สกสว.-ก.พ.ร. ร่วมมือหน่วยงานภาคีภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน หารือแก้ปัญหาPM2.5 เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753413

สกสว.-ก.พ.ร. ร่วมมือหน่วยงานภาคีภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน หารือแก้ปัญหาPM2.5 เชียงใหม่

สกสว.-ก.พ.ร. ร่วมมือหน่วยงานภาคีภาครัฐ-เอกชน-ชุมชน หารือแก้ปัญหาPM2.5 เชียงใหม่

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.05 น.

สกสว. – สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมมือหน่วยงานภาคีเครือข่าย ติดตามการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการไฟระดับชุมชนและแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ พร้อมหารือแก้ปัญหาการทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าสงวนจังหวัดเชียงใหม่ โดย สกสว. พร้อมสนับสนุนงบประมาณวิจัยและข้อมูลวิจัยและนวัตกรรมสู่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

สำนักงานคณะกรรมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. คุณวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ คุณนิสากร จึงเจริญธรรม ที่ปรึกษา สกสว. ศ. ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล คณะอนุกรรมการจัดทำแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการจัดการกรอบวงเงินงบประมาณ รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) นำโดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม และคุณอารีพันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประชุมติดตามการบริหารจัดการไฟระดับชุมชนและแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ (Government Innovation Lab) โดยมี คุณชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

โอกาสนี้ รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว. มีหน้าที่จัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ รวมถึงบริหารระบบงบประมาณด้าน ววน. ผ่านการจัดสรรงบประมาณจากกองทุน ววน. ให้กับหน่วยงานในระบบทุกมิติ สำหรับปัญหาวิกฤตมลพิษฝุ่น PM2.5 สกสว. ได้เตรียมการสนับสนุนงบประมาณวิจัยผ่านแผนงาน “แก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ” ปีงบประมาณ 2566 แผนงานย่อยรายประเด็น “งานวิจัยและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเร่งด่วนฝุ่นละออง PM2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ” โดยการมีส่วนร่วม ประสานองค์ความรู้ ร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ การขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ ร่วมกับ สำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานภาคี นั้น ทาง สกสว. พร้อมให้การสนับสนุนข้อมูลด้านวิจัยและนวัตกรรม ที่ได้มีการออกแบบโดยการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์สังเคราะห์งานวิจัยเชิงพื้นที่มาปรับการทำงานให้ตรงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ปฏิบัติการเป้าหมาย ผ่าน 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1) ภาคเกษตร 2) ภาคป่าไม้ 3) ภาคคมนาคม 4) ฝุ่นควันข้ามแดน และ 5) ระบบข้อมูล เพื่อหนุนเสริมข้อมูลทางวิชาการให้เกิดการใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ให้เกิดการดำเนินงานร่วมกันได้ตรงเป้าหมายและมีความยั่งยืน

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม กล่าวถึงการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่ได้มีการดำเนินงานใน 2 พื้นที่ คือ 1) อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เน้นเรื่องการจัดการไฟป่า และ 2) อำเภอแม่แจ่ม เน้นเรื่องการจัดการไฟป่าและไฟในพื้นที่เกษตร ภายใต้แนวคิดให้ชุมชนเป็นแกนหลัก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแกนประสานหน่วยงานในระดับกลาง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นแกนหนุนเสริม ซึ่งจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นฤดูกาล แต่เป็นการออกแบบบริหารจัดการให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเตรียมขยายผลไปสู่จังหวัดอื่น ๆ

ด้าน คุณชัชวาลย์ ปัญญา กล่าวว่า ทาง จ.เชียงใหม่ ได้มีการวางแผนบูรณาการของหน่วยงานภายในจังหวัด โดยในปีนี้จะดำเนินการด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิง บริหารจัดการไฟที่จำเป็น เพื่อลดจุด Hotspot ในแต่ละพื้นที่ ไม่ให้เกิดการลุกลามเข้าไปในป่าที่จะส่งผลให้ควบคุมได้ยาก นับเป็นโจทย์ที่ต้องคิดต่อว่าจะดำเนินการแก้ไขอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน สำหรับ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นพื้นที่ได้เปรียบในการใช้ชีวมวลในการทำมูลค่าเพิ่ม ที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลก และยังเป็นการลดการเผาในภาคการเกษตร สำหรับการร่วมมือขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ปฎิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ ครั้งนี้ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการและการจัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นอย่างมาก

โดยในที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นต่าง ๆ คือ 1) การทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับภารกิจ การดำเนินงานใน 2 พื้นที่ปฏิบัติการนวัตกรรมภาครัฐ 2) แนวทางทำงานร่วมกันตามรูปแบบภาคีการพัฒนาร่วม 3 ฝ่าย รัฐ-ชุมชน-เอกชน  และ 3) กิจกรรมการดำเนินงานที่ภาคเอกชนสามารถร่วมสนับสนุนดำเนินการ เพื่อการป้องกันจัดการปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 เพราะปัญหาดังกล่าว เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่ากำลังของภาครัฐฝ่ายเดียว ซึ่งผลกระทบจากฝุ่นพิษมีผลต่อทุกภาคส่วนและมีต้นทุนมากขึ้นทุกปี ขณะที่การป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 นั้น ต้องใช้เครื่องมือหลายประเภท ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ สังคม รวมทั้งนวัตกรรมในด้านต่าง ๆ

ทั้งนี้ ได้มีการวางแนวทางการขับเคลื่อน 8 แนวทางหลักสำคัญ ที่สามารถดำเนินการในรูปแบบเดียวกัน และแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ดังนี้ 1) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเครือข่าย 2) การจัดการไฟในพื้นที่ป่า 3) การจัดการไฟพื้นที่เกษตร 4) การจัดการไฟพื้นที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) 5) การพัฒนาระบบการติดตาม 6) การกำหนดตัวชี้วัด 7) การสร้างกลไกการบริหารจัดการ และ 8) การพัฒนาชุดความรู้และงานวิชาการเกี่ยวกับการจัดการไฟ ไร่หมุนเวียน และการสื่อสารสาธารณะ

สำหรับ การลงพื้นที่แนวกันไฟป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุย นั้น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพ-ปุย เปิดเผยว่า ทางอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับภาคีเครือข่ายและชุมชน ในการป้องกันไฟป่าด้วยการทำแนวป้องกันไฟป่าในพื้นที่เสี่ยงของชุมชน การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ การลาดตระเวนตรวจหาไฟป่าในพื้นที่ชุมชน การตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่ชุมชน การปฏิบัติงานในฤดูไฟป่า ด้วยการจัดชุดลาดตระเวนร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครป้องกันไฟป่าชุมชน การตรวจสอบจุดความร้อน Hotspot ทั้งนี้ หากเกิดไฟป่าขึ้นจะมีการแจ้งให้ชุดดับไฟเคลื่อนที่ที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุที่สุดเข้าระงับไฟ หากเกินขีดจำกัดของหน่วยดับไฟป่าเคลื่อนที่ จะมีการประสานขอกำลังสนับสนุนจากหน่วยงานในคณะทำงานของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ เข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม

กรมพลศึกษา รับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจากสถานทูตฮังการี พร้อมตั้งเป้าศูนย์กลางกีฬาเทคบอลในอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753516

กรมพลศึกษา รับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจากสถานทูตฮังการี พร้อมตั้งเป้าศูนย์กลางกีฬาเทคบอลในอาเซียน

กรมพลศึกษา รับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจากสถานทูตฮังการี พร้อมตั้งเป้าศูนย์กลางกีฬาเทคบอลในอาเซียน

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.00 น.

กรมพลศึกษารับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจากสถานทูตฮังการี พร้อมตั้งเป้าศูนย์กลางกีฬาเทคบอลในอาเซียน

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา พร้อมด้วย ดร. ชานโดร์ ชีโปช เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวพิธีรับมอบโต๊ะกีฬาเทคบอล โดยสถานเอกอัครราชทูตฮังการี ประจำประเทศไทย และสหพันธ์เทคบอลนานาชาติ ที่ได้ส่งมอบโต๊ะกีฬาเทคบอลจำนวน 112 ตัว ให้แก่กรมพลศึกษา เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐฮังการี มุ่งใช้ประโยชน์เพื่อการฝึกฝนทักษะกีฬาเทคบอลให้กับเยาวชน ประชาชนคนไทยที่สนใจส่งเสริมการเล่นกีฬาเทคบอลในประเทศไทยให้แพร่หลายรวมทั้งตั้งเป้าขยายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการส่งเสริมและเผยแพร่กีฬาเทคบอลในอาเซียนด้วย

ทั้งนี้การร่วมมือพัฒนากีฬาเทคบอลระหว่างไทย-ฮังการี ซึ่งประเทศฮังการีมีนโยบายที่จะสนับสนุนและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนากีฬาเทคบอลในภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งให้การสนับสนุนอุปกรณ์กีฬาเทคบอลเพื่อเป็นการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยหันมาสนใจและเล่นกีฬาเทคบอลมากยิ่งขึ้น และกรมพลศึกษาพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับสหพันธ์กีฬาเทคบอลนานาชาติและสมาคมกีฬา

เทคบอลแห่งประเทศไทย  เพื่อส่งเสริมใช้ประโยชน์ฝึกทักษะเทคบอลนักกีฬาไทยให้แพร่หลาย ตั้งเป้าขยายเป็นศูนย์กลางส่งเสริมและเผยแพร่กีฬาเทคบอลในอาเซียนต่อไป

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า “กรมพลศึกษา เป็นหน่วยงานหลักดูแลกีฬาพื้นฐานและกีฬามวลชน จึงพร้อมสนับสนุนกีฬาเทคบอลกีฬาชนิดใหม่ โดยกรมพลศึกษาได้ร่างหลักสูตรการจัดอบรม

ผู้ฝึกสอนและผู้ตัดสินกีฬาเทคบอลไปเบื้องต้นแล้ว และถ้ามีโอกาสเราก็จะจัดแข่งขันกีฬาเทคบอลระดับนักเรียน เราก็ยังมีความคาดหวังว่า กีฬาเทคบอลที่เป็นการผสมผสานกันของทักษะหลายชนิดกีฬา แต่ที่เราได้เปรียบคือเราพื้นฐานมาจากกีฬาตะกร้อ ทำให้เราเล่นกีฬาเทคบอลได้ดีเป็นระดับแนวหน้าของโลก โดย

อีกไม่นานกีฬาเทคบอล จะมีโอกาสบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาโอลิกปิคได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ประเทศไทยเราก็จะมีโอกาสสูงที่จะได้รับเหรียญใดเหรียญหนึ่งเพิ่มจากกีฬาโอลิมปิคก็เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ ”

ทางด้าน ดร. ชานโดร์ ชีโปช เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ยังได้เปิดเผยว่า “จากความสัมพันธ์อันดีระหว่างฮังการีกับไทย ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 50 ปี ในโอกาสอันดีนี้ ทางประเทศฮังการี

ก็อยากที่จะสนับสนุนและร่วมเผยแพร่กีฬาเทคบอลให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีกีฬาตะกร้อเป็นที่นิยมในประเทศ โดยเราได้เล็งเห็นว่า การที่มีทักษะทางกีฬาตะกร้อดี จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกีฬาเทคบอลได้ แล้วการที่เราส่งมอบโต๊ะเทคบอลจำนวน 112 ตัวให้กับกรมพลศึกษา เราก็มีความตั้งใจอยากจะให้กรมพลศึกษา ที่เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมด้านกีฬา ก็จะสามรถช่วยเผยแพร่กีฬาชนิดนี้ไปให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนในประเทศไทย ได้เรียนรู้และหันมาเล่นกีฬาเทคบอล รวมถึงเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยได้รู้จักกีฬาชนิดพิ่มขึ้น

โดยประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันเกาะสมุย เทคบอล ทัวร์ ระหว่างวันที่ 10-13 สิงหาคม 2566 ณ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีที่คนไทยจะได้รู้จักและให้ความสนใจกีฬาเทคบอลต่อไป.

กรมพลศึกษาเปิดตัวภาพยนตร์สั้น’ศักดิ์ศรี’และ’ความรักของแม่’ นวัตกรรมการผลิตในกลุ่มเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753517

กรมพลศึกษาเปิดตัวภาพยนตร์สั้น'ศักดิ์ศรี'และ'ความรักของแม่' นวัตกรรมการผลิตในกลุ่มเยาวชน

กรมพลศึกษาเปิดตัวภาพยนตร์สั้น’ศักดิ์ศรี’และ’ความรักของแม่’ นวัตกรรมการผลิตในกลุ่มเยาวชน

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 16.00 น.

กรมพลศึกษาเปิดตัวภาพยนตร์สั้น “ศักดิ์ศรี” และ “ความรักของแม่” นวัตกรรมการผลิตและเผยแพร่สื่อแบบมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนนำร่องนักศึกษาอาชีวศึกษา

ดร.ทวีโชค พงษ์ดี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา เป็นประธานในการการมอบโล่เกียรติยศให้แก่ผู้มีส่วนร่วมกิจกรรมการส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ นวัตกรรมด้านการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการ และการผลิตและเผยแพร่สกู๊ปข่าวผลการดำเนินงานสำคัญของกรมพลศึกษาในสื่อมวลชนออนไลน์ของกรมพลศึกษา และมอบเกียรติบัตรให้แก่เยาวชนอาชีวศึกษา จากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก สมุทรปราการ และวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการผลิตและเผยแพร่สื่อส่งเสริมกีฬาและนันทนาการสร้างสรรค์ พร้อมกับเป็นประธานการเสวนาเชิงวิชาการระดมความคิดเห็นสร้างสังคมสันติสุขด้วยการบูรณาการร่วมกัน สร้างความสุขในสังคม การยึดมั่นในกฎ กติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

กรมพลศึกษา ได้ส่งเสริมการผลิตสื่อและเผยแพร่สื่อแบบมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนนำร่องนักศึกษาอาชีวศึกษา เปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมคิดและผลิตสื่อสารคดีเชิงข่าวโทรทัศน์หรือโซเชียล หรือภาพยนตร์สั้น ที่เป็นการผลิตสื่อส่งเสริมกีฬาและนันทนาการสร้างสรรค์ เสริมทักษะให้ได้ใช้เวลาว่างผลิตสื่อ รวมถึงร่วมรณรงค์สร้างความสุขในสังคม รณรงค์ลดความรุนแรง ด้วยแนวคิดการเปลี่ยนมือที่ทำร้ายกัน มาสานสัมพันธ์ด้วยกีฬาและนันทนาการ มีเยาวชนนักศึกษาอาชีวศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก สมุทรปราการ และวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 40 คน และได้ผลิตภาพยนตร์สั้น สื่อจากเพื่อนถึงเพื่อนเรื่อง “ศักดิ์ศรี” และ “ความรักของแม่”  สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กีฬาและนันทนาการเป็นพื้นฐานเชื่อมความรัก ความเข้าใจ สานสัมพันธ์จากเพื่อนที่ขัดแย้งกันให้กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แบ่งปันและมีความสุขด้วยกันได้

ดร.ทวีโชค พงษ์ดี ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา ได้กล่าวว่า การผลิตสื่อภาพยนตร์สั้นนี้เป็นกิจกรรมที่กรมพลศึกษาจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างนวัตกรรมการผลิตและเผยแพร่สื่อแบบมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนนำร่องนักศึกษาอาชีวศึกษา ให้มีสื่อใหม่ที่เกิดจากเยาวชนมีส่วนร่วมผลิตและเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ สื่อโซเชียลมีเดียของสถาบันการศึกษา จากเพื่อนสื่อถึงเพื่อน รวมถึงเด็ก เยาวชน และประชาชนโดยทั่วไป  

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดให้มีการเสวนาเชิงวิชาการ เพื่อเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมของของเครือข่ายภาครัฐและเอกชนเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมและเผยแพร่ องค์ความรู้ นวัตกรรม ด้านการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการฯ และระดมความคิดเห็นสร้างสังคมสันติสุขด้วยการบูรณาการร่วมกัน สร้างความสุขในสังคม การยึดมั่นในกฎ กติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย โดยมีว่าที่ ร้อยตรีหญิง ดร.ทิตา ดวงสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ  ,ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า พันตำรวจเอก ภพธร จิตหมั่น รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผอ.รังสรรค์ บางรักน้อย ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก สมุทรปราการ ,คุณศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ร่วมเสวนาเชิงวิชาการครั้งนี้ด้วย

โครงการนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก ห้างสรรพสินค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย และบริษัท เรืองทอง กรุ๊ป จำกัด เป็นองค์กรร่วมจัดอีกด้วย

กรมพลศึกษา จัดกิจกรรมสนุกเล่นสนุกคิดฟิตสมอง ใน Learning Fest Bangkok

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753522

กรมพลศึกษา จัดกิจกรรมสนุกเล่นสนุกคิดฟิตสมอง ใน Learning Fest Bangkok

กรมพลศึกษา จัดกิจกรรมสนุกเล่นสนุกคิดฟิตสมอง ใน Learning Fest Bangkok

วันพุธ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.00 น.

กรมพลศึกษาจัดกิจกรรมสนุกเล่นสนุกคิดฟิตสมองในเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ Learning Fest Bangkok

กรมพลศึกษาร่วมเป็นเครือข่ายจัดกิจกรรมเทศกาลการเรียนรุ้กรุงเทพฯ (Learning Fest Bangkok) มุ่งเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้การพลศึกษา ทั้งการเล่นกีฬา นันทนาการ แบะวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ทุกที่ สมาร์ทดูดีได้ทุกวัย นำความสนุกในหัวข้อ Physical Wonder : สนุกเล่น สนุกคิด ฟิตสมอง ที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฝึกเล่นเกมกีฬาและคำถามท้าทาย รู้ลึกรู้ทันกีฬา นันทนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬาสามารถพัฒนาทักษะทางร่างกายได้ สนุกกับ 3 กิจกรรม ได้แก่  1. Fast & Feel ฝึกความเร็วกับกีฬาสแต็ค และท้าทายชัยชนะด้วยการประลองฝีมือกับนักกีฬา  2.“PLAY REC LAND” เสริมสร้างอุปนิสัยความอยากรู้อยากเห็น การตั้งคำถามและการแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับนันทนาการ และ 3. Challenge Your Intelligence เรียนรู้การทำงานของสมองด้วยเครื่องมือที่ใช้ประเมินศักยภาพการทำงานรู้คิดของสมอง การประเมินศักยภาพทางด้านกีฬาพร้อมพัฒนาก้าวสู่นักกีฬาอาชีพหรือนักกีฬาทีมชาติ ซึ่งกิจกรรมในส่วนของกรมพลศึกษา จัดกิจกรรม ชั้น 5 เซ็นทรัลเวิลด์  เวลา 13.00 – 18.00 น.ตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 17 กันยายน 2566 นี้ ติดตามข่าวสารความคืบหน้าการจัดกิจกรรมของกรมพลศึกษาได้ที่ Page Facebook กรมพลศึกษากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้กรมพลศึกษามีบทบาทส่งเสริมสนับสนุนกีฬา นันทนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬา การพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬา นันทนาการและการพลศึกษา เพื่อให้เยาวชน ประชาชนมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในการเข้าร่วมจัดกิจกรรมในเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ เป็นส่วนสำคัญในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมกีฬานันทนาการ และวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยเฉพาะกรมพลศึกษาได้คัดเลือกกีฬาสแต็ค กีฬาหนึ่งที่เหมาะกับผู้เล่นทุกเพศ ทุกวัย สามารถเล่นได้ทุกที่ กิจกรรมนันทนาการสนุกๆ มาให้เด็กและยาวชนได้สัมผัสได้ลองเล่น ที่สำคัญยังได้วัดความสามารถของสมองของตนเองด้วยเครื่องมือที่ผ่านการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือผ่านการศึกษาวิจัย อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือทดสอบที่ใช้ประเมินศักยภาพทางด้านกีฬาสำหรับนักกีฬาอาชีพหรือนักกีฬาทีมชาติ เป็นนวัตกรรมของกรมพลศึกษาที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2566  เครื่องมือนี้จะช่วยทดสอบถึงการทํางานรู้คิดของสมองทำให้ได้รับรู้และสามารถนำผลทดสอบที่ได้ของแต่ละคนไปพัฒนาปรับตัวเปลี่ยนแปลงแก้ไข พัฒนาการคิดแก้ปัญหาการควบคุมตนเอง กล้าคิดสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสําคัญต่อการเป็นผู้ใหญ่ทีดีและเก่งในอนาคตได้  การทดสอบมีให้ทดสอบทั้ง 4 วันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ในเทศกาลการเรียนรู้กรุงเทพฯ Learning Fest Bangkok ยังมีกิจกรรมอีกมากมายจากหน่วยงานเครือข่ายหลากหลาย ในโซนลานกิจกรรม ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ  ด้วย

พลเอก ‘ประวิตร’ เตรียม ‘ลาออก’ จาก สส. ขอทำหน้าที่หัวพน้าพรรคเท่านั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557423

31 ส.ค. 2566

พลเอก 'ประวิตร' เตรียม 'ลาออก' จาก สส. ขอทำหน้าที่หัวพน้าพรรคเท่านั้น

สันติ พร้อมพัฒน์ เสียบแทน พลเอก ‘ประวิตร’ วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อเพียงหนึ่งเดียวของพรรค ที่เตรียม ‘ลาออก’ เร็วๆนี้

ก่อนการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ที่ พลเอกประวิตร นั่งเป็นประธาน ได้เรียกผู้สื่อข่าวให้มาถ่ายรูปร่วมกัน แต่ไม่ตอบคำถามว่าจะยังอยู่ในแวดวงการเมืองเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ได้ถ่ายรูปร่วมกับสื่อมวลชน ก่อนจะวางมือทางการเมืองไป 

พล.อ.ประวิตร ถ่ายรูปกับสื่อมวลชนก่อนลาออกจากสส.บัญชีราชื่อพล.อ.ประวิตร ถ่ายรูปกับสื่อมวลชนก่อนลาออกจากสส.บัญชีราชื่อ

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า เตรียมจะลาออกจาก สส.ในเร็วๆนี้ โดยจะไปทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอย่างเดียว และขอให้โชคดีทุกคน

หากพลเอกประวิตร ลาออกจาก สส. นายสันติ พร้อมพัฒน์  จะได้เลื่อนขึ้นมาในฐานะผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐมีสส.บัญชีรายชื่อเพียงคนเดียว

หัวหน้าพรรคการเมืองที่ลาออกจากสส.ก่อนหน้านี้ คือ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มีผล วันที่ 1 ก.ย. 2566

รองโฆษก ปชป. ติง ‘สนธิ’ ไม่เข้าใจ สถานการณ์การเมือง ในปัจจุบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557404

30 ส.ค. 2566

รองโฆษก ปชป. ติง ‘สนธิ’ ไม่เข้าใจ สถานการณ์การเมือง ในปัจจุบัน

รองโฆษก ปชป. ติง ‘สนธิ’ อยู่ในเรือนจำ 3 ปี วิเคราะห์ขาดตอน เป็นพวกแก่มะพร้าว เฒ่ามะละกอ ไม่เข้าใจสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน ทำให้หมดเครดิตทางการเมืองไปนาน เผย คนรุ่นใหม่เข้าร่วม ประชาธิปัตย์ เพราะคนรุ่นเก่าเชิญชวน

น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล พูดพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โดยบอกว่า ถึงคนรุ่นเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ในรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นานนานนั้น

น.ส.ศิริภา กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นยืนยันว่าคนรุ่นเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้กินข้าวอย่างเดียว แต่ กินก๋วยเตี๋ยว กินขนมจีน กินหลายอย่าง ยกเว้นไม่กินสินบน

“เข้าใจว่าช่วงระยะเวลา 3 ปีที่คุณสนธิ ถูกจำคุกอยู่นั้นอาจะไม่ได้ติดตามตามข่าวสารว่าคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคแทบจะทั้งหมดเข้าร่วมผ่านการเชิญชวนของคนรุ่นเก่าที่คุณสนธิได้พูดถึง”

น.ส.ศิริภา กล่าวอีกว่า หากย้อนดูตัวผู้สมัครประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองหนึ่ง ที่มีผู้ลงสมัครเป็นคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ช่วงที่ คุณสนธิห่างหายไปอยู่ในเรือนจำ ทำให้การวิเคราะห์เรื่องต่างๆ ขาดตอน กลายเป็นพวกแก่มะพร้าว เฒ่ามะละกอ หมดเครดิตทางการเมืองไปนาน จากผลงานความขัดแย้งในอดีต จึงไม่แปลกที่จะไม่เข้าใจสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน

‘ชลน่าน’ ลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ลั่นรักษาคำพูด-ชูศักดิ์ นั่งแทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557395

30 ส.ค. 2566

‘ชลน่าน’ ลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ลั่นรักษาคำพูด-ชูศักดิ์ นั่งแทน

‘ชลน่าน’ ลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ลั่นต้องรักษาคำพูดเผยไม่เสียใจ บอกภารกิจตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น หลังร่วมตั้งรัฐบาลพรรคลุงป้อม ตั้ง ‘ชูศักดิ์’ รักษาการหัวหน้าพรรค รอประชุมใหญ่เลือก กก.บห. ชุดใหม่ภายใน 60 วัน

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 16.18 น.ของวันที่ 30 ส.ค.2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว แถลงภายหลังประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าตนทำหน้าที่หัวหน้าพรรค พิจารณารับผิดชอบการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยเสร็จเรียบร้อย ตนก็จะประกาศเรื่องที่ตนเคยประกาศไว้ว่าจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตามที่ตนเคยประกาศไว้เมื่อวันที่ 28 เม.ย. บนเวทีดีเบตหาเสียง ซึ่งภารกิจเสร็จเรียบร้อย กก.บห. มีมติเห็นชอบคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย 18 ตำแหน่ง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว แถลงลาออกจาก ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว แถลงลาออกจาก ตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

“เมื่อภารกิจสำเร็จ ผมขอทำตามที่เคยประกาศเอาไว้ เป็นสัจจะที่เคยได้ลั่นวาจาเอาไว้ว่า ถ้า กก.บห. พรรค มีมติจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ มีมติจับมือกับลุงป้อม ดีลกับลุงป้อม ผมพร้อมจะลาออก ผมขอลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตามที่ได้ประกาศเอาไว้ ณ บัดนี้”

นพ.ชลน่านกล่าวว่า โดยเหตุผลที่ตนต้องมาประกาศในเวลานี้ เป็นเหตุผลความจำเป็นในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นรัฐบาลในสถานการณ์พิเศษที่พรรคเพื่อไทยมีความจำเป็น ที่สมาชิกพรรคส่วนใหญ่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำชื่อรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้า ตนก็ขอลาออก

‘ชลน่าน’ ลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ลั่นรักษาคำพูด-ชูศักดิ์ นั่งแทน
‘ชลน่าน’ ลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ลั่นรักษาคำพูด-ชูศักดิ์ นั่งแทน

3 แกนนำพรรคเพื่อไทย ในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลจนสำเร็จ3 แกนนำพรรคเพื่อไทย ในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลจนสำเร็จ

“ผมต้องรักษาคำพูด ถามว่าผมรู้สึกอะไรหรือไม่ ผมไม่มีความรู้เสียใจ หรือโกรธเคือง เพราะมันเป็นหน้าที่ ผมต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ผมไม่ได้หนีไปไหน ก็ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีสุด เพื่อความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย”

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามข้อบังคับของพรรคเพื่อไทย เมื่อหัวหน้าพรรคลาออก กรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) จะหมดสภาพไปทุกคน แต่ต้องรักษาการตามตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ กกบ.บห. ชุดรักษา ได้เลือกนายชูศักดิ์ ศิรินิล มาเป็นรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

‘ชลน่าน’ ลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ลั่นรักษาคำพูด-ชูศักดิ์ นั่งแทน
‘ชลน่าน’ ลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ลั่นรักษาคำพูด-ชูศักดิ์ นั่งแทน
‘ชลน่าน’ ลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ ลั่นรักษาคำพูด-ชูศักดิ์ นั่งแทน

เสรีพิศุทธ์ ลาออกบัญชีรายชื่อ เสรีรวมไทย -โยนระเบิด ครม. มีนักโทษ คนติดคุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557391

30 ส.ค. 2566

เสรีพิศุทธ์ ลาออกบัญชีรายชื่อ เสรีรวมไทย -โยนระเบิด ครม. มีนักโทษ คนติดคุก

“เสรีพิศุทธ์” ลาออกจากตำแหน่งสส.บัญชีรายชื่อเสรีรวมไทย โลกอาจจจะไม่จำ ทิ้งบอมบ์ แต่งตั้งบุคคลในคณะรัฐมนตรี ” ครม.เศรษฐา 1 ” มีทั้ง อดีตนักโทษ คนที่เคยติดคุก คนที่ไม่มีประสบการณ์ แม้แต่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เคยถูกไล่ออกกจากราชการเพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

ที่พรรคเสรีรวมไทย  แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร    พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส  หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงว่า  การลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย และมีผลในวันที่ 1 ก.ย.  เป็นความตั้งใจของตนหลังจากที่ช่วยเปิดทางให้พรรคเพื่อไทย สามารถตั้งรัฐบาลด้วยการจับมือกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และรวมเสียงสนับสนุนให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ถือว่าภารกิจที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเสร็จแล้ว  ได้ทำหน้าที่ทั้งสนับสนุนและยกมือโหวตให้นายเศรษฐา ในวันที่ 22 ส.ค.    จากนั้นวันที่ 23 ส.ค. ได้ยื่นลาออก เพื่อให้สมาชิกพรรคได้เป็นสส. และขอทำบทบาทของหัวหน้าพรรค เพื่อสร้างพรรคเสรีรวมไทย


“ตอนนี้ผมเป็นคนในระดับผู้นำสูงสุด คือ คนที่เสียสละ ทั้งนี้ผมไม่เคยมีสัญญากับพรรคเพื่อไทยว่ามาช่วยแล้วต้องมีตำแหน่ง แต่ตอนพรรคก้าวไกลยอมรับว่า เขาเสนอตำแหน่งให้ผมและดีกว่าพรรคเพื่อไทยอีก ทั้งนี้เมื่อไปไม่ได้เขาต้องยอมรับ ซึ่งเขาเล่นการเมืองเมื่อเขาไปไม่ได้ คนอื่นต้องไปไม่ได้ด้วย”  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า  ส่วนการลาออกครั้งนี้   ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องตำแหน่ง  

” ผมไม่ได้ผิดหวังอะไร แต่จากการเลือกคน ไปตั้งใครไม่รู้ ทั้งอดีตนักโทษ คนที่เคยติดคุกมา คนที่ไม่มีประสบการณ์ อย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่มีชื่อติดโผ เคยถูกไล่ออกกจากราชการเพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ที่ทำหน้าที่แล้วมีคนตาย แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อเป็นหัวหน้าคสช.จะยกโทษให้ แต่ความผิดนั้นยังคงอยู่”

ส่วนกรณีที่ตนให้ทนายยื่นตรวจสอบพล.ต.อ.พัชรวาท เพราะเป็นผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีที่มีลักษณะต้องห้ามนั้น  เหตุผลต้องยื่นเพื่อไม่ให้เลขาธิการสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)  ถูกดำเนินคดี  เนื่องจากเป็นผู้ที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี แต่หากเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบไม่ผิด ตนจะตรวจสอบต่อเอง หากกรณีนี้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขาดคุณสมบัติ เชื่อว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯที่กำกับ  สลค.ต้องรับผิดชอบ

กาง ‘รัฐธรรมนูญ 2560’ คุณสมบัติแบบไหนไม่มีสิทธิเป็น ‘เสนาบดี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557386

30 ส.ค. 2566

กาง 'รัฐธรรมนูญ 2560' คุณสมบัติแบบไหนไม่มีสิทธิเป็น 'เสนาบดี'

เปิดหน้า ‘รัฐธรรมนูญ 2560’ มาตรา 98 ส่องข้อกำหนด คุณสมบัติ ความเป็น ‘รัฐมนตรี’ แบบไหน ต้องห้าม ไม่มีสิทธิเป็น ‘เสนาบดี’

การฟอร์มทีมรัฐบาล ภายใต้การนำของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จากพรรคเพื่อไทย ดูเหมือนโผ ครม. ที่โผล่ออกมารายวัน จะกลายเป็นประเด็นดราม่า เพราะหน้าตาว่าที่รัฐมนตรีบางคน ถูกครหา มีมลทิน อาจผิดข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดคุณสมบัติ บุคคลที่จะเป็น “รัฐมนตรี” โดยเฉพาะกรณีของ “พิชิต ชื่นบาน” ทนายถุงขนม ที่ถูกวางตัวเป็น ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เคยถูกศาลสั่งจำคุก มีสิทธิเป็น “เสนาบดี” ได้หรือไม่

ภาพประกอบรัฐธรรมนูญภาพประกอบรัฐธรรมนูญ

กางรัฐธรรมนูญ 2560

ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ได้กำหนดคุณสมบัติของรัฐมนตรีไว้ 8 ข้อ ได้แก่

  1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี
  3. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
  4. มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
  5. ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
  6. ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98
  7. ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
  8. ไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 มาแล้วยังไม่ถึงสองปีนับถึงวันแต่งตั้ง

ขณะที่มาตรา 98 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไว้ดังนี้

  1. ติดยาเสพติดให้โทษ
  2. เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
  3. เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ
  4. เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 96 (1) (2) หรือ (4)
  5. อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
  6. ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
  7. เคยได้รับโทษจำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
  8. เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
  9. เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุก เพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
  10. เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
  11. เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
  12. เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง
  13. เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  14. เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกิน 2 ปี
  15. เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
  16. เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
  17. อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
  18. เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา 144 หรือมาตรา 235 วรรคสาม

ประเด็นดังกล่าว เคยเกิดขึ้นกับ นายนครชัย ขุนณรงค์ หรือ ไอซ์ ระยอง อดีต สส.ระยอง เขต 3 พรรคก้าวไกล ที่ถูกโจมตีว่า ขาดคุณสมบัติในการเป็น สส. หรือไม่ เนื่องจากเคยเป็นนักโทษ คดีลักทรัพย์ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ปี 2542-2543 ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ไอซ์ ระยอง แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการประกาศลาออก ทำให้ต้องมีการเลือกตั้ง สส.ระยอง ใหม่

ส่วนประเด็นของ “พิชิต ชื่นบาน” ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งจำคุก 6 เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาล หากพิจารณาจากมาตรา 98 (7) จะพบว่า นายพิชิต ถูกคำสั่งจำคุก 6 เดือนเมื่อปี 2551 ปัจจุบันผ่านมากว่า 15 ปีแล้ว ดังนั้น จึงพ้นโทษเกิน 10 ปี นั่นจึงทำให้เขาไม่ติดคุณสมบัติข้อนี้

แต่ก็อาจเป็นประเด็นที่ทำให้ถูกสังคม โดยเฉพาะพรรคก้าวไกล วิพากษ์วิจารณ์ ว่าเป็นรัฐมนตรี มีมลทิน ไม่ต่างจาก ไอซ์ ระยอง ที่ยังแสดงสปิริต ลาออก แม้ดูจากข้อกำหนด ก็อยู่ในเงื่อนเดียวกัน 

‘ราเมศ’ แย้ง ‘เดชอิศม์’ ให้พูดความจริง ย้ำทุกคนในพรรค ‘ไม่มีกาฝาก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557384

30 ส.ค. 2566

‘ราเมศ’ แย้ง ‘เดชอิศม์’ ให้พูดความจริง ย้ำทุกคนในพรรค 'ไม่มีกาฝาก'

‘ราเมศ’ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แย้ง ‘เดชอิศม์’ ป้องชวน ไม่เคยคิดจะขับใครออกจากพรรค ขอให้พูดความจริง ย้ำ ในปชป.ไม่มีกาฝาก ทุกคนมีคุณค่า แต่ทุกคนไม่มีใครอยู่เหนือกฏหมาย ทำผิดต้องรับโทษ

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตเลขานุการประธานรัฐสภา นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวถึงกรณีที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง ได้ให้สัมภาษณ์มีบางช่วงบางตอนที่มีการพาดพิงนายชวน หลีกภัยว่า ข้อมูลที่ไม่ตรงความจริง ทำให้ขณะนี้สังคมเกิดความสับสน ถึงสถานการณ์ในพรรค โดยเฉพาะสมาชิกพรรคที่มีความเข้าใจข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง 

นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ  อดีตประประธานสภา อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ อดีตประประธานสภา อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ก่อนวันเลือกนายกรัฐมนตรีที่ประชุม สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการพูดคุยกันถึงแนวทางในการลงมติ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีกันอย่างกว้างขวางจริง แต่ท้ายที่สุดมติที่ประชุมให้ “งดออกเสียง” 

ซึ่งโฆษกที่ประชุม สส. ได้แถลงด้วยตนเอง โดยมีนายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ได้ขอที่ประชุมลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ที่ประชุมก็ไม่ขัดข้อง ทั้งหมดคือความจริง

นายเดชดิศม์  ขาวทอง แกนนำ 16 สส. โหวตนายกฯ สวนมติพรรคประชาธิปัตย์นายเดชดิศม์ ขาวทอง แกนนำ 16 สส. โหวตนายกฯ สวนมติพรรคประชาธิปัตย์

“สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นการรับฟังเสียงของทุกภาคส่วนในพรรคจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งเสียงข้างน้อยไม่ได้มีเสียงดังกว่าเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากก็ไม่ได้มีเสียงดังกว่าคนอื่นเช่นกัน ทุกคนเท่าเทียมกันแต่ต้องอยู่ในหลักการ กฎเกณฑ์กติกา ข้อบังคับพรรคอย่างเท่าเทียมกัน”

เช่นเดียวกันกับ กรณีที่มีมติให้ร่วมรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคประชาธิปัตย์ จะดำเนินการตามมติที่ประชุม กรณีนายชวน หลีกภัย มาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฏร มีการมาขอร้องให้เป็น โดยนายชวนได้ปฎิเสธ โดยให้ความเห็นว่านายบัญญัติ บรรทัดฐาน ควรจะรับหน้าที่ประธานสภา 

แต่เมื่อมีการพูดคุย ก็ยังมีความต้องการให้นายชวนมาเป็นประธานสภา สุดท้ายนายชวนจึงตอบรับ และในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น นายชวนไม่ได้ร่วมลงมติด้วยแต่อย่างใด นี่คือความจริง นายชวนเคยเป็นมาหมดแล้วทั้งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ประธานสภา ไม่ได้มีกิเลสแห่งความต้องการอยากเป็นขนาดนั้น

การที่กล่าวหาว่านายชวนเอาเรื่องอื่นๆ มาโยงใย เพื่อขับไล่นายเดชอิศม์ เพื่อให้คนเกลียดชังและพูดเพื่อให้ตนเองดูดีนั้น ก็คลาดเคลื่อนอีก นายชวนไม่คิดจะขับไล่ใครออกจากพรรค และไม่ได้พูดเพื่อให้มีการเกลียดชัง นายชวนพูดในเรื่องจริง และพร้อมรับผิดชอบทุกคำพูด ไม่มีเหตุผลใดต้องพูดให้ตัวเองดูดี เพราะสังคมทราบถึงการปฏิบัติตนในทางการเมืองมาตลอดชีวิต ไม่มีประวัติด่างพร้อย มีสติคิดทำสิ่งใดในสิ่งที่ถูกที่ควร
 

ส่วนเรื่องในพรรค คงไม่มีใครอยากได้ยินการด้อยค่าคนว่าเป็นกาฝาก เพราะทุกคนในพรรคมีคุณค่ามีความหมายเหมือนกันหมด ตั้งแต่ รปภ. แม่บ้าน ทุกคนมีคุณค่าและทำหน้าที่ของตัวเอง สิ่งเดียวที่อยากให้ทุกคนมีคือความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นเหมือนสังคมทั่วไป ที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ซึ่งจะถูกคัดถูกกรองไปเรื่อยๆ สมาชิกพรรคที่ทำผิดกฎหมายติดคุกก็มี ใครทำผิดกฎหมายก็ต้องรับในสิ่งที่ได้กระทำไป เพราะทุกคนในพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือความถูกต้อง ส่วนเรื่องเลียแข้งเลียขาผู้ใหญ่แล้วได้ดีมีตำแหน่ง ตนไม่ทราบ แต่ถ้าระบุชื่อมาเจ้าตัวน่าจะต้องเป็นผู้ตอบเอง ในส่วนของตนตอบแทนคนอื่นไม่ได้

“พรรคประชาธิปัตย์เกิดจากอุดมการณ์ในทางการเมืองที่ดี ประสบผลสำเร็จ พรรคมีหัวหน้าพรรคที่มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี ไม่มีด่างพร้อย เป็นนายกรัฐมนตรีมาก็หลายคน เป็นประธานสภามาก็หลายคน ทุกหน้าที่ในทางการเมืองเราเดินไปไหนได้โดยไม่อายใคร เพราะเรามีหลักในการทำงานการเมือง

ความขัดแย้งในพรรคมีมาทุกสมัย ดังนั้นควรมีการพูดคุยกัน หากจะหวังชัยชนะที่เกิดจากการต่อสู้เพื่อชูธงชัยอยู่บนซากปรักหักพัง แล้วจะเหลืออะไร เมื่อพรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้ง พวกเราควรตั้งต้นร่วมกันช่วยกันคิดหาวิธีทำให้ดีขึ้น เชื่อว่าในอนาคตพรรคประชาธิปัตย์จะดีขึ้นได้อย่างแน่นอน”นายราเมศ กล่าว