หลักฐานชัด วงจรปิดจับภาพเจ้าหน้าที่ TSA ไมอามี ขโมยของผู้โดยสาร (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725085

หลักฐานชัด วงจรปิดจับภาพเจ้าหน้าที่ TSA ไมอามี ขโมยของผู้โดยสาร (คลิป)

14 ก.ย. 2566 13:12 น.

หลักฐานชัด วงจรปิดจับภาพเจ้าหน้าที่ TSA ไมอามี ขโมยของผู้โดยสาร (คลิป)

กล้องวงจรปิดจับภาพ เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารความปลอดภัยทางคมนาคมสหรัฐฯ ที่สนามบินไมอามี 2 นาย ขณะกำลังขโมยทรัพย์สินของผู้โดยสาร ระหว่างนำกระเป๋าผ่านเครื่องตรวจเอกซเรย์ ซึ่งล่าสุดผู้ก่อเหตุทั้ง 2 และพนักงานหญิงอีก 1 คน ถูกจับกุมดำเนินคดีแล้ว

เกิดเรื่องอื้อฉาวที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้โดยสารอีกครั้ง โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติไมอามีของสหรัฐฯ เมื่อกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารความปลอดภัยทางคมนาคมสหรัฐฯ หรือ TSA 2 นาย ที่ร่วมกันก่อเหตุขโมยทรัพย์สินมีค่าจากกระเป๋าของผู้โดยสาร ในช่วงที่ผู้โดยสารนำกระเป๋าเข้าเครื่องเอกซเรย์

ดูคลิป ที่นี่

โดยเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในคลิปภาพคือ นายลาบาริอุส วิลเลียมส์ วัย 33 ปี และโชซู กอนซาเลซ วัย 20 ปี ซึ่งรู้เห็นเป็นใจและร่วมกันแอบขโมยของมีค่าจากกระเป๋าของผู้โดยสาร เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยจากภาพจะเห็นเจ้าหน้าที่วิลเลียมส์ล้วงมือลงไปในกระบะที่มีกระเป๋าผู้โดยสารอยู่ และค่อยๆ ล้วงหยิบบางอย่างออกมาและใส่ในกระเป๋าเสื้อของตัวเอง เช่นเดียวกับนายกอนซาเลซ ที่แอบเปิดกระเป๋าสะพายและล้วงเข้าไปหยิบเงินออกมาใส่กระเป๋ากางเกงของตัวเองเช่นกัน

โดยหลังจากตำรวจได้รับแจ้งเหตุ ทรัพย์สินมีค่าของผู้โดยสารสูญหาย มูลค่าราว 600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 20,000 บาท ทำให้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และพบหลักฐานชิ้นสำคัญ จนนำไปสู่การจับกุมเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่เอลิซาเบธ ฟัสเตอร์ ที่ต้องสงสัยมีส่วนรู้เห็น อย่างไรก็ตาม ในชั้นตั้งข้อหา เจ้าหน้าที่ไม่พบหลักฐานมาถึงตัวฟัสเตอร์ ทำให้เธอไม่ถูกดำเนินคดี ขณะที่มีรายงานว่า นายกอนซาเลซยอมทำตามเงื่อนไข คือจ่ายคืนเงินให้แก่เหยื่อ 2 ราย จำนวน 700 ดอลลาร์ และทำบริการสังคมเป็นเวลา 25 ชั่วโมง เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกดำเนินคดี และต้องออกจากงาน ส่วนนายวิลเลียมส์ปฏิเสธการเข้าเงื่อนไขดังกล่าว และขอสู้คดีในชั้นศาลต่อไป.

ที่มา : เดลีเมล

ใช่ซากมนุษย์ต่างดาวจริงไหม? ถกสนั่นโลก ‘ฟอสซิลเอเลี่ยน’ เปิดกลางสภาเม็กซิโก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725100

ใช่ซากมนุษย์ต่างดาวจริงไหม? ถกสนั่นโลก ‘ฟอสซิลเอเลี่ยน’ เปิดกลางสภาเม็กซิโก

14 ก.ย. 2566 13:07 น.

ใช่ซากมนุษย์ต่างดาวจริงไหม? ถกสนั่นโลก ‘ฟอสซิลเอเลี่ยน’ เปิดกลางสภาเม็กซิโก

จุดประเด็นถกกันสนั่นโลก ฟอสซิลเอเลี่ยน ที่ถูกนำมาโชว์กลางสภาเม็กซิโก ใช่ซากมนุษย์ต่างดาว อายุพันปีจริงหรือไม่ ขณะที่นักข่าวซึ่งนำสิ่งนี้มาเสนอกลางสภาเม็กซิโกได้เรียกร้องไปยังสถาบันวิทยาศาสตร์ทั่วโลกช่วยตรวจสอบว่ามันคืออะไร?

เมื่อ 14 ก.ย. 2566 สื่อต่างประเทศรายงาน กลายประเด็นที่ชาวโลกกำลังถกกันอย่างหนักว่า ฟอสซิลเอเลี่ยนที่ถูกนำมาเปิดเผยกลางสภาเม็กซิโก เป็นฟอสซิลเอเลี่ยนจริงหรือไม่ หลังจากนาย Jaime Maussan (ไฮเม เมาส์ซัน) ผู้สื่อข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะชาวเม็กซิโก ซึ่งศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาว (เอเลี่ยน) และจานบิน (UFO) มาเป็นเวลาหลายสิบปี ได้นำมาเปิดเผยต่อรัฐสภา ขณะมีการเปิดรับฟังทางสาธารณะที่ต้องการสะท้อนว่า มนุษย์ไม่ได้อยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้เพียงลำพังเป็นครั้งแรกในประเทศ จนสร้างความตื่นตะลึงอย่างมาก 

ซากฟอสซิลสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เอเลี่ยนในครั้งนี้ ที่นายเมาส์ซันนำมาแสดงกลางรัฐสภาในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก ระหว่างที่สภาเปิดประชุมวาระพิเศษ รับฟังเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ผิดปกติที่ระบุไม่ได้ (unidentified anomalous phenomena) หรือ UAP เมื่อ 12 ก.ย. 2566 นั้น เป็นซากของร่างที่มีขนาดเล็ก 2 ร่าง ถูกบรรจุในกล่อง มือแต่ละข้างมีนิ้วเพียง 3 นิ้ว และมีศีรษะยื่นออกมา โดยนายเมาส์ซันอ้างว่าสิ่งนี้มีอายุประมาณ 1,000 ปี ถูกค้นพบที่เปรู ใกล้กับลายเส้นโบราณนาซกา เมื่อปี 2560

ซากฟอสซิลเอเลี่ยน ถูกนำมาเปิดกลางรัฐสภาเม็กซิโก ระหว่างเปิดการรับฟังทางสาธารณะที่ต้องการสะท้อนว่า มนุษย์ไม่ได้อยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้เพียงลำพัง

ขณะที่ นายเมาส์ซัน กล่าวว่า ตัวอย่างฟอสซิลเอเลี่ยนเหล่านี้ได้ถูกวิเคราะห์โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโก (UNAM) ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสามารถสกัด DNA และตรวจสอบหาอายุฟอสซิล จากคาร์บอนกัมมันตรังสี (radiocarbon dating) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘การหาอายุคาร์บอน’ นอกจากนั้น นายเมาส์ซัน ยังระบุว่า มี DNA กว่า 30% ของซากนี้ที่ถูกสกัดออกมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้จัก

นายเมาส์ซัน ยังกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการนำหลักฐานเช่นนี้มาแสดงต่อที่สาธารณะ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกเรากำลังศึกษาเกี่ยวกับตัวอย่างฟอสซิลที่ไม่ใช่มนุษย์และไม่เกี่ยวข้องกับสปีชีส์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกของเรา ซึ่งความเป็นไปได้ทั้งหมดได้เปิดกว้างให้สถาบันทางวิทยาศาสตร์ทุกแห่งบนโลกตรวจสอบ ‘พวกเราไม่ได้อยู่ลำพัง’ นายเมาส์ซัน กล่าวทิ้งท้าย

ในขณะที่ รอยเตอร์ระบุว่า ฟอสซิลแบบนี้ที่เคยถูกพบในอดีตนั้น เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นซากมัมมี่ของเด็ก ในขณะที่ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพของกองทัพเรือเม็กซิโก กล่าวว่า ควรมีการตรวจสอบซากฟอสซิลที่มีการอ้างว่าเป็นซากเอเลี่ยนอายุนับพันปีนี้ จากวิธีเอกซเรย์ การสร้างภาพสามมิติ (3-D reconstruction) และการวิเคราะห์ DNA)

ทั้งนี้ นายเมาส์ซัน ผู้สื่อข่าวและผู้เชี่ยวชาญชาวเม็กซิโก ได้มาร่วมแสดงหลักฐานและความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ผิดปกติที่ระบุไม่ได้ ต่อรัฐสภาเม็กซิโก โดยมีเรือเอก ไรอัน เกรฟส์ อดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ของกองทัพเรือสหรัฐฯ และศาสตราจารย์อาวี โล๊บ ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐฯ มาร่วมแสดงความเห็นด้วย

สำหรับการเปิดรับฟังสาธารณะของรัฐสภาเม็กซิโกเกี่ยวกับปรากฏการณ์ผิดปกติที่ระบุไม่ได้เป็นครั้งแรกนี้ จัดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ได้เปิดการรับฟังเกี่ยวกับปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถระบุได้ หรือ UAP หรือวัตถุบินที่ไม่อาจระบุอัตลักษณ์ได้ UFO ทว่าการที่รัฐสภาเม็กซิโกเปิดไต่สวนเกี่ยวกับเรื่องเอเลี่ยน และ UFO สร้างความตกใจและตื่นตะลึงมากกว่า

ที่มา : Metro,Reuters

ฝรั่งเศส-อังกฤษ จ่อแบนบุหรี่ไฟฟ้า กังวลเด็กสูบเพิ่มขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725084

ฝรั่งเศส-อังกฤษ จ่อแบนบุหรี่ไฟฟ้า กังวลเด็กสูบเพิ่มขึ้น

14 ก.ย. 2566 12:04 น.

ฝรั่งเศส-อังกฤษ จ่อแบนบุหรี่ไฟฟ้า กังวลเด็กสูบเพิ่มขึ้น

ฝรั่งเศสเตรียมแบนบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง หรือพัฟ กังวลเด็ก-วัยรุ่นแห่สูบ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม โดยการแบนอาจมีผลบังคับใช้เร็วสุดภายในสิ้นปีนี้

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประเทศฝรั่งเศสเตรียมประกาศห้ามซื้อ-ขายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง หรือพัฟ (Puff) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการต่อต้านการสูบบุหรี่ใหม่ของรัฐบาล โดยนักรณรงค์ที่เห็นด้วยกับมาตราการดังกล่าวมองว่าการแบนบุหรี่ไฟฟ้าควรมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปีนี้ 

ปัจจุบันหลายประเทศในยุโรป อาทิ เยอรมนี เบลเยียม และไอร์แลนด์ ได้ประกาศแบนเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่สหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

เอลิซาเบธ บอร์น นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส กล่าวว่า ด้วยรูปลักษณ์ สีสัน และกลิ่นของบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้ดึงดูดเด็กมากกว่าบุหรี่และยาสูบแบบดั้งเดิม ก่อให้เกิดความกังวลว่าเด็กจะคล้อยตามและจบลงที่สูบบุหรี่ เช่นเดียวกับสถาบันการแพทย์แห่งชาติของฝรั่งเศส ที่มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าคือกับดักที่อันตรายมากสำหรับเด็กและวัยรุ่น

จากข้อมูลของ Alliance Against Tobacco (ACT) พบว่า 13% ของเด็กอายุ 13-16 ปีเคยลองบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง หรือพัฟ อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ส่วนใหญ่ระบุว่า พวกเขาเริ่มลองสูบตั้งแต่อายุ 11-12 ปี

อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมาย ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่สามารถซื้อบุหรี่ไฟฟ้าได้ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากร้านขายบุหรี่ส่วนใหญ่ไม่ได้ตรวจสอบอายุของผู้ซื้อ หรือขอดูบัตรประชาชน

ขณะเดียวกัน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษก็กำลังพิจารณาห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง หลังมีเสียงเรียกร้องมากมายจากทั้งบุคลากรทางการแพทย์ นักรณรงค์ และภาคเอกชน เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกังวลเรื่องการระบาดของการสูบบุหรี่ในหมู่เด็ก และวัยรุ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : BBC , The Guardian

เจ้าหญิงนอร์เวย์ประกาศข่าวดี เตรียมวิวาห์ คู่หมั้นที่เป็นหมอผีชาวอเมริกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725051

เจ้าหญิงนอร์เวย์ประกาศข่าวดี เตรียมวิวาห์ คู่หมั้นที่เป็นหมอผีชาวอเมริกัน

14 ก.ย. 2566 09:50 น.

เจ้าหญิงนอร์เวย์ประกาศข่าวดี เตรียมวิวาห์ คู่หมั้นที่เป็นหมอผีชาวอเมริกัน

เจ้าหญิงมาร์ธา หลุยส์ แห่งนอร์เวย์ ประกาศว่าช่วงฤดูร้อนหน้า จะทรงเข้าพิธีสมรสกับ นายดูเร็ก แวร์เรตต์ คู่หมั้นชาวอเมริกัน ผู้มีอาชีพทรงเจ้าสื่อสารกับวิญญาณเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

เมื่อ 14 ก.ย.2566 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานว่า เจ้าหญิงมาร์ธา หลุยส์ แห่งนอร์เวย์ จะทรงเข้าพิธีสมรสกับ นายดูเร็ก แวร์เรตต์ คู่หมั้นชาวอเมริกัน ผู้มีอาชีพทรงเจ้าสื่อสารกับวิญญาณเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยพิธีจะมีขึ้นที่เมืองไกแรนเจอร์ สถานที่สวยงามบนชายฝั่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในช่วงฤดูร้อนหน้า

ก่อนหน้านี้ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แสดงความยินดีกับเจ้าหญิงมาร์ธาและพระคู่หมั้น โดยตรัสว่า ยินดีที่ได้ต้อนรับนายแวร์เรตต์สู่สมาชิกราชวงศ์นอร์เวย์ หลังจากเจ้าหญิงสละราชบัลลังก์ และประกาศหมั้นหมายกับนายแวร์เรตต์ ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เพื่อดำเนินธุรกิจการแพทย์ทางเลือกร่วมกับคู่หมั้นของเธอ

โดยนายแวร์เรตต์ ประกอบอาชีพส่งเสริมหลักปฏิบัติทางการแพทย์ที่ไม่มีมูลความจริง ทั้งอ้างถึงการรักษามะเร็ง และขายเหรียญที่เชื่อว่าป้องกันโควิด-19 ทางออนไลน์ ในขณะที่เจ้าหญิงมาร์ธา หลุยส์ อ้างว่า เธอสามารถสื่อสารกับเหล่านางฟ้าได้ รายงานข่าวระบุว่า หลังการสมรส นายแวร์เรตต์จะย้ายไปอยู่ที่นอร์เวย์ และเข้าร่วมกับสมาชิกราชวงศ์โดยไม่มีตำแหน่งใดๆ 

ทั้งนี้ นายแวร์เรตต์ เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “หมอผีรุ่นที่ 6” อ้างว่าฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตาย และทำนายเหตุการณ์โจมตี 11 กันยา ในสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า การยอมรับความเชื่อของเขา อาจทำให้บางคนไม่สบายใจ และส่วนใหญ่คำวิจารณ์ที่เขาเผชิญนั้นเกิดจากการเหยียดเชื้อชาติ.

“ปูติน-คิม” หารือความร่วมมือทางทหาร-พัฒนาดาวเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725086

"ปูติน-คิม" หารือความร่วมมือทางทหาร-พัฒนาดาวเทียม

14 ก.ย. 2566 12:43 น.

“ปูติน-คิม” หารือความร่วมมือทางทหาร-พัฒนาดาวเทียม

นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ร่วมหารือในประเด็นด้านการทหาร สงครามในยูเครน และความช่วยเหลือสำหรับโครงการดาวเทียมของเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน พานายคิม จอง อึน เยี่ยมชมศูนย์อวกาศวอสตอชนี คอสโมโดรม ซึ่งเป็นสถานที่ปล่อยจรวดอวกาศที่ทันสมัยที่สุดของรัสเซีย ในเขตตะวันออกไกลของรัสเซีย และหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการส่งนักบินอวกาศชาวเกาหลีเหนือขึ้นสู่อวกาศ โดยนายคิม ซึ่งเดินทางมาโดยรถไฟจากเกาหลีเหนือ ได้ถามคำถามโดยละเอียดเกี่ยวกับจรวด

หลังการเยี่ยมชม นายปูตินและนายคิม ได้พูดคุยกับบรรดารัฐมนตรีเป็นเวลาหลายชั่วโมง จากนั้นจึงหารือเกี่ยวกับประเด็นโลก รวมถึงประเด็นที่เป็นไปได้ของความร่วมมือแบบตัวต่อตัว ตามมาด้วยงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ที่ประกอบด้วยเมนู “เพลเมนี” ของรัสเซีย ที่มีลักษณะคล้ายเกี๊ยวที่ยัดไส้ด้วยปูคัมชัตกา และปลาสเตอร์เจียนกับเห็ดและมันฝรั่ง

นายคิมดื่มอวยพรเพื่อสุขภาพของปูติน รวมถึงยกย่องชัยชนะของ “รัสเซียผู้ยิ่งใหญ่” และมิตรภาพเกาหลี-รัสเซีย โดยกล่าวถึงชัยชนะของรัสเซียใน “การต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์” กับตะวันตกในสงครามยูเครน “กองทัพและประชาชนรัสเซียจะได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนในการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อลงโทษความชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่ที่อ้างอำนาจครอบงำโลก และหล่อเลี้ยงภาพลวงตาที่กำลังขยายอำนาจ”

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า ประธานาธิบดีปูติน ได้ตอบรับคำเชิญของนายคิม จอง อึน ให้เขาเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า หลังจากการหารือระหว่างนายคิมกับนายปูตินเมื่อวานนี้ นายคิมได้เชิญนายปูตินให้ไปเยือนเกาหลีเหนือตามเวลาที่สะดวก ซึ่งผู้นำรัสเซียได้ตอบรับคำเชิญด้วยความยินดี และย้ำถึงความตั้งใจของเขาที่จะสานต่อความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือต่อไป

สหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้แสดงความกังวลว่า นายคิมอาจจัดหาอาวุธและเครื่องกระสุนให้แก่รัสเซีย แต่ทั้งสองปฏิเสธข่าวดังกล่าว

นายปูตินกล่าวเป็นนัยว่า ได้มีการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารแล้ว แต่เปิดเผยรายละเอียดเพียงเล็กน้อย ขณะที่นายเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกลาโหม เข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ด้วย รัสเซียกล่าวว่า การพูดคุยที่มีความอ่อนไหวระหว่างประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นเรื่องส่วนตัว และเมื่อสื่อรัสเซียถามว่า รัฐบาลรัสเซียจะช่วยนายคิมสร้างดาวเทียมหรือไม่ นายปูตินตอบว่า “นั่นคือเหตุผลที่เรามาที่นี่”

สหรัฐฯ เตือนว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมสำหรับการถ่ายโอนอาวุธใดๆ ก็ตาม โดยประเทศใดประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง และกล่าวว่า นายปูตินกำลังร้องขอความช่วยเหลือจากนายคิม หลังจากสูญเสียทหารหลายหมื่นนายในยูเครน

ด้าน นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ส่งสัญญาณว่ารัสเซียต้องดำเนินกิจกรรมอย่างระมัดระวัง “ความร่วมมือทุกรูปแบบของประเทศใดๆ กับเกาหลีเหนือ จะต้องเคารพต่อระบอบการคว่ำบาตรที่กำหนดโดยคณะมนตรีความมั่นคง” พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้ “เกี่ยวข้องอย่างยิ่ง” ในกรณีของรัสเซียและเกาหลีเหนือ

สำหรับรัสเซีย การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นโอกาสในการ “ยั่วยุ” สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของยูเครน แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าปูตินพร้อมที่จะดำเนินการไปไกลแค่ไหน ในการเติมเต็มความต้องการด้านเทคโนโลยีของเกาหลีเหนือ

ปูตินบอกกับคิมว่า ขณะนี้มีแผนที่จะเยี่ยมชมโรงงานการบินของทหารและพลเรือนในเมืองคอมโซโมลสค์-ออน-อามูร์ ของรัสเซีย และเยี่ยมชมกองเรือแปซิฟิกของรัสเซียในเมืองวลาดิวอสต็อก.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

“มิตต์ รอมนีย์” สว.สหรัฐฯ ประกาศลงจากเวทีการเมือง วอน “ไบเดน-ทรัมป์” หลีกทางคนรุ่นใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725047

"มิตต์ รอมนีย์" สว.สหรัฐฯ ประกาศลงจากเวทีการเมือง วอน "ไบเดน-ทรัมป์" หลีกทางคนรุ่นใหม่

14 ก.ย. 2566 09:27 น.

“มิตต์ รอมนีย์” สว.สหรัฐฯ ประกาศลงจากเวทีการเมือง วอน “ไบเดน-ทรัมป์” หลีกทางคนรุ่นใหม่

มิตต์ รอมนีย์ สว.พรรครีพับลิกันจากรัฐยูทาห์ แถลงลงจากเวทีการเมือง โดยจะไม่ลงสมัครรับการเลือกตั้งใหม่ พร้อมเตือนสองผู้สูงวัย “ไบเดน-ทรัมป์” หลีกทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานบ้าง

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2566 สำนักข่าว BBC รายงานว่า นายมิตต์ รอมนีย์ วัย 76 ปี สมาชิกวุฒิสภาของพรรครีพับลิกัน จากรัฐยูทาห์ แถลงยุติบทบาททางการเมือง หลังจากทำงานการเมืองมานานกว่า 2 ทศวรรษ โดยเขาบอกว่าจะไม่ลงสมัครรับการเลือกตั้งใหม่ หลังสิ้นสุดวาระของวุฒิสภาในอีก 6 ปีข้างหน้า ซึ่งในตอนนั้นเขาก็จะมีอายุถึง 82 ปีแล้ว 

นายรอมนีย์กล่าวว่า ตอนนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับผู้นำที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อกำหนดอนาคตโลกที่พวกเขาจะอาศัยอยู่ต่อไป

ขณะเดียวกัน ในการตอบคำถามของผู้สื่อข่าว นายรอมนีย์ยังกล่าวอีกว่ามันจะเป็นเรื่องดี สำหรับทั้งประธานาธิบดีโจ ไบเดน วัย 80 ปี และนายโดนัลด์ ทรัมป์ วัย 77 ปี ที่จะหลีกทางให้ทั้งสองพรรคสามารถเลือกคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นตัวแทนชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี ในขณะที่ทั้งสองคนยังเป็นผู้นำในการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้แทนทั้งสองพรรคในการลงสู้ศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดี 2567 

ทั้งนี้ นายรอมนีย์เคยได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2559 และเป็นอดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์และผู้บริหารภาคเอกชนและเขาเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันเพียงคนเดียวในสภาคองเกรส ที่ลงคะแนนให้ตัดสินลงโทษโดนัลด์ ทรัมป์ ในการพิจารณาคดีถอดถอนทั้ง 2 คดี.

นายกเทศมนตรีลิเบียคาด เหยื่อน้ำท่วมเมืองเดอร์นาอาจถึง 20,000 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725007

นายกเทศมนตรีลิเบียคาด เหยื่อน้ำท่วมเมืองเดอร์นาอาจถึง 20,000 ศพ

14 ก.ย. 2566 06:00 น.

นายกเทศมนตรีลิเบียคาด เหยื่อน้ำท่วมเมืองเดอร์นาอาจถึง 20,000 ศพ

นายกเทศมนตรีเมืองเดอร์นา ของลิเบีย ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุดคาดว่า ผู้เสียชีวิตในเมืองแห่งนี้อาจมากถึง 20,000 ศพ

สำนักข่าว อัลจาซีรา รายงานว่า ชาวบ้านในเมืองเดอร์นา ของลิเบีย ยังคงพยายามค้นหาญาติและบุคคลอันเป็นที่รักที่สูญหายน้ำท่วมใหญ่ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเรียกร้องรัฐบาลขอถุงบรรจุศพเพิ่ม หลังพบผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันศพ และอีกหลายร่างถูกกระแสนำพัดลงไปในทะเล

เมืองเดอร์นาซึ่งมีชายฝั่งติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถูกกระแสนำรุนแรงพัดเข้าใส่ หลังหย่อมความกดอากาศต่ำที่หลงเหลือจากพายุแดเนียล ทำเกิดฝนตกหนักท่วมเส้นทางน้ำที่ปกติมักจะแห้งแล้งเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เขื่อนเหนือเมืองเดอร์นาแตก อาคารสูงหลายหลังพังถูกน้ำซัดพังถล่มในขณะที่หลายครอบครัวกำลังหลับใหลอยู่ภายใน

ร้อยโท ตาเรก อัล-คาร์ราซ โฆษกกระทรวงมหาดไทยของลิเบีย บอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี เมื่อวันพุธที่ 13 ก.ย. 2566 ว่าจนตอนนี้พบผู้เสียชีวิตในเมืองเดอร์นาเพียงแห่งเดียวมากถึง 3,840 ศพแล้ว โดยที่ในจำนวนนี้ 3,190 รายได้รับการกลบฝังแล้ว มีชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 400 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวซูดานและอียิปต์

ขณะเดียวกัน นายไฮเชม อาบู ชคิอัท (Hichem Abu Chkiouat) รัฐมนตรีกระทรวงการบินพลเรือนของรัฐบาลฝั่งตะวันออกของลิเบีย บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ทั้งหมดตอนนี้มีมากกว่า 5,300 ศพแล้ว และจำนวนอาจเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว

ส่วนนาย อับดุลเมนาม อัล-ไกธี นายกเทศมนตรีเมืองเดอร์นา บอกกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า พวกเขาประเมินว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในเมืองแห่งนี้อาจพุ่งถึงระหว่าง 18,000-20,000 ศพ เมื่อดูจากจำนวนเขตที่ถูกน้ำท่วมทำลาย

ทางการลิเบียประมาณจำนวนผู้สูญหายในเหตุน้ำท่วมไว้ที่ประมาณ 10,000 ราย ขณะที่สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ระบุว่ามีผู้สูญหายอย่างน้อย 5,000 คน

ทั้งนี้ ทีมกู้ภัยจากประเทศอียิปต์, ตูนิเซีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ตุรกี และกาตาร์ เดินทางเข้ามาช่วยเหลือในปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยที่เมืองเดอร์นาแล้ว โดยนายกเทศมนตรียอมรับว่า พวกเขากำลังต้องการทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้ศพ เพราะเขากังวลว่าศพที่ยังอยู่ในซากปรักหักพัง และในน้ำจะทำให้เกิดโรคระบาด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

จับได้แล้ว ฆาตกรสหรัฐฯ แหกคุกเพนซิลเวเนีย หนีตำรวจร่วม 2 สัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725006

จับได้แล้ว ฆาตกรสหรัฐฯ แหกคุกเพนซิลเวเนีย หนีตำรวจร่วม 2 สัปดาห์

14 ก.ย. 2566 05:01 น.

จับได้แล้ว ฆาตกรสหรัฐฯ แหกคุกเพนซิลเวเนีย หนีตำรวจร่วม 2 สัปดาห์

ตำรวจสามารถจับกุมตัวฆาตกรผู้หลบหนีออกจากเรือนจำในรัฐเพนซิลเวเนียได้แล้ว หลังจากตามล่ามานานถึง 14 วัน และสร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวบ้านท้องถิ่นอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายดานีโล คาวัลกานเต ชาวบราซิลวัย 34 ปี นักโทษหลบหนีผู้ก่อเหตุแหกคุกออกจากเรือนจำในรัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกตำรวจตามจับกุมตัวได้แล้วในวันพุธที่ 13 ก.ย. 2566 ในพื้นที่ป่าแห่งหนึ่ง หลังจากเครื่องบินของเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตรวจจับความร้อนพบตัวเขาเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา

นายคาวัลกานเตถูกศาลตัดสินเมื่อเดือนสิงหาคม ให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิทำทัณฑ์บน โทษฐานฆาตกรรมอดีตแฟนสาวต่อหน้าต่อตาลูกๆ 2 คนของเธอ ในเดือนเมษายน 2564

แต่ในวันที่ 31 ส.ค.หรือไม่ถึงสัปดาห์หลังจากถูกพิพากษา นายคาวัลกานเตก็ก็ลักลอบออกจากกำแพง 2 ชั้นของเรือนจำ เชสเตอร์ เคาน์ตี ด้วยท่าเดินปู (crab-walked) และปีนรั้วลวดหนามหลบหนีออกไปได้สำเร็จ ระหว่างการรอส่งตัวไปยังทัณฑสถานแห่งอื่น

การหลบหนีของนายคาวัลกานเต ทำให้เกิดการตามล่าตัวขนานใหญ่ มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกว่า 500 นาย พร้อมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งกล้องมองกลางคืน, สุนัขดมกลิ่น, โดรน และการสนับสนุนทางอากาศ อย่างไรก็ตาม ผ่านไปหลายวันพวกเขาก็ยังตามรอยนักโทษหลบหนีรายนี้ไม่พบ

ระหว่างการค้นหา ชาวบ้านในเขตเชสเตอร์ แจ้งการพบเห็นชายที่เชื่อว่าเป็นนายคาวัลกานเตแก่เจ้าหน้าที่หลายครั้ง ขณะที่สื่อโทรทัศน์รายงานว่า สถิติการซื้อปืนในเขตแห่งนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลันเนื่องจากกระแสความหวาดกลัว

ตำรวจพบด้วยว่า นายคาวัลกานเตพยายามติดต่อคนรู้จักรวมถึงน้องสาว แต่เธอไม่ได้ช่วยเขาและถูกควบคุมตัวในภายหลังข้อหา ละเมิดกฎหมายการเข้าเมือง ขณะที่ครอบครัวของหญิงที่ถูกนายคาวัลกานเตฆาตกรรม อยู่ภายใต้การคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง

การค้นหาล่วงเลยมาจนถึงวันอังคารที่ 12 ก.ย. เจ้าหน้าที่ประกาศเตือนว่าฆาตกรหลบหนีรายนี้เข้าไปยังโรงรถที่เปิดอยู่แห่งหนึ่ง และหนีไปพร้อมกับอาวุธปืนไรเฟิล .22 โดยที่เจ้าของบ้านยิงปืนไล่หลัง

ทีมค้นหาของตำรวจฝ่าสายออกลาดตระเวนบนภูเขาในพื้นที่ป่าของเมือง เซาท์ โคเวนทรี ในช่วงข้ามคืนวันอังคาร และเข้าใกล้นายคาวัลกานเตมากขึ้นหลังเขาไปทำสัญญาณกันขโมยของบ้านหลังหนึ่งดังขึ้น จนกระทั่งในเวลา 01.00 น.ของวันพุธ เครื่องบินของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดก็ตรวจจับความร้อนที่เชื่อว่ามาจากคนร้ายรายนี้ได้ แต่ต้องล่าถอยเพราะอากาศเลวร้าย

อย่างไรก็ตาม ทีมยุทธวิธีซึ่งประกบด้วยเจ้าหน้าที่ 24 นาย เข้าประชิดจุดที่พบความร้อนดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลา 04.00 น. จนในที่สุดก็สามารถระบุตำแหน่งของนายคาวัลกานเตได้ใน 4 ชั่วโมงต่อมา โดยสุนัขตำรวจเป็นผู้สยบเขา ขณะพยายามคลานผ่านพุ่มไม้หนาทึบ และไม่มีการยิงปืนใดๆ เกิดขึ้น

หลังถูกจับกุม นายคาวัลกานเตได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และจะถูกส่งตัวไปรับการประเมินทางการแพทย์ โดยอัยการเมืองฟิลาเดลเฟียระบุในแถลงการณ์ว่า เขาจะถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาหลบหนีการจับกุมซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

ด้านคณะกรรมการบริหารเขตเชสเตอร์ ออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า การจับกุมนายคาวัลกานเตช่วยยุติฝันร้ายที่ดำเนินมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาบอกด้วยว่า ทางเรือนจำจะปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงจ้างเจ้าหน้าที่มากขึ้น เนื่องจากในอดีตก็เคยมีนักโทษหลบหนีออกไปด้วยวิธีการเดียวกับนายคาวัลกานเตมาแล้ว

ที่มา : bbc

เมีย ‘เอล ชาโป’ ราชายาเสพติดเป็นอิสระแล้ว หลังติดคุกเกือบ 2 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725005

เมีย ‘เอล ชาโป’ ราชายาเสพติดเป็นอิสระแล้ว หลังติดคุกเกือบ 2 ปี

14 ก.ย. 2566 03:57 น.

เมีย ‘เอล ชาโป’ ราชายาเสพติดเป็นอิสระแล้ว หลังติดคุกเกือบ 2 ปี

ภรรยาสาวของ เอล ชาโป ราชายาเสพติดชื่อก้องโลก พ้นโทษจำคุกแล้ว หลังจากอยู่ในเรือนจำมานานเกือบ 2 ปี โดยได้เป็นอิสระก่อนกำหนด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางเอมมา โคโรเนล เอสปูโร ภรรยาของนายวาคิน ‘เอล ชาโป’ กุซมัน ราชายาเสพติดชาวเม็กซิโก ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำในสหรัฐฯ แล้วเมื่อวันพุธที่ 13 ก.ย. 2566 หลังจากเธอรับโทษจำคุกเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี ในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน

โคโรเนลถูกตัดสินจำคุก 3 ปีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 หลังจากเธอยอมรับผิดในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับจักรวรรดิยาเสพติดของสามีของเธอ นอกจากนั้น เธอยังถูกตัดสินลงโทษคุมประพฤติเป็นเวลา 4 ปี หลังได้รับการปล่อยตัว และยึดทรัพย์จำนวน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย

“เรายืนยันได้ว่า เอมมา โคโรเนล เอสปูโร ได้รับการปลดปล่อยจากการควบคุมตัวของสำนักงานทัณฑสถานกลาง (FBOP) แล้วในวันนี้ วันที่ 13 ก.ย. 2566” แรนดิลี กียามุสโซ โฆษกของ FBOP บอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น “แต่เพื่อความมั่นคง, ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว FBOP จะไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเราแล้ว”

ทั้งนี้ นางโคโรเนล วัย 34 ปี ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานกลางจนถึงเมื่อเดือนมิถุนายน ก่อนจะถูกส่งไปยังศูนย์จัดการเพื่อนำตัวนักโทษกลับเข้าสู่สังคม (residential reentry management facility) ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้พ้นโทษ ให้มีที่พักอาศัย และมีงานทำชั่วคราวระหว่างออกจากคุกกลับคืนสู่สังคม ในเมืองลอง บีช รัฐแคลิฟอร์เนีย

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ระหว่างที่นางโคโรเนลรับโทษจำคุก ลูกครึ่งอเมริกันเช-เม็กซิกันรายนี้ แสดงออกถึงการสำนึกผิดอย่างลึกซึ้ง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายกุซมันและแก๊งซินาโลอา รวมถึงเรื่องความเสียหายที่เธออาจก่อให้เกิดขึ้น

ด้านนายกุซมัน ผู้เคยแหกคุกในเม็กซิโกมาแล้ว 2 ครั้ง ขณะที่กำลังรับใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตที่ทัณฑสถาน ซุปเปอร์แม็กซ์ ในรัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงสุด หลังเขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม, ลักลอบค้ายาเสพติด และข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนอื่นๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกค้ากินซาร์ดีนในร้านอาหารฝรั่งเศส ติดเชื้อโบทูลิซึมดับ 1 ป่วยอีก 12 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2725004

ลูกค้ากินซาร์ดีนในร้านอาหารฝรั่งเศส ติดเชื้อโบทูลิซึมดับ 1 ป่วยอีก 12 ราย

14 ก.ย. 2566 02:45 น.

ลูกค้ากินซาร์ดีนในร้านอาหารฝรั่งเศส ติดเชื้อโบทูลิซึมดับ 1 ป่วยอีก 12 ราย

ลูกค้าร้านอาหารแห่งหนี่งในฝรั่งเศส ติดเชื้อโบทูลิซึมหลังจากทานซาร์ดีนดองจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ล้มป่วยอีก 12 คน แต่จำนวนแท้จริงอาจมีมากกว่านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขฝรั่งเศสเปิดเผยในวันพุธที่ 13 ก.ย. 2566 ว่า หญิงรายหนึ่งเสียชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ‘โบทูลิซึม’ หลังทานปลาซาร์ดีนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองบอร์โด ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ขณะที่ลูกค้าอีก 12 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

อนึ่ง เชื้อโบทูลิซึมเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท และมักเข้าสู่ร่างกายผ่านการทานอาหารที่หมักดองเอาไว้ไม่ดี ผู้ติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 5-10% เนื่องจากอาการเป็นพิษที่เกิดจากแบคทีเรีย ‘ครอสทริเดียม โบทูลินัม’

ดร.แบงจาแมง คลูโซ จากโรงพยาบาล เพลเลกริน ในเมืองบอร์โด กล่าวว่า หญิงผู้เคราะห์เข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลใกล้กรุงปารีสหลังเดินทางกลับไปพร้อมกับแฟนของเธอ จากนั้น หญิงรายนี้จึงกลับบ้านและเสียชีวิตที่นั่น ส่วนแฟนของเธอล้มป่วย และยังต้องรับการดูแลในห้องไอซียู

ด้านสำนักงานสาธารณสุขฝรั่งเศส (DGS) ระบุว่า จนถึงวันพุธที่ 13 ก.ย. ยังมีผู้ป่วยต้องรับการรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งสิ้น 12 ราย มีทั้งชาวอเมริกัน, ไอริช, เยอรมัน และแคนาดา โดย 5 รายในจำนวนนี้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

DGS บอกอีกว่า ผู้ป่วยทุกคนทานปลาซาร์ดีนที่ร้าน ‘Tchin Tchin Wine Bar’ ระหว่างวันที่ 4-10 ก.ย. ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าของร้านเป็นผู้หมักดองปลาซาร์ดีนดังกล่าวด้วยตัวเอง โดยเขายอมรับว่า ทิ้งปลาที่หมักดองไว้ไปหลายโหลเนื่องจากมีกลิ่นเหม็นรุนแรงเมื่อเปิดออกมา แต่ในโหลอื่นๆ ยังดูใช้ได้จึงนำไปเสิร์ฟให้ลูกค้า

ร้าน Tchin Tchin Wine Bar ถูกสั่งปิดชั่วคราวตั้งแต่วันพุธ ขณะที่เจ้าของร้านถูกห้ามไม่ให้เตรียมปลาซาร์ดีนด้วยตัวเองอีก โดยปลาที่เหลือถูกเจ้าหน้าที่ยึดไปตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว

เจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ป่วยเพิ่มอีก เนื่องจากว่า เชื้อโบทูลิซึมใช้เวลาฟักตัวนานหลายวัน พวกเขาแจ้งเตือนด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เพื่อขอให้โรงพยาบาลต่างๆ สอบถามผู้ป่วยที่เข้าข่ายติดเชื้อ ว่าทานปลาซาร์ดีนในร้านนี้หรือไม่ โดยคาดว่าอาจมีผู้ได้รับผลกระทบรวมทั้งหมด 25 คน

ทั้งนี้ การติดเชื้อโบทูลิซึมสามารถทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเป็นอัมพาตนานหลายสัปดาห์ ซึ่งเป็นอันตรายที่สุดหากมันทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจเป็นอัมพาต นอกจากนั้นยังมีอาการป่วยอื่นๆ เช่น ท้องร่วง, อาเจียน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นหรือการพูด

ที่มา : cna