สกสว. รับมอบรางวัล’สำเภา-นาวาทอง’ สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756631

สกสว. รับมอบรางวัล'สำเภา-นาวาทอง' สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

สกสว. รับมอบรางวัล’สำเภา-นาวาทอง’ สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.19 น.

สกสว. เข้ารับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2566 ระดับกรม เชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่ปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผล

วันที่ 13 กันยายน 2566 — ดร.สราวุธ สัตยากวี รองผู้อำนวยการ สำนักกลยุทธ์และพัฒนากองทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะผู้แทน ผู้อำนวยการ สกสว. เข้ารับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2566 ระดับกรม ซึ่งจัดโดย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นรางวัลที่ภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อเชิดชูและให้กำลังใจหน่วยงานภาครัฐที่ปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผล ถือเป็นการจัดพิธีมอบรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวแสดงความยินดีและเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2565 เป็นรางวัลหอการค้าไทยในฐานะภาคเอกชน เพื่อเชิดชูและยกย่อง แก่หน่วยงานภาครัฐ ที่ดำเนินการปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพและถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐของสำนักงาน กพร. ซึ่งหอการค้าไทย ได้มีการพิจารณารางวัลอย่างรอบด้าน มีความเที่ยงตรง สามารถวัดและประเมินผลได้อย่างชัดเจน จนสามารถผลักดันการปรับแก้กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ จากเดิมที่มีการศึกษาว่าจะต้องทำการกิโยตินกฎหมายจำนวน 1,094 กระบวนงาน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วสามารถดำเนินการได้ 938 กระบวนงาน และมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเป็น 957 กระบวนงาน ในปีนี้ หากรวมกับที่ กพร. ดำเนินการเพิ่มเติมจาก พรบ. อำนวยความสะดวกภาครัฐฯ อีก 194 กระบวนงาน จะทำให้ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนสามารถช่วยกันปลดล็อกไปแล้วกว่า 1,151 กระบวนงาน ตอกย้ำความสำเร็จจากความพยายามและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ขณะที่ สกสว. มุ่งสร้างการรับรู้และความเข้าใจ ภายหลังจากกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมมีผลใช้บังคับ ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อวีดิทัศน์ต่าง ๆ พร้อมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมายของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ให้สามารถดำเนินการตามบทบาทของตนในมิติต่าง ๆ ทั้งผู้ให้ทุน ผู้รับทุน นักวิจัย หรือผู้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย โดยมีกรอบแนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ ความสัมพันธ์กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และความเชื่อมโยงกับระบบอื่น

นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้เทคโนโลยีมารองรับการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ และนับเป็นระบบสำคัญในการปฏิรูประบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ขับเคลื่อนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม การบริหารจัดการทุนสนับสนุนการวิจัยและสร้างนวัตกรรม การติดตามการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นผลผลิตจากการสนับสนุนทุนของหน่วยงานภาครัฐ และการใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายและพัฒนากลไกส่งเสริมด้าน ววน. ของประเทศ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันหรือตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

โดยในปีนี้ มีการขยายรางวัลไปยังหน่วยงานระดับภูมิภาค รวมเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) รางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง จำนวน 6 หน่วยงาน 2) รางวัลหน่วยงานระดับกรมจำนวน 16 หน่วยงาน 3) รางวัลหน่วยงานระดับกระบวนงาน จำนวน 5 หน่วยงาน และ 4) รางวัลหน่วยงานระดับภูมิภาค จำนวน 13 หน่วยงาน

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756622

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

วันที่ 14 กันยายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ประชุมมอบนโยบายการศึกษา และแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมี ผู้บริหารศธ. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมรับมอบนโยบาย ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  

โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ครั้งนี้มีการประชุมทางไกลด้วยเพื่อให้ผู้บริหารทุกระดับทั้งระดับสูง ระดับกลาง และระดับต้น เข้าร่วมรับฟังนโยบายการศึกษา การทำงานต่อไปนี้จะเป็นไปในรูปแบบการมีส่วนร่วมโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  การทำงานของตนจะมีการตรวจสอบ โดยจะทำในรูปแบบของการสุ่มตรวจซึ่งได้ต้นแบบมาจากพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว  อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเอง  อีกส่วนได้รับการ ประสิทธิ์ประสาทวิชา มาจากครูทุกคน ซึ่งครูคนแรกของตน คือ คุณแม่ คุณพ่อ นายชัย ชิดชอบ ซึ่งเป็นทั้งครู กำนัน และอดีตประธานรัฐสภา  โดยคุณพ่อของตนเองเคยเป็นอดีตครูประชาบาล  สอนตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 ทำให้เห็นสภาพความยากลำบาก โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีครูคนเดียวสอนทุกชั้นปี  ดังนั้น จึงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่ง ที่อยากจะดเข้ามาทำงานในส่วนนี้ โดยมีคุณพ่อเป็นต้นแบบในการทำงานดูแลประชาชน 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ตนมุ่มมั่นจั้งใจในการดำเนินงานจะอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และยุทธศาสตร์ชาติ อย่างซื่อสัตย์สุจริต จะดำเนินการอย่างเป็นกลัยาณมิตร ภายใต้การทำงาน แบบตนคือ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” อย่างไรก็ตามตนมาถึงจุดนี้ได้ถือว่า เป็นพระคุณของครูที่ให้ความรู้แก่ตนทั้งครูในสถานศึกษาและครูในชีวิต ทั้งนี้ตนได้รับทราบปัญหาจากคุณพ่อ ซึ่งเคยเป็นครูประชาบาลมาแล้วส่วนหนึ่ง รวมถึงได้รับฟังปัญหาจากสถานศึกษาที่ตนได้เข้าตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งล่วงหน้าแล้วส่วนหนึ่ง ทำให้รู้สึกมีความอุ่นใจว่า แม้ไม่มีตน ทุกคนสามารถขับเคลื่อนได้อย่างดีแต่เมื่อมีตนเข้ามาทำงาน ก็จะได้ร่วมขับเคลื่อนให้ดีขึ้นไปอีก  โดยตนอยากหาคำที่จะเป็นมอตโต้ ง่าย ๆ ที่จะใช้ในการทำงานร่วมกันคือ “เรียนดี มีความสุข”  ทั้งผู้เรียนและผู้ปกครอง เพราะถ้ามีความสุขแล้ว ก็จะทำให้การเรียนดีขึ้น  ตนเป็นตำรวจ อาจจะฝึกหนัก ตอนที่ฝึกอาจจะไม่มีความสุขเท่าไร แต่เมื่อฝึกเสร็จแล้ว ก็จะมีความสุข มีร่างกายที่แข็งแรง ความสุขไม่ใช่ความสนุกอย่างเดียว อยากให้ทุกคนร่วมกันอย่างเต็มที่ เพื่อสามารถขับเคลื่อน ผลักดันการจัดการศึกษา ให้ดี โดยมีแนวทางการจัดการศึกษา 2 รูปแบบ คือ การเรียนสู่ความเป็นเลิศ และการเรียนเพื่อความมั่นคงในชีวิต 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากแนวคิดการจัดการศึกษาทั้ง 2 รูปแบบ จะกลายเป็นมายแมพ ง่าย ๆ ดังนี้ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้    1.โดยจะปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดขึ้นตอนมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยดำเนินการ ปรับระบบวิธีการประเมิน โดยเน้นตามสภาพจริง ลดการทำเอกสาร ลดขั้นตอนการประเมิน ไม่ซับซ้อน ยุ่งยาก และเป็นธรรม โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนตามช่วงวัย คำนึงถึงบริบทของสถานศึกษาอปรับระบบการประเมินเพื่อเลื่อนเงินเดือนและประเมินวิทยฐานะ ให้มีความเชื่อมโยงกัน และนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมิน 

2.ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น โยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง  ซึ่งจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การย้ายให้มีความชัดเจน และยืดหยุ่น รวมทั้งอาจจะต้องมีการใช้บทลงโทษที่เข้มงวด กับผู้ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการโยกย้าย ซึ่งหากไปถามผู้ใต้บังคับบัญชา จะรู้ว่าตนมีนิสัย ว่า ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง ตนกัดไม่ปล่อย อย่าคิดเอาใครมาเคลียร์กับตน ไม่ได้ ตนเป็นประเภทหัวดื้อ ถ้าคิดว่าผิดแล้ว ก็ต้องเอาให้อยู่ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นภัยต่อข้าราชการครู ดังนั้นจึงอยากขอร้องว่า อย่าไปรีดเลือกครูด้วยกัน  อีกเนื่องคือ สถาบันผลิตครู และหน่วยใช้ครู ร่วมกันสำรวจความต้องการครูแต่ละสาขาวิชาที่ขาดแคลนในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งพิจารณาให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษากลับมาเป็นครู หรือครูผู้ช่วยในภูมิลำเนาของตนเอง 

3.แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา  สร้างความเข้าใจในการวางแผนการใช้เงิน  หน่วยงานต้นสังกัด ประสานการจัดการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รีไฟแนนซ์ หรือรวมหนี้เป็นก้อนเดียว เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ โดยลดดอกเบี้ยให้ถูกลง ระยะเวลาผ่อนส่งยาวขึ้น พักชำระดอกเบี้ยให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถานบันการเงินโดยรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้มีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี โดยชำระเพียงเงินต้น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครูทั่วประเทศ 

4.จัดหาอุปกรณ์การสอนสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับครู เช่น โครงการ 1 ครู 1 แท็บเล็ต ซึ่งเป็นโยบายรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการสอดรับ บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ผู้เป็นเจ้าของสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และภาครัฐ ในการพัฒนาเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่  และสนับสนุนงบประมาณเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน  พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า  สำหรับแนวทางลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง  มีดังนี้  1.เรียนทุกที่ทุกเวลา เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ” มีระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จัดหา 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต  โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดการศึกษา และให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมระหว่างเรียนหรือระหว่างฝึกอาชีพ  สร้างโอกาสการมีงานทำ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันแรงงานเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น  ส่งเสริมการจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคีอย่างจริงจัง  สนับสนุน จัดหาอุปกรณ์ ในการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน  จัดหาแท็บเล็ตที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงระบบออรนไลน์รองรับการใช้งานให้เพียงพอกับจำนวนผู้เรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1-3 เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาของโลกในยุคดิจิทัล โดยจะต้องดูงบประมาณ ว่าจะเป็นระบบเช่า หรือซื้อ  เพื่อให้เด็กได้เข้าถึง  บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต พัฒนาแอฟพริเคชั่น เพื่อการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์  จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสามารถเข้าสู่แหล่งเรียนรู้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพัฒนาการศึกษาผ่านระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ หรือเครดิตแบงก์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักเรียนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนสาขาการเรียนได้ เพื่อให้ตรงกับความถนัดของผู้เรียน 

2.จัดทำ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จัดให้มีการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพต้นแบบอย่างน้อย 1 โรงเรียนในแต่ลพอำเภอ หรือเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อนำร่องการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สื่อ อุปกรณ์ และงบประมาณในการปรับปรุงสภาพแวดล้อม  จัดสรรครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้เกณฑ์พิเศษ หรือมีงบประมาณจัดจ้างครูอัตราจ้างเพิ่มเติมในวิชาที่ขาดแคลน 

3.ระบบแนะแนวการเรียน หรือโค้ชชิ่ง และเป้าหมายชีวิต พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับการศึกษาให้มีทักษะที่เหมาะสมต่อการตำรงชีวิต จัดให้มีระบบการแนะแนวผู้เรียน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบแนวทางการเรียนและเป้าหมายชีวิตของตนเอง  เน้นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education (วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นทักษะจากการปฏิบัติจริง และเสริมสร้างความสามารถด้วย Soft Skill ควบคู่การพัฒนา ประสานความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาสุขภาพจิตผู้เรียน 

4.การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบวิชาชีพ 5.จัดระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนที่มีความเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย  6.มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ บทบาทของศธ. คงจะต้องมีการทำข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ร่วมกับกระทรวงแรงงาน และสถานประกอบการต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนให้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ 

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า “ทั้งหมดนี้ เป็นมายแมพในการทำงาน แต่ ยังมีข้อสังการและแนวปฏิบัติ ดังนี้ 1. ให้นำนโยบายคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนโยบายของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และรัฐมนตรีว่าการวธ. ไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยจัดทำแผนปฏิบัติการหรือ แอคชั่นแพลนที่เป็นรูปธรรม 2. ดำเนินการป้องกันปราบปรามการทุจริต เช่น การบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย ห้ามซื้อขายตำแหน่ง ถ้าได้ยิน ผมเอาจริง การจัดซื้อจัดจ้างให้ดำเนินการมด้วยความโปร่งใส และต้องได้ของที่มีคุณภาพ เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานและนักเรียน 3. อยากให้ผู้บริหาร และครูน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้และปลูกฝังให้นักเรียน 4. รวมกันใช้พลังงานสะอาด เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม 5. ส่งเสริมการอ่านอย่างเป็นกระบวนการ ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาล และนายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็ได้เน้นย้ำ ให้ศธ. ช่วยผลักดัน สร้างนิสัยรักการอ่าน โดยอยากให้ผู้บริหารและครูเป็นต้นแบบในการรักการอ่าน  และ6.การลงพื้นที่ตรวจราชการ ขอความร่วมมือ ให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้ารับการตรวจเยี่ยม ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องเดินทางมา เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดความบกพร่อง และหากผมไปตรวจเยี่ยมอยากให้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย และประหยัด ขอเน้นผู้บริหารทุกระดับ เวลามาประชุม อยากให้ผ่านระบบออนไลน์ เพราะหากเรียนมาอาจต้องเสียค่าเดินทาง ไม่มีครูสอนนักเรียน ตรงนี้อยากให้เป็นแนวทาง ตัวอย่างเช่น ป้ายต้อนรับ สมัยผมเป็นตำรวจไม่อยากให้มี แต่ก็มีดื้อ ทำให้ผมต้องไปจ่ายค่าป้าย รวมถึงของฝากของที่ระลึก ไม่ต้องมี สิ่งที่จะให้ผมคือการทำงาน เรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผมทำมาตลอดชีวิตราชการ ก็อยากขอร้อง เพราะผมไม่อยากเสียมาตรฐานของตัวเอง  สุดท้ายขอความร่วมมือ ตอบแบบสอบถาม ซึ่งจะมีคิวอาร์โค้ด เพื่อดูว่า อะไรเป็นสิ่งที่เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ทำ การทำงานผมจะยึดหลักการนโยบายและแผนการทำงานเป็นหลัก  แต่ก็ต้องสามารถปรับได้  ผมพร้อมรับฟัง ผมไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว พร้อมปรับปรุงให้ดีขึ้น ผมอยากให้ทุกคนเป็นกระจกเงาสะท้อน เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว  

ด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)  กล่าวว่า ศธ. เป็นกระทรวงสำคัญ ซึ่งตนตั้งใจจะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้นโยบายของศธ. และรัฐบาลประสบความสำเร็จ  โดยตนขอย้ำว่า  ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่จะรับสนองนโยบายรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการศธ. ไปดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ตนเองไม่ใช่บุคลากรทางการศึกษาโดยตรง แต่มิติมุมมองของตนและรัฐมนตรีว่าการศธ. ก็อาจเป็นมิติที่บุคลากรทางการศึกษามองไม่เห็น สิ่งเหล่านี้จะมาเติมเต็ม เพื่อให้ททำงานต่อไปได้ โดยขอฝากตัวกับทุกคน  ซึ่งตนพร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่และรับฟังความคิดเห็นจากทุกคน

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756613

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.47 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จากเดิมจ่ายเดือนละ 1 รอบ เป็นเดือนละ 2 รอบโดยจะเริ่ม 1 ม.ค.67 เป็นต้นไปเพื่อให้ข้าราชการมีเงินสดในการใช้จ่ายและชำระหนี้

นายสับรี มะลี ครูโรงเรียนสังวาลย์วิท 5 ข้าราชการครูใน อ.เบตง จ.ยะลา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วย เนื่องจากว่าข้าราชการบางคนมีภาระหนี้สินประจำเดือนและจะมีการตัดยอดในวันที่ 30 ของทุกเดือน หากเมื่อได้เงินก้อนในช่วงวันที่ 30 ของเดือนก็สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้มากขึ้น หากเมื่อแบ่งเป็น 2 งวดก็ต้องเก็บเงินใน 15 วันแรกเพื่อที่จะนำมาใช้หนี้สินในวันที่ 30 ของเดือน ซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้น ข้าราชการทุกคนต้องมีวินัยการเงินที่ค่อนขางจะแข็งมากขึ้น แต่เข้าใจบทบาทของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็อยากจะให้คงสภาพแบบเดิมไว้ก่อน มาดูเรื่องฐานเงินเดือน หรือโฟกัสการทำงานของราชการหรือการกระตุนเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆให้มากขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อข้าราชการ

“อีกเรื่องที่จะฝากถึง รมต.ศึกษาธิการคนปัจจุบันว่า ในส่วนของภาระงานครูค่อนข้างที่จะหนักเนื่องจากว่าเรามีเอกสารรอบตัวค่อนข้างที่จะวุ่นวายและก็จะเบียดเบียนในเรื่องการเรียนการสอนด้วยในบางครั้ง ซึ่งจริงๆแล้วครูทุกคนมีความต้องการที่จะสอนอย่างแท้จริงและต้องการจะอยู่กับเด็กนักเรียนอย่างแท้จริง เคยมีการจ้างงานให้มาสนับสนุน เช่นคุมพัสดุ คุมการเงิน ครูที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการบริหารของโรงเรียนให้ชัดเจน เพื่อที่จะให้คุณครู โฟกัสเกี่ยวกับการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ส่วนในเรื่องของหลักสูตร ให้มีความก้าวหน้าและให้เหมาะสมกับยุคในปัจจุบัน” นายสับรี มะลี ครูโรงเรียนสังวาลย์วิท 5 กล่าว – 003

ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756605

ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.08 น.

ครูและผอ.โรงเรียนที่บุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยนโยบายจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระการกู้หนี้ยืมสินแต่จะยิ่งส่งผลกระทบเรื่องการบริหารใช้จ่ายเงินและชำระหนี้มากกว่า หากรัฐไม่ได้ประสานสถาบันการเงินปรับเปลี่ยนการเรียกเก็บหนี้สินให้สอดคล้อง วอนรัฐบาลทบทวนหากอยากช่วย ควรพิจารณาเพิ่มเงินเดือน

วันนี้ (14 ก.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ 2 รอบที่จะเริ่มในวันที่ 1 ม.ค.2667 เพราะมองว่าการจ่ายเงินเดือน 2 รอบไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้สินหรือการกู้ยืมเงินตามจุดประสงค์ของรัฐบาลได้จริง หากรัฐบาลไม่มีการประสานกับสถานบันการเงินในการเรียกเก็บหนี้ให้สอดคล้องกับนโยบาย กลับจะยิ่งเพิ่มภาระและทำให้เกิดการกู้ยืมเงินมากขึ้นกว่าเดิมอีก วอนรัฐบาลทบทวนหรือให้เป็นทางเลือกตามความสมัครใจสำหรับคนที่พร้อมหรือไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนดีกว่า

น.ส.ปุณยวีร์ ครูวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 2 อิสาณธีรวิทยาคาร อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สะท้อนว่า นโยบายดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าสำหรับข้าราชการที่ไม่มีภาระหนี้สินก็จะเป็นช่องทางในการเก็บออมเงินหรือบริหารจัดการเงินของเขาได้ แต่ถ้าคนที่มีภาระหนี้สินต้องมีการเรียกเก็บทุกสิ้นเดือน อย่างเช่น ค่าบ้าน ค่ารถ หรือหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หากยังไม่มีการประสานในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่เขาจะต้องปรับเปลี่ยนรองรับตามนโยบายรัฐบาลมันก็จะลำบาก เพราะหากจ่ายเงินเดือน 2 รอบ แต่หน่วยงานอื่นยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนตามนโยบายรัฐบาลมันก็จะแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้ แทนที่จะช่วยลดการกู้ยืมกลับจะยิ่งทำให้เกิดการกู้ยืมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ถ้านโยบายกับข้อเท็จจริงไม่ได้สอดคล้องกัน

ทั้งมองว่าจะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านการเงิน เพราะตนเองก็เคยทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินของหน่วยงานภาครัฐมาก่อน จากเดิมเคยทำเอกสารอันตราเงินเดือนทุกสิ้นเดือนๆ ละ 1 ครั้ง ก็ต้องมาทำงานซ้ำเป็น 2 ครั้ง ส่วนตัวจึงมองว่าทุกนโยบายช่วงแรกหรือเปลี่ยนผ่าน ควรจะมีทางเลือกตามความสมัครใจใครพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามนโยบาย หรือให้เวลาสำหรับคนที่ยังไม่พร้อมได้บริหารจัดการก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนพร้อมกันทั่วประเทศ  

จึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนนโยบายดังกล่าว เพราะมองว่ายังเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะตนเองที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถซึ่งเดิมจ่ายเดือนละครั้ง แต่หากรับเงินเดือน 2 ครั้ง รัฐบาลก็ควรจะไปพูดคุยประสานกับทางธนาคารให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ แต่หากรัฐบาลอยากช่วยข้าราชการจริงควรจะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนให้มากกว่า

ไม่ต่างจากนายภากร เหมทานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 อิสาณธีรวิทยาคาร กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นข้าราชการคนหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการจ่ายเงินเดือน 2 รอบ ถึงแม้จะเป็นระยะสั้นที่ได้เงินมาใช้ แต่มองว่าจะเกิดประโยชน์กับร้านค้าที่จะเกิดเงินสะพัดมากกว่า แต่สำหรับตัวข้าราชการเองด้วยวัฒนธรรมการใช้เงินส่วนมากไม่ว่าจะเป็นกับธนาคาร หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ปกติก็จะหักทุกสิ้นเดือน หากจะปรับเปลี่ยนต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เช่น จ่ายเงินเดือน 2 ครั้ง ทางรัฐบาลต้องไปประสานกับสถาบันการเงินให้เก็บเงิน 2 ครั้งเช่นกัน และจะต้องไม่มีดอกเบี้ยเพิ่มด้วย

จึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนนโยบายดังกล่าว เพราะมองว่าไม่ได้ลดภาระหนี้สินให้กับข้าราชการ  แต่กลับจะส่งผลกระทบและเพิ่มภาระให้กับข้าราชการมากกว่า แต่หากอยากให้ช่วยจริงๆ ควรจะเพิ่มเงินเดือนให้ ขรก.ที่บรรจุใหม่หรือที่มีเงินเดือนน้อยจะดีกว่า – 003

‘นายกรัฐมนตรี’ เสี่ยงขัดจริยธรรม คุม ‘กระทรวงการคลัง ‘ทั้งที่มีข้อกล่าวหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558598

15 ก.ย. 2566

'นายกรัฐมนตรี' เสี่ยงขัดจริยธรรม คุม 'กระทรวงการคลัง 'ทั้งที่มีข้อกล่าวหา

การกำกับดูแล ‘กระทรวงการคลัง’ของ ‘นายกรัฐมนตรี’ เสี่ยงขัดจริยธรรม เพราะถูกกล่าวเรื่องหุ้น ที่ต้องถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานในกำกับ

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี เตือนว่าอาจมีเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กรณีถูก ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ กล่าวหาว่าอาจเกี่ยวข้องพัวพันกับการดำเนินการบางประการในบริษัทจดทะเบียนที่อาจเข้าข่ายเป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย

เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกของนาย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาลอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย่อมทำให้เกิดความเคลือบแคลงในสายตาของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาความโปร่งใสตรงไปตรงมา

กรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แสดงข้อสงสัยในที่สาธารณะ ว่าท่าน อันอาจฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535ซึ่งการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวจะต้องดำเนินการโดยหน่วยงานในกระทรวงการคลังเป็นจุดเริ่มต้น การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพร้อมกันอาจจะมีความเสี่ยงเกิดการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ในการกำกับดูแลการทำงานของกระทรวงการคลังได้

เพราะมีหน้าที่ในการสั่งการสำหรับงานของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งอาจจะได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายชูวิทย์แล้ว ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบบางส่วนอาจจะต้องมีการสอบทานเส้นทางการโอนเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

การที่นายกรัฐมนตรีควบคุมหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการในอดีตได้แบบรวมศูนย์จึงย่อมไม่สามารถขจัดความเคลือบแคลงในประชาชนว่าท่านอาจจะมีอิทธิพลต่อการทำงานที่เกี่ยวข้องกับตัวท่านได้โดยทางตรงหรือทางอ้อม

มีความเสี่ยงว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจมีการดำเนินการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 9 เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ประกอบมาตรา 160 (5) ซึ่งบัญญัติว่ารัฐมนตรีจะต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

‘รมว.ยุติธรรม’ ลุยสอบคดีฮั้วประมูลทั่วประเทศ ลั่นไม่ควรจบที่ ‘กำนันนก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558582

14 ก.ย. 2566

'รมว.ยุติธรรม' ลุยสอบคดีฮั้วประมูลทั่วประเทศ ลั่นไม่ควรจบที่ 'กำนันนก'

‘รมว.ยุติธรรม’ เตรียมปราบผู้มีอิทธิพล ลุยคดีฮั้วประมูลทั่วประเทศ หากพบ ขรก. เอี่ยวใช้ กม. จัดการ ยืนยันรักษา ‘ทักษิณ’ ต้องดูคำวินิจฉัย​แพทย์

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าทำงานวันแรก เตรียมลุยนโยบายตามข้อสั่งการของรัฐบาล โดยเฉพาะการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพราะพวกนี้ต้องการเงิน ต้องการทุจริตคอรัปชั่น หลังจากนี้จะดำเนินการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างร่วมกับกรมบัญชีกลาง รวมถึงใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาตรวจสอบด้วย ส่วนการฮั้วประมูล ก็จะดูว่า ผู้ที่ชนะการประมูลได้ราคาใกล้เคียงกับราคากลางหรือไม่ ได้งานซ้ำอีกหรือไม่ ก็จะทำอย่างจริงจัง ซึ่งหากผู้มีอิทธิพลไม่มีเงิน ไม่มีข้าราชการหนุนค้ำยัน ทำผิดต้องได้รับผิดจะใช้กฎหมายจัดการ และไม่ได้ทำเฉพาะ จ.นครปฐม (คดีกำนันนก) แต่จะดูทั้งหมด


“คดีฮั้วประมูลของกำนันนก ต้องทำตรงไปตรงมา อาจต้องขยายตรวจสอบทั่วประเทศ ไม่ควรจบที่กำนันนก ถ้าเราขยายป้องกันคอรัปชั่นจะสามารถนำงบประมาณมาใช้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้ ดีเอสไอต้องทำเรื่องนี้ และไม่ใช่มีเหตุแล้วทำ ใครมีพฤติกรรมก็ต้องทำ” รมว.ยุติธรรมกล่าว
 

ส่วนกรณีการรักษาตัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ แก้ไข 2560 ก็ต้องทำให้สอดคล้องกับสหประชาชาติ จะไม่มีใครอยู่นอกเหนือ ขั้นตอนยังอยู่ในกรมราชทัณฑ์ โดยหลักการพักรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นตามขั้นตอน การรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาการเรือนจำ แต่หากครบ 30 วัน ต้องขออนุญาตอธิบดีกรมราชทัณฑ์​ หากเกิน 60 วันต้องขออนุญาติปลัดกระทรวงยุติธรรม​ แต่หากเกิน 120 วันต้องขออนุญาต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม​ แต่หลักสำคัญที่สุดนั้นคือคำวินิจฉัย​ของแพทย์ และควบคุมไม่ให้หลบหนี หรือก่อเหตุร้าย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎระเบียบ 


สำหรับแผนการทำงาน 100 วันแรกจะนำความยุติธรรมให้ประชาชนและต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง ยึดหลักกฎหมายเป็นใหญ่ในกระบวนการยุติธรรม 
 

ส่วนนโยบายเร่งด่วนตามข้อสั่งการของรัฐบาล เช่น ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ลูกหนี้ SME อยากให้มีการฟื้นฟูลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ต้องแก้ปัญหาจากโครงสร้าง ไม่ใช่กู้เงินใหม่มาแก้ปัญหา และมันจะไม่จบ ซึ่งหนี้ครัวเรือนมี 80-90% ของ GDP ถือเป็นเรื่องท้าทาย รวมทั้งอยากให้ผลักดันแก้ปัญหาล้มละลาย รวมถึงนโยบายต้องสร้างความเชื่อมันให้ประชาชนในกระบวนการยุติธรรม เช่น งานตำรวจบางครั้งอาจต้องดีเอสไอเข้าไปถ่วงดุล สนับสนุนไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดเป็นใหญ่ พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคดี รวมทั้ง แก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในรอบ 50 ปี เพราะมีประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่ ทั้งเรื่อง ป้องกัน ปราบปราม ฟื้นฟู ยึดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติด เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ตอนนี้อยู่ในการดูแลคุมประพฤติ 2 แสนคน และอยู่นอกระบบกว่า 1.9 ล้านคน เพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำ 

อีกนโยบายเรื่องของคุ้มครองสิทธิผู้ด้อยโอกาส คนไม่มีปากเสียง เช่น บุคคลไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัญหาคนไม่สามารถเข้าศึกษาได้ ที่ผ่านมาดีเอสไอกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วยเหลือได้เพียงปีละหลักพันคนจ จากที่มีอยยู่หลักล้านคน ซึ่งต้องพิสูจน์สัญชาติเพราะมีบุคคลตกสำรวจ ไม่มีสถานะตามบัตรประชาชน

‘นายกฯ’ ร่วม วปอ. บ่นเสียดาย มาเร็วกว่านี้ ไม่งั้นเอาใช้ แถลงนโยบายรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558577

14 ก.ย. 2566

‘นายกฯ’ ร่วม วปอ. บ่นเสียดาย มาเร็วกว่านี้ ไม่งั้นเอาใช้ แถลงนโยบายรัฐบาล

‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงผลสนับสนุนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ วปอ.รุ่น 65 หวังใช้ความรู้ ความสามารถ คอนเนคชัน ให้เกิดประโยชน์ ถือเป็นอภิสิทธิ์ชน Top 1% ต้องช่วยคนตัวเล็ก-สังคม ไม่ใช่แค่ตัวเอง หรือ องค์กร

ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรุงเทพมหานคร นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการแถลงผลการศึกษา เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 65 (วปอ.รุ่น 65) วิทยาลัยเสนาธิการทหารรุ่นที่ 64 วิทยาลัยการทหารบก รุ่นที่ 68 วิทยาลัยการทัพเรือ รุ่นที่ 55 วิทยาลัยการทัพอากาศรุ่นที่ 57 และหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 4 ภายใต้หัวข้อ สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ยั่งยืน 

‘นายกฯ’ ร่วม วปอ. บ่นเสียดาย มาเร็วกว่านี้ ไม่งั้นเอาใช้ แถลงนโยบายรัฐบาล

โดยมี นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ,พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ,ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมทั้งผู้แทนจากส่วนร่วมราชการต่างๆ เข้าร่วม

‘นายกฯ’ ร่วม วปอ. บ่นเสียดาย มาเร็วกว่านี้ ไม่งั้นเอาใช้ แถลงนโยบายรัฐบาล

ภายหลังรับฟังการแถลงผลการศึกษา เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติของสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกเสียดายที่การบรรยายในวันนี้มาช้ากว่าวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภา ซึ่งการบรรยายและการนำเสนอนี้น่าสนใจ ซึ่งแตกต่างจากบรรยากาศที่สภา และรู้สึกดีใจ และภูมิใจที่ได้เดินทางมารับฟังบรรยายสรุปเรื่องดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ที่ถือว่าสอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่จบการศึกษา จากสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันที่ทรงเกียรติ ล้วนเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ บางคนประสบความสำเร็จ เป็นผู้บริหาร เป็นผู้นำองค์กร ทั้งในภาครัฐและเอกชน และเป็นไปได้ว่า บางคนในที่นี้อาจจะได้มายืนอยู่ในจุดที่ตนเองยืนอยู่ตรงนี้ในอนาคต และหวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จากหลักสูตรที่จบลงไป สามารถนำความรู้จากที่นี่ไปสร้างประโยชน์ต่อไปในอนาคต ซึ่งตนเองไม่ได้มีโอกาสเข้าศึกษาในสถาบันแห่งนี้

นายกรัฐมนตรี ยังฝากข้อคิดว่า นอกจากเนื้อหาวิชาความรู้แล้ว สถาบัน วปอ. ยังพาทุกคนมาทำความรู้จักกันและกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน เกิดเป็นสมาคม สร้างสังคม และกลายมาเป็นคอนเนคชั่น ซึ่งความแข็งแกร่งของเหล่าศิษย์เก่าเป็นที่ประจักษ์ในสังคมไทย เส้นสายสัมพันธ์คอนเนคชั่นในประเทศ ทำให้พวกท่านเป็นบุคคลพิเศษ หรือเรียกว่าผู้มีอภิสิทธิ์ เป็น Top 1% ของประเทศนี้ เป็นสถาบันที่หลายคนอยากเข้ามา และคอนเนคชั่นจะสามารถประโยชน์ต่ออาชีพการงานของทุกท่าน ต่อธุรกิจของทุกคนได้มหาศาล 

“แต่ขอฝาก ขอวิงวอน ขออ้อนวอน ให้ทุกท่านใช้ความรู้ ความสามารถ และสายสัมพันธ์จากที่นี่ให้เกิดประโยชน์ คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรของรัฐ ไม่ใช่ใช้แค่ตัวเอง หรือองค์กรของตัวเองเพียงเท่านั้น แต่ให้เผื่อแผ่ครอบคลุมไปถึงคนอื่นๆในสังคมด้วย ซึ่งหลายสายตาจับจ้องอยู่ เพราะว่าถือเป็นบุคคลพิเศษ เป็นบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำของประเทศนี้ในทุกๆ ด้าน การกระทำของทุกท่านเป็นที่จับตาดูอยู่ของทุกชนชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน”

‘นายกฯ’ ร่วม วปอ. บ่นเสียดาย มาเร็วกว่านี้ ไม่งั้นเอาใช้ แถลงนโยบายรัฐบาล
‘นายกฯ’ ร่วม วปอ. บ่นเสียดาย มาเร็วกว่านี้ ไม่งั้นเอาใช้ แถลงนโยบายรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ถือเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ที่จะต้องช่วยเหลือคนตัวเล็ก ช่วยเหลือสังคม ให้พวกเขายืนอยู่ในสังคมได้ ความสามารถของพวกท่าน หากนำมาช่วยเหลือประเทศชาติ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค ความยากจน ความยากลำบาก ที่เพื่อนร่วมชาติของพวกเราอีกหลายคนกำลังเผชิญอยู่ และทุกท่านจะได้ขึ้นชื่อว่า เป็นสถาบันที่ร่วมกันส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของพวกเราทุกคน

‘นายกฯ’ ร่วม วปอ. บ่นเสียดาย มาเร็วกว่านี้ ไม่งั้นเอาใช้ แถลงนโยบายรัฐบาล

‘เศรษฐา’ ขอเวลา 1 เดือนแจงที่มางบทำดิจิทัลวอลเล็ตเพราะมีหลายออฟชั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558567

14 ก.ย. 2566

'เศรษฐา' ขอเวลา 1 เดือนแจงที่มางบทำดิจิทัลวอลเล็ตเพราะมีหลายออฟชั่น

‘เศรษฐา’ ขอเวลา 1 เดือนแจงงบทำดิจิทัลวอลเล็ตเหตุมีหลายออฟชั่น ให้คะแนน 11 เต็ม 10 เชื่อมีประโยชน์กระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 14 ก.ย.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมหารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมในสังกัด ผู้บริหารของกระทรวงว่า ได้เน้นย้ำให้กระทรวงการคลัง ต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ดังนั้น จึงจะต้องให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลังด้วย เพื่อให้สามารถชี้แจงประชาชนได้ พร้อมยืนยันว่า จะให้ความสำคัญกับการทำงาน ความเป็นธรรม และการปูนบำเหน็ดข้าราชการ โดยยอมรับเห็นใจข้าราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นความสามารถของข้าราชการ ที่หากมีผลงานที่ดี ก็ควรได้รับการปูนบำเหน็ด ดังนั้น หากมีการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม มีผู้มีอำนาจใช้อิทธิพลใด ๆ ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็จะเป็นเกราะกำบังให้ข้าราชการ ทำงานด้วยความสบายใจ มีประสิทธิภาพและได้รับปูนบำเหน็ดตามความเหมาะสม รวมถึงยังมีการพูดคุยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไป และการเตรียมความพร้อมในนโยบายรัฐบาล 

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงความมั่นคงทางการคลังระยะยาวของประเทศ ที่มีผู้กังวลนโยบายของรัฐบาลอาจจำเป็นต้องมีการกู้เงินเพิ่ม โดยยืนยันว่า นโยบายดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท จะไม่มีการกู้เงินแน่นอน และย้ำความจำเป็นในการการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ GDP ของประเทศสูงขึ้นโดยยืนยันว่า รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เช่น การพักหนี้เกษตร ที่จะต้องควบคู่กับมาตรการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งการพักหนี้ เป็นมาตรการแรกของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกร และหวังว่า ในระยะเวลาอันใกล้ จะมีมาตรการใหม่ ๆ มาช่วยบรรเทาภาระของเกษตรกรอีก เช่นเดียวกับ สถาบันการเงิน และธนาคารของภาครัฐ พี่จะต้องมีส่วนช่วยในการดูแลประชาชน โดยจะต้องไม่กระทบต่อวินัยการเงินและการคลัง

นายเศรษฐา ยังย้ำถึงนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทว่า จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน และสามารถทำได้ โดยขอเวลาไม่เกิน 1 เดือน ในการชี้แจงแหล่งงบประมาณที่จะนำมาใช้ ซึ่งตนเองไม่อยากชี้แจงแหล่งงบประมาณก่อนว่าจะมาจากแหล่งใด เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เนื่องจากยังมีตัวเลือกหลายตัวเลือก โดยจะเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุด และจะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ นำข้อมูลจากแอพลิเคชั่นเป๋าตังค์มาต่อยอด พร้อมให้คะแนนความสำเร็จของนโยบายนี้ล่วงหน้า 11 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน 

(คลิป) ‘รองแต้ม’ ยุติเล่นการเมือง ขอทำงานสื่อสารช่วยสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558565

14 ก.ย. 2566

(คลิป) 'รองแต้ม' ยุติเล่นการเมือง ขอทำงานสื่อสารช่วยสังคม

(คลิป) ‘รองแต้ม’ ถอดใจยุติบทบาททางการเมือง เดินหน้าทำสื่อโทรทัศน์ นำประสบการณ์มาช่วยชาวบ้าน เตรียมแถลงเปิดตัว 25 ก.ย.นี้

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตหลักสี่ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ขอหยุดบทบาททางการเมืองเพื่อไปทำหน้าที่ให้ความรู้กับประชาชน 

โดยได้ยื่นใบลาออกจากตัวแทนพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 9 ต่อเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์แล้ววันนี้ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา

หลังจากนี้จะแถลงข่าวเปิดตัวรายการในสื่อโทรทัศน์ ในวันที่ 25 ก.ย.นี้ โดยการทำงานเพื่อประชาชน สามารถทำได้ในหลายบทบาท ขณะที่การให้ความรู้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเหลือประชาชนในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริง และแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อให้สังคมสามารถนำไปคิดและต่อยอด

ภารกิจแรก ‘พัชรวาท’ เตรียมรับมือ ‘ไฟป่า-PM2.5-เอลนีโญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558563

14 ก.ย. 2566

ภารกิจแรก 'พัชรวาท' เตรียมรับมือ 'ไฟป่า-PM2.5-เอลนีโญ'

‘พัชรวาท’ มอบแนวทางทำงาน ‘ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน มีวินัย’ กำชับเตรียมรับมือ ‘ไฟป่า-PM2.5-เอลนีโญ’ ขอทุกหน่วยงานทำงานรักษาชื่อกระทรวง อย่าให้ใครตำหนิ

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายการทำงานยึดหลัก “ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน มีวินัย” ตั้งแต่รับราชการตำรวจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี อยากให้ทุกท่านนำไปใช้เป็นหลักในการปฏิบัติงานด้วยเช่นกัน 

ขยัน คือ การมาทำงานตรงเวลา ไม่เกียจคร้าน 

ซื่อสัตย์ คือ การทำงานตรงไปตรงมา โปร่งใส อดทน แม้งานจะหนักแต่ต้องสู้ ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง 

มีวินัย คือ ทำตามหน้าที่ ผู้บังคับบัญชาสั่งงานต้องยึดปฏิบัติ

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวอีกว่า ส่วนเนื้องาน ทุกท่านทราบกันอยู่แล้ว เพราะรับราชการกันมานาน ก็ทำตามลำดับ แต่อยากให้ช่วยกันเร่งรัดดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ใกล้จะฤดูหนาว ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ เรื่องไฟป่า PM2.5 ขอให้ทุกท่านเตรียมรับมือให้พร้อม จะทำกันอย่างไร ให้ทุกคนช่วยกันคิด แนะนำ และแสดงความคิดเห็นในส่วนที่จะทำให้กระทรวงของเราพัฒนาดียิ่งขึ้น รวมถึงทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทั้งภายในและภายนอกหน่วยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาชื่อเสียงหน่วยงาน อย่าให้ใครมาตำหนิการทำงานของกระทรวงของเราได้ และหากมีปัญหาก็ให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับ 

ภารกิจแรก 'พัชรวาท' เตรียมรับมือ 'ไฟป่า-PM2.5-เอลนีโญ'

“สุดท้ายนี้ผมขอยกพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2521 ในเรื่องรักษาทรัพยากร พระบรมราโชวาทในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธี เฉลิมพระชนมพรรษา ดังความตอนหนึ่งว่า ‘ …ธรรมชาติแวดล้อมของเรา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่งสวยๆ งามๆ เท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้ ก็เท่ากับเป็นการปกปักรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย…’ ดังนั้น ผมขอให้กระทรวงช่วยกันทำงานให้ราบรื่นต่อไป ซึ่งเป็นคำสั้นๆง่ายๆแต่ขอให้ทำจริง” พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าว 

ขณะที่ นายจตุพร กำชับส่วนราชการทั้งหมดรับไปปรับใช้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน และเพื่อรักษาชื่อเสียงของกระทรวงต่อไป 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.อัจฉราวาสกล่าวถึงภารกิจแรก คือ แก้ไขเรื่องไฟป่า และ PM 2.5 เพราะตอนนี้ใกล้เข้าสู่หน้าหนาว ส่วนปัญหาภัยแล้ง ก็ได้รับรายงานว่า ทางปลัดกระทรวง ได้เตรียมการไว้ทั้งหมดแล้ว ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำเรื่องการรับมือเอลนีโญ ทางกระทรวงก็ได้รับทราบแนวทางการควบคุมทั้งหมดแล้ว แต่ก็เป็นสิ่งธรรมชาติ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ เราก็จะดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป 

เมื่อถามว่า จะผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด อย่างไร พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า เรื่องนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้จัดทำร่างพ.ร.บ.ไว้เสนอครม.เรียบร้อยแล้ว เพื่อจะเสนอเข้าสู่สภาฯต่อไป

เมื่อถามต่อว่า โครงการ คทช.จะดำเนินการต่ออย่างไร พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า คทช.ก็กำลังดำเนินการต่อ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับแนวทางการแก้ปัญหาสิทธิที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งก็มีข้อกฎหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว 

จากนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท ประชุมเตรียมความพร้อม ก่อนลงพื้นที่คณะนายกรัฐมนตรีฯ ในวันที่ 15-17 กันยายน นี้ ที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่

ภารกิจแรก 'พัชรวาท' เตรียมรับมือ 'ไฟป่า-PM2.5-เอลนีโญ'