กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์เจ้าฟ้าฯ พัชรกิติยาภา สานต่อแนวพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/754952

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์เจ้าฟ้าฯ พัชรกิติยาภา สานต่อแนวพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์เจ้าฟ้าฯ พัชรกิติยาภา สานต่อแนวพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

วันพุธ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.56 น.

กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ”เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” ติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ สานต่อแนวพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 6 กันยายน 2566 พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เดินทางไปติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ เมื่อเร็ว ๆนี้  เพื่อสานต่อแนวพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำเป้าหมายทั่วประเทศไม่หวนกลับมาทำความผิดซ้ำหลังจากที่พ้นโทษไปแล้ว ณ เรือนจำกลางระยอง อ.เมือง จ.ระยอง และเรือนจำจังหวัดจันทบุรี อ.เมือง จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม 2566 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐส่วนที่เกี่ยวข้องและสถานประกอบการเอกชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม

พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์908 และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา กล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯว่า  ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่พระราชทานแนวพระดำริ เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศไว้แล้วในหลายด้าน โดยเฉพาะการฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังให้มีความรู้ติดตัวออกไปประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวหลังจากพ้นโทษ เพื่อไม่ให้กลับมาทำผิดซ้ำ หลังพ้นโทษ และในต้นปี 2565 เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จเปิดเรือนจำ จ.น่าน ได้พระราชทานแนวทาง ในการสนับสนุน ให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้ว ให้ทำงานในสถานประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ ดังนั้นคณะกรรมการกองทุนกำลังใจฯ จึงสานต่อแนวพระดำริ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ได้เดินหน้าทำความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงผู้ประกอบการต่างๆที่เกี่ยวข้องร่วมกันปฎิบัติภารกิจโครงการกำลังใจฯ สร้างสรรค์งานใหม่ๆให้เกิดขึ้นแก่เรือนจำ ทัณฑสถานและผู้ต้องขังทั่วประเทศ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงตอนขณะนี้ได้เดินทางไปติดตามการดำเนินงานมาแล้วถึง 20 แห่ง

“เรือนจำกลางจังหวัดระยองถือเป็นเรือนจำแห่งแรกๆที่เข้าร่วมโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ซึ่งในทุกวันนี้อัตราผู้พ้นโทษไปแล้ว และกลับมาทำผิดซ้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมาให้ความรู้ฝึกอาชีพให้แก้ผู้ต้องขัง รวมถึงการสร้างความยอมรับจากภายนอกจึงทำให้ในปัจจุบันนี้สามารถลดอัตราผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำมากถึงร้อยละ70ก็ว่าได้ เช่นเดียวกับที่เรือนจำจังหวัดจันทบุรี ที่แม้จะเพิ่งได้รับคัดเลือกจากกรมราชทัณฑ์ให้เป็นพื้นที่ขยายผลการดำเนินงานโครงการกำลังใจในพระดำริฯได้ไม่นานแต่ก็สามารถบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด สนับสนุนการประกอบวิชาชีพของผู้ใกล้จะพ้นโทษให้พวกเขามีพลังกายและใจเข็มแข็งในการประกอบสัมมาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวด้วยความภาคภูมิใจ จึงไม่หวนกลับมากระทำสิ่งผิดกฎหมายอีกก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน นับเป็นพระกรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานอย่างมั่นคงจนถึงทุกวันนี้อย่างแท้จริง” พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์908 และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจฯ กล่าว

ทั้งนี้เรือนจำกลางระยองเข้าร่วมโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เมื่อปีพุทธศักราช 2553 โดยมีการจัดตั้งฐานมุมโครงการกำลังใจไว้ภายในแดนต่างๆของเรือนจำกลางระยอง อาทิคลินิกกฎหมาย อบรมให้ความรู้และให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ผู้ต้องขังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การฝึกอบรมอาชีพต่างๆของผู้ต้องขังโดยผู้เชียวชาญจากด้านต่างๆมาให้ความรู้ อาทิการอบรมเย็บซ่อมรองเท้า การปั้นตุ๊กตาด้วยดินญี่ปุ่น โครงการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น 18 ชั่วโมง ฝึกวิชาชีพด้านศาสตร์พยากรณ์ขั้นพื้นฐาน การวาดภาพ การทำเบเกอรี่ การฝึกอบรมพัฒนากาย พัฒนาจิต พัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยโยคะ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีพลังกายและพลังใจเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก 

ด้วยความร่วมมือกันเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วนจึงทำให้ “ผ้าหมักโคลนพิมพ์ลายใบไม้” อันเป็นฝีมือของผู้ต้องขังเรือนจำกลางระยองภายใต้ผลิตภัณฑ์ในโครงการกำลังใจฯผ่านการลงทะเบียนOTOP จากกรมพัฒนาชุมชนถึง 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ผ้าคลุม ผ้าพันคอ,กระเป๋าพิมพ์ลายใบไม้ และเสื้อพิมพ์ลายใบไม้จากธรรมชาติ 

ส่วนเรือจำจังหวัดจันทบุรี ได้รับคัดเลือกจากกรมราชทัณฑ์ให้เป็นพื้นที่ขยายผลการดำเนินงานโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เพื่อให้ภารกิจของโครงการดำเนินการอย่างลุล่วง ให้ทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกครั้ง

จึงดำเนินการ 5 ด้าน ดังนี้ 1.ให้ความรู้ด้านกฎหมายจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าใจในกฎหมาย 2.ฝึกอบรมอาชีพให้แก่ผู้ต้องโทษทั้งชายและหญิงให้มีทักษะความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ อาทิ แดนหญิงมีการอบรมด้านพยากรณ์ศาสตร์ การดูแลผู้สูงอายุ สปากระเป๋า ช่างแต่งหน้า ปลูกแคทตัส การปรุงอาหาร เบเกอรี่ เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้เรือนจำจังหวัดจันทบุรีเปิดร้านอาหารและเครื่องดื่ม ในชื่อ ร้านเรือนจันทน์ครัวไทย ร้านอินสไปร์คาเฟ่ บริการอาหารและเครื่องดื่มประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยาอีกทั้งส่งเสริมให้ผู้ต้องโทษมีทักษะการประกอบอาชีพได้ลงมือปฏิบัติจริงและนำไปใช้หลังพ้นโทษ ส่วนแดนชายมี การฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตรระยะสั้น เรือนจำได้ลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับวิทยาลัยสารพัดช่างจันทบุรี โดยมีวิทยากรจากภายนอกเข้ามาให้ความรู้อาทิ การฝึกวิชาชีพช่างไฟฟ้า ช่างเชื่อมโลหะ ช่างไม้ช่างแกะลายรองเท้า การอนุรักษ์อาชีพทอเสื่อกกจันทบูร เป็นต้น 3.การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย 4.ด้านนวัตกรรม และ 5.ด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

พระเมตตาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงต้องการเติมเต็มในสิ่งที่คนอยู่หลังกำแพงให้ขาดให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความภาคภูมิใจเมื่อพ้นโทษออกไปใช้ชีวิตภายนอก 

ตลอดระยะเวลา16 ปี ที่โครงการกำลังใจฯดำนินการ มาอย่างต่อเนื่อง จึงได้บูรณาการหน่วยงานทั้งภาครัฐและสถานประกอบการเอกชน ให้ความร่วมมือและพร้อมให้โอกาสผู้ต้องขังที่พ้นโทษรับเข้าทำงาน เพื่อให้อดีตผู้ต้องขังหลายคนมีความภาคภูมิใจในวิชาชีพของตัวเองสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ซึ่งผู้แทนจากสถานประกอบการเอกชนในพื้นที่ อาทิ บริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน)GPSC ผลิตไฟฟ้าผลิตไอน้ำและน้ำเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม ก็ได้ให้ความสนับสนุนฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้นการติดตั้งโซลาเซลล์อันเป็นธุรกิจแห่งอนาคตให้แก่ผู้ต้องขังได้นำความรู้ออกไปรับจ้างติดตั้งโซลาเซลล์ เช่นเดียวกับนายเด่นศักดิ์ ศรบัณฑิต เจ้าของร้านฝากจันทร์และ Orbit Pup แห่ง จ.จันทบุรี ซึ่งรับผู้เคยถูกต้องขังเข้าทำงานที่ร้านอาหารทั้ง2 แห่งมาโดยตลอด เพราะบุคคลกลุ่มนี้ล้วนเป็นแรงงานที่มีฝีมือมีระเบียบวินัยและมีความกระตือรือร้นในการทำงาน

ส่วนผู้ต้องขังหญิงเรือจำกลาง จ.ระยอง ที่มีโอกาสเข้าร่วมในโครงการกำลังใจในพระดำริฯ เมื่อปี 2558 กล่าวว่าเธอได้รับคัดเลือกจากเรือนจำกลางระยองให้ไปอบรมโยคะหลักสูตร6 เดือนที่เรือนจำ จ.ราชบุรี เพื่อนำทักษะและความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาและสอนผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำจากรุ่นสู่รุ่น และการฝึกโยคะนี้เองที่ทำให้เธอได้มีโอกาสได้เฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ซึ่งพระองค์ทรงมีรับสั่ง”ไม่ให้เธอหยุดเล่นโยคะ เพราะพระองค์เป็นผู้นำเข้ามาเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง”
แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแต่เธอยังคงจดจำสุรเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาได้อย่างไม่มีลืมเลือน 

ขณะที่ณัฐวุฒิ ยะฝั้น บุคคลต้นแบบจากเรือนจำ จ.จันทบุรี ที่เพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำไปเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 บอกว่าจากการที่เขามีโอกาสได้ฝึกอาชีพระหว่างที่เป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ เมื่อเขาพ้นโทษออกไปแล้วจึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ทุกวันนี้เขายึดอาชีพเป็นพ่อค้าขายขนมจีบซาลาเปาตามตลาดนัด แม้จำนวนเงินจะไม่มาก แต่ก็พอมีเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างภาคภูมิใจ
 

‘ก้าวไกล’ ข้องใจ ‘เงินดิจิทัล 10,000’ คำว่า ‘blockchain’ หายไปไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557947

06 ก.ย. 2566

'ก้าวไกล' ข้องใจ 'เงินดิจิทัล 10,000' คำว่า 'blockchain' หายไปไหน

‘ก้าวไกล’ อ่านตัวแถลงนโยบาย ‘เงินดิจิทัล 10,000’ งง คำว่า blockchain หายไปไหน เตรียมจี้และตรวจสอบแหล่งที่มาเงิน มอง ปชช. อาจเสียผลประโยชน์ 100 บาท ไม่เท่า 100 เหรียญ

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ นโบาย “เงินดิจิทัล 10,000” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ในตัวแถลงนโยบายดังกล่าว เท่าที่เห็นนั้น ยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากมาย แต่มีข้อสังเกตคือ คำว่า blockchain หายไปแล้ว ก็สอดคล้องกับที่กระทรวงการคลังมีแหล่งข่าวเปิดเผยออกมาว่า อาจจะไม่ได้ทำ blockchain แล้ว 
 

เรื่องสำคัญที่สุดของตัว “ดิจิทัลวอลเล็ต” คือ แหล่งที่มาของเงิน จะเอาเงินมาจากไหน เพราะลำพังจะจัดการตัวงบประมาณอาจจะทำไม่ได้ ไม่สามารถที่จะหาเงินสดในระยะเวลาสั้นๆไม่เกิน 2 ไตรมาสแรก ให้มาได้จำนวน 560,000 ล้านบาท แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นแหล่งเงินที่มาอื่นๆ ก็ต้องเป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกลต้องมาสอบถามรัฐบาลเช่นเดียวกันว่า จะเอาเงินมาจากไหน จะกลายเป็นภาระทางการค้า หนี้สาธารณะ หรือไม่ 
 

น.ส.ศิริกัญญา ระบุต่อว่า หากทำได้ แล้วเงิน 1 บาทในดิจิทัลวอลเล็ต อาจจะไม่เท่ากับ 1 บาทในชีวิตจริง นั่นคือ ผลเสียที่มันจะเกิดขึ้นกับประชาชน ถ้าเอาไปแลกคืนไม่ได้ทันทีหรือหาแหล่งเงินไม่ได้มาทั้ง 560,000 ล้านบาท ร้านค้าอาจจะคิดว่า หากเอาไปแลกลำบาก ไม่รู้ว่าจะแลกได้เมื่อไหร่ เป็นต้น ประชาชนอาจจะต้องเสียผลประโยชน์ 10,000 บาทที่รัฐบาลเตรียมไว้ในกระเป๋าตังค์ของเรา เช่น ใช้ไม่หมด หรือ สมมุติจ่ายเป็นเงินบาท จ่ายแค่ 100 แต่ถ้าเป็นเหรียญดิจิทัล อาจจะเสีย 150 เหรียญ ก็จะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับประชาชนโดยตรง

สว.วันชัย ออกโรงเชียร์รัฐบาล ‘เพื่อไทย ‘ – นายกฯเศรษฐา อยู่ครบ 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557946

06 ก.ย. 2566

สว.วันชัย  ออกโรงเชียร์รัฐบาล 'เพื่อไทย ' - นายกฯเศรษฐา อยู่ครบ  4  ปี

สมาชิกวุฒิสภา   วันชัย สอนศิริ เชียร์ให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และ เศรษฐา ทวีสิน อยู่ให้ครบ 4 ปี กระตุ้นให้เร่งทำงาน สร้างการยอมรับจากประชาชน เปรียบเปรยหมดยุค ” แผลเก่า” ก้าวมาสู่ยุค “มนต์รักสีชมพู” เชื่อการประกาศทุ่มเททั้งชีวิต ทั้งจิตใจ ของ “เศรษฐา ”  จะเป็นความหวังสังคมไทย

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา  ( สว. ) เปิดเผยว่า   ขอเอาใจช่วยให้รัฐบาลชุดนี้  ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย   ซึ่งมีนายเศรษฐา ทวีสิน  เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่จนครบวาระ 4 ปี  ต้องเร่งทำงาน มีผลงานให้ประชาชนยอมรับ ลดข้อครหาต่าง ๆ เพื่อต่อสู้กับฝ่ายค้านให้ได้ เพราะหากมีการเลือกตั้งใหม่ หรือเกิดการยุบสภา ฝ่ายค้านก็อาจจะเอาชนะได้ 

 “ใครที่ยังติดหล่ม ดูหนังเรื่องเก่า ดูแต่เรื่อง ‘แผลเก่า’ ก็จะตกยุคตกสมัย เพราะตอนนี้จะต้องดูภาพยนต์เรื่อง  “มนต์รักสีชมพู”   ภาพยนต์เรื่องนี้ อำนวยการสร้างโดยหลายฝ่าย ซึ่งผู้กำกับไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล และเป็นภาคสุดท้ายที่ตอนจบสวยงามตามท้องเรื่อง ที่ใครก็คาดไม่ถึงว่า การต่อสู้ตลอด 20 ปี จะจบลงเช่นนี้ และนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศแล้วว่า จะทุ่มเททั้งชีวิต ทั้งจิตใจ และ ทั้งอนาคต จึงเชื่อว่า จะประสบความสำเร็จ  จะเป็นความหวังใหม่ของสังคมไทย เพราะแม้แต่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะมาดำรงตำแหน่ง ดาวราหูก็ยังต้องย้ายออกไป  ส่วนยุค คสช.ได้จบลงตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 ส.ค.  ที่ผ่านมา ที่รัฐสภา มีมติให้นายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี  ดังนั้น ใครที่ยังตามเรื่องการรัฐประหารอยู่ จึงถือว่า ตกยุค หรือถ้าจะมีอีกก็เป็นเพราะรัฐบาลนี้ที่จะแตกแยก หรือไม่มีผลงานจนประชาชนออกมาต่อต้าน”

เขา  กล่าวว่า   ความเห็นต่างที่เกิดขึ้นในสังคม  มีทุกยุคทุกสมัย แต่ปัญหาของพรรคก้าวไกลนั้น ไม่ใช่ปัญหาความแตกแยก เพราะความแตกแยกจะมีลักษณะเหมือนความขัดแย้งสีเสื้อเหลือง-แดง แต่ความเห็นต่างของพรรคก้าวไกลนั้น เป็นความเห็นต่าง ที่จำเป็นจะต้องมี แต่เชื่อว่า ถ้ารัฐบาลมีผลงานที่ประชาชนยอมรับ ความเห็นต่างก็จะเบาบางลง เสียงของพรรคก้าวไกล ก็จะเป็นเพียงเสียงจากไกล ๆ ไม่กระหึ่ม นายวันชัย กล่าว 

‘ศิริกัญญา’ 1 ในผู้อภิปราย เผย ‘ก้าวไกล’ จัดหนักแน่ ทุกนโยบายรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557945

06 ก.ย. 2566

'ศิริกัญญา' 1 ในผู้อภิปราย เผย 'ก้าวไกล' จัดหนักแน่ ทุกนโยบายรัฐบาล

‘ศิริกัญญา’ เผย ‘ก้าวไกล’ จัดหนักรัฐบาลแถลงนโยบาย 11 ก.ย. อ่านตัวแถลง เกิดคำถามมาก ประเทศไปทางไหน ทวงถามสัญญาที่หาเสียงแน่

พรรคก้าวไกล เตรียมพร้อมอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาล “เศรษฐา” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล จะเป็น 1 ในผู้ลุกขึ้นจี้ถาม เผยหากเปิดรายชื่อคนอื่นๆมา ต้องคุ้นกันทั้งนั้น แต่ว่ารอบนี้จะเปิดโอกาสให้ สส.หน้าใหม่ ได้ใช้เป็นเวทีแสดงความสามารถด้วย โดยเฉพาะทาง สส.บัญชีรายชื่อ หลายคนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่พรรคคัดเลือกมา รวมถึง สส.เขตหน้าใหม่ ที่กำลังต้องการการแสดงความสามารถที่จะวิเคราะห์วิจารณ์นโยบาย
 

น.ส.ศิริกัญญา ยอมรับ พรรคก้าวไกลเตรียมจัดหนักทุกนโยบายของรัฐบาล จัดหนักแบบพิเศษหมด เนื่องจากพออ่านตัวแถลงนโยบาย ก็เกิดคำถามขึ้นมามากว่า หนึ่ง ตกลงจะพาประเทศไปทางไหนกันแน่ ไม่มีการตั้งเป้าหมายอะไรชัดเจน สอง นโยบายที่เคยหาเสียงเอาไว้ ยังไม่เห็นมาปรากฏในการแถลงนโยบาย ใช้คำกว้างใช้คำลอยๆ รับรอง พรรคก้าวไกลจัดหนักในเรื่องที่จะต้องทวงถามสัญญาแน่นอน สาม ยังมีอีกหลายนโยบายที่อาจจะเคยหาซื้อหรือไม่เคยหาเสียงก็ดี แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศที่จะต้องเสนอให้รัฐบาลใหม่ นำไปทำด้วย 

ย้ำอีกครั้ง 3 เรื่องดังกล่าว “เตรียมจัดหนัก จัดเต็มในทุกๆเรื่อง” รวมถึงความถนัดและประชาชนอาจจะเฝ้ารอคาดหวัง คือ การปฏิรูปกองทัพ รัฐธรรมนูญ ความมั่นคงต่างๆ รับรองมาเต็มแน่นอน แต่ว่ารอบนี้เรื่องเศรษฐกิจก็อาจจะเป็นเรื่องที่เรื่องใหญ่ที่ประชาชนก็เฝ้าคอยอยู่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร เราก็จะมีอีกชุดนึงเพิ่มด้วย

‘วราวุธ’ เข้าพม.วันแรก ลั่นเตรียมสานต่องานที่พรรคเคยทำไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557937

06 ก.ย. 2566

'วราวุธ' เข้าพม.วันแรก ลั่นเตรียมสานต่องานที่พรรคเคยทำไว้

‘วราวุธ’ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์พม. เตรียมสานต่องานพ่อบรรหาร และพรรคชาติไทยพัฒนาเคยทำไว้ เร่งแก้ปัญหาสังคมเชื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ กระทรวง ฯ ได้แก่ ศาลพระภูมิ ศาลกรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร องค์พระประชาบดี ก่อนเข้าห้องทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

รมว.พม.เข้า สักการะสิ่งศักดิ์ประจำกระทรวงรมว.พม.เข้า สักการะสิ่งศักดิ์ประจำกระทรวง

โดยภายในห้องทำงานได้มีการนำชุดโต๊ะทำงาน ชุดรับแขก และชุดโต๊ะอาหาร มาจาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยภายในห้องทำงานของนายวราวุธ มีรูปถ่ายครอบครัว ศิลปอาชา ประดับอยู่อยู่ทุกมุมห้อง บนโต๊ะทำงานเป็นรูปถ่ายนายบรรหารกำลังหอมแก้มนายวราวุธ ซึ่งนายวราวุธอธิบายถึงที่มาที่ไปของรูปนี้ว่า เป็นช่วงสมัยที่ตนอายุ 12 ปีและต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แต่ นายบรรหารไม่ได้มาส่ง เนื่องจาก เป็นวันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวันแรก

รูปบรรหารหอมแก้มท๊อปวราวุธในวัยเด็กรูปบรรหารหอมแก้มท๊อปวราวุธในวัยเด็ก

รัฐมนตรีพม. กล่าวว่า ดีใจที่จะได้มาสานต่องาน ซึ่งบิดาหรือนายบรรหา ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคชาติไทยพัฒนาเคยทำไว้ ตนจะได้มาดูแลประชาชนคนไทยทั้ง 66 ล้านคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเยาวชนผู้สูงอายุ กลุ่มสตรี กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้พิการและกลุ่มความหลากหลายทางเพศ เราจะได้มีโอกาสทำงาน ดึงความร่วมมือศักยภาพของทุกคนเพื่อให้ทุกคนยืนอยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติมีศรีและเท่าเทียมกัน

ท็อป วราวุธ เข้าพม.วันแรกท็อป วราวุธ เข้าพม.วันแรก

นายวราวุธ กล่าวว่า การทำงานในกระทรวงพม.ไม่ได้มีเรื่องใดเรื่องเดียวที่เป็นเรื่องด่วน เพราะมีหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกกระทรวง ที่เราจะต้องมาช่วยกันแก้ปัญหาของประชาชน วันนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ปัญหาการเกิดต่ำ ซึ่งจะทำให้อนาคตประเทศไทยขาดแคลนแรงงานและกลุ่มคนที่เป็นสมองขึ้นมาพัฒนาประเทศ จึงถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เราจะต้องมาแก้ปัญหา กลุ่มผู้พิการที่เราจะต้องดึงศักยภาพของเขาให้มาเป็นกำลังของสังคมไทย

รมว.พม.เข้ากระทรวงวันแรกรมว.พม.เข้ากระทรวงวันแรก

อย่างไรก็ตามกระทรวงพม.มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาโครงสร้างหลักของสังคมไทยทั้งสถาบันครอบครัวและคนทุกๆกลุ่ม โดยข้าราชการของกระทรวงพม. มีอยู่ทั่วประเทศ แต่งบประมาณที่ได้รับนั้นกลับสวนทางกับปริมาณภารกิจที่กระทรวงพม.ต้องดูแลประชาชนทั้งประเทศ เพราะหัวใจสำคัญที่หน่วยงานราชการจะขับเคลื่อนไปได้ต้องอาศัยงบประมาณประจำปี ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่าวันที่ 1 ตุลาคม 2566 นี้คงจะไม่สามารถใช้งบประมาณปี 67 ได้ทัน จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ภายในกระทรวงที่จะต้องเตรียมจัดทำงบประมาณ ปี 67 เพื่อนำเข้าสู่สภาในวาระต่อไปให้เร็วที่สุด

ส่วนกรณีการแก้ปัญหาเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว นายวราวุธ เปิดเผยว่า ปัญหาเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุนั้น ขอให้ผู้สูงอายุอย่าเพิ่งตระหนกตกใจ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทุกมาตราการเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทรวงพม.เพียงกระทรวงเดียวคงไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องปรึกษากับหน่วยงานต่างๆกระทรวงอื่นๆ เนื่องจากมีขั้นตอนในการพิจารณา และที่สำคัญ เมื่อคุยกันเสร็จแล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ตนจึงคิดว่าต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ กว่าจะได้ความชัดเจน ว่ามาตราการใหม่จะเป็นอย่างไรและหากสิ่งใดที่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ก็ขอให้มั่นใจว่า กระทรวงพม. เราจะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขอให้สบายใจได้ว่า ตอนนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

สำหรับเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ เชื่อมโยงไปถึงเรื่องครอบครัวรัฐมนตรีจะมีนโยบายอย่างไร นายวราวุธพูดถึงภาพรวมว่า การที่มีสภาพสังคมที่อบอุ่นจากการที่มีครอบครัวอบอุ่นนั้น จะเป็นการคืนแนวทางของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เป็นการคืนลูกหลานให้กับครอบครัว และเราจะคืนครอบครัวให้กับชุมชนและจะคืนชุมชนเหล่านั้นให้กับสังคมของแผ่นดินไทยของพวกเรา เพื่อให้มีความอบอุ่นใกล้ชิดและมีความเข้าใจถึงกลไกลของสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อวันก่อนตนก็ได้ไปกราบแม่แจ่มใส ศิลปอาชา และพี่สาว คือนางสาวกัญจนา ศิลปอาชา เพราะหากไม่มีสองคนนี้ คงไม่มีวราวุธ ความกตัญญูรู้คุณ มีสัจจะ มีคุณค่า ในสังคมไทยเป็นบริบทที่มีมาช้านาน หากสังคมไทย ครอบครัว มีความอบอุ่นแข็งแรงตนก็เชื่อว่าหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจะลดน้อยถอยลงไปในที่สุด

ภารกิจของกระทรวงพม.ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนทุกเรื่อง เริ่มต้นตั้งแต่ปัญหาเด็กและปัญหาแต่ละช่วงวัยจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งเราก็ต้องพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ ให้เป็นผู้ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ มีวิชาความรู้เพื่อนำมาเป็นกำลังสำคัญมาเป็นกำลังของสังคม โดย กระทรวงมีศูนย์บริบาลของผู้สูงอายุ รวมไปถึงภาคเอกชนให้ความสำคัญให้การบริการกับผู้สูงอายุเหล่านี้ ซึ่งเรานะต้องเร่งทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว แต่จะบอกว่าเป็นผลภายใน 3-6 เดือนหรือไม่นั้น ก็ต้องเรียนว่า ปัญหาของกระทรวงพม.ไม่ใช่จะแก้ได้ภายใน3-6เดือน หรือ1ปี แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปรับเปลี่ยนกระบวนความคิด การทำงาน ดังนั้นคงไม่สามารถเห็นผลได้โดนเร็ว แต่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและเห็นพัฒนาการภายใน3-6เดือน อย่างแน่นอน 

นายวราวุธ เปิดเผยด้วยว่าการเข้ากระทรวงพม.วันนี้เป็นวันแรก ไม่ได้ถือฤกษ์อะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่รับทราบว่า เป็นวันดี กับคนที่เกิดปีฉลู ส่วนของดีที่นำติดตัว มาเข้ารับตำแหน่งรมว.พมว่า สิ่งที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา 2 สิ่งคือ พระร่วงโรจนฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระที่พ่อบรรหาร ศิลปะอาชาพกติดตัวอยู่ตลอดเวลาในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อีกองค์คือ พญาครุฑ พระอาจารย์วรา ซึ่งเป็นของแม่แจ่มใส มอบให้ติดตัว เป็น 2 สิ่งที่นำติดตัวมาโดยตลอด ถือว่าไปไหน มีพ่อกับแม่ อยู่กับเราตลอดเวลา ทำให้อบอุ่น เปรียบเสมือนเป็นสถาบันครอบครัว

พระร่วงโรจนฤทธิ์ ของนายบรรหาร ที่นายวราวุธห้อยคอติดตัวพระร่วงโรจนฤทธิ์ ของนายบรรหาร ที่นายวราวุธห้อยคอติดตัว

‘รมว.เกษตรฯ’ รับข้อเสนอแก้ปัญหาราคา ‘กุ้ง’ กลางสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557925

06 ก.ย. 2566

'รมว.เกษตรฯ' รับข้อเสนอแก้ปัญหาราคา 'กุ้ง' กลางสภา

สส.สงขลา ยื่นหนังสือ ‘รมว.เกษตรฯ’ กลางที่ประชุมสภา ขอช่วยแก้ปัญหาราคา ‘กุ้ง’ ตกต่ำ หลังเกษตรกรร้องเรียนจำนวนมาก

ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา เขต2 พรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งมีญัตติในเรื่องเดียวกันของสมาชิกอีก 10 ญัตติ ร่วมพิจารณาด้วย

นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ หนึ่งในสมาชิกที่ร่วมอภิปรายการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำ ได้ยื่นหนังสือให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้เข้าร่วมรับฟังปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งด้วยตนเองในสภาฯ

นาย ศาสตรา บอกว่า การมาฟังการอภิปรายทำให้ได้รับรู้ปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ และคาดหวังให้ ร.อ.ธรรมนัส  รมว.เกษตรฯ เร่งแก้ไขราคากุ้งตกต่ำให้เป็นรูปธรรม จึงขอยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่อยู่ในที่ประชุม

สำหรับญัตติ การแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำค้างการพิจารณามาจากสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากพรรคก้าวไกลเสนอนับองค์ประชุมระหว่างการพิจารณา ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบ

บิ๊กทิน พบ บิ๊กเหวียง ขอคำชี้แนะปฏิบัติงานรมว.กลาโหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557929

06 ก.ย. 2566

บิ๊กทิน พบ บิ๊กเหวียง ขอคำชี้แนะปฏิบัติงานรมว.กลาโหม

สุทิน คลังแสง เข้าพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ขอคำชี้แนะการทำงานรมว.กลาโหม ย้ำให้ยึดหลักการให้เกียรติกองทัพ แสดงเจตนาที่ชัดเจนมาทำประโยชน์ให้กองทัพ


ที่สโมสรราชพฤกษ์ นายสุทิน คลังแสง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม และอดีต ผบ.ทบ. เพื่อขอคำชี้แนะในการปฏิบัติหน้าที่  ทั้งนี้ พล.อ.เชษฐา ได้มอบพระพุทธโสธร แสดงความยินดีแก่นายสุทินด้วย 

บิ๊กทิน พบ บิ๊กเหวียง ขอคำชี้แนะปฏิบัติงานรมว.กลาโหม

ภายหลังการหารือประมาณ 40 นาที นายสุทิน กล่าวว่า วันนี้มาพบผู้ใหญ่ในกองทัพ และท่านมีความเมตาให้กำลังใจ และแสดงความเชื่อมั่นว่าตนจะทำได้ อีกทั้งยังมองว่าการเป็นพลเรือนไม่ใช่อุปสรรค หากเราสนใจที่จะหาความรู้ ทำความเข้าใจ เรื่องในกองทัพ ก็จะทำได้ พล.อ.เชษฐา ได้ย้ำว่าให้ยึดหลักการให้เกียรติกองทัพ แสดงเจตนาที่ชัดเจนว่าเข้ามาทำประโยชน์ให้กองทัพ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งทหารจะรับได้ และท่านก็เชื่อว่าตนเป็นคนแบบนั้น  ยอมรับว่านโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา มีเรื่องของกองทัพหลายเรื่อง ไม่ใช้คำว่าปฏิรูป โดยนายกรัฐมนตรีให้ใช้คำว่าพัฒนาร่วมกันกับกองทัพ  ส่วนจะพัฒนาไปในทิศทางใดจะมีการแถลงต่อรัฐสภา

เมื่อถามว่า พล.อ.เชษฐา ได้แนะนำวิธีรับมือกับทหารเกเรหรือไม่ รมว.กลาโหม กล่าวว่า  พล.อ.เชษฐา มั่นใจว่าไม่มีทหารเกเร ถ้ามีตนก็ไม่หนักใจ ทำงานได้กับคนทุกประเภทอยู่แล้ว เน้นส่งเสริมคนดีให้ทำงาน

ต่อข้อถามว่า มั่นใจว่าจะสามารถนำพา และพัฒนากองทัพไปได้หรือไม่  นายสุทิน  กล่าวว่า กองทัพเขาพัฒนาอยู่แล้ว ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ เพียงแต่เราเอามุมการเมืองเข้าไปเติม ก็ไปได้ ที่ผ่านมาได้สัมผัสกับทหารหลายรุ่น ตั้งแต่ทหารผู้ใหญ่ ทหารหนุ่ม หลังจากนี้ก็จะเป็นทหารอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นรุ่นที่สำคัญ  ทำงานให้กับกองทัพ  ปัจจุบันทหารเป็นคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้บัญชาการเหล่าทัพ  มีวิธีคิด แนวคิด และบุคลิกใหม่ๆ 

บิ๊กทิน พบ บิ๊กเหวียง ขอคำชี้แนะปฏิบัติงานรมว.กลาโหม

ทางด้านพล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เปิดเผยว่า ในวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยลงรายละเอียดมากนัก ส่วนประสบการณ์การทำงานในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมาร์นั้น ก็ยังไม่ได้คุย พูดคุยกันในภาพกว้าง เพราะนายสุทินยังไม่ได้เข้าทำงาน ตนได้ ให้กำลังใจ เพราะเรื่องกำลังใจถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่อย่างนั้นเขาจะล้มซะก่อน นอกจากนั้นก็ช่วยฝาก ให้ดูแลน้องๆในกองทัพด้วย

‘ประชาชาติ’ โต้กลับ ‘ณฐพร’ ยื่น ‘ยุบพรรค’ อ้างเอี่ยวประชามติ ‘แบ่งแยกดินแดน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557913

06 ก.ย. 2566

'ประชาชาติ' โต้กลับ 'ณฐพร' ยื่น 'ยุบพรรค' อ้างเอี่ยวประชามติ 'แบ่งแยกดินแดน'

‘ประชาชาติ’ แจง ‘สส.วรวิทย์’ ได้รับเชิญร่วมเวทีนักศึกษาแห่งชาติจริง แต่ไม่เกี่ยวข้องประชามติ ‘แบ่งแยกดินแดน’ ชี้แจง กกต.สงขลาแล้ว ไม่รู้วัตถุประสงค์ ‘ณฐพร’ ยื่น ‘ยุบพรรค’

นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โฆษกพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชาติ แถลงข่าวยืนยัน ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) ที่ขอให้มีการทำประชามติเรียกร้องเอกราชปาตานี หลังเมื่อวานนี้ (5ก.ย.) นายณฐพร โตประยูร ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ยุบพรรค” ปม “ล้มล้างการปกครอง” 

นายกลมศักดิ์ เล่าว่า การจัดงานเวทีดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.66 เพื่อทำเวทีประชามติ แบ่งแยกดินแดน ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ทางพรรคประชาชาติไม่ได้เป็นผู้ร่วมจัดงานแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงผู้ได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรบนเวทีในช่วงบ่ายซึ่งทางพรรคได้มอบหมายให้ ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู สส.เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นอดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ไปเป็นวิทยากรแทน และบนเวทีไม่มีการพูดเรื่องแบ่งแยกดินแดน โดยได้เดินทางไปในช่วงบ่าย และไม่ทราบว่าช่วงเช้าของวันนั้นมีการจัดทำประชามติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว 

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์และเป็นข่าว ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู เข้าชี้แจ้งต่อฝ่ายสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว จนถึงขณะนี้พรรคและผศ.ดร.วรวิทย์ บารูก็ไม่ได้มีหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หรือ แจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดล้มล้างการปกครอง หรือ การปลุกระดมใด ๆ ทั้งสิ้น 

นายกลมศักดิ์ ระบุ ในวันนั้นมีตัวแทนจากพรรคประชาชาติ พรรคเป็นธรรม ไป ส่วนพรรคก้าวไกลได้รับเชิญแต่ไม่ได้ไป หลังจากนี้ขอดูคำฟ้องก่อน แต่ไม่กังวล เพราะมั่นใจการทำหน้าของพรรค แม้อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน แต่ทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ดำเนินกิจการทางการเมืองเพื่อประชาชน ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 60 ส่งเสริมระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีนโยบายอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด

เก้าอี้ ‘ผบ.ตร.’ นายกรัฐมนตรี ย้ำพิจารณา ทั้ง ‘อาวุโส-ผลงาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557911

06 ก.ย. 2566

เก้าอี้ ‘ผบ.ตร.’ นายกรัฐมนตรี ย้ำพิจารณา ทั้ง ‘อาวุโส-ผลงาน’

ครั้งแรกหลังถวายสัตย์ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เผย นั่งประธาน ก.ตร. เอง แต่กำลังหาวันเหมาะสมประชุม ย้ำเก้าอี้ ‘ผบ.ตร.’ พิจารณาทั้งผลงานและอาวุโส

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) หลังถวายสัตย์ เข้ารับตำแหน่งครม.เศรษฐา1 ถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจคนใหม่ หรือ ‘ผบ.ตร.’ ที่มีการเบรก ว่าไม่แน่ใจว่าใช้คำว่าว่าเบรกจะถูกต้องหรือเปล่า แต่จะไปนั่งประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เอง กำลังหาวันที่เหมาะสมไปประชุม ก.ตร.

เมื่อถามว่า ตำแหน่ง ผบ.ตร. คนใหม่มีชื่ออยู่ในใจหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ยังครับๆ ตอนนี้ยังไม่ได้เข้าบริหารราชการเลย ขออาทิตย์หน้าหลังแถลงนโยบายก่อน

เมื่อถามว่า เรื่องห้ามการซื้อขายตำแหน่งจะรวมไปถึงในส่วนของตำรวจด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เปล่าครับทุกๆ ภาคส่วนของข้าราชการ ไม่ได้เจาะจงหรือบอกว่าหน่วยงานไหนมีปัญหามากเป็นพิเศษ

เมื่อถามว่าจะพิจารณาถึงผลงานและความอาวุโสด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ทั้ง 2 อย่างครับ

นายกฯ เศรษฐา ประกาศ ปราบ คอร์รัปชัน ย้ำชัด การซื้อขายตำแหน่งข้าราชการต้องหมด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557904

06 ก.ย. 2566

นายกฯ เศรษฐา ประกาศ ปราบ คอร์รัปชัน ย้ำชัด การซื้อขายตำแหน่งข้าราชการต้องหมด

นายกฯ เศรษฐา ประกาศกลางเวทีต่อต้านคอร์รัปชัน 2566 การซื้อขายตำแหน่งข้าราชการต้องหมดไปในรัฐบาลชุดนี้ เล็งนำเทคโนโลยีตรวจสอบความโปร่งใสของภาครัฐ เปลี่ยนรัฐอุปสรรค ให้เป็นรัฐสนับสนุน ขณะที่องค์ต่อต้านคอร์รัปชัน ยื่น 5 ข้อเสนอให้รัฐบาล แก้ปัญหาการ คอร์รัปชัน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษในงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2566 ในหัวข้อ การปราบปรามทุจริตและเรื่องความโปร่งใสของรัฐบาล ว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เป็นอันดับที่ 101 ของโลก ในด้านของดัชนีการรับรู้การทุจริต เป็นอันดับ 4 ของอาเซียน (ตามหลังสิงคโปร์ มาเลเซีย และ เวียดนาม) ซึ่งหมายความว่าเรามีสิ่งที่จะต้องพัฒนากันอีกมาก ซึ่งปัญหาการ ทุจริต คอร์รัปชัน นั้น นอกจากที่จะทำให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อภาครัฐแล้ว ยังทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เศรษกิจไทยถดถอย และมีผลต่อเนื่องไปสู่ปัญหาการขับเคลื่อน GDP ของประเทศอีกด้วย

นายกฯ เศรษฐา ประกาศ ปราบ คอร์รัปชัน ย้ำชัด การซื้อขายตำแหน่งข้าราชการต้องหมด

เพื่อที่จะขจัดปัญหา ทุจริต คอร์รัปชันให้หมดไป ทางรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย นโยบาย ทั้งด้านการใช้หลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ที่เข้มแข็ง และนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกระบวนการต่างๆ ของภาครัฐ ทำให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งจะช่วยพี่น้องประชาชนได้ทั้งความโปร่งใส และการให้บริการภาครัฐที่เร็วยิ่งขึ้น หลักนิติธรรมที่มั่นคงแข็งแรงมาจากระบบการเขียนกฎหมาย และการออกกฎหมายที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อช่วยกันกำหนดทิศทางและอนาคตของตัวเองและของประเทศ

นายกฯ เศรษฐา ประกาศ ปราบ คอร์รัปชัน ย้ำชัด การซื้อขายตำแหน่งข้าราชการต้องหมด

เรามีแผนที่จะปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดกระบวนการและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เปลี่ยน “รัฐอุปสรรค” ให้เป็น “รัฐสนับสนุน” และป้องกันการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่เรียกรับเงินสินบนจากประชาชน นอกจากกฎหมายที่เข้มแข็งแล้ว รัฐบาลของเราจะให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่เฉียบขาดและครอบคลุม เจ้าหน้าที่รัฐในหลายๆ ตำแหน่งจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และในระดับสูงจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อแสดงความโปร่งใส และเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

การมีกฎหมายที่เข้มแข็ง เน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และการบังคับใช้กฎหมายที่โปร่งใส ยุติธรรม มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้นี้ จะส่งเสริมความแข็งแกร่งและสร้างรากฐานของสังคมที่เคารพในกฎหมายร่วมกัน และขจัดการคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทย

นายกฯ เศรษฐา ประกาศ ปราบ คอร์รัปชัน ย้ำชัด การซื้อขายตำแหน่งข้าราชการต้องหมด

นอกจากนิติธรรมที่มั่นคงแข็งแรงแล้ว เราจะนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อช่วยให้เราสามารถเกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ ตัวอย่างนโยบายที่เราจะนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้คือ

  1. ใช้ระบบการจ่ายเงินภาครัฐผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้เงินสด
  2. เปิดให้ขอใบอนุญาตและการติดต่อราชการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และทำให้ขอได้โดย “ง่าย” เป็น One-stop service (พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565) 
  3. ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ทันสมัยและโปร่งใส เพื่อป้องกันการ ทุจริต และเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้ตามแนวทาง Open Government
  4. ปรับเปลี่ยนการบริหารประเทศของรัฐบาลให้เป็น Digital Government และปรับใช้เทคโนโลยีสำหรับระบบการอนุมัติ การอนุญาต การควบคุมตรวจสอบ เพื่อให้มีความโปร่งใส และลดการต้องใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้ติดต่อกับประชาชน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีก วันนี้มีการประชุมครม.นัดพิเศษ และยังไม่สามารถสั่งการได้เนื่องจากยังไม่มีการแถลงนโยบาย หนึ่งในหลายเรื่องที่ตัวเองให้ความสำคัญมากที่สุด คือเรื่องการขับเคลื่อนภาคราชการ เพราะภาคราชการเป็นส่วนที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล การซื้อขายตำแหน่ง การโยกย้ายไม่เป็นธรรม การให้เกียรติกับข้าราชการทุกตำแหน่ง เป็นภารกิจที่อยากนำเข้ามาในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าข้าราชการได้รับความเป็นธรรม ได้รับการสนับสนุนเมื่อเขามีผลงานที่ดี การซื้อขายตำแหน่งในรัฐบาลนี้ต้องหมดไป เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนนโยบาย ที่ดีของรัฐบาลนี้ต่อไป เชื่อมั้นว่าถายใต้รัฐบาลนี้ ปัญหาคอรัปชั้นจะลดลงและ ความโปร่งใส และเป็นธรรมจะเพิ่มมากขึ้น ตามมาด้วยความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากประชาชน และนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลในทางที่ดีต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน

ทั้งนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เสนอข้อเรียกร้อง การต่อต้าน คอร์รัปชัน ถึงรัฐบาลใหม่ 5 ข้อ ดังนี้

  1. กำหนดให้การปราบปรามคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการที่มีตัวแทนทุกภาคส่วน มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน พร้อมมี War Room เพื่อการทำงานอย่างทันเหตุการณ์
  2. สนับสนุนให้ ป.ป.ช. สตง. และ ป.ป.ท. ทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ เป็นกลาง มีเอกภาพออกจากรัฐบาล
  3. เร่งรัดการออกกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันที่ค้างคาอยู่ เช่น กฎหมายข้อมูลสาธารณะในความครอบครองของรัฐ กฎหมายปกป้องผู้เปิดโปงคอร์รัปชัน หรือกฎหมายป้องกันการเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นต้น
  4. ทุกหน่วยงานต้องพร้อมเปิดเผยข้อมูล นับจาก TOR ไปจนถึงสัญญาต่างๆ ในรูปแบบที่สามารถเชื่อมโยงกับ ACT Ai ตามมาตรฐานสากลได้อย่างโปร่งใสและถูกต้อง
  5. แก้ไขกฎระเบียบราชการต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลปัญหาคอร์รัปชัน และเมื่อพบกรณี ทุจริต คอร์รัปชัน ให้ติดตามแก้ไขลงโทษในทันที อย่าประวิงเวลาจนประชาชนลืม