‘สอวช.’ปลื้มแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus คว้ารางวัลเลิศรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755302

‘สอวช.’ปลื้มแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus คว้ารางวัลเลิศรัฐ

‘สอวช.’ปลื้มแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus คว้ารางวัลเลิศรัฐ

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 10.26 น.

‘สอวช.’ปลื้มแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus คว้ารางวัลเลิศรัฐ ระดับดีเด่น ประจำปี 2566 ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ ตอบเป้าหมายการพัฒนากำลังคนสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นางสาวภาณิศา หาญพัฒนนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมอุดมศึกษาและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต พร้อมตัวแทนพนักงาน สอวช. เข้ารับมอบรางวัลเลิศรัฐ ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ ระดับดีเด่น ประจำปี 2566 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) โดยโครงการที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้คือ “แพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงตอบการลงทุนของภาคผลิตและบริการ” หรือ แพลตฟอร์ม STEMPlus 

ดร.กิติพงค์  กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของ สอวช. ที่ กพร. ได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับเรา ทีมงานทุกคนทุ่มเทและตั้งใจที่จะสร้างแพลตฟอร์ม STEMPlus ขึ้นมา ให้เป็นแพลตฟอร์มให้บริการขนาดใหญ่รองรับความต้องการด้านกำลังคนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยรวบรวมหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนากำลังคน ตอบโจทย์ตามความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เน้นการส่งเสริมการปรับทักษะ ยกระดับทักษะ (Reskill Upskill) และจับคู่กำลังคนไปสู่การทำงานและการประกอบอาชีพ ตอบโจทย์ 3 กลุ่ม สำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ประกอบการ สามารถนำค่าใช้จ่ายการจ้างงานบุคลากรด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM)  ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ผ่านการรับรองไปขอลดหย่อนภาษีได้ 150% ซึ่งปัจจุบันมีการขอรับรองการจ้างงานแล้ว 4,446 ตำแหน่งงาน จาก 105 บริษัท

นอกจากนี้สถานประกอบการที่ส่งบุคลากรเข้ารับฝึกอบรมในหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจาก อว. สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ 250% ซึ่ง STEMPlus ได้รวบรวมรายชื่อหลักสูตร จำนวน 691 หลักสูตร จาก 70 หน่วยฝึกอบรม ซึ่งมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมแล้ว 55,130 คน โดยมีเป้าหมายจะพัฒนาคนให้ได้ 100,000 คน ภายในปี 2567 กลุ่มที่ 2 นักศึกษาและบุคคลทั่วไป จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มโอกาสการได้ทำงานที่ต้องการและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็น โดยปัจจุบันยังได้มีนวัตกรรมการศึกษาในรูปแบบการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา หรือ Higher Education Sandbox เกิดขึ้นจำนวน 11 โครงการ ซึ่งสามารถผลิตกำลังคนที่สอดคล้องตามความต้องการได้อย่างน้อย 20,000 คนภายในปี 2575 และในกลุ่มที่ 3 ตอบโจทย์หน่วยฝึกอบรม ให้ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ตามความต้องการในหลากหลายสถานการณ์

ลดแหลก!!! สมัครด่วนสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ขยายอายุถึง 65 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755264

ลดแหลก!!! สมัครด่วนสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ขยายอายุถึง 65 ปี

ลดแหลก!!! สมัครด่วนสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ขยายอายุถึง 65 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.31 น.

ลดแหลก!! สมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ขยายอายุถึง 65 ปี ให้เป็นของขวัญฉลองครบรอบ 20 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.“ 2 ทศวรรษ ครอบครัวครู เราดูแล” เปิดรับสมัครระหว่าง วันที่ 7 กันยายน -19 ตุลาคม 2566

7 ก.ย.66 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. มีความมุ่งมั่น ตั้งใจดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีที่สุดในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพอนามัย สวัสดิการ สวัสดิภาพ และเพื่อเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.“2 ทศวรรษ ครอบครัวครู เราดูแล ” จะมีการเปิดรับสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และ การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) เป็นกรณีพิเศษ โดยขยายอายุผู้สมัครจากการรับกรณีปกติอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ เป็นรับสมัครจนถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนับถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 พร้อมทั้งลดเงินค่าสมัคร และลดการเก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า เพื่อสำรองไว้เป็นการจัดการศพลง โดยจะเปิดรับสมัครกรณีพิเศษระหว่างวันที่ 7 กันยายน – 19 ตุลาคม 2566 ณ สำนักงาน สกสค.จังหวัด และ สำนักงาน สกสค.ส่วนกลาง ในวันและเวลาทำการ ซึ่งผู้สมัครต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเอง

ดร.พิเชฐ กล่าวต่อไปว่า การรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค.กรณีพิเศษ แบ่งเป็น 3 กลุ่มอายุ คือ 1.กลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ กรณีพิเศษ ค่าสมัคร 20 บาท จากปกติค่าสมัคร 50 บาท  และลดการเก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเหลือ 200 บาท จากปกติ 1,000 บาท  2.กลุ่มอายุเกิน 35 – 60 ปี และ 3.กลุ่มอายุเกิน 60 – 65 ปี หรือ ผู้ที่เคยลาออกจากการเป็นสมาชิก ช.พ.ค. ใน 2 กลุ่มนี้ชำระค่าสมัครกรณีพิเศษเท่ากัน คือ 50  บาท และ เก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 500 บาท  สำหรับการรับสมัครสมาชิก ช.พ.ส. กรณีพิเศษ แบ่งเป็น 3 กลุ่มอายุเช่นเดียวกัน คือ 1.กลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ ค่าสมัคร 20 บาท จากปกติค่าสมัคร 50 บาท  และลดการเก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเหลือ 200 บาท จากปกติ 600 บาท  2. กลุ่มอายุเกิน 35 – 60 ปี และ 3.กลุ่มอายุเกิน 60 – 65 ปี หรือ ผู้ที่เคยลาออกจากการเป็นสมาชิก ช.พ.ส. ใน 2 กลุ่มนี้ชำระค่าสมัครกรณีพิเศษเท่ากัน คือ 50  บาท และ เก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 500 บาท โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. กรณีพิเศษ สามารถตรวจสอบเพื่อจัดเตรียมเอกสารประกอบการสมัครได้ที่ เว็บไซต์ http://www.otep.go.th  หรือ Face book : สกสค. ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกถอนชื่อจากการเป็นสมาชิก ช.พ.ค.- ช.พ.ส. ไม่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกในครั้งนี้ได้

“ช.พ.ค.-ช.พ.ส. จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. เมื่อสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. คนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก ช.พ.ค.ทั้งสิ้น 936,482 คน หากสมาชิกเสียชีวิตครอบครัวจะได้รับเงินประมาณ 900,000 บาท ส่วนสมาชิก ช.พ.ส. มีทั้งสิ้น 388,100 คน หากสมาชิกเสียชีวิตครอบครัวจะได้รับเงินประมาณ 370,000 บาท โดยแบ่งการจ่ายเงินเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกค่าจัดการศพ จะได้รับภายใน 20 นาทีเมื่อเอกสารหลักฐานประกอบการขอรับเงินครบ ส่วนที่ 2 เงินสงเคราะห์ครอบครัวหลังจากหักส่วนแรกออกแล้ว โดยกรณีไม่มีภาระผูกพัน จะจ่ายภายใน 90 วัน นับจากวันที่สำนักงานประกาศ นอกจากนี้สมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น เข้าใช้บริการหอพัก สกสค. ในอัตราพิเศษ เป็นต้น ทั้งนี้ หากมีสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. เป็นจำนวนมากครอบครัวก็จะได้รับเงินสงเคราะห์มากขึ้นด้วย” ดร.พิเชฐ กล่าว

รักษาการเลขาธิการ สกสค. ด้วยว่า  มีสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. สอบถามเข้ามาว่า จะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้กู้เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ออกมาใช้ก่อน หรือแบ่งเงินครึ่งหนึ่งให้สมาชิกนำมาใช้ก่อนเสียชีวิตได้หรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่า ไม่ได้ เพราะ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีระเบียบสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วย ช.พ.ค./ช.พ.ส. พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) กำกับให้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อสมาชิกเสียชีวิตก็เก็บเงินจากเพื่อสมาชิกศพละ 1 บาท เพื่อรวบรวมให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นเงินที่เก็บมาและจ่ายไปไม่ได้นำมากองรวมไว้ และไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการฌาปนกิจสงเคราะห์

สกสว.เสนอเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว ระหว่าง ‘ไทย–นครเซี่ยงไฮ้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755244

สกสว.เสนอเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว ระหว่าง 'ไทย–นครเซี่ยงไฮ้'

สกสว.เสนอเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว ระหว่าง ‘ไทย–นครเซี่ยงไฮ้’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 20.17 น.

สกสว. ร่วมแบ่งปันภารกิจด้านการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเสนอแนวคิด BCG ของประเทศไทย ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของความร่วมมือ “ไทย – นครเซี่ยงไฮ้ ” พร้อมเข้าพบคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (STCSM) และเยี่ยมชมโรงงานบำบัดน้ำเสียใต้ดินแบบครบวงจร รวมถึงศูนย์วิจัยที่สนับสนุนข้อมูลด้านเคมี ที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้

เมื่อเร็วๆ นี้ รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะผู้แทนผู้อำนวยการ สกสว. เข้าร่วมการประชุม Bangkok Shanghai Economic Conference (BSEC) ครั้งที่ 6 ณ สถานกงสุลใหญ่ นครเซี่ยงไฮ้ โดยได้รับเชิญให้บรรยายในหัวข้อ Introduction of Thailand Science Research and Innovation (TSRI) and BCG concept of Thailand เนื่องจาก สกสว.เป็นหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญ ของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสีเขียว และขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG Economy Model

รอง ผอ. สกสว. กล่าวว่า สกสว. มีความร่วมมือ (MOU) กับคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (Science and Technology Commission of Shanghai Municipality : STCSM) เพื่อร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมิติต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย  

1.ด้านชีวเภสัชภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ

2.ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร

3.ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

4.ด้านปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และ 5.ธนาคารเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology Bank)

ทั้งในส่วนของการร่วมสนับสนุนโครงการวิจัย การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบายและมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญ เป็นต้น โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม และ นาย กง เจิ้ง นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ ให้เกียรติเป็นสักขีพยานใน พิธีลงนาม ณ Chinese Academy of Sciences Innovation Cooperation Center (Bangkok) 

สำหรับ ความร่วมมือดังกล่าว สอดคล้องกับแผนด้าน ววน. ปี 2556-2570 ในยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ประเทศไทยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy ) หรือ BCG เพื่อสนับสนุนส่งเสริมและขับเคลื่อนการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ผลิตที่เป็นฐานการผลิตเดิม เช่น เกษตรกรและชุมชน ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงหรือนวัตกรรม

ในการนี้ รองผู้อำนวยการ สกสว. ได้เข้าพบ คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือการดำเนินงาน ตามที่ได้ลงนามร่วมกัน โดยหวังว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนพันธกิจขององค์กรทั้งสอง พร้อมกับเยี่ยมชม Shanghai Chengtou Water Group โรงงานบำบัดน้ำเสียใต้ดินแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีกำลังการผลิต 40,000 ลบ.ม. ต่อวัน เทียบได้กับโรงงานบำบัดน้ำเสียส่วนกลางที่มาบตาพุดประมาณ 30 เท่า ซึ่งมีกระบวนการบำบัดน้ำเสียที่มีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินการก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในเมืองเซี่ยงไฮ้ ส่วนของเสียที่เป็นกากตะกอนที่เผาไหม้ได้จะถูกขนส่งไปยังเป็นเชื้อเพลิงยังโรงไฟฟ้า

ก่อนเยี่ยมชม Shanghai Research Institute of Chemical Industry ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนข้อมูลด้านเคมีให้กับอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 4 เทคโนโลยีหลัก คือ Advanced Material, Bio-medicine, Public Safety, Energy Conservation and environment Protection อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนผู้ประกอบให้สามารถเข้ารับบริการได้ตั้งแต่การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและการวิจัย การจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาหรือเครื่องมือ ไปจนถึงการออกแบบและวางแผนการสร้างโรงงานเพื่อดำเนินการได้จริง ซึ่งทางศูนย์นี้ได้มีการดำเนินการเรื่องพัฒนาพลาสติกร่วมกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน  

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชม Green technology bank (GTB) หน่วยงานที่ไม่ใช่ธนาคาร แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบ เข้าถึงการสนับสนุนของธนาคารได้เหมาะสม เช่นการลงทุนในกรีนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้วยดอกเบี้ยต่ำ หรือกลไกสนับสนุนการการเงินเพื่อการลงทุนอื่น ๆ ที่เหมาะสม ที่ทาง GTB ได้ให้การรับรองกับกรีนเทคโนโลยีที่ผ่านเกณฑ์ โดยการรวบรวมและจัดประเภทกรีนเทคโนโลยีไว้ในระบบข้อมูล เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ทั้งนี้ ทาง GTB ได้เปิดสาขาในต่างประเทศที่สาขาแรก คือที่กรุงเทพมหานครอีกด้วย โดยคาดว่าจากการลงนามความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันมากขึ้น

‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558055

08 ก.ย. 2566

‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”

นพ.เชิดชัย บอกโล่งใจ ตั้งรัฐบาลประชาชนสำเร็จ เชื่อมั่น ‘เศรษฐา’ จะแก้วิกฤติประเทศได้ ขณะที่ ‘นายกฯ’ ลุยอีสาน พบชาวขอนแก่น ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง ท่ามกลางการต้อนแสนอบอุ่นของสมาคมสตรีผูกผ้าขาวม้ารอบเอว-รอบคอ พร้อมตะโกน“นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”

เมื่อวันที่  8 ก.ย. 2566 ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช ว่าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่พบปะประชาชน ติดตามสถานการณ์เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ภาคอีสาน 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ สักการะสิ่งศักดิ์ ศาลหลักเมืองจังหวัดขอนแก่นนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ สักการะสิ่งศักดิ์ ศาลหลักเมืองจังหวัดขอนแก่น

‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”
‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”
‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”

โดยในช่วงเช้าวันนี้ 08.15น. นายเศรษฐา พร้อมคณะ ได้เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์ ศาลหลักเมืองจังหวัดขอนแก่น โดยมีนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และตัวแทนส่วนราชการ ตลอดจนผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น รวมถึงสมาคมสตรีชาวอีสาน 20 จังหวัด ที่สวมเสื้อแดงมารอให้การต้อนรับนายเศรษฐา 

ประชาชนที่มาต้อนรับนายกฯ ผูกผ้าขาวม้ารอบเอว-รอบคอ ประชาชนที่มาต้อนรับนายกฯ ผูกผ้าขาวม้ารอบเอว-รอบคอ

‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”
‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”

ทันทีที่นายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึง ได้นำผ้าข้าวม้ามาผูกเอวและคล้องคอของนายกรัฐมนตรีจำนวนหลายผืน พร้อมมอบพวงมาลัย และเข้าไปกอดให้กำลังใจอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งตะโกนว่า “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”

จากนั้นนายเศรษฐา พร้อมคณะเดินทางไปเยี่ยมชมเขื่อนอุบลรัตน์ และพบปะประชาชนที่อยู่ทั้งในพื้นที่ชลประทานและในพื้นที่นอกชลประทาน เพื่อพูดคุยประเด็นปัญหาภัยแล้ง ผลกระทบจากเอลนีโญ่ พื้นที่ทำกิน และการบริหารจัดการน้ำ ส่วนราชการถึงสถานการณ์น้ำและมาตรการรับมือภัยแล้ง หลังพบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนของปีนี้น้อยกว่าปีที่ผ่านมาถึงครึ่งหนึ่ง

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตแกนนำ นปช.ภาคอีสาน กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่มีการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนได้สำเร็จ เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนรู้สึกว้าวุ่น เพราะกลัวจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ตอนนี้ประชาชนรู้สึกโล่งใจ ถือเป็นเรื่องที่ดี เชื่อว่าปัญหาของประเทศถึงเวลาสิ้นสุด วันนี้เป็นการสอนประชาชนไปในตัวว่า เราต้องอดทนจึงจะได้ประชาธิปไตย ทั้งนี้รูปร่างน่าตาของรัฐบาลค่อนข้างพอใจ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลลูกผสม แต่เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าให้ได้ ต้องให้เวลารัฐบาลได้ทำงาน 

นายกฯ โบกมือทักทายประชาชนที่มาต้อนรับนายกฯ โบกมือทักทายประชาชนที่มาต้อนรับ

‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”
‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”

“คาดว่าประมาณ 6 เดือนก็จะเห็นว่าใครเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เชื่อมั่นในตัวนายกฯ เศรษฐา มั่นใจว่าจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศใน 3 ด้านได้ คือ เศรษฐกิจ การเมือง และความแตกแยกทางการเมือง ซึ่งขอให้กำลังใจว่าขอให้ “ขยัน ขยัน ขยัน” และทำงานให้เยอะๆ”อดีตแกนนำ นปช.ภาคอีสาน กล่าว

‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”
‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”
‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”
‘นายกฯ’ ลุยอีสานดูภัยแล้ง-ปชช.เชียร์ “นายกฯเศรษฐาจะพาประชาชนเป็นเศรษฐี”

กฤศเมธ โลโห ผู้สื่อข่าว จ.ขอนแก่น

เหมาะสมหรือไม่ กู้มาแจก ‘เงินดิจิทัล’ ตามนโยบาย ‘หาเสียง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558058

08 ก.ย. 2566

เหมาะสมหรือไม่ กู้มาแจก 'เงินดิจิทัล' ตามนโยบาย 'หาเสียง'

อดีตกรรมาธิการงบประมาณ 2566 ถาม กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจก ‘เงินดิจิทัล’ ตามที่ ‘หาเสียง’ ไว้ แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ย เหมาะสม หรือไม่

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กมธ. งบประมาณ ปี 2566 โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มาตรการกึ่งการคลัง Quasi fiscal policy เป็นคำเท่ใหม่ ๆ ที่รัฐบาลชอบใช้  กรณีที่เงินงบประมาณแผ่นดินไม่พอ  แต่จะกู้อย่างเป็นทางการก็กระดาก  เนื่องจากงบประมาณขาดดุลเยอะแล้ว หากกู้ให้เห็นตัวเลขขาดดุลเยอะขึ้นอีก  

รัฐบาล จึงใช้กลไกทางการเงินการคลังของรัฐ  เช่น ธนาคารของรัฐ  กรุงไทย ออมสิน ธกส. มาจ่ายเงินบรรเทาความเดือดร้อนไปก่อน  โดยรัฐจะตั้งงบประมาณชดใช้พร้อมดอกเบี้ยในภายหลัง ส่วนคำที่ชาวบ้านใช้ คือ การกู้จากรัฐวิสาหกิจ  ประเด็นคือ ถ้ากู้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมการก็เป็นสิ่งที่พอมีเหตุผลยอมรับได้ 

แต่หากกู้มาแจกตามนโยบายหาเสียง อย่างกรณีเงินดิจิทัล ให้บุคคลโดยไม่จำแนกว่าเป็นคนมีรายได้เดือนละร้อยล้านหรือไม่กี่พันบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วต้องใช้หนี้คืนพร้อมดอกเบี้ย  เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดว่า เหมาะสมหรือไม่  อยากได้ อยากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่กู้ และไม่แถ ว่าใช้มาตรการกึ่งการคลัง 

สมชัย ระบุอีกว่า ในฐานะที่ศึกษาเรื่องBlockchain มาตั้งแต่ 2560 เห็นว่า มีประโยชน์ในการรักษาความลับ  เช่น เอาไปซื้ออะไร ที่ไหน มีเงินเหลือเท่าไร  แต่ไม่มีประโยชน์ หากมีการกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่าย เงินดิจิทัล เช่น  ต้องซื้อในรัศมี 4 กม.จากที่อยู่ในบัตรประชาชน  เพราะ blockchain ไม่มี GPS

เปิดตัวเลขานุการ รมว.คลังมืองาน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ พรรค ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557140

08 ก.ย. 2566

เปิดตัวเลขานุการ รมว.คลังมืองาน 'ดิจิทัลวอลเล็ต' พรรค 'เพื่อไทย'

เผ่าภูมิ โรจนสกุล มืองาน ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’พรรคเพื่อไทย ได้เป็นเลขานุการ รมว.คลัง รอแต่งตั้งในการประชุมครม. 13 ก.ย. นี้

ค่อนข้างแน่นอนแล้ว สำหรับ เผ่าภูมิ โรจนสกุล โฆษกคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ที่จะได้ตำแหน่งเลขานุการ รมว.คลัง หลังจากมีบทบาทสำคัญ ในการอธิบาย นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ของพรรคตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งจนมาระยะหลังก่อนจัดตั้งรัฐบาล

ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เขาเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ตอบโต้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเด็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และความล้มเหลวของ พ.ร.ก. เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ที่เรียกว่า กู้มาแจก เลยไปถึงความล้มเหลวในการบริหารสถานการณ์โควิด-19

เส้นทางการเมือง

เผ่าภูมิ โรจนสกุล อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 89 ของพรรคเพื่อไทย มีประสบการณ์ทำงานที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งว่ากันว่าเป็นคลังสมองของประเทศ

เผ่าภูมิ เข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยจากการเชิญชวนของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค ทำงานด้านการพัฒนา วิจัยและออกแบบนโยบาย ได้เป็น กรรมการและเลขานุการกรรมการนโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำหน้าที่สื่อสารกับสังคมในประเด็น ดิจิทัลวอลเล็ต หรือ นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท  คนไทยทุกคนที่อายุเกิน 16 ปี จะได้เงินดิจิทัล 10,000 บาท ผูกกับบัตรประชาชน โอนเข้าอัตโนมัติ เต็มจำนวน งบประมาณทุกบาทใน 560,000 ล้านบาท โอนตรงถึงมือประชาชน ใช้จ่ายได้เต็มจำนวน ไม่มีการหักใดๆ

โดยทำระบบ Blockchain เป็นระบบที่สร้างโดยรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับภาคเอกชน ระบบการเงินที่ทันสมัยนี้จะเป็นสมบัติของประเทศหลังจากโครงการนี้เสร็จสิ้น ทั้งหมดเป็นการดำเนินการโดยรัฐบาล ไม่ใช่โครงการ ประชานิยม แต่แต่เป็นการสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ  ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความมั่นคงทางการคลัง ทุกบาทที่ใช้ต้องมีผลตอบแทนสูง และย้อนกลับมาเป็นความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว
 

ประวัติ เผ่าภูมิ โรจนสกุล
ชื่อเล่น ออฟ
เกิดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2526 อายุ 40 ปี

การศึกษา

ปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

MBA : University of Massachusetts at Boston

MA. Economics : University of Illinois at Chicago

Ph.D. Economics : University of Illinois at Chicago

สองสัปดาห์ก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยสำเร็จ เผ่าภูมิ ยังออกมาอรรถาธิบาย เรื่องเดียวกันนี้ และมีชื่ออยู่ในโผครม. เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ถูกถามหาให้มาอธิบายดิจิทัลวอลเล็ต โดยสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด รวมถึง สุทธิชัย หยุ่น ที่เข้าไปคอมเมนต์ ในเฟซบุ๊กของสมบัติ ด้วย

รมว. กลาโหม ฝันค้าง บิ๊กจิ๋ว ออกตัวเรื่องสุขภาพ ไม่สะดวกเจิมเก้าอี้เอาฤกษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558037

07 ก.ย. 2566

รมว. กลาโหม ฝันค้าง บิ๊กจิ๋ว ออกตัวเรื่องสุขภาพ ไม่สะดวกเจิมเก้าอี้เอาฤกษ์

การเข้าพบอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สุทิน คลังแสง เป็นไปอย่างชื่นมื่น “ขงเบ้งแห่งกองทัพ” แสดงความเชื่อมั่นว่า สส. จากเพื่อไทย จะทำหน้าที่บริหารงานกระทรวงได้เป็นอย่างดี เจ้าตัวโอ่นายพลเอก 100 นาย ร่วมเป็นทีมงานสนับสนุน

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ในการเข้าพบ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม    เป็นการมาเยี่ยมเยียนและขอพร  ซึ่ง พล.อ.ชวลิต  ได้ให้กำลังใจและแสดงความยินดีใจที่เห็นตนมาทำหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ทั้งยังมั่นใจว่าตนจะทำงานได้ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต  ได้แนะนำว่าให้เชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้ตนมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น และถ้ามีโอกาสจะมาเข้าพบอีก เพื่อพูดคุยเรื่องภายในกองทัพ

ขณะเดียวกันตนได้เชิญ พล.อ.ชวลิต  ไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่กระทรวงฯ  เพื่อเป็นการเจิม เพราะพล.อ.ชวลิต  เป็นทหารที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของทหาร เก่งทั้งการเป็น ทหารอาชีพและงานด้านการเมือง มองว่าคือปูชนียบุคคล  น่าจะเป็นสิริมงคล อย่างไรก็ตาม พล.อ.  ชวลิต  ได้ปฏิเสธเรื่องนี้โดยระบุว่ามีข้อจำกัดกับเรื่องสุขภาพ 

นายสุทิน  กล่าวว่า   ขณะนี้มีนายทหารที่จะมาทำงานด้วยเป็นจำนวนมาก โดยได้แบ่งเป็นคณะทำงานและทำตามนโยบาย เช่น คณะทำงานชุดยกเลิกการเกณฑ์ทหาร คณะทำงานชุดปรับโครงสร้างกำลังพล คณะทำงานทางเทคโนโลยี เป็นเรื่อง ๆ ไป อยู่ระหว่างการจัดคณะทำงานอยู่   มีพลเอกอยู่ประมาณ 100 นาย   รวมทั้งพลโท พลตรี อีก ซึ่งตนก็ไม่หนักใจ เพราะทำงานเป็นระบบ  ผู้ที่ยังอยู่ในราชการก็ทำงานกันไป ส่วนนอกราชการก็ตั้งเป็นทีมงาน 

“ขณะนี้เริ่มปรับตัวการทำงานได้แล้ว และคุ้นชินมากขึ้น แต่อาจต้องใช้เวลา เพราะช่วงนี้ยังไม่ลงตัวแต่เชื่อว่าสัปดาห์หน้าก็จะชัดเจน คนติดตามก็จะน้อยลง ในเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยก็ประมาณวันละ 3-4 คน และขณะนี้ได้เปลี่ยนมาใช้รถประจำตำแหน่งแล้ว ” นายสุทิน  ระบุ

‘หมอชัย’ รับถูกทาบนั่ง ‘โฆษกรัฐบาล’ จริง แต่ต้องรอความชัดเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558017

07 ก.ย. 2566

'หมอชัย' รับถูกทาบนั่ง 'โฆษกรัฐบาล' จริง แต่ต้องรอความชัดเจน

สะพัด ‘หมอชัย’ นสพ.ชัย วัชรงค์ นักวิชาการด้านการเกษตร ติดโผ ‘โฆษกรัฐบาล’ เจ้าตัวยอมรับถูกทาบทามจริง แต่ต้องรอความชัดเจนก่อน แง้ม เท่าที่ทราบ เพื่อไทยพิจารณาบุคลากรที่เหมาะสมอยู่หลายรายชื่อ

มีรายงานข่าว จากพรรคเพื่อไทย (พท.)ว่า ตำแหน่ง “โฆษกรัฐบาล” หรือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังปรากฎชื่อหลายคนทั้งนายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย,นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม. และนายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐบาล ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 

แต่เวลาต่อมาปรากฏว่า นายธีรัตถ์ รัตนเสวี ได้โพสต์เฟซบุ๊กปฏิเสธ โดยระบุว่า “ไม่รู้เรื่อง ไม่มีการทาบทามใดๆ” ขณะที่นายดนุพร ปุณณกันต์ มีรายงานข่าวว่า ตัองการทำหน้าที่ สส. ขณะที่ล่าสุด มีชื่อ “หมอชัย” หรือ นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ นักวิชาการด้านการเกษตร เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตโฆษกประจำสำนักนายกฯ 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน  2565 พรรคเพื่อไทย เปิดตัว นายสัตวแพทย์ชัย หรือ “หมอชัย” เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เข้ามาช่วยงานนโยบายด้านการเกษตรของพรรค

ขณะที่ นายสัตวแพทย์ชัย (นสพ.ชัย)ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ช่วงก่อนหน้านี้แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ทาบทามตนให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจริง เนื่องจากอยู่ในทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย มาตั้งแต่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง2566 จึงมีโอกาสได้พูดคุย ได้สัมผัสกับคนในพรรคและนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

“แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนได้ข้อสรุป อีกทั้ง เท่าที่ทราบพรรคเพื่อไทยก็มีการพิจารณาบุคลากรที่เหมาะสมอยู่หลายรายชื่อ อย่างไรก็ตาม หากมีโอกาสได้ทำหน้าที่นี้จริง ก็คงจะต้องพูดคุยหารือกับนายกฯอีกครั้ง”นสพ.ชัย ระบุ

แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ‘พรรคก้าวไกล’ จัด 30 สส. ลับดาบ รอชำแหละ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558019

07 ก.ย. 2566

แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา  'พรรคก้าวไกล'  จัด  30  สส. ลับดาบ รอชำแหละ

เลขาธิการ “พรรคก้าวไกล”   ระบุแถลง “นโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา” พรรคฯ ส่งสส.ใหม่ และ สส. เดิม 30 คน อภิปราย เบื้องต้นติง ไม่มีการกำหนดตัวชี้วัด และระยะเวลา ด้านคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ฝากก้าวไกล ติดตามนโยบายเด็กเล็ก ในนโยบายของรัฐบาล

นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เลขาธิการพรรคก้าวไกล    เปิดเผยว่า  ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ระหว่าง 11-12 ก.ย.   พรรคก้าวไกล จัด สส.อภิปราย 30 คน ทั้ง สส.ใหม่ อาทิ สส.ภูเก็ต ขอนแก่น  และ สส.กรุงเทพมหานคร รวมถึง สส.เก่าผสมกันไป โดยจะอภิปรายให้ครอบคลุมทุกเรื่อง ทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสวัสดิการ เพื่อตรวจสอบ ตั้งคำถาม และข้อสังเกตว่า นโยบายต่าง ๆ จะสะท้อนเนื้อแท้ของรัฐบาล 

ยอมรับว่า เนื้อหาในร่าง “นโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา”   คลุมเครือ ค่อนข้างผิดหวัง และยังไม่ชัดเจนว่า จะเป็นความหวังได้หรือไม่ และจะดำเนินการให้บรรลุได้อย่างไร เพราะไม่มีการกำหนดตัวชี้วัด และระยะเวลา   ส่วนนโยบายรัฐบาลจะสร้างความสมานฉันท์ตามเป้าหมายการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ได้หรือไม่นั้น  ยังไม่แน่ใจว่า คือการปรองดองสลายขั้ว หรือเป็นการจับขั้วกันใหม่ แต่ลักษณะทางการเมืองดังกล่าว ได้สะท้อนผ่านนโยบาย ที่ยังมีความคลุมเครือ และเกรงอกเกรงใจ จึงจะต้องรอดูในทางปฏิบัติว่าจะเป็นอย่างไร

นายชัยธวัช   กล่าวว่า  ได้รับหนังสือจากนางสุนีย์ ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า เพื่อให้พรรคก้าวไกล ติดตามนโยบายเด็กเล็ก ในนโยบายของรัฐบาล หลังจากก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือถึงพรรคร่วมรัฐบาลไปแล้ว ทั้งเงินสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ถึง 6 ปี, การจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กให้เพียงพอสำหรับผู้ปกครอง ที่มีภาระงาน โดยควรเพิ่มงบประมาณ และอัตรากำลังแก่ท้องถิ่นให้มีศักยภาพในการดูแลเด็กเล็ก ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ขวบ มากขึ้น 

”  พรรคก้าวไกลให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก็ยอมรับว่า ประเทศไทยเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัยแล้ว จึงจะต้องหาวิธีไม่ให้คนวัยทำงาน ต้องแบกรับภาระดูแลพ่อแม่ และบุตรมากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นที่รัฐบาล จะต้องออกแบบนโยบายลดภาระการมีบุตร เพื่อกระตุ้นให้คนมีบุตรมากขึ้น สามารถรับภาระทางเศรษฐกิจได้ พรรคจึงสนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้ามาโดยตลอด โดยไม่ต้องคัดกรองความจน ทั้งแม่ และเด็กเล็ก และไม่ควรผลักภาระไปให้เฉพาะครอบครัว แต่รัฐบาลควรมีส่วนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยพรรคก้าวไกล จะอภิปรายในนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล และติดตามการทำหน้าที่รัฐบาลในฐานะฝ่ายค้านเชิงรุกต่อไป”  นายชัยธวัช  ระบุ 

น.ส. ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า  รู้สึกผิดหวัง ที่นโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ และหลงลืมกลุ่มเยาวชน และผู้เป็นแม่ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต   ซึ่งประเทศไทยมีอัตราการเกิดพลเมืองใหม่ต่ำ ซึ่งจะส่งผลต่อภาคแรงงานในอนาคตด้วย ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจ จึงจะต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเด็กควบคู่กันไปด้วย

‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/558003

07 ก.ย. 2566

‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ

‘อนุทิน’ มท.1 ลั่น “มหาดไทยยุคผม ไม่มีคำว่าท่าน หรือคำว่านาย มีแต่พี่น้อง” แบ่งงานรอหลังแถลงนโยบายรัฐบาล แต่ รมช.มท.ทุกคนต้องประสานกัน ย้ำไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ขอ ปลัดมท.-ผู้ว่าฯ รับมือ เงินดิจิทัล 10,000 บาท เตรียมหารือปมกำนันกร่าง ‘ยิงตำรวจ’ ดับ

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2566  ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(รมว.มท.) หรือ ‘มท.1’ แถลงภายหลังเดินทางเข้ากระทรวงฯ เป็นวันแรก ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะแถลงนโยบายวันที่ 11 กันยายน ทุกคนก็ต้องเตรียมข้อมูลทั้งหลายในการสนับสนุนตอบคำถาม ตอบข้อชี้แจงในกรณีที่สมาชิกสภามีข้อสงสัยซึ่งเราจะใช้เวลา 3-4 วัน ในการทำความคุ้นเคยกับงานในหน้าที่

‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ

ส่วนการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการได้ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่หลังวันแถลงนโยบายเป็นต้นไป สำหรับวันนี้ถือว่าเข้ามาทำความรู้จักกับพี่น้องข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแนะนำตัวเอง โดยตนถือว่าโชคดีมีทีมงานรัฐมนตรีช่วยที่คุ้นเคยกับประชาชน และเป็น สส.ทุกคน จึงคิดว่ายุคนี้กระทรวงมหาดไทยต้องเป็นยุคที่รัฐมนตรีเข้าใจวิถีชีวิต คุณภาพชีวิตของประชาชน และมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนมีการยกระดับขึ้นมาในทุกมิติ ถือว่ามีรัฐมนตรีที่มาจากพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องเข้าถึงได้ ต้องไปลงหน้างาน

‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ
‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ

ดังนั้นอาจจะไม่ได้พบกันที่นี่มากนัก เพราะต้องไปทำงานในพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และด้วยการสนับสนุนของ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล รู้จักกันมาเป็น 10 ปี ถือว่าโชคดีที่ได้ปลัดกระทรวงมหาดไทยที่มีความคุ้นเคยตั้งแต่สมัยที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของตนเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยในช่วงปี 2552-2554 ก็เป็นทีมงานเดียวกันหมด

‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ

“ดังนั้นในยุคที่ผมอยู่ที่นี่ จะไม่มีคำว่าท่าน หรือคำว่านาย มีแต่พี่น้องข้าราชการ และทำงานด้วยกัน ด้วยเป้าหมายเดียวกัน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และประชาชนต้องอุดมสมบูรณ์พูนสุขกันทั่วหน้า”

‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ

ส่วนการแบ่งงานให้กับรัฐมนตรีช่วยนั้น นายอนุทิน บอกว่า ตนยังไม่ได้เข้าห้องทำงาน หรือบรรยายสรุปหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งคำว่าการแบ่งงาน ตนคิดว่าทุกคนเป็นรัฐมนตรีกันหมด ต้องช่วยกันทำงาน การแบ่งงานตามความรับผิดชอบตามสายงาน แต่เราจะร่วมกันทำงานเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีสายไหน อีกทั้งการแบ่งงานต้องรอแถลงนโยบายให้เรียบร้อย แต่สไตล์การทำงานของตน แม้จะแบ่งงานในเอกสารแล้ว แต่เราทำงานด้วยกัน เป็นพี่น้องกัน เชื่อมั่นซึ่งกันและกัน มั่นใจว่าไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ นายอนุทิน ระบุว่า งานที่กระทรวงมหาดไทยท้าทายทุกงาน เรื่องการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ไม่มีขีดจำกัดอยู่แล้ว และตนไม่ต้องการบำบัดทุกข์ทั้งวัน ทั้งคืน คงทำไม่ได้ แต่ต้องทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเป็นเรื่องเร่งด่วน มีทั้งควิกวิน มีทั้งซอฟพาวเวอร์ มีทุกอย่างที่ทำให้ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น ตนเคยมาจากกระทรวงสาธารณสุข ดูเรื่องคุณภาพชีวิตคน ก็มั่นใจว่าจะประสานงานได้อย่างต่อเนื่อง

ขอปลัดมท.-ผู้ว่าฯ รับมือ เงินดิจิทัล10,000 บาท

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เดี๋ยวนายกฯ มีนโยบายดิจิทัลวอเล็ต 10,000 บาท ให้ ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอย ก็เป็นเงิน หมุนเวียนในประเทศ ก็ต้องขอความร่วมมือปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ผู้ว่า ฯทุกจังหวัด จัดเตรียมเรื่องสินค้า พัฒนาฝีมือสินค้าเพื่อนำมาขาย ถือคติว่า ใช้เงินไทยซื้อของไทย ไทยทำไทยใช้ ผลิตโดยคนไทย เป็นเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาลในระบบของเรา ทำให้ระบบเศรษฐกิจของเรามีเงินหมุนเวียน ทุกคนได้รับเงินทั้งหมด จากนโยบายของนายกฯ

เมื่อถามถึงคำแถลงการณ์ มีการเขียนถึงการฟื้นผู้ว่าฯ ซีอีโอ นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า โดยนัยยะในทางปฏิบัติเราก็รับทราบอยู่แล้วว่า ผู้ว่าฯเป็นผู้ว่าฯซีอีโอ หน่วยงานในจังหวัดก็ขึ้นอยู่กับผู้ว่าฯ ยกตัวอย่าง แม้แต่การโยกย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาล ก็ต้องขอผู้ว่าฯ อยู่แล้ว การทำงานทุกอย่างต้องผ่านการกำกับดูแลของผู้ว่าฯ พวกเราทุกคนก็พร้อมทำงานร่วมกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยทุกคน ใครมีดีตรงไหนก็เอาความสามารถตรงนั้นมา เพื่อประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่า สิ่งที่นายกฯ บอกว่าในรัฐบาลนี้ต้องไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง จะรวมถึงกระทรวงมหาดไทยด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันต้องไม่มีอยู่แล้ว ต้องไม่เกิดขึ้น ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายกฯ ได้เน้นย้ำเป็นเรื่องสำคัญแรกๆ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ ตนก็มั่นใจว่าจะตรงกับความตั้งใจและเจตนารมย์ของรัฐมนตรีทุกคน โดยเฉพาะตน

เมื่อถามว่า นายชวรัตน์ ผู้เป็นพ่อ ได้ให้คำแนะนำในการทำงานกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรุ่นพี่รัฐมนตรีอย่างไร/ นายอนุทิน บอกว่า หลังเสร็จภารกิจแล้ว ตนจะไปกราบท่าน

เมื่อถามถึงกรณีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีการกร่างวิ่งซื้อขายตำแหน่ง ล่าสุดมีการก่อเหตุยิงตำรวจจนเสียชีวิต นายอนุทิน กล่าวว่า พวกเราจะหารือกันเรื่องนี้ การทำงานของตนต้องเชื่อมั่นในหัวหน้าส่วนราชการ ไม่ว่าจะทำงานที่กระทรวงไหนก็ตาม โดยปลัดกระทรวงจะต้องเป็นผู้ที่นำนโยบายไปปฏิบัติ เราไม่ก้าวก่ายอยู่แล้ว มีปัญหาอะไร ก็โทรหารือปลัดกระทรวง หรือโทรหารัฐมนตรีช่วย ทุกอย่างจะได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องห่วงตรงนี้ พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ผมสั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน จึงขอให้ทุกคนมั่นใจ”

เมื่อถามถึงนโยบายรถไฟฟ้าสายสีเขียว นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ใจเย็นๆ ขอให้ทำงานก่อน ยังไม่ได้เจอผู้ว่าฯ กทม. เลย จากนี้ก็คงมีการนำเรื่องมาศึกษา ไม่ต้องห่วง ถ้าเรื่องใดมีความถูกต้องก็ต้องได้รับการแก้ไข ตนมั่นใจว่าในยุคนี้การกลั่นแกล้ง การไม่ได้รับความเป็นธรรม บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนทุกคน ไม่ว่านิติบุคคล หรือประชาชนทั่วไป แต่หากมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ก็ต้องเจอกัน

‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ

เมื่อถามถึงนโยบายกัญชาทางการแพทย์ นายอนุทิน บอกว่า มันก็มีหลายนโยบายที่เป็นไปตามกฏหมาย ขอให้ดูในการแถลงนโยบาย

‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ
‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ
‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ
‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ
‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ
‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ
‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ
‘อนุทิน’ ลั่น ‘มหาดไทยยุคผม มีแต่พี่น้อง’-รุกหารือปมกำนัน ‘ยิงตำรวจ’ ดับ