ญี่ปุ่นร้อนจัด อุณหภูมิพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2722006

ญี่ปุ่นร้อนจัด อุณหภูมิพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

2 ก.ย. 2566 09:33 น.

ญี่ปุ่นร้อนจัด อุณหภูมิพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นพบอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจดบันทึก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของปีนี้สูงกว่าระดับปกติ 1.76 องศาเซลเซียส ถือเป็นฤดูร้อนที่อากาศร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนับตั้งแต่เริ่มมีการจดบันทึกอุณหภูมิในปี 1898

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2566 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายงานว่าญี่ปุ่นพบอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจดบันทึก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของปีนี้สูงกว่าระดับปกติ 1.76 องศาเซลเซียส ซึ่งเกินกว่าสถิติก่อนหน้าในปี 2010 ที่เพิ่มขึ้น 1.08 องศาเซลเซียส และถือเป็นฤดูร้อนที่อากาศร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนับตั้งแต่เริ่มมีการจดบันทึกอุณหภูมิในปี 1898

ในการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าฤดูร้อนในปีนี้ “ผิดปกติ” โดยอ้างถึงอุณหภูมิสูงที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศ โดยอุณหภูมิสูงสุดระหว่างวันที่ 16 ก.ค.-23 ส.ค. ทุบสถิติที่จุดสังเกตการณ์ 106 จุด จาก 915 จุดทั่วญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เดือนกรกฎาคมปีนี้เป็นเดือนกรกฎาคมที่อบอุ่นที่สุด และเดือนมิถุนายนปีนี้เป็นเดือนมิถุนายนที่ร้อนสุดเป็นอันดับสอง เท่าที่เคยมีบันทึกมา

ทั้งนี้ ระบบความกดอากาศสูงจากมหาสมุทรแปซิฟิกแผ่ปกคลุมเกาะฮอนชู ตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม ก่อให้เกิดอุณหภูมิสูงขึ้น และในเดือนสิงหาคม ไต้ฝุ่นที่เคลื่อนตัวไปทางเหนืออย่างช้าๆ นำมวลอากาศอุ่นมาด้วย ส่วนลมตะวันตกที่พัดในละติจูดที่สูงกว่าปกติและอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงเป็นประวัติการณ์ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อน

ด้านนักวิเคราะห์ญี่ปุ่นระบุว่าการที่อุณหภูมิในฤดูร้อนทำลายสถิติครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าแค่ตัวเลขสถิติ โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน.

เกาหลีใต้เล็งเปิดทางรับสาวใช้ต่างชาติเข้าทำงาน แก้ปัญหาสังคมสูงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2722009

เกาหลีใต้เล็งเปิดทางรับสาวใช้ต่างชาติเข้าทำงาน แก้ปัญหาสังคมสูงวัย

2 ก.ย. 2566 10:51 น.

เกาหลีใต้เล็งเปิดทางรับสาวใช้ต่างชาติเข้าทำงาน แก้ปัญหาสังคมสูงวัย

ทางการเกาหลีใต้อนุมัติแผนบริหารเมืองของกรุงโซล นำร่องให้รับแรงงานต่างชาติ 100 คนเข้ามาเป็นสาวใช้ แก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ หวังผลักดันภรรยาที่ต้องทำหน้าที่แม่บ้านออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น


แผนการเปิดรับสาวใช้ต่างชาติเข้าทำงาน มีขึ้นหลังจากที่เกาหลีใต้พบปัญหาอัตราการเกิดต่ำ ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เกาหลีใต้แทบจะไม่เปิดโอกาสให้มีผู้อพยพชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศ

โดยนายโอ เซ ฮุน นายกเทศมนตรีกรุงโซลเกาหลีใต้ระบุว่า แม่บ้านชาวต่างชาติ จะช่วยฟื้นฟูสังคมของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการมาช่วยแก้ปัญหาการพักงานของผู้หญิง เนื่องจากไม่มีคนช่วยดูแลบ้านและลูกๆ ซึ่งที่ผ่านมาหญิงชาวเกาหลีใต้ส่วนมากจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่จะต้องลาออกจากงานที่ทำอยู่ เพื่อมาดูแลบ้าน และหาเลี้ยงครอบครัวด้วย ทำให้หลายครอบครัวเลือกที่จะไม่มีลูก เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่กระทรวงแรงงานเกาหลีระบุว่า ตัวเลขของคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ที่สนใจจะทำอาชีพเป็นแม่บ้านก็ลดลงต่อเนื่อง

โดยขณะนี้ทางการเกาหลีใต้อยู่ระหว่างพูดคุยกับฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการส่งออกแรงงาน เพื่อหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนำร่องที่จะเริ่มต้นในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งภายใต้กฎระเบียบปัจจุบัน จะอนุญาตให้เพียงคู่สมรสของชาวเกาหลีใต้ หรือคนเชื้อชาติเกาหลีใต้เท่านั้นที่จะสามารถทำอาชีพแม่บ้านได้ โดยทางรัฐบาลเกาหลีใต้ประมาณการว่าค่าจ้างแม่บ้านฟูลไทม์ที่มาพักอาศัยกับนายจ้างในตลาดปัจจุบันอยู่ที่ราว 3.5-4.5 ล้านวอน หรือราว 93,800-120,600 บาทต่อเดือน

นับว่าโครงการนำร่องใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาอัตราการเกิดที่ดิ่งลงอย่างมากของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย โดยในปี 2022 พบว่าอัตราการเกิดในเกาหลีใต้อยู่ในอัตราที่ต่ำที่สุดของโลก โดยมีอัตราการเกิดของเด็กต่อผู้หญิง 1 คน อยู่ที่ 0.78 และกรุงโซลอยู่ที่เพียง 0.59 ต่อผู้หญิง 1 คนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มพลเมือง ที่มองว่ารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะจริงๆ แล้วรัฐบาลควรแก้ปัญหาด้วยการลดชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานลง เพราะพ่อแม่ทุกคนอยากมีเวลาเพิ่มขึ้น เพื่อใช้เวลากับลูกๆ ไม่ได้ต้องการให้คนนอกเข้ามาแทนที่เพื่อดูแลลูกๆ แทนพวกเขาแต่อย่างใด.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “เกาหลีใต้”

สิ้น โมฮาเหม็ด อัล ฟาเยด เศรษฐีผู้แพร่ทฤษฎีสมคบคิดเจ้าหญิงไดอานา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721998

สิ้น โมฮาเหม็ด อัล ฟาเยด เศรษฐีผู้แพร่ทฤษฎีสมคบคิดเจ้าหญิงไดอานา

2 ก.ย. 2566 09:00 น.

สิ้น โมฮาเหม็ด อัล ฟาเยด เศรษฐีผู้แพร่ทฤษฎีสมคบคิดเจ้าหญิงไดอานา

  • โมฮาเหม็ด อัล ฟาเยด มหาเศรษฐีชาวอียิปต์ ผู้มาทำธุรกิจในอังกฤษ และเป็นอดีตเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่างแฮร์รอดส์ เสียชีวิตแล้วในวัย 94 ปี
  • อัล ฟาเยด ทำธุรกิจมากมายในอังกฤษ และพยายามตีสนิทกับสมาชิกราชวงศ์ ถึงขั้นที่ โดดี ลูกชายของเขาได้เป็นพระสหายสนิทกับเจ้าหญิงไดอานา จนเกิดข่าวลือเรื่องความรักของคนทั้งสอง
  • แต่อุบัติเหตุที่คร่าชีวิตโดดีกับเจ้าหญิงไดอานาทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป อัล ฟาเยดพยายามเสนอทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ และกล่าวหาราชวงศ์อังกฤษว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

โมฮาเหม็ด อัล ฟาเยด ชายผู้ไต่เต้าจากพ่อค้าเล็กๆ บนถนนในนครอเล็กซานเดรียของอียิปต์ สู่เจ้าของหนึ่งในห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่สุดในโลกอย่าง แฮร์รอดส์ ถึงแก่กรรมแล้วเมื่อวันพุธที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา ปิดฉากชีวิตนักธุรกิจฝีปากกล้าขณะมีอายุได้ 94 ปี

เป็นที่รู้กันดีว่า อัล ฟาเยด พยายามมานานหลายสิบปีเพื่อขอสัญชาติอังกฤษ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ เขาจึงออกมากล่าวหาเรื่องการประพฤติตัวไม่เหมาะสมของนักการเมือง และทำให้รัฐมนตรีฝ่ายอนุรักษนิยมต้องกระเด็นตกเก้าอี้ถึง 3 คน

อย่างไรก็ตาม อัล ฟาเยด กลับเป็นที่รู้จักมากกว่าจากความพยายามของเขาในการหาคำตอบของปริศนาต่างๆ ในอุบัติเหตุรถยนต์ที่คร่าชีวิต โดดี ลูกชายของเขาพร้อมกับเจ้าหญิงไดอานา เมื่อปี 1997 โดยเขายืนยันมาตลอดว่า นี่เป็นการฆาตกรรม แม้เจ้าหน้าที่สืบสวนของอังกฤษ และฝรั่งเศส จะปฏิเสธก็ตาม

เริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ

อัล ฟาเยด เกิดที่นครอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ในชื่อ โมฮาเหม็ด ฟาเยด แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาเกิดวันไหนตามข้อมูลใน Who’s Who ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลผู้มีอิทธิพลจากทั่วโลก เขาระบุว่า ตนเองเกิดในเดือนมกราคม 1933 แต่ตอนเขาเข้าร่วมการไต่สวนของกระทรวงพาณิชย์ มีการบันทึกอย่างเป็นทางการว่าเขาเกิดวันที่ 27 ม.ค. 1929

โมฮาเหม็ด ฟาเยด เริ่มธุรกิจของเขาจากการเป็นคนขายน้ำอัดลมข้างถนน แต่ตกถังข้าวสารเนื่องจากได้พบและแต่งงานกับ ซามิรา น้องสาวของ อัดนาน คาช็อกกี เศรษฐีพ่อค้าอาวุธชาวซาอุดีอาระเบียในปี 1954 แม้ทั้งคู่จะหย่ากันภายในเวลาเพียง 2 ปี แต่งานที่ได้จากพี่เขยทำให้เขาได้เข้าสู่แวดวงผู้มีอิทธิพลในอ่าวเปอร์เซีย และในอังกฤษ

พอถึงช่วงทศวรรษที่ 1960 ชายชาวอียิปต์ผู้นี้ก็กลายเป็นผู้มั่งคั่ง ทำธุรกิจกับบุคคลสำคัญมากมายตั้งแต่ ชีคอาหรับไปจนถึง ปาปา ดอค ดูวาลิเยร์ จอมเผด็จการแห่งเฮติ เขายังก่อตั้งบริษัทขนส่งสินค้าทางเรือเป็นของตัวเองในอียิปต์ และกลายมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของสุลต่านแห่งบรูไนด้วย

โมฮาเหม็ด ฟาเยด ตัดสินใจย้ายไปอยู่สหราชอาณาจักรในปี 1974 และเพิ่มคำว่า ‘อัล’ เข้าไปในชื่อของตัวเอง จนนิตยสาร Private Eye ซึ่งชอบรายงานข่าวเสียดสี ตั้งฉายาให้ว่า ‘ฟาโรห์จอมปลอม’

จากนั้นในปี 1979 เขากับ อาลี น้องชาย ก็ซื้อโรงแรม ริตซ์ โฮเทล ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส และ 6 ปีต่อมา เขาก็เอาชนะกลุ่มลอนโร (Lonrho) กลุ่มธุรกิจใหญ่อีกกลุ่มในลอนดอน ในการต่อสู้แย่งซื้อห้างสรรพสินค้าหรูอย่าง แฮร์รอดส์

สุดผิดหวัง ขอสัญชาติไม่สำเร็จ

การแย่งซื้อแฮร์รอดส์ทำให้ อัล ฟาเยด มีปัญหากับ ไทนี โรว์แลนด์ ประธานของกลุ่มลอนโรในขณะนั้น โดยในปี 1990 กระทรวงพาณิชย์ และอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร เผยแพร่รายงานสรุปการสืบสวนระบุว่า พี่น้องฟาเยดโกหกเรื่องภูมิหลัง และทรัพย์สินของพวกเขา

ข้อพิพาทกับโรว์แลนด์ยุติลงในปี 1993 ในการไกล่เกลี่ยที่โรงอาหารของห้างฯ แฮร์รอดส์ แต่เชื่อกันว่า ปัญหานี้เป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้นายอัล ฟาเยด ถูกปฏิเสธการขอสัญชาติ ซึ่งเจ้าตัวมองว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาอย่างมาก

“ทำไมพวกเขาไม่ออกหนังสือเดินทางให้ผม” นายอัล ฟาเยด ออกมาโวยในเวลานั้น “ผมเป็นเจ้าของแฮร์รอดส์ และจ้างคนหลายพันคนในประเทศนี้”

ความผิดหวังเรื่องการขอสัญชาติทำให้ อัล ฟาเยด กล่าวหาผ่านสื่อว่า เขาจ่ายเงินให้รัฐมนตรีพรรคอนุรักษนิยม 2 คนคือ นีล แฮมิลตัน และ ทิม สมิธ เพื่อขอถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเขา ที่สภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ทั้งคู่ลาออกจากรัฐบาล แม้แฮมิลตันจะปฏิเสธอย่างหนักแน่น แต่สุดท้ายก็แพ้ในการฟ้องอัล ฟาเยด ข้อหาหมิ่นประมาท

ขณะเดียวกัน นายโจนาธาน เอกเกน ที่ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีประจำคณะรัฐมนตรี ต้องลาออกจากตำแหน่งหลังจาก อัล ฟาเยด เปิดเผยว่า นายเอกเกนเข้าพักฟรีที่โรงแรมริตซ์ ในกรุงปารีส ในเวลาเดียวกับที่กลุ่มพ่อค้าอาวุธซาอุดีอาระเบียพักอยู่ ก่อนที่นายเอกเกนจะต้องเข้าคุกจากการโกหกเกี่ยวกับเรื่องนี้ในศาล สร้างความเสื่อมเสียอย่างหนักแก่พรรคอนุรักษนิยม

ภาพเจ้าหญิงไดอานา กับโดดี อัล ฟาเยด ในคืนเกิดอุบัติเหตุอันน่าเศร้า

สูญเสียลูกชายพร้อมเจ้าหญิงไดอานา

หลังย้ายมาอยู่สหราชอาณาจักร อัล ฟาเยด ทำธุรกิจมากมาย รวมถึงเป็นเจ้าของสโมสร ฟูแลม (จนถึงปี 2013) และอสังหาริมทรัพย์พื้นที่กว่า 50,000 เอเคอร์ ในสกอตแลนด์ ซึ่งเขาพัฒนาจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

อัล ฟาเยด ยังใช้เวลาหลายปีในการสร้างสัมพันธ์กับสมาชิกราชวงศ์อังกฤษ ด้วยการเป็นสปอนเซอร์ให้อีเวนต์หลายงาน เช่น วินด์เซอร์ ฮอร์ส โชว์ และว่ากันว่า เขาได้พบชาร์ลส์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเจ้าฟ้าชาย กับเจ้าหญิงไดอานา พระชายา ในการแข่งขันโปโลงานหนึ่งในช่วงปี 1980 และด้วยคอนเนกชันนี้ เข้าได้แนะนำ โดดี ลูกชายของเขาให้ไดอานารู้จักในเวลาต่อมา

หลังจากไดอานาหย่าขาดจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในปี 1992 ก็มีคนตาดีถ่ายภาพพระองค์กับโดดีได้ที่เมืองเซนต์ โทรเปซ ในปี 1997 ทำให้เกิดข่าวลือเกี่ยวกับทั้งคู่แพร่กระจายไปทั่ว จนใครๆ ก็คิดว่า อัล ฟาเยด อาจได้เข้าใกล้ หรือถึงขั้นได้รับการยอมรับจากราชวงศ์อังกฤษ

แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ในวันที่ 31 ส.ค. 1997 ลูกชายของเขากับเจ้าหญิงไดอานาก็เสียชีวิตอย่างกะทันหันในอุบัติเหตุรถยนต์ที่กรุงปารีส โดยผลการสืบสวนพบว่า เฮนรี พอล คนขับรถซึ่งเป็นลูกจ้างของ อัล ฟาเยด มีแอลกอฮอล์ในร่างกายปริมาณสูงมาก จึงเชื่อว่าเป็นการเมาแล้วขับ

แต่อัล ฟาเยด กล่าวโทษเหล่าปาปารัสซี ที่ขับรถตามลูกชายของเขากับเจ้าหญิงไดอานา ว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

โมฮาเหม็ด อัล ฟาเยด ร่ำไห้เสียใจในพิธีศพลูกชาย

เผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิด

หลายปีหลังเกิดโศกนาฏกรรมครั้งนั้น อัล ฟาเยด ก็เปิดการสืบสวนของตัวเอง เนื่องจากไม่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวโทษกลุ่มที่เขาเรียกว่า “the establishment” ว่าอยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุดังกล่าว

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 เขายื่นหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่สืบสวนอ้างว่า โดดีกับไดอานาถูกฆาตกรรมตามคำสั่งของเจ้าชายฟิลิป พระสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 โดยที่หน่วยสืบราชการลับของอังกฤษอย่าง MI6 ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

แน่นอนว่าคำพูดของเขาถูกประณามอย่างกว้างขวาง และในปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ออกมาสรุปว่า โดดีกับไดอานาเสียชีวิตจากสาเหตุร่วมระหว่างพฤติกรรมเมาแล้วขับของพอล กับข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งโดดีและไดอานาไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย และเพราะการขับรถไล่ตามอย่างไม่สนกฎเกณฑ์ของปาปารัสซี

แต่ อัล ฟาเยด ยังไม่ยอมแค่นั้น ในปี 2011 เขาออกทุนทำภาพยนตร์สารคดีในชื่อว่า ‘Unlawful Killing’ หรือการสังหารอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเน้นย้ำทฤษฎีสมคบคิดของเขาเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนั้นที่กรุงปารีส โดยหนังเรื่องนี้ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แต่ถูกฟ้องร้องไม่ให้ฉายโดยทั่วไป

ห้างสรรพสินค้า แฮร์รอดส์

ขายแฮร์รอดส์ ขู่ย้ายไปฝรั่งเศส

การไม่ได้รับสัญญาณอังกฤษ และการเสียชีวิตของลูกชาย ทำให้ อัล ฟาเยด บาดหมางกับเจ้าหน้าที่ของสหราชอาณาจักรอย่างหนัก ในปี 2010 หลายเดือนหลังจากเขายืนยันว่าห้างฯ แฮร์รอดส์ไม่ได้มีไว้ขาย เขากลับขายธุรกิจนี้ให้แก่ กลุ่มทุน Qatar Holdings ในราคา 1.5 พันล้านปอนด์ และใช้เงินที่ได้มาเกือบครึ่งล้างหนี้ของบริษัท

ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ ลอนดอน อีฟเวนนิง สแตนดาร์ด (London Evening Standard) อัล ฟาเยด อ้างว่า เขาจำเป็นต้องขายแฮร์รอดส์ เพราะเขาไม่พอใจพวกผู้ดูแลผลประโยชน์เงินบำนาญ ที่ขัดขวางไม่ให้เขาได้รับเงินปันผล “ผมอยู่ที่นี่ทุกวัน ผมรับผลกำไรของผมไม่ได้ เพราะผมต้องขออนุญาตจากพวกหน้าโง่นั่น”

อัล ฟาเยดยังขู่จะย้ายธุรกิจของเขาไปฝรั่งเศสหลายครั้ง เนื่องจากเขามองว่าได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่า รวมถึงได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ (Legion of Honour) ซึ่งเป็นเครื่องราชย์ ชั้นสูงสุดที่พลเรือนจะได้รับด้วย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ย้ายไปไหน และเสียชีวิตอย่างสงบในกรุงลอนดอน


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : bbc , dailymail

นาซา เผยภาพ ยานลูนา-25 รัสเซีย ตกกระแทกผิวดวงจันทร์ เกิดหลุมกว้าง 10 ม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721914

นาซา เผยภาพ ยานลูนา-25 รัสเซีย ตกกระแทกผิวดวงจันทร์ เกิดหลุมกว้าง 10 ม.

1 ก.ย. 2566 18:45 น.

นาซา เผยภาพ ยานลูนา-25 รัสเซีย ตกกระแทกผิวดวงจันทร์ เกิดหลุมกว้าง 10 ม.

นาซาเผยภาพถ่ายดวงจันทร์รูปใหม่ พบหลุมกว้างราว 10 เมตร ที่เกิดจากยานลูนา-25 ของรัสเซีย ตกกระแทกขั้วใต้ดวงจันทร์ หลังเกิดปัญหาระหว่างเตรียมตัวลงจอด ดับฝันการหวนกลับมาส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ของรัสเซียในรอบ 47 ปี

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ได้เผยแพร่ภาพถ่ายพื้นผิวดวงจันทร์ พบมีหลุมขนาดกว้าง 10 เมตร เกิดขึ้น โดยเกิดจากการที่ยานลูนา-25 (Luna-25) ของรัสเซียตกกระแทกผิวดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2566 ขณะกำลังเตรียมตัวลงจอดบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์

ภารกิจ’ลูนา-25′ เป็นภารกิจส่งยานอวกาศไปลงจอดขั้วใต้ดวงจันทร์ของรัสเซีย นับเป็นภารกิจส่งยานอวกาศไปลงดวงจันทร์ครั้งแรกของรัสเซียในรอบ 47 ปี หลังจากได้ส่ง ยานลูนา-24 (Luna-24)ไปลงจอดบนดวงจันทร์ เมื่อปี 2519 หรือตั้งแต่สมัยอดีตสหภาพโซเวียต

ภาพถ่ายหลุมกว้าง 10 เมตร บนดวงจันทร์ ถูกถ่ายโดยดาวเทียมโคจรสำรวจดวงจันทร์ (Lunar Reconnaissance Orbiter – LRO) ขององค์การนาซา ซึ่งหลุมดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณเดียวกับที่ยานลูนา-25 พุ่งชนดวงจันทร์ ทำให้นาซาสรุปว่าหลุมนี้เป็นผลกระทบมาจากการที่ยานลูนา-25 ปฏิบัติภารกิจล้มเหลว

ทั้งนี้ การที่รัสเซียสูญเสียยานลูนา-25 ถือเป็นการตอกย้ำถึงความถดถอยด้านอวกาศของประเทศรัสเซียเป็นอย่างมาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหภาพโซเวียตเคยยิ่งใหญ่จนสามารถส่งดาวเทียมดวงแรกของโลก สปุตนิก 1 (Sputnik 1) เข้าสู่วงโคจรโลกได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นชาติแรกที่ส่งมนุษย์เดินทางไปยังอวกาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Reuters 

ช็อก ยามชายฝั่งแอลจีเรียยิงนทท.ขับเจ็ตสกี หลงเข้าไปในน่านน้ำ ดับสลด 2 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721901

ช็อก  ยามชายฝั่งแอลจีเรียยิงนทท.ขับเจ็ตสกี หลงเข้าไปในน่านน้ำ ดับสลด 2 ศพ

1 ก.ย. 2566 17:52 น.

ช็อก ยามชายฝั่งแอลจีเรียยิงนทท.ขับเจ็ตสกี หลงเข้าไปในน่านน้ำ ดับสลด 2 ศพ

(ภาพประกอบ)

ยามชายฝั่งแอลจีเรียยิงนักท่องเที่ยวเชื้อสายฝรั่งเศส-โมร็อกโกดับสลด 2 ศพ ขณะขับเจ็ตสกีท่องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างไปเที่ยวโมร็อกโก แต่เกิดพลัดหลงเข้าไปในน่านน้ำประเทศแอลจีเรีย

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน หน่วยยามชายฝั่งแอลจีเรียยิงนักท่องเที่ยวที่กำลังท่องเที่ยวในประเทศโมร็อกโกเสียชีวิต 2 ราย พร้อมทั้งจับกลุ่มนักท่องเที่ยวอีก 1 ราย เนื่องจากพวกเขาขับเจ็ตสกีพลัดหลงเข้าไปในน่านน้ำแอลจีเรีย 

รายงานระบุ นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมีทั้งหมด 4 คน ซึ่งล้วนเป็นพลเมืองที่ถือ 2 สัญชาติคือฝรั่งเศส-โมร็อกโก และมีเพียง 1 รายเท่านั้นที่สามารถหนีรอดกลับมายังโมร็อกโกได้โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นักท่องเที่ยวทั้งหมดได้ขับเจ็ตสกีท่องเที่ยวในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะมาท่องเที่ยวพักผ่อนในเมืองซาอิเดีย ประเทศโมร็อกโก และเกิดพลัดหลงเข้าไปในเขตน่านน้ำประเทศแอลจีเรีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดมาหลายทศวรรษ อันเป็นผลมาจากข้อพิพาทเหนือดินแดนซาฮาราตะวันตก (Western Sahara) จนทำให้พรมแดนระหว่าง 2 ประเทศถูกปิดตั้งแต่ปี 2537 และต่อมาในปี 2564 แอลจีเรียก็ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์กับโมร็อกโก โดยอ้างถึงการกระทำที่ไม่เป็นมิตรของโมร็อกโก

นายมูฮัมหมัด คิสซี นักท่องเที่ยวคนเดียวของกลุ่มที่สามารถหนีรอดออกมาได้ ซึ่งเป็นพี่ชายของหนึ่งในผู้ตาย กล่าวว่า ขณะที่พวกเขาขับเจ็กสกีอยู่นั้น ได้พลัดหลง และรู้ตัวอีกทีก็เข้ามาอยู่ในดินแดนประเทศแอลจีเรียแล้ว เนื่องจากมีเรือบดเล็กของแอลจีเรียแล่นตรงมาที่พวกเขา ก่อนที่จะสั่งยิงพวกเขาทั้ง 4 คน นอกจากนี้ นายคิสซียังปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้พยายามหลบหนีตอนที่หน่วยยามชายฝั่งแอลจีเรียพบเจอ

ทั้งนี้ สำนักข่าวท้องถิ่นในโมร็อกโก รายงานเพิ่มเติมว่า ศพผู้เสียชีวิตทั้ง 2 รายยังคงอยู่ในประเทศแอลจีเรีย ขณะที่ชายอีกคนที่ถูกจับตัวไปก็ได้ขึ้นศาลแอลจีเรียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีการให้รายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : BBC ,Dailymail

กวางตุ้ง ชัตดาวน์ ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นซาวลา มาแล้ว จ่อขึ้นฝั่งถล่ม สุดระทึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721890

กวางตุ้ง ชัตดาวน์ ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นซาวลา มาแล้ว จ่อขึ้นฝั่งถล่ม สุดระทึก

1 ก.ย. 2566 16:53 น.

กวางตุ้ง ชัตดาวน์ ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นซาวลา มาแล้ว จ่อขึ้นฝั่งถล่ม สุดระทึก

กวางตุ้ง ฮ่องกง เตรียมรับมือ ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นซาวลา มุ่งหน้าจ่อถล่มมณฑลกวางตุ้งด้วยความเร็วลมกว่า 200 กม./ชม. จนนับเป็นไต้ฝุ่นกำลังแรงสุด 1 ใน 5 ลูกที่ขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งในรอบกว่า 70 ปี

เมื่อ 1 ก.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสำนักอุตุนิยมวิทยาจีนออกคำเตือนให้ประชาชนระวังอันตรายจากอิทธิพลของซุปเปอร์ไต้ฝุ่นซาวลา ที่จะพัดผ่านและมุ่งหน้าจะขึ้นฝั่งที่มณฑลกวางตุ้ง ด้วยความเร็วลมกว่า200 กม./ชม. ในช่วงคืนวันศุกร์นี้ (1 ก.ย.) หรืออาจเป็นเช้าวันเสาร์ที่ 2 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น จนนับเป็นพายุไต้ฝุ่นกำลังแรงที่สุด 1ใน 5 ลูกที่ขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งในรอบ 74 ปี นับตั้งแต่ปี 2492

มีรายงานว่า เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวทั้งขาเข้า-ขาออก มณฑลกวางตุ้ง และฮ่องกงต้องถูกยกเลิก ขณะที่พายุไต้ฝุ่นซาวลากำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น สำนักอุตุนิยมวิทยากวางตุ้งยังได้ประกาศยกระดับเตือนภัยซุปเปอร์ไต้ฝุ่นซาวลา ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด เตือนอิทธิพลจากซุปเปอร์ไต้ฝุ่นลูกนี้อาจทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และคลื่นสูงซัดฝั่ง

นำกระสอบทรายมากั้นน้ำทะลักเข้าท่วมสถานีรถไฟฟ้าที่เมืองเซินเจิ้นของจีน ขณะซุปเปอร์ไต้ฝุ่นซาวลาจ่อขึ้นฝั่งที่มณฑลกวางตุ้ง

นอกจากนั้น ทางการฮ่องกงได้สั่งปิดโรงเรียน สถาบันการศึกษาทั้งหมดในวันนี้ ถึงแม้จะเป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรกของโรงเรียนจำนวนมาก ในขณะที่ประชาชนบนเกาะฮ่องกงต่างพากันไปซื้ออาหารมาสำรองไว้ที่บ้าน ก่อนที่พายุซาวลาจะมาถึง หลังจากก่อนหน้านี้ ชาวไต้หวันโล่งอก ที่ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลา ได้เปลี่ยนทิศทางไม่ขึ้นฝั่งถล่มไต้หวันเต็มๆ

ที่มา : Aljazeera

รถบรรทุกรังผึ้งกว่า 5 ล้านตัว ประสบอุบัติเหตุที่แคนาดา ทำผึ้งแตกรังบินว่อนเต็มพื้นที่ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721813

รถบรรทุกรังผึ้งกว่า 5 ล้านตัว ประสบอุบัติเหตุที่แคนาดา ทำผึ้งแตกรังบินว่อนเต็มพื้นที่ (คลิป)

1 ก.ย. 2566 12:26 น.

รถบรรทุกรังผึ้งกว่า 5 ล้านตัว ประสบอุบัติเหตุที่แคนาดา ทำผึ้งแตกรังบินว่อนเต็มพื้นที่ (คลิป)

รถบรรทุกรังผึ้งกว่า 5 ล้านตัวประสบอุบัติเหตุทำรังผึ้งตกกลางถนน ใกล้เมืองโตรอนโตของแคนาดา ส่งผลให้ผึ้งแตกรังบินว่อนเต็มพื้นที่ คนขับรถถูกรุมต่อยกว่า 100 ครั้ง

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองโตรอนโต แคนาดา ได้รับแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือของถนนดันดาส ในเบอร์ลิงตัน รัฐออนแทริโอ หลังจากที่มีรถบรรทุกลังผึ้งที่มีผึ้งอยู่ภายในรวมกว่า 5 ล้านตัวประสบอุบัติเหตุ จนทำให้กล่องใส่รังผึ้งตกจากรถ จนฝูงผึ้งแตกรังบินไปทั่วบริเวณ รวมทั้งยังมีการประกาศเตือนทางโซเชียลมีเดีย ให้รถที่สัญจรไปมา ให้ปิดหน้าต่างรถทุกบานเพื่อป้องกันอันตรายจากฝูงผึ้งด้วย โดยมีรายงานว่าคนขับรถบรรทุกผึ้งถูกผึ้งรุมต่อยกว่า 100 ครั้ง แต่เขาไม่ได้รับอันตรายถึงชีวิต

ดูคลิป ที่นี่

โดยตำรวจในภูมิภาค ฮัลตัน ระบุว่า พวกเขาได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุในช่วงเวลา 06.15 น.ตามเวลาในท้องถิ่น ให้ช่วยเข้าระงับรถบรรทุกลังใส่ผึ้งประสบอุบัติเหตุจนมีผึ้งหลุดออกมาจำนวนมาก ซึ่งหลังเกิดเหตุมีคนเลี้ยงผึ้งจำนวนมากที่ติดต่อเข้ามาหาตำรวจและเสนอที่จะเข้าให้ความช่วยเหลือ โดยคนเลี้ยงผึ้งพร้อมชุดป้องกัน 6-7 คน ได้เร่งเข้าพื้นที่ เพื่อช่วยกันจับผึ้งกลับใส่ลัง และเก็บกวาดพื้นที่ กว่าที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ก็ต้องใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำลังบรรจุผึ้งทั้งหมดไปเก็บในที่ปลอดภัยเพื่อรอส่งคืนให้แก่เจ้าของต่อไป .

ที่มา : เอพี

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

คาร์บอมบ์ถล่มเอกวาดอร์-นักโทษจับ จนท. 57 คนเป็นตัวประกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721806

คาร์บอมบ์ถล่มเอกวาดอร์-นักโทษจับ จนท. 57 คนเป็นตัวประกัน

1 ก.ย. 2566 12:10 น.

คาร์บอมบ์ถล่มเอกวาดอร์-นักโทษจับ จนท. 57 คนเป็นตัวประกัน

เกิดเหตุคาร์บอมบ์ถล่มเมืองหลวงของเอกวาดอร์ ขณะที่ผู้ต้องขังในเรือนจำ 6 แห่งทั่วประเทศ จับเจ้าหน้าที่เป็นตัวประกัน 57 นาย

กรุงกีโต เมืองหลวงของเอกวาดอร์ถูกโจมตีด้วยระเบิดมือและคาร์บอมบ์ 2 ลูกในชั่วข้ามคืน และไม่กี่ชั่วโมงต่อมาได้เกิดเหตุนักโทษในเรือนจำ 6 แห่ง จับกุมผู้คุมเรือนจำและเจ้าหน้าที่ตำรวจ 57 คนเป็นตัวประกันเมื่อวันพฤหัสบดี (31 ส.ค. 2566)

การโจมตีระลอกนี้ถือเป็นการแสดงพลังอย่างเห็นได้ชัดของแก๊งอาชญากรรม ขณะที่การลุกฮือในเรือนจำเชื่อกันว่าเป็นการตอบโต้ที่ตำรวจกวาดล้างเรือนจำเพื่อยึดอาวุธเมื่อหลายวันก่อน เหตุคาร์บอมบ์ดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานราชทัณฑ์ของประเทศ หรือ SNAI โดยลูกหนึ่งระเบิดนอกสำนักงานใหญ่ และอีกลูกหนึ่งระเบิดที่อาคารซึ่งเดิมเคยเป็นสำนักงานของ SNAI

SNAI กล่าวในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาว่า นักโทษในเรือนจำ 6 แห่งทั่วประเทศจับกุมผู้คุมเรือนจำ 50 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นายเป็นตัวประกัน

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอกวาดอร์ได้เปลี่ยนจากประเทศที่มีความสงบเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความรุนแรง เนื่องจากกลายเป็นศูนย์กลางการค้ายาเสพติด ขณะที่้เรือนจำของเอกวาดอร์ ได้เกิดเหตุสังหารหมู่โดยแก๊งอาชญากรรมที่เป็นอริ ที่มีความเชื่อมโยงกับแก๊งค้ายาชาวโคลอมเบียและเม็กซิโก ซึ่งส่งผลให้มีนักโทษเสียชีวิตมากกว่า 430 ศพ นับตั้งแต่ปี 2564

พลตำรวจเอกปาโบล รามิเรซ หัวหน้าหน่วยสืบสวนต่อต้านยาเสพติด กล่าวว่า รถยนต์ซีดานคันหนึ่งที่ติดอาวุธยุทโธปกรณ์ บรรทุก ถังแก๊ส 2 ถังพร้อมเชื้อเพลิง ฟิวส์แบบขาดช้า 1 แท่ง และสิ่งดูเหมือนแท่งระเบิดไดนาไมต์ ด้านเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกล่าวว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ตำรวจกล่าวว่า มีผู้ถูกจับกุม 6 คน รวมทั้งชาวโคลอมเบีย ใกล้กับจุดที่เกิดเหตุระเบิดจุดหนึ่ง ทุกคนมีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับการกรรโชกทรัพย์ การปล้น และการฆาตกรรม 

นายรามิเรซ กล่าวว่า การย้ายนักโทษเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อป้องกันการปะทะกันของแก๊งอาชญากรรม อาจเป็นสาเหตุของการก่อเหตุครั้งนี้ นอกจากนี้ เมื่อวันพุธ ตำรวจและทหารหลายร้อยคนยังได้บุกค้นเรือนจำแห่งหนึ่งในเมืองลาตากุงกา ทางตอนใต้ เพื่อค้นหาอาวุธ กระสุนปืน และวัตถุระเบิด

เมื่อเดือนกรกฎาคม ประธานาธิบดีกิเยร์โม ลาสโซ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน 60 วันสำหรับเรือนจำทั่วประเทศ โดยอนุญาตให้ส่งทหารเข้าควบคุมระบบราชทัณฑ์ได้

แก๊งค้ายาซึ่งใช้เรือนจำเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการ ยังคงก่อเหตุปะทะกันตามท้องถนนในเอกวาดอร์ ส่งผลให้อัตราการฆาตกรรมเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 26 ต่อประชากร 100,000 คนในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสูงกว่าในโคลอมเบีย เม็กซิโก หรือบราซิล

ความรุนแรงดังกล่าวยังลุกลามเข้าสู่แวดวงการเมืองเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เมื่อนายเฟอร์นันโด วิลลาวิเซนซิโอ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ต่อต้านการทุจริต ถูกลอบสังหารในกรุงกีโต.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

สิงคโปร์จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721797

สิงคโปร์จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี

1 ก.ย. 2566 11:46 น.

สิงคโปร์จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี

ชาวสิงคโปร์ใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี ที่ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าเป็นข้อบ่งชี้ถึงการสนับสนุนพรรครัฐบาล หลังเกิดเรื่องอื้อฉาวทางการเมือง ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

แม้บทบาทของประธานาธิบดีส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงพิธีการ แต่มีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจสำคัญในการดูแลการใช้เงินสำรองทางการคลังของประเทศ และมีอำนาจในการยับยั้งมาตรการบางอย่าง และอนุมัติการสอบสวนต่อต้านการรับสินบน

แม้ว่าตำแหน่งประธานาธิบดีจะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่การเปลี่ยนแปลงของเส้นแบ่งทางการเมืองก็เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง เพื่อหาผู้ที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งแทนนางฮาลีมาห์ ยาคอบ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาครบ 6 ปี นับจากวันที่ 14 กันยายน 2560 ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันของสิงคโปร์ นำโดยนายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง จากพรรคพรรคกิจประชาชน หรือ พีเอพี ซึ่งปกครองสิงคโปร์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2502

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า การลงคะแนนเสียงอาจบ่งบอกถึงระดับการสนับสนุนพรรคพีเอพี ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะครบกำหนดในปี 2568 หรือความไม่พอใจหลังจากเรื่องอื้อฉาวเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งรวมถึงการสอบสวนการทุจริตของรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม และการลาออกของสมาชิกสภานิติบัญญัติของพีเอพี 2 คนจากประเด็นเรื่องชู้สาว

โดยผู้ที่ได้รับการจับตามองคือ นายธาร์มาน ชานมุการัตนัม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และสมาชิกพรรคพีเอพี ซึ่งประกาศลาออกก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง นักเศรษฐศาสตร์วัย 66 ปีรายนี้ ถูกมองว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และถูกตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของเขาในระหว่างการรณรงค์หาเสียง

ผู้สมัครอีกคนคือนายตัน คิน เหลียน วัย 75 ปี อดีตผู้บริหารบริษัทประกันภัย ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำฝ่ายค้านหลายคน ส่วนคู่แข่งรายที่ 3 คือ นายอึง ก๊ก ซอง วัย 75 ปี อดีตประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ จีไอซี ซึ่งบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศของสิงคโปร์

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงจะไม่มีการทำเอ็กซิทโพล ก่อนที่จะประกาศผลในช่วงดึกของวันนี้ (1 ก.ย.)

เมื่อเร็วๆ นี้พรรคพีเอพีได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ ซึ่งใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของรัฐบาลที่มีความสุจริตจนกลายเป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การเงินและการบิน นอกจากนั้น พีเอพียังเคยประสบผลการเลือกตั้งที่เลวร้ายที่สุดในปี 2563 แต่ยังคงรักษาเสียงข้างมากมากกว่า 2 ใน 3 ไว้ได้

การลงคะแนนเสียงถือเป็นภาคบังคับสำหรับพลเมืองที่มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 2.7 ล้านคนของสิงคโปร์ ผู้ที่ไม่ลงคะแนนเสียงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอาจเสี่ยงที่จะถูกลบออกจากรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

สิงคโปร์กำหนดให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต้องดำรงตำแหน่งข้าราชการอาวุโสหรือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่มีมูลค่าโดยมีส่วนของผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

โชว์มอเตอร์ไซค์ผาดโผนคณะละครสัตว์จีนผิดพลาด ตกกระแทกพื้นไฟลุก (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2721793

โชว์มอเตอร์ไซค์ผาดโผนคณะละครสัตว์จีนผิดพลาด ตกกระแทกพื้นไฟลุก (คลิป)

1 ก.ย. 2566 11:25 น.

โชว์มอเตอร์ไซค์ผาดโผนคณะละครสัตว์จีนผิดพลาด ตกกระแทกพื้นไฟลุก (คลิป)

เกิดเหตุไม่คาดคิดในระหว่างการแสดงของคณะละครสัตว์ของจีน เมื่อมอเตอร์ไซค์ที่กำลังโชว์ผาดโผน 2 คันเฉี่ยวกัน จนทำให้คันหนึ่งเสียหลักตกลงกระแทกพื้นจนเกิดไฟลุกท่วม ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ชม

โลกโซเชียลเผยภาพเหตุการณ์ระทึก ขณะที่คณะละครสัตว์ของจีนกำลังเปิดการแสดงอยู่ในเมืองจินจง มณฑลชานซีของจีน โดยในขณะที่มอเตอร์ไซค์ผาดโผน 2 คัน กำลังโชว์ท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลก อยู่ภายในลูกโลกโลหะขนาดใหญ่ กลับเกิดความผิดพลาดขึ้นเมื่อมีการเฉี่ยวกัน จนมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งเสียหลักพุ่งตกลงกระแทกพื้นและเกิดไฟลุกท่วมตามมา ท่ามกลางความตื่นตกใจของผู้ชมที่ต่างจูงลูกจูงหลานให้รีบออกจากบริเวณดังกล่าว ขณะที่มอเตอร์ไซค์อีกคันไม่สามารถหยุดรถกะทันหันได้ และจำเป็นต้องแสดงต่อไป ทั้งๆ ที่มีไฟลุกไหม้

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ของคณะละครสัตว์ต่างรีบนำถังดับเพลิงมาฉีดเพื่อควบคุมเพลิงด้วยความรวดเร็ว โดยประตูฉุกเฉินได้เปิดออกทันเวลาทำให้นักแสดงที่พลาดตกลงไปสามารถคลานหนีออกมาได้ทัน โดยพบว่ามีอาการบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว โดยอาการไม่สาหัส และไม่มีรายงานผู้ชมหรือเจ้าหน้าที่คนอื่นได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด.

ที่มา : เอพี

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign