณศรีภูมิอยู่รอดปลอดภัย และก้าวหน้าไปจนถึงจุดสูงสุด สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ได้ คือเพราะว่าเขานั้นเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง ที่เก่งทั้งวิชาการและการบริหารงาน ทำงานมีหลักการ มีคุณธรรม มุ่งมั่นทำเพื่อบ้านเมืองและส่วนรวมเป็นสำคัญ

“จากเสมียน สู่ปลัดกระทรวง เรื่องของนายศรีภูมิ ศุขเนตร” เป็นหนังสือที่ ดร.อนันต์ วรธิติพงศ์ ผู้ใหญ่ในวงการสื่อสารที่เคารพนับถือและรู้จักคุณศรีภูมิมานาน ได้ขอให้คุณศรีภูมิได้เล่าถึงประวัติของคมนาคมไทยผ่านมุมมองและอัตชีวประวัติของคุณศรีภูมิเอง ในฐานะที่เป็นคนในและเคยกุมบังเหียนและมีส่วนในการพัฒนาให้ก้าวหน้าแทบจะทุกย่างก้าว เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้ และเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตน โดยมีคุณมรกต รอดพึ่งครุฑ เป็นผู้เรียบเรียง

หนังสือมีทั้งหมด 25 บท โดยเริ่มต้นที่นักเรียนม.8 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่เก่งภาษาอังกฤษได้เริ่มงานที่บริษัทประกันของต่างชาติ หันเหมาสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งเสมียนที่กรมบัญชีกลางจนมาลงตัวที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะมีจุดมุ่งหมายที่จะมีงานทำไปด้วยและเรียนหนังสือไปด้วย ความผิดหวังจากการสอบชิงทุนที่ใช้ภาษาอังกฤษไปเรียนต่างประเทศเพราะพื้นฐานภาษาอังกฤษสู้เพื่อนๆไม่ได้ ทั้งๆที่ตนเองสอบได้อันดับ6ของไทยในสายอักษรศาสตร์ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ หันมามุ่งชิงทุนไปประเทศฝรั่งเศสแทน เพราะทุกคนที่สอบชิงทุนนั้นเริ่มต้นเรียนและมีพื้นฐานภาษาฝรั่งเศสที่มัธยมปลายเหมือนกันหมด  ในที่สุดก็สอบชิงทุนของกรมไปรษณีย์โทรเลขไปเรียนไปรษณีย์ที่ฝรั่งเศสได้ และนอกจากนี้ได้เรียนวิชาด้านการปกครองแห่งชาติ เรียนนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปารีส เรียนปริญญาเอกกฎหมายมหาชนแต่ยังไม่ทันจบ ก็ต้องกลับมารับราชการเสียก่อน การกลับมาทำงานของนักเรียนนอกที่ช่วงแรก ๆที่ไม่มีใครมอบหมายงานให้ทำ ความไฟแรงและกิจกรรมต่างๆในช่วงเวลานั้น การไต่เต้าตำแหน่งต่างๆ  การเข้าสู่การเมืองด้วยความบังเอิญ  การกลับคืนไปเป็นราชการ การทำหน้าที่รองปลัดกระทรวงคมนาคม  การบุกเบิกงานด้านต่างๆทางคมนาคม  การต่อสู้กับความยากลำบากในการทำงาน การแก้ปัญหาต่างๆ การเป็นปลัดกระทรวงและผลงานโดดเด่น  การทำอาชีพเสริม และชีวิตช่วงเกษียณ เป็นต้น  นอกจากนี้ในตอนท้ายของแต่ละบทจะมีไฮไลท์คือคำสรุปที่เป็นแก่นสำคัญของในบทนั้นๆ คล้ายกับนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในทุกบท ทั้ง 25 บท

ทุกเรื่องราวที่ถ่ายทอด อ่านแล้วประทับใจและมีรู้สึกถึงคุณค่าอย่างมาก เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเรื่องจริงจากคนที่ใหญ่ที่สุดในกระทรวงคมนาคมในฝั่งข้าราชการประจำ เพราะนอกจากจะได้รู้ถึงความเป็นมาของโทรคมนาคมไทยจากผู้ที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนความเจริญแล้ว ยังจะได้เรียนรู้ชีวิตของข้าราชการน้ำดีท่านหนึ่งที่ไต่เต้าจากเสมียนเจริญก้าวหน้าถึงปลัดกระทรวง ได้เรียนรู้ว่าการทำงานด้วยความซื่อตรง ซื่อสัตย์สุจริต มีอุดมการณ์ จะสามารถก้าวไปสู่จุดสูงสุดในชีวิตราชการด้วยความปลอดภัย และเกษียณอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นทำได้  อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และให้ข้อคิด แนวทางปฏิบัติ และสร้างขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างแก่ผู้ตั้งใจทำดีทำชอบ ให้รักษาความดีต่อไป

ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ“จากเสมียน สู่ปลัดกระทรวง เรื่องของนายศรีภูมิ ศุขเนตร” นี้กันสักครั้ง หรือให้ลูกหลานได้มีโอกาสอ่าน เพื่ออย่างน้อยๆ ประเทศไทยอาจจะได้คนดี คนมีคุณธรรมมาเป็นกลไกและฟันเฟืองดีขับเคลื่อนความก้าวหน้าในภาครัฐต่อไป

หนังสือจำหน่ายในราคา 200 บาท ผู้สนใจสั่งซื้อได้ที่ หนังสือพิมพ์แนวหน้า โทร.02-973-5000 เวลา 9.00-19.00 น.  รายได้เพื่อเป็นสวัสดิการนักข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า

วิธีจัดการคนที่ชอบ “บุลลี” คนอื่น

แบบอยู่หมัด และเด็ดขาด

“ 28 วิธีพูด รับมือ โต้กลับ เอาคืน เมื่อโดน “บุลลี” หรือ มีคนพูดไม่ดีใส่ เพื่อไม่ให้ใครข่มเหง รังแก หรือทำลายชีวิตคุณ” ผู้เขียน Sam Horn (แซม ฮอร์น) ผู้แปล เอกชัย วังประภา     ทุกวันนี้หลายคนที่ต้องทำงานหรืออยู่กับคนที่มีความสุขเวลาสร้างปัญหาให้เราหรือเปล่า คนๆนั้นชอบพูดทำให้เรารู้สึกแย่ แล้วก็บอกว่า “พูดเล่นเฉย ๆ” หรือต้องระมัดระวังคำพูดเวลาคุยกับคนผู้นี้ คนผู้นี้ชอบทำให้รู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายผิด เพื่อให้ตัวเขาหรือเธอเป็นฝ่ายถูก เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นเมื่อ “ไม่ต้องอยู่ใกล้คนผู้นี้”  เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้เราสามารถรับมือ โต้กลับ หรือเอาคืนได้โดยไม่รู้สึกผิดด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่มาจากหนังสือเล่มนี้ และเมื่อตอบโต้ได้ ชีวิตเราจะดีขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ปกป้องตัวเองได้ และปกป้องคนที่คุณรักได้ ไม่ยอมให้ใครมากระหน่ำซ้ำเติมด้วยคำพูดอีกต่อไป อย่ายอมให้ใครเหยียดหยาม แดกดัน ดูถูก หรือทำร้ายจิตใจด้วยคำพูดบุลลีเป็นเด็ดขาด หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายและมีประโยชน์ เต็มไปด้วยกลวิธีและทักษะการสื่อสารเหมาะสม เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากถูกผู้อื่นบงการและถูกเอาเปรียบทางจิตใจ จนรู้สึกกลัว หวาดหวั่น หรือรู้สึกผิด ราคาเล่มละ 319 บาท

รู้เท่าทันสมอง ฝึกฝนคนเรียนเก่ง

เข้ากับคนอื่นได้ และเข้าสังคมได้ดีขึ้น

“ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว” ผู้เขียน Kato Toshinori (คะโตะ โทะชิโนะริ) ผู้แปล อังคณา รัตนจันทร์ ทำไมคนเรียนสูงเรียนเก่งจึงอยู่ร่วมกับผู้อื่นยาก สื่อสารกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง และทำให้คนอื่นต้องลำบากใจ หนังสือ “ยิ่งเรียนสูงเรียนเก่ง ยิ่งต้องเร่งปรับตัว”  ผู้เขียน “คะโตะ โทะชิโนะริ” เป็นนักเขียน Bestseller ป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจิตวิทยา ชีวจิตวิทยา และวิทยาศาสตร์พุทธิปัญญา ผู้วิเคราะห์สมองด้วยภาพเอ็มอาร์ไอ ชื่อดังของญี่ปุ่น จะมาไขสมองคนเหล่านี้ว่า “พร่อง” ตรงส่วนไหนเมื่อต้องดำเนินชีวิต โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมในวัยทำงานและภาพถ่ายเอ็มอาร์ไอ (MRI) ของสมองอย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำเรื่องสมองที่ช่วยให้คนที่มีปัญหาเรื่องนี้สื่อสารได้ดี เข้าสังคมได้ และฉลาดใช้ชีวิต ได้เวลาเพิ่มศักยภาพสมองให้สมดุลทั้ง 8 ส่วน เมื่อ “รู้ทันสมอง” ก็จะฝึกฝน “สมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้” ได้ต่อไป เมื่อสมองพัฒนาครบทุกด้าน ก็จะกลายเป็นคนที่สื่อสารได้ดี เข้าสังคมได้เหมาะสม ได้รับการยอมรับ พบความสุขและความสำเร็จได้ไม่ยาก ซึ่งเมื่ออ่านควบคู่ไปกับ “66 วิธีลับคมสมอง” จะช่วยให้ได้ทั้งความรู้และวิธีปฏิบัติในการฝึกสมองให้ครบทั้ง 8 ด้าน และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี หนังสือราคาเล่มละ 195 บาท

ป้องกัน-รักษาภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ที่เชื่อถือได้ และนำไปใช้ได้จริง

“ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รู้ก่อน รักษา กลับมาเป็นตัวเอง” ทำความรู้จักและรับมือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คู่มือที่ตัวของคุณแม่ ครอบครัว และคนรอบข้างควรอ่าน ผู้เขียน Karen Kleiman (แคเรน ไคลแมน), Valerie Davis Raskin (วาเลอรี เดวีส ราสกิน) ผู้แปล อรดา ลีลานุช หนังสือเล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกที่เจาะลึกเรื่องซึมเศร้าหลังคลอดอย่างครบครัน โดยผู้เขียนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลหลังคลอด ที่ช่วยให้คุณแม่ได้รับมือร่างกายและจิตใจ ให้ครอบครัวเข้าใจพร้อมช่วยเหลืออย่างถูกวิธี เนื้อหาในเล่มผู้เขียนได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดปกติทางอารมณ์หลังคลอด มารวบรวมไว้ในรูปแบบที่กระชับและอ่านง่าย มีหัวข้อที่หลากหลาย ตั้งแต่การรักษาไปจนถึงการป้องกัน และได้ให้ข้อมูลสำคัญ เช่น การระบุอาการ แหล่งข้อมูลสำหรับการรักษาและการช่วยเหลือ รวมถึงเทคนิคทางพฤติกรรมในการจัดการกับอาการต่าง ๆ ที่นำไปใช้ได้จริง ข้อมูลเพิ่มเติม ฯลฯ   ถือเป็นหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์เรื่องซึมเศร้าหลังคลอดโดยเฉพาะ ที่เชื่อถือได้และนำไปใช้ได้จริง และให้ข้อมูลที่ครบครัน ทั้งอาการ การป้องกัน ตัวอย่าง ข้อมูลสำคัญ การรักษา ภายในเล่มเดียว หนังสือราคา 385 บาท

เยียวยาและสร้างความพึงพอใจในตนเอง

สร้างพลังชีวิตให้อยากต่อสู้ต่อไป

“แด่ฉัน…อันเป็นที่รัก : I Don’t Hurt Myself” ผู้เขียน Jun Mee Kyung  เป็นจิตแพทย์ชื่อดังของเกาหลีใต้ ผู้แปล วสุชา เขมการโกศล     ความพึงพอใจในตนเองเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ตามหา “ความเป็นตัวเอง” และอยากเอาชนะความล้มเหลว ไม่ใช่เพื่อความสำเร็จ แต่เพื่อหาพลังแห่งชีวิด หลายคนที่ชีวิตกำลังเผชิญกับความเหน็ดเหนื่อย ความพึงพอใจในตนเองของทุกคนจะลดต่ำ จนเป็นที่มาของประโยคคุ้นหูว่า “หากอิจฉาจะพ่ายแพ้” และยิ่งลดต่ำลง เมื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้หรือตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง ภาวะเช่นนี้ แท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจาก “ความพึงพอใจในตนเองแบบเทียม” คนเกาหลีใต้เผชิญกับปัญหานี้ สาเหตุเกิดจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่กระตุ้นให้ผู้คนคิดถึงแต่การแข่งขันและผลประโยชน์ของตัวเอง หนังสือเล่มนี้จะมาช่วยกระตุ้นเตือนให้คนเราหันมาให้ความสนใจตัวเอง แนะนำให้คนหนุ่มสาวที่กำลังแบกรับความผิดหวัง บาดแผล และความเจ็บปวดทรมานจากการมีความพึงพอใจในตนเองต่ำได้อ่านจะช่วยไขข้อข้องใจว่า ทำไมคนยุคใหม่ถึงให้ความสำคัญกับ “ความพึงพอในใจตนเอง” (Self-esteem) บอกเล่าประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยจิตเวช แนะนำแง่คิดดี ๆ มากมาย ช่วยให้ผู้อ่านกลับมารักตัวเอง และมีไฟปรารถนาในการใช้ชีวิตมากขึ้น  หนังสือราคา 245 บาท

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757017

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Picasso เจ้าพ่อ Cubism 2

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Big Nude 1964

ระหว่างปี 1915-7 Picasso เริ่มพัฒนาแนวทางศิลปะแยกตัวจาก Braque โดยผลงานของเขาจะเน้นเรขาคณิตและวัตถุ 3 มิติมากขึ้น อาทิ ไปป์ แก้ว กีตาร์ อีกทั้งยังมีการนำกระดาษมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกาวแล้วประกอบกันเข้ามาใหม่จนเป็นที่มาของคำว่า Collage หรือศิลปะแบบตัดแปะนั่นเอง หลังจากเขาเริ่มมีชื่อเสียงและเงินทองมากขึ้น เขาก็แยกทางกับ Olivier แล้วไปคบหากับ Eva Gouelโดยสะท้อนให้เห็นได้จากผลงานในช่วงเวลานั้น แต่เขากลับต้องประสบความเสียใจอย่างสุดซึ้งจากการเสียชีวิตของเธอด้วยอายุเพียงแค่ 30 ปี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาอาศัยอยู่ที่ Avignon เมืองทางใต้ของฝรั่งเศสและคงสร้างสรรค์งานได้อย่างไม่ติดขัด เพราะเขาไม่ได้สมัครเข้าเป็นทหารเหมือนอย่าง Braque และ Derain แต่ผลงานในช่วงนั้นกลับขาดชีวิตชีวาจากปัญหาที่รุมเร้า ในปี 1917 เขาเดินทางไปอิตาลี และเริ่มสร้างสรรค์งานแนว Neoclassic ซึ่งถือเป็นการหวนคืนสู่กฎระเบียบอีกครั้งโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากผลงานของ Raphael และ Ingres

ในช่วงสงครามโลก การที่เงินทองหายากทำให้เขาเริ่มรับงานที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ออกแบบเสื้อผ้าให้กับชุดการแสดงบัลเลต์ เป็นต้น ฤดูร้อนปี 1918 เขาเลยได้แต่งงานกับ Olga Khokhlova นักบัลเลต์จากคณะที่เขาออกแบบเสื้อผ้าให้ หลังกลับจากฮันนีมูน เขาก็สร้างสัมพันธ์กับ Paul Rosenberg ตัวแทนขายภาพชาวยิวฝรั่งเศสโดยได้เช่าบ้านและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจากตัวแทนผู้นี้เพื่อยังชีพ การได้รู้จักกับKhokhlova ทำให้เขาได้รู้จักและเข้าร่วมปาร์ตี้กับชนชั้นสูง แต่เขากลับรู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจ ทั้งสองเลยมักมีปากเสียงกัน แม้จะมีลูกด้วยกัน 1 คน ก็ตาม

Flowers and Lemons 1941

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง Andre Breton นักเขียนยุค Surrealism ได้ประกาศว่า Picasso เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา และเริ่มจัดแสดงผลงานแนว Cubism กับกลุ่ม Surrealismครั้งแรกในปี 1925 ในปี 1927 เขาเริ่มมีความสัมพันธ์ลับๆ กับ Marie-Therese Walter สาววัย 17ส่งผลให้เขาและ Khokhlova ต้องเลิกรากันโดยไม่ได้หย่า เนื่องจาก Picasso ไม่ต้องการแบ่งสมบัติให้ พวกเขาเลยเพียงแยกกันอยู่จน Khokhlova เสียชีวิตในปี 1955 แม้ไม่ได้หย่าขาดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขากับ Walter กลับมีความสัมพันธ์กันตลอดจนมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ชื่อว่า Maya โดยไม่ได้แต่งงานกันอย่างถูกต้องจวบจน Picasso เสียชีวิต

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาเริ่มสร้างสรรค์งานที่มี Minotaur หรือวัวครึ่งคนเป็นวัตถุในภาพแทนตัวตลกอันเป็นผลมาจากอิทธิพลที่เขาได้รับจากผลงานศิลปะแนว Surrealism เขาได้สร้างสรรค์งานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตขึ้นชิ้นหนึ่งในช่วงเวลานั้นคือ Guernica ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Museum Reina Sofia ในกรุงมาดริดเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นของเขาต่อ Civil war ที่เกิดขึ้นในสเปนขณะนั้น หลังจาก Francisco Franco ชนะสงครามในสเปน เขาได้ส่งภาพนี้ไปที่สหรัฐฯ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวสเปนที่ลี้ภัย และสุดท้ายถูกส่งไปอยู่ที่ Museum of Modern Art New York เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้ภาพนี้กลับสู่สเปนจนกว่าสเปนจะมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

Guitar on Pedestal Table 1915

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง Picasso ยังคงอยู่ในปารีส แต่เขากลับไม่ได้มีโอกาสจัดแสดงนิทรรศการเลย เนื่องจากผลงานของเขาไม่ถูกโฉลกกับนาซี นอกจากนี้เขายังเขียนบทกวีอีกมากมายในช่วงนั้นด้วย ในปี 1944 เขาเริ่มมีความสัมพันธ์กับ Francois Gilot ลูกศิษย์ที่อายุน้อยกว่าร่วม 40 ปีและมีลูกด้วยกัน 2 คน คือ ClaudePicasso และ Paloma Picasso แต่เธอกลับเขียนหนังสือกล่าวหาว่า เขานอกใจเธอจึงพาลูกทั้งสองหนีไปเท่ากับเป็นการวางระเบิด Picasso จึงทำให้ Picasso โกรธมาก ยิ่งอายุมากขึ้น เขายิ่งมีฐานะดีขึ้น และยิ่งมีความสัมพันธ์กับหญิงที่มีอายุน้อยลง อีกทั้งยังชอบสร้างสรรค์งานที่มีแต่ผู้หญิงอายุน้อยๆ เป็นนางแบบ ในปี 1961 เขาแต่งงานอีกครั้งกับ Jacqueline Roque ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่โรงงานเซรามิก Madoura เขาต้องการแก้แค้น Gilot จึงยุให้เธอหย่ากับสามี เธอหลงเชื่อเพราะต้องการให้ลูกทั้งสองมีสถานะลูกที่ถูกกฎหมายของ Picasso แต่เขากลับแอบแต่งงานกับ Roque อย่างลับๆ ไปแล้วจนทำให้ลูกทั้งสองหมางเมินกับเขาไปตลอดชีวิต

ทศวรรษที่ 1950 เขาเริ่มเปลี่ยนแนวทางการสร้างสรรค์งานอีกครั้งโดยหันมาตีความผลงานของศิลปินเก่าๆที่มีชื่อเสียงในแนวทางของตัวเอง อาทิ Las Meninas ของ Velazquez, งานของ Goya, Poussin, Manet, Courbetและ Delacroix นอกจากนี้ เขายังสร้างภาพยนตร์โดยตัวเองเข้าไปเป็นตัวนักแสดงด้วย ในช่วงท้ายของชีวิต เขายิ่งสร้างสรรค์งานที่มีความแปลกแยกและกล้าหาญมากขึ้นโดยใช้สีที่ฉูดฉาดหลากหลาย และเลิกสร้างงานที่เกี่ยวเนื่องกับความฝันเฟื่องทางเพศไปเลย เขาเสียชีวิตในวันที่ 8 เมษายน 1973 จากโรคเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและน้ำท่วมปอด

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของ Picasso ที่มีอยู่ค่อนข้างมากใน Kunsthaus Zurich ก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงพัฒนาการในการสร้างงานของเขาได้อย่างครบถ้วนแทบจะทุกทศวรรษเลยทีเดียว อีกทั้งยังได้ชื่นชม Big Nude 1961 และ Seat Woman with Hat 1964ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดของพัฒนาการทางศิลปะของ Picasso ด้วย

Guitar, Glass and Fruit Bowl 1924

Italian Woman 1917

Seat Woman with Hat 1961

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยจ่อเยือนโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757031

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยจ่อเยือนโลก

Science Update : ดาวเคราะห์น้อยจ่อเยือนโลก

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะเจ้าหน้าที่ประเมินดาวเคราะห์น้อย ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา ต้องการให้มีการส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส (Apophis) ก่อนที่ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เข้าใกล้โลกในปี 2029

อะโพฟิส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดาวเคราะห์น้อย 99942 ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อกันว่ามีโอกาสพุ่งชนโลก และวัตถุใกล้โลก ถูกประเมินว่า มีขนาดราว 1,000 ฟุต หรือ 340 เมตร สามารถสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเมื่อดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก แต่ขณะนี้มีการคำนวณใหม่พบว่า ทิศทางจะไม่พุ่งชนโลกภายใน 100 ปีนี้ อย่างไรก็ตาม ดาวเคราะห์น้อยโบราณดวงนี้ยังคงได้รับความสนใจทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก ขณะที่ ยานโอไซริส-เร็กซ์ ซึ่งมีหน้าที่เก็บวัตถุจากดาวเคราะห์น้อยเบนนูเมื่อปี 2020 และมีกำหนดส่งตัวอย่างกลับถึงโลกในวันที่ 24 กันยายนนี้ จะต้องดำเนินภารกิจกับอะโพฟิส ทำให้ยานโอไซริส-เร็กซ์ กลายเป็นโอไซริส-เอเพ็กซ์ หรือ โอไซริส อะโพฟิส เอ็กซ์พลอเรอร์ โดยยานจะต้องเข้าสู่วงโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส เมื่อดาวเคราะห์น้อยดวงนี้เข้าใกล้โลก

การส่งยานสำรวจดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและทำเข้าใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ รวมถึงโครงสร้างภายในด้วย โดยดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส จะอยู่ห่างจากโลก ราว 32,000 กิโลเมตร ในวันศุกร์ที่ 13 เมษายน 2029 เป็นระยะห่างที่ดาวเทียมพ้องคาบโลกโคจร และอยู่ใกล้กว่าดวงจันทร์ 10 เท่า จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในหลายพื้นที่ของโลก

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757015

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

ตะลอนเที่ยว : ไหว้พระ ไหว้เจ้า ที่เมืองแปดริ้ว

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผมเชื่อว่าคุณเคยไปเมืองแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรา มาแล้วหลายสิบ หรืออาจจะมากกว่าร้อยครั้ง เชื่อว่าคุณต้องเคยไปไหว้หลวงพ่อพระพุทธโสธร ที่วัดโสธรวรวิหาร
มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง แต่ผมจะบอกว่าคนที่เคยไปเมืองแปดริ้ว ไม่เคยไปวัดที่ผมจะพาคุณไปเที่ยว ไปไหว้พระ ไหว้เจ้า ในวันนี้อย่างแน่นอน 

วันนี้ ผมจะพาคุณไปไหว้พระ ไหว้เจ้าที่วัดอุภัยภาติการาม หรือวัดซำปอกง และวัดจีนประชาสโมสร 

วัดอุภัยภาติการาม (ตามบ่าวก๋องเผ็กตื่อ) มีพระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต (ซำปอกง) เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของวัด เมื่อได้ยินชื่อซำปอกง ก็ต้องนึกถึงพระพุทธรูปองค์โตๆ ขึ้นมาโดยพลัน ใช่แล้วครับวัดอุภัยภาติการามมีพระพุทธรูปประธานองค์มหึมาอยู่ในโบสถ์ หรือวิหาร 

ประวัติของวัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยคหบดีชาวไทยเชื้อสายจีนสองคน คือหลงจู๊ฮี้ ผู้พ่อ และหลงจู๊แดง ลูกชาย เคยเดินทางไปไหว้ซำปอกงที่วัดพนัญเชิง แล้วจึงเกิดความศรัทธา ถวายทรัพย์เพื่อให้สร้างซำปอกงที่แปดริ้ว เมื่อปี 2449 เพื่อให้คนในแปดริ้วไม่ต้องเดินทางไปไหว้ซำปอกงที่อยุธยา ต่อมาหลงจู๊แดงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิพิธพานิชกรรม ครั้นต่อมาปี 2450 รัชกาลที่ 5 เสด็จตรวจหัวเมืองมณฑลปราจีนบุรี เพื่อทรงเปิดเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ทรงแวะที่วัดแห่งนี้ ซึ่งกำลังก่อสร้าง และพระราชทานเงิน 200 บาท แล้วพระราชทานนามวัดว่าอุภัยภาติการาม และพระราชทานนามพระประธานว่าพระพุทธไตรรัตนนายก นามเดียวกับซำปอกง วัดพนัญเชิง 

แต่เดิมนั้นวัดแห่งนี้เป็นวัดจีน แต่ได้เปลี่ยนไปเป็นวัดญวนอนัมนิกาย ตามศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เมื่อพูดถึงหลวงพ่อโต หรือซำปอกงหลายคนที่พอจะทราบเรื่องอยู่บ้างก็จะนึกถึงหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง พระนครศรีอยุธยา และหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี ขึ้นมาทั้งที ต้องขอเรียนให้ทราบว่าเมืองไทยมีซำปอกงอยู่สามแห่งด้วยกันคือที่วัดอุภัยภาติการามวัดกัลยาณมิตร และวัดพนัญเชิง เชื่อว่าคุณๆ น่าจะเคยไปไหว้ซำปอกงที่วัดพนัญเชิง และวัดกัลยาณมิตร มาแล้ว แต่หลายคนไม่เคยไปที่วัดอุภัยภาติการาม เมืองแปดริ้ว ทั้งๆ ที่วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองแปดริ้ว 

ส่วนอีกวัดหนึ่งคือ วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) วัดนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นวัดสาขาของวัดเล่งเน่ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพฯ) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่าวัดจีนประชาสโมสรเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินยังวัดแห่งนี้เมื่อปี 2449 

วัดเล่งฮกยี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นท้องของมังกร โดยส่วนหัวของมังกรอยู่ที่วัดเล่งเน่ยยี่และส่วนหางมังกรอยู่ที่วัดเล่งฮัวยี่ จันทบุรี สำหรับวัดเล่งฮกยี่ หรือวัดจีนประชาสโมสรมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญคือพระยูไล้ พระโอนิโทฮุด พระเอี้ยซือฮุด พระทั้งสามองค์นี้ทำจากกระดาษแล้วปิดทองคำเปลวทับลงไป ประวัติบอกว่านำมาจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นอกจากนี้ภายในวิหารวัดเล่งฮกยี่ ยังมีพระพุทธรูปต่างๆ และรูปบูชาของเทพเจ้าอีกมากมาย แต่ที่สำคัญคือมีพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 ประดิษฐานอยู่ด้วย

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่าแปดริ้วมีสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากหลวงพ่อพระพุทธโสธร และพระพิฆเนศองค์มหึมาที่วัดสมานฯ 

ผมขอเชิญชวนคุณไปเที่ยวด้วยกันกับ Mr.Flower โดยไปเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ สมาชิกทุกคนเป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส เที่ยวแบบละมุนละไม ไม่เร่งไม่รีบร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกทั้งเชิงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียบประเพณีท้องถิ่น สนใจร่วมทริปละมุนละไมไปที่ต่างๆ ทั่วไทยและต่างประเทศกับ Mr.Flower โปรดติดต่อ 091-7233615 ครับ

Health News : ชอบแคะขี้มูกเพิ่มความเสี่ยงติดโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757032

Health News : ชอบแคะขี้มูกเพิ่มความเสี่ยงติดโควิด

Health News : ชอบแคะขี้มูกเพิ่มความเสี่ยงติดโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Vrije Universiteit Amsterdam ของเนเธอร์แลนด์ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดลงในวารสาร PLOS One หลังได้สำรวจพฤติกรรมของบุคลากรทางการแพทย์ในชีวิตประจำวัน เพื่อประเมินถึงผลกระทบของพฤติกรรมเหล่านี้ต่อความเสี่ยงที่พวกเขาอาจติดเชื้อไวรัส SARS-Cov-2 ซึ่งก่อโรคโควิด-19 โดยให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 219 คน ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านสุขอนามัยส่วนตัว เช่น ไว้หนวดเคราหรือไม่ สวมแว่นตา แคะจมูก หรือกัดเล็บเป็นประจำหรือไม่

หลังติดตามข้อมูลสุขภาพของคนเหล่านี้ในเวลาราว 6 เดือนถัดมา ทีมผู้วิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่ยอมรับว่าชอบแคะขี้มูกอยู่บ่อยครั้งนั้น มีอัตราการติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 สูงกว่าคนทั่วไปที่ 17% ซึ่งนับว่าสูงกว่าเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับอัตราการติดเชื้อของคนไม่แคะขี้มูกที่ 5.9%

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการแคะจมูกทำให้ติดโควิดได้ในทุกกรณี แต่ก็เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มความสัมพันธ์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่า การแคะขี้มูกทำให้เชื้อโรคจากภายนอกเข้าถึงเนื้อเยื่ออ่อนภายในโพรงจมูกหรือลำคอได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำนิสัยเช่นนี้ในสภาพแวดล้อมที่มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคสูง

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757016

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประมวลภาพสลด ภัยพิบัติใหญ่เมืองเดอร์นา ประเทศลิเบีย

สัปดาห์นี้ไปชมภาพอันน่าเศร้าสลดของความเสียหายครั้งใหญ่ จากเหตุน้ำท่วมล้างเมืองเดอร์นา เมืองท่าริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตะวันออกของประเทศลิเบีย
หลังเกิดฝนตกหนักจากอิทธิพลพายุแดเนียล ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก จนเขื่อนสองแห่งในเมืองแตก มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักกวาดทั้งผู้คนและบ้านเรือนลงทะเล ผู้เสียชีวิตล่าสุดพุ่งเกินกว่า 10,000 รายแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกนับหมื่นคน

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ตลาดน้ำ’ภูมิวิถีชาวบ้านจากประสบการณ์ใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757020

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตลาดน้ำ’ภูมิวิถีชาวบ้านจากประสบการณ์ใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ตลาดน้ำ’ภูมิวิถีชาวบ้านจากประสบการณ์ใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตลาดน้ำกลางป่ากวางโจว

จากหลักฐานในจารึกสมัยสุโขทัยนั้น มีความปรากฏว่า “เบื้องตีนนอนสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว มีป่าหมากลาง มีไร่นา มีถิ่นฐาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก”สะท้อนให้เห็นว่าตลาดและป่า เป็นตลาดของชาวบ้านมานานกว่า ๗๐๐ ปี ในสมัยอยุธยาก็ยังนิยมเรียกตลาดว่าป่า เช่น ป่าตะกั่ว ขายลูกแหและสิ่งที่ทำมาจากตะกั่ว ป่าผ้าไหม ขายผ้าไหม ป่าสังคโลก ขายถ้วยชามสังคโลก ป่าฟูก ขายที่นอนหมอนมุ้ง ป่ามะพร้าว ก็ขายมะพร้าว เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่คู่กับคนไทยมานานหลายร้อยปีแล้ว แม้ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ก็มีการขุดคูคลองรอบพระนครอยู่หลายแห่ง นอกจากใช้ป้องกันภัยจากผู้รุกรานแล้วก็เป็นเส้นทางน้ำปกติที่ใช้เป็นเส้นทางสัญจรไป-มาหาสู่และค้าขาย จนเป็น “ตลาดน้ำ” และมีตลาดบกริมแม่น้ำเป็นแหล่งซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าสำคัญๆหลายพื้นที่ เกิดเรือนร้านย่านตลาด อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ใน บางประกอก ท่าเตียน คลองมหานาค คลองผดุงกรุงเกษม ในพระนครและชานพระนคร มีตลาดน้ำวัดไทร ตลาดน้ำคลองดำเนินสะดวก เป็นต้น ด้วยวิถีตลาดค้าขายตามย่านต่างๆ นั้น ทำให้มีการพัฒนาการตามมามากมาย จนกลายเป็นจุดสนใจให้เที่ยวตลาดกันในวิถีชาวบ้าน ที่ต่างมีการสร้างตลาดให้น่าสนใจขึ้นมากมายหลายรูปแบบ

พิธีเปิดตลาดน้ำกลางป่ากวางโจว

โดยเฉพาะการเลือกตลาดในโครงการ “๑๐ ตลาดบก ๖ ตลาดน้ำ”ของกระทรวงวัฒนธรรม ที่ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวรปลัดกระทรวง ได้เปิดประสบการณ์ใหม่เรื่องตลาด เป็นการเติมเต็มในวิถีไทยจากการคิดใหม่ของชาวบ้าน ที่มองเห็นความยั่งยืนและน่าสนใจในอนาคตในการเปิดตัวตลาดน้ำครั้งแรกของโครงการที่ผ่านมานั้นนางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้เป็นประธานพิธีเปิด “ตลาดน้ำกรุงเก่าวัดท่าการ้อง” โดยมี พระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน เจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง อิหม่ามธารีมหาเรือนลาภ อิหม่ามประจำมัสยิดฟารุ๊กอุมาร๊อบนุลคอตต๊อบอัลกอดีรียะห์ นายประทีป การมิตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บริหารวธ.วัฒนธรรมจังหวัด ๑๗ จังหวัด ในพื้นที่ภาคกลางและผู้นำชุมชนฯ ผู้ขับเคลื่อนตลาดน้ำกรุงเก่าวัดท่าการ้อง ได้ร่วมกันยินดีกับผลงานของตลาดน้ำกรุงเก่าวัดท่าการ้อง ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นตลาดน้ำ-ตลาดบก ที่มีอาหารและสินค้าพื้นถิ่นมากมาย ทำให้เป็นจุดน่าเที่ยวของนักท่องเที่ยวและชาวบ้านทุกวัน อีกตลาดหนึ่งที่ได้เดินทางไปเปิดคือ “ตลาดน้ำกลางป่ากวางโจว” อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี โดยมี นางวันเพ็ญมังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม นางวาสนา ไตรรัตน์ ผู้นำตลาดน้ำกลางป่ากวางโจว วัฒนธรรมจังหวัด ๑๐ จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคกลาง ได้ร่วมยินดีกับตลาดน้ำกลางป่ากวางโจว ซึ่งเป็นตลาดธรรมชาติที่เกิดขึ้นกลางป่า ที่มีแอ่งน้ำและชายเขา ที่สร้างบรรยายกาศตลาดของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโดยปรับพื้นที่ให้เป็นสวนดอกไม้และใช้ร่มเงาของทิวไผ่และไม้ไผ่มาทำภาชนะบรรจุอาหาร สร้างบรรยากาศของป่าเขาลำเนาไพรสะท้อนให้เห็นวิถีความเชื่อและการทำมาหากินของกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งแตกต่างจากตลาดน้ำในพื้นที่อื่นๆ

พิธีเปิดตลาดน้ำวัดท่าการ้อง

สำหรับ ๖ ตลาดน้ำ ที่คัดมาเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ในปีนี้มี ๖ แห่งที่น่าสนใจคือ ตลาดน้ำกรุงเก่าวัดท่าการ้อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตลาดน้ำกลางป่ากวางโจว จังหวัดเพชรบุรี ตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก จังหวัดราชบุรี ตลาดน้ำคลองแหจังหวัดสงขลา ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง จังหวัดสมุทรปราการ และตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งตลาดน้ำแต่ละแห่งนี้ถือเป็นตลาดยอดนิยมใหม่ที่กระทรวงวัฒนธรรมนำมายกระดับให้รู้จักในวงกว้าง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมในมิติชุมชนยลวิถีไทย ผ่านตลาดบกและตลาดน้ำ ที่ชมชิมอาหารแล้วประทับใจ

นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ทางเข้าตลาดกลางป่า

ทางเข้าตลาดกลางป่า

ซุ้มไผ่กลางป่ากวางโจว

ซุ้มไผ่กลางป่ากวางโจว

ตลาดน้ำวัดท่าการ้องอยุธยา

ตลาดน้ำวัดท่าการ้องอยุธยา

ตลาดวัดท่าการ้อง

ตลาดวัดท่าการ้อง

ขนมตาลอยุธยา

ขนมตาลอยุธยา

หอยทอดกลางป่า

หอยทอดกลางป่า

อาหารของคนอยุธยา

อาหารของคนอยุธยา

สาวกะเหรี่ยงกับส้มตำ-ยำ

สาวกะเหรี่ยงกับส้มตำ-ยำ

เมนูอาหารกลางป่า

เมนูอาหารกลางป่า

ผัดไทยที่ลือชื่อ

ผัดไทยที่ลือชื่อ

ปลาตะเพียนต้มเค็มอยุธยา

ปลาตะเพียนต้มเค็มอยุธยา

ข้าวแหลกกะเหรี่ยงหากินยาก

ข้าวแหลกกะเหรี่ยงหากินยาก

โซไซตี้ : ‘สร้างงาน สร้างอาชีพ’ สนับสนุนคนพิการและสตรีให้มีอาชีพและรายได้ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757027

โซไซตี้ : ‘สร้างงาน สร้างอาชีพ’ สนับสนุนคนพิการและสตรีให้มีอาชีพและรายได้ยั่งยืน

โซไซตี้ : ‘สร้างงาน สร้างอาชีพ’ สนับสนุนคนพิการและสตรีให้มีอาชีพและรายได้ยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม็คโคร-โลตัส เดินหน้าตามแผนสร้างงานสร้างอาชีพ 400,000 ราย ภายในปี 2573ซึ่งได้ดำเนินการในทุกมิติโดยเฉพาะการสร้างอาชีพกลุ่มเปราะบาง อาทิ คนพิการและสตรีให้มีรายได้ยั่งยืน ภายใต้เจตนารมณ์ในการทำธุรกิจเคียงข้างสังคมไทย

ศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม็คโคร-โลตัส เดินหน้าสานต่อพันธกิจหลักโครงการ “สร้างงาน สร้างอาชีพ” อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสร้างงานสร้างอาชีพให้ชุมชนรวม 400,000 ราย ภายในปี 2573 ซึ่งได้ดำเนินการในทุกมิติ ทั้งการจ้างงานผ่านการขยายสาขา รองรับการเติบโตของธุรกิจ การสนับสนุนอาชีพกลุ่มเปราะบาง อาชีพคนพิการและผู้ต้องขัง รวมถึงสนับสนุนผลผลิตเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร”

ล่าสุด ซีพี แอ็กซ์ตร้าฯ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมพัฒนาทักษะอาชีพคนพิการ ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) จัดอบรมหลักสูตรทำธุรกิจอาหารด้วยเงินลงทุนน้อยส่งมอบโอกาสให้คนพิการทั่วไทย มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนกว่า 1,000 ราย ในปี 2565 และ 2566ที่ผ่านมา

โดยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566ได้เข้าร่วมงานมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมจัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับซื้อตะกร้ากระจูด งานฝีมือจากคนพิการ และเมล่อน ผลผลิตจากศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งแม็คโครได้เปิดพื้นที่จำหน่ายในสาขาทั่วประเทศให้กับสินค้าจากคนพิการในงานเดียวกันโลตัสนำสินค้าดีมีคุณภาพ เสื้อผ้าแบรนด์ MeStyle ทั้งเสื้อผ้าบุรุษ สตรี และเด็ก มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อนำรายได้ไปมอบให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ช่วยสนับสนุนการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้กลุ่มคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทั่วประเทศ พร้อมกันนี้อนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สราญภัทรอนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สนธยา บุญยภูษิต รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และ พัชรมณฑ์ ปิติปัญญากุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการคนพิการ ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธของซีพี แอ็กซ์ตร้าฯ ด้วย

‘ความสุขของลูก คือ ความสุขของพ่อแม่’ เบื้องหลังความสำเร็จของ ด.ญ.ศุภนิดา และ ด.ญ.ศุภรดา เผ่าเสถียรพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/757113

‘ความสุขของลูก คือ ความสุขของพ่อแม่’ เบื้องหลังความสำเร็จของ ด.ญ.ศุภนิดา และ ด.ญ.ศุภรดา เผ่าเสถียรพันธ์

‘ความสุขของลูก คือ ความสุขของพ่อแม่’ เบื้องหลังความสำเร็จของ ด.ญ.ศุภนิดา และ ด.ญ.ศุภรดา เผ่าเสถียรพันธ์

วันเสาร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.20 น.

“ลูก คือ กระจกเงาสะท้อนของพ่อแม่” คำนี้ไม่เกินจริงนักสำหรับครอบครัวเผ่าเสถียรพันธ์ ที่เลี้ยงลูกสาวทั้ง 2 คนในวัยไล่เลี่ยกัน อย่าง “น้องเคท – ด.ญ.ศุภนิดา และ น้องคิดดี – ด.ญ.ศุภรดา เผ่าเสถียรพันธ์” ที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนสายสัมพันธ์  อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์ และเป็นแบบอย่างเยาวชนดีเด่นที่กวาดรางวัลมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็น รางวัลวัฒนธรรมวินิต รางวัลวัฒนคุณาธร รางวัลคุณธรรมอวอร์ด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รางวัลเด็กดีเด่น สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่น จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  อีกทั้ง น้องเคทและน้องคิดดี ยังมีผลงานละครมามากมาย และชนะประกวดวาดภาพ ได้รางวัลงานศิลปกรรมเด็กและเยาวชนแห่งชาติ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม เป็นทูตวัฒนธรรมแห่งสยาม กระทรวงวัฒนธรรม และเป็นทูตวัฒนธรรมหมอสะอาด กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมอีกด้วย

ทันตแพทย์ ดร.รัชภูมิ เผ่าเสถียรพันธ์ ผู้บริหารโครงการหมู่บ้านจัดสรร Marino Khaoyai  เล่าว่า “ความสำเร็จของลูกสาวทั้งสองคนว่า เกิดจากความสนใจในเรื่องต่างๆ และอยากจะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ส่วนพ่อแม่มีหน้าที่แนะนำและไขข้อความสงสัยให้แก่ลูก โดยน้องเคทและน้องคิดดี จะตั้งคำถามและเข้าห้องสมุดเพื่อหาคำตอบที่ตนเองสงสัยอยู่เสมอ หรือบางครั้งก็จะค้นหาใน Google บ้าง

สำหรับกิจกรรมยามว่างของลูกสาวทั้ง 2 คน อย่างน้องเคท ยามว่างจะชอบเล่นรูบิค อ่านหนังสือต่างๆ อาทิ วรรณกรรมเด็ก นิยาย เรื่องสั้น เป็นต้น บางครั้งน้องเคทอ่านนิยายหรือเรื่องสั้นแล้วรู้สึกอินกับเนื้อเรื่องจนร้องไห้ก็มี พ่อกับแม่ก็จะปล่อยให้ลูกร้องไห้ไป เพราะลูกจะต้องรับมือกับความรู้สึกเศร้าและผิดหวังให้ได้ รวมถึงวรรณกรรมเด็กบางเรื่อง ก็ไม่ได้สมหวังเสมอไป ดังนั้น ผมจะสอนลูกเสมอว่าให้อยู่กับความเป็นจริงและมองความสุขในวันนี้

ขณะที่ น้องคิดดี จะทำกิจกรรมแตกต่างจากน้องเคทอย่างสิ้นเชิง น้องจะชอบเล่นเกมส์ ดูภาพยนตร์ ออกกำลังกายเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ทำขนม ซึ่งแน่นอนว่าการลงมือทำขนมในแต่ละครั้งจะราบรื่น บางครั้งขนมก็เละ รูปทรงแปลกไปบ้าง เราก็จะสอนน้องว่า ทุกความล้มเหลวคือบทเรียน เราต้องยอมรับความผิดหวังในงานนี้แล้วตั้งเป้าลงมือทำใหม่อีกครั้ง สู้ต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ ก็เหมือนการประกวด หรือการแข่งขันที่กว่าจะมีวันนี้ได้ เราก็แพ้มาก่อน แต่เรายังมีความสุข เพราะเรายังมีแรง มีความสามารถที่ทำให้เรายังสู้ต่อไปได้”

ขณะเดียวกันเมื่อสังคมยุคนี้เป็นยุค 5G ที่เด็กทุกคนเข้าถึงโซเชียลได้อย่างง่ายดาย ทันตแพทย์ ดร.รัชภูมิ เผ่าเสถียรพันธ์ ได้สร้างเกราะคุ้มกันให้ลูก โดยการให้น้องเคท-น้องคิดดี เล่นโซเชียลเมื่ออยู่กับพ่อแม่ และปิดกั้นการมองเห็นให้เหลือเพียงเพื่อนเท่านั้น ที่สำคัญไม่รับเพื่อนที่ไม่เคยพบตัวจริง ซึ่งเราจะกรองเพื่อนที่แอดเฟสบุ๊กในออนไลน์ให้ลูกๆ ก่อนเสมอ

เส้นทางการก้าวสู่วงการบันเทิงของ 2 สาว เริ่มจาก “น้องเคท” เริ่มต้นจากการเป็นพรีเซนต์เตอร์ของการเก็บ stem cell ของบริษัท ThaiStemlife จำกัด จากนั้นก็มีผลงานถ่ายแบบโฆษณาเด็กเข้ามามากมาย และเมื่ออายุได้ 5 ขวบ ก็ได้รับเลือกให้เข้าร่วมงาน KIFW ที่ สยามพารากอน กับแบรนด์ Millions of Colors กระทั่งอายุ 6 ขวบ ก็ได้ร่วมเล่นมิวสิควิดีโอเพลง “โสด” ของ น็อต-วรุฒ แห่งค่าย Love is หลังจากนั้นก็มีถ่ายแบบและเดินแบบเรื่อยมา

ส่วน “น้องคิดดี” เริ่มงานในวงการบันเทิงจากการถ่ายแบบเสื้อผ้าให้ร้านเสื้อนิตยสารต่างๆ ทำให้ไปเข้าตาผู้ใหญ่จึงถูกคัดเลือกให้ไปร่วมแสดงมิวสิควิดีโอ เพลงสืบต่อไป ของ “หนึ่ง จักรวาล” เพลงร้อยพันยันจักรวาล ของ “ออร์ดี้” และร่วมแสดงมิวสิควิดีโอเพลงอื่นๆ อีกมากมาย จึงพัฒนาทักษาและฝีมือเรื่อยมา ก่อนถูกรับเลือกให้ร่วมแสดงละครเทียนไม่สิ้นแสง ทางช่อง NBT และละครดอกไม้ของพ่อ ทางช่อง Chanal 8 จากนั้นทำให้มีผลงานอื่นๆ ทยอยเข้ามาอยู่เรื่อยๆ

“ถึงแม้ว่ากิจกรรมของลูกสาวทั้ง 2 คนจะแน่นขนาดไหน แต่ผลการเรียนก็ไม่เคยตก ได้เกรดเฉลี่ย 4.00 มาตลอด เพราะทั้งผมและภรรยา ฝึกให้ลูกรับผิดชอบกับการเรียนเป็นสิ่งแรก กิจกรรมอื่นๆ นอกห้องเรียน เป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ และฝึกให้กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตัวเอง และยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ผมอยากให้ลูกภูมิใจในตัวเอง และรู้ว่าการที่จะได้รับรางวัลและโอกาสดีๆ ในชีวิต เราต้องหมั่นเรียนรู้ ฝึกฝนตัวเอง เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ แม้ครอบครัวเราจะมีความพร้อม แต่เราอยากใช้ความพร้อมที่มีเพื่อสนับสนุนลูกๆ ให้ได้ทำในสิ่งที่เขาชอบและมีความสุขที่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นมากกว่าครับ”  

เมื่อถามว่า เข้มงวด หรือ คาดหวังกับลูกสาวทั้งสองคนแค่ไหน ทันตแพทย์ ดร.รัชภูมิ กล่าวว่า “ครอบครัวเราเลี้ยงลูกตามธรรมชาติมากครับ เด็กๆ ต้องทำงานบ้านบ้างเท่าที่จะทำได้  ผมและภรรยาไม่ได้บังคับให้ลูกทำในสิ่งที่เราทั้งคู่เห็นว่าดี แต่เราให้ลูกๆ ได้ลองทำกิจกรรมต่างๆ แล้วให้ลูกเลือกที่จะไปต่อเอง เรามีหน้าที่สนับสนุนและคอยเป็นกำลังใจให้ลูก เด็กยุคนี้เขาต้องการพื้นที่ของตัวเอง เราเป็นพ่อแม่ก็ต้องเข้าใจ ตอนนี้ลูกกำลังเข้าสู่วัยค้นหาตัวเอง เราก็ต้องปล่อยเขา เพราะในที่สุดแล้ว ความสุขของลูก ก็คือ ความสุขของพ่อแม่ครับ” 

-(016)