สื่ออังกฤษเผย เอลตัน จอห์น ถูกหามส่ง รพ. หลังสะดุดล้มที่บ้านพักในฝรั่งเศส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720927

สื่ออังกฤษเผย เอลตัน จอห์น ถูกหามส่ง รพ. หลังสะดุดล้มที่บ้านพักในฝรั่งเศส

29 ส.ค. 2566 12:40 น.

สื่ออังกฤษเผย เอลตัน จอห์น ถูกหามส่ง รพ. หลังสะดุดล้มที่บ้านพักในฝรั่งเศส

เอลตัน จอห์น นักร้องในตำนานวัย 76 ปี หกล้มที่บ้านพักในเมืองนีซของฝรั่งเศส จนต้องหามส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย ล่าสุดอาการปลอดภัย แพทย์ให้กลับบ้านได้แล้ว

เดลี เมล ของอังกฤษรายงานว่า เอลตัน จอห์น นักร้องนักดนตรีในตำนาน ถูกหามส่งโรงพยาบาลปรินเซส เกรซ เซนเตอร์ ในโมนาโค แผนกศัลยกรรมกระดูก เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากหกล้มที่บ้านพักของเขา ทั้งการสแกนสมองและสแกนกระดูกสันหลังแล้ว พบว่าไม่มีอะไรแตกหัก โดยมีอาการบาดเจ็บฟกช้ำเพียงเล็กน้อย ซึ่งแพทย์ก็อนุญาตให้เขากลับบ้านได้ในเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ทั้งนี้ มีรายงานว่า เอลตัน จอห์น ใช้เวลาในช่วงตลอดหน้าร้อนที่ฝรั่งเศสกับสามี คือ เดวิด เฟอร์นิช และลูกชายอีก 2 คน หลังจากจบทัวร์คอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย “แฟร์เวล เยลโลว์ บริก โรด” เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดย เอลตัน จอห์น ระบุว่า การทัวร์คอนเสิร์ตเหนื่อยเกินไปสำหรับเขาแล้ว และเขาอยากจะใช้เวลาที่มีกับการอยู่กับครอบครัวและลูกๆ ของเขามากกว่า และยังไม่มีการเปิดเผยว่าเขาจะมีผลงานเพลงใดๆ ออกมาอีกหรือไม่.

ที่มา : เดลีเมล

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “เอลตัน จอห์น“

“โตโยต้า” สั่งระงับการผลิตที่โรงงานทั่วญี่ปุ่น เหตุระบบขัดข้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720960

"โตโยต้า" สั่งระงับการผลิตที่โรงงานทั่วญี่ปุ่น เหตุระบบขัดข้อง

29 ส.ค. 2566 14:04 น.

“โตโยต้า” สั่งระงับการผลิตที่โรงงานทั่วญี่ปุ่น เหตุระบบขัดข้อง

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ สั่งระงับการดำเนินงานที่โรงงาน 12 แห่ง จากทั้งหมด 14 แห่งในญี่ปุ่น เนื่องจากระบบขัดข้อง

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยว่า บริษัทได้ระงับการดำเนินงานในโรงงานประกอบรถยนต์ทั้ง 14 แห่งในญี่ปุ่น เนื่องจากระบบการผลิตทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ผลผลิตในประเทศต้องหยุดนิ่ง

โฆษกโตโยต้า กล่าวว่า ความผิดพลาดดังกล่าวทำให้โตโยต้าไม่สามารถสั่งซื้อชิ้นส่วนได้ และสาเหตุของปัญหาอยู่ระหว่างการสอบสวน แม้ว่าจะ “ไม่น่าจะเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์” โดยโตโยต้าระงับการผลิตที่โรงงาน 12 แห่งในญี่ปุ่นตั้งแต่เช้าวันนี้ (29 ส.ค.) และหยุดการผลิตเพิ่มที่โรงงานอีก 2 แห่งในช่วงบ่าย และยังไม่ชัดเจนว่าจะสูญเสียผลผลิตไปเท่าใด

สำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุว่า การผลิตในโรงงานทั้งหมดในญี่ปุ่นคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของการผลิตทั่วโลกของโตโยต้า 

การผลิตในประเทศของโตโยต้าฟื้นตัวขึ้น หลังจากมีการลดกำลังการผลิตหลายครั้ง ซึ่งเกิดจากปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ยอดการผลิตเพิ่มขึ้น 29% ในเดือนมกราคม-มิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

รอยเตอร์ กล่าวว่า ยอดการผลิตในญี่ปุ่นเฉลี่ยประมาณ 13,500 คันต่อวันในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งไม่รวมรถยนต์จากกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ เช่น ไดฮัทสุ และฮีโน่

ปีที่แล้ว การดำเนินงานของโตโยต้าต้องหยุดชะงักไปหนึ่งวัน เมื่อซัพพลายเออร์รายหนึ่งประสบกับการโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อการสั่งซื้อชิ้นส่วนของโตโยต้า แต่โตโยต้ากลับมาดำเนินการได้อีกครั้งโดยใช้เครือข่ายสำรอง

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดกำลังส่งผลกระทบต่อบริษัทในเครือ โดยบริษัท โตโยต้า อินดัสทรีส์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ระงับการดำเนินงานบางส่วนในโรงงานผลิตเครื่องยนต์ 2 แห่ง เนื่องจากปัญหาครั้งนี้

โตโยต้าเป็นผู้บุกเบิกการจัดการควบคุมสินค้าคงเหลือ ซึ่งช่วยลดต้นทุน แต่หมายความว่าห่วงโซ่อุปทานจะทำให้การผลิตตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่าสาเหตุของความผิดปกติครั้งล่าสุดยังคงไม่ชัดเจน แต่โตโยต้าได้รับการแจ้งเตือนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เนื่องจากมีรายงานว่า ธุรกิจและหน่วยงานของรัฐหลายแห่งถูกโทรก่อกวน

รัฐบาลกล่าวว่า การโทรก่อกวนดังกล่าวน่าจะมาจากจีน และเกี่ยวข้องกับการที่ญี่ปุ่นปล่อยน้ำกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้ว จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ญี่ปุ่นขอให้จีนเตือนประชาชนหยุดคุกคามเรื่องปล่อยน้ำเสียฟุกุชิมะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720926

ญี่ปุ่นขอให้จีนเตือนประชาชนหยุดคุกคามเรื่องปล่อยน้ำเสียฟุกุชิมะ

29 ส.ค. 2566 12:19 น.

ญี่ปุ่นขอให้จีนเตือนประชาชนหยุดคุกคามเรื่องปล่อยน้ำเสียฟุกุชิมะ

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ขอให้จีนเตือนให้พลเมืองของตนยุติการกระทำคุกคาม ที่เป็นผลจากการปล่อยน้ำเสียกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้ว จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

เมื่อวันจันทร์ (28 ส.ค.) นายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น ขอให้จีนเรียกร้องให้พลเมืองของตนยุติการกระทำคุกคาม ซึ่งรวมถึงการโทรก่อกวนและการปาก้อนหินใส่สถานทูตและโรงเรียนของญี่ปุ่น เพื่อตอบโต้ต่อการปล่อยน้ำเสียกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วของญี่ปุ่น ออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ

นายคิชิดะ กล่าวว่า การกระทำเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง และนายมาซาทากะ โอกาโนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เรียกเอกอัครราชทูตจีน อู๋ เจียงห่าว เข้าพบ เพื่อขอให้ชาวจีนปฏิบัติตนอย่างสงบและมีความรับผิดชอบ

การปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดลงสู่มหาสมุทร ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 24 ส.ค. และคาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกนานหลายสิบปี ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มชาวประมงและประเทศเพื่อนบ้าน จีนสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่นทั้งหมดทันที เพื่อแสดงการตอบโต้ ส่วนในเกาหลีใต้ ผู้คนหลายพันคนเข้าร่วมการชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อประณามการปล่อยน้ำ

การกระทำที่ล่วงละเมิดและคุกคาม ยังรวมถึงการโทรก่อกวนและการขว้างก้อนหินใส่สถานทูตและสถานกงสุลของญี่ปุ่น รวมถึงโรงเรียนของญี่ปุ่นในจีน ผู้นำญี่ปุ่นกล่าวว่า  รัฐบาลจีนไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอจากญี่ปุ่น สำหรับการอภิปรายทางวิทยาศาสตร์ร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการเปิดเผยดังกล่าวโดยผู้เชี่ยวชาญ เขากล่าวว่า หลายประเทศมองว่าแผนของญี่ปุ่นมีความเป็นวิทยาศาสตร์และโปร่งใส

สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค ของญี่ปุ่น ระบุว่า การโทรก่อกวนหลายพันสายจากจีน มุ่งเป้าไปที่หน่วยงานรัฐบาลในฟุกุชิมะ และผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยระบุว่า ผู้โทรเข้าหลายคนตะโกนเป็นภาษาจีน และบางคนตะโกนว่า “โง่” และคำสบถอื่นๆ

รัฐบาลญี่ปุ่นและผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้ากล่าวว่า น้ำเสียกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้ว ซึ่งสะสมมาตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุเมื่อเดือนมีนาคม 2554 ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณรวม 134 ล้านตัน และเก็บไว้ในถังประมาณ 1,000 ถัง กำลังกินพื้นที่จำนวนมากของโรงไฟฟ้า และจำเป็นต้องรื้อออกเพื่อปล่อยน้ำเสียออกจากพื้นที่ เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำความสะอาดและการรื้อถอนโรงงาน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาหลายสิบปีเช่นกัน

นายคิชิดะยังให้คำมั่นว่า จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมประมงของญี่ปุ่น จากผลกระทบของการห้ามนำเข้าของจีน และกล่าวว่า เขาจะประกาศมาตรการสนับสนุนในปลายสัปดาห์นี้

กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นออกคำแนะนำการเดินทางเมื่อวันอาทิตย์ เรียกร้องให้ชาวญี่ปุ่นใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในประเทศจีน โดยอ้างถึงการคุกคามและการประท้วงที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงการไม่พูดภาษาญี่ปุ่นเสียงดัง เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าความสนใจ

ส่วนในญี่ปุ่น แผนการปล่อยน้ำต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มประมงญี่ปุ่น ซึ่งเกรงว่าจะกระทบต่อชื่อเสียงของอาหารทะเลจากพื้นที่ฟุกุชิมะ กลุ่มต่างๆ ยังคงมุ่งมั่นที่จะซ่อมแซมความเสียหายต่อธุรกิจของตน ที่เกิดจากความเสียหายของเครื่องปฏิกรณ์ 3 เครื่องที่โรงไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่

ข้อมูลการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลและปลาทั้งหมดนับตั้งแต่มีการปล่อย ต่ำกว่าขีดจำกัดความปลอดภัยที่กำหนดไว้มาก

ยาสุโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เยือนจังหวัดฟุกุชิมะเมื่อวันจันทร์ เพื่อช่วยควบคุมความเสียหาย เขาเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่จากเครือซูเปอร์มาร์เก็ต และลองชิมหอยแมลงภู่และปลาลิ้นหมาที่จับได้ในท้องถิ่น.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการปล่อยน้ำปนเปื้อนที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720701

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการปล่อยน้ำปนเปื้อนที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ

29 ส.ค. 2566 12:18 น.

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการปล่อยน้ำปนเปื้อนที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ

  • ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อ 12 ปีก่อน ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 
  • น้ำที่ปนเปื้อนที่เกิดจากกระบวนการหล่อเย็นของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้า ที่ได้รับความเสียหายจากสึนามิเมื่อเดือนมีนาคม 2011 ถูกเก็บในถังหลังจากผ่านกระบวนการบำบัดที่ขจัดวัตถุกัมมันตภาพรังสีได้เกือบทั้งหมดยกเว้นทริเทียม ที่ถูกทำให้เจือจางเพื่อลดปริมาณทริเทียมให้อยู่ไม่เกิน 1,500 เบ็กเคอเรลต่อลิตร
  • กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น เผยผลตรวจวิจัยน้ำทะเล พบว่าความเข้มข้นของทริเทียมในทุกจุดที่ตรวจสังเกตนั้น อยู่ในระดับต่ำกว่า 7-8 เบ็กเคอเรลต่อลิตร หรือต่ำกว่าระดับที่สามารถตรวจพบได้

ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำกัมมันตภาพรังสีที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อ 12 ปีก่อน ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ทางการจีนประกาศสั่งห้ามการนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น และการประท้วงทั้งในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ของสหประชาชาติ หรือ ไอเออีเอ กล่าวว่าน้ำจะมีผลกระทบทางรังสี “เพียงเล็กน้อย” ต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม แต่มันจะปลอดภัยจริงหรือไม่?

แผ่นดินไหวที่ตามมาด้วยคลื่นยักษ์สึนามิในปี 2554 ทำลายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำลายระบบหล่อเย็น และทำให้แกนเครื่องปฏิกรณ์เกิดความร้อนสูง และทำให้กัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนน้ำภายในโรงไฟฟ้า

นับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติ บริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ เทปโก เจ้าของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ได้ทำการสูบน้ำเพื่อทำให้แท่งเชื้อเพลิงของเครื่องปฏิกรณ์เย็นลง ซึ่งหมายความว่าทุกๆ วัน โรงงานจะผลิตน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งถูกเก็บไว้ในถังมากกว่า 1,000 ถัง ซึ่งเพียงพอที่จะเติมสระว่ายน้ำโอลิมปิกมากกว่า 500 สระ

ญี่ปุ่นกล่าวว่า พวกเขาต้องการพื้นที่ที่ถังเก็บเหล่านี้ เพื่อรื้อถอนโรงงานได้อย่างปลอดภัย สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ญี่ปุ่นยังกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับผลที่ตามมาหากถังเก็บได้รับความเสียหายเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ญี่ปุ่นกำลังค่อยๆ ปล่อยน้ำเสียลงสู่มหาสมุทร โดยได้รับการอนุมัติจากไอเออีเอ การปล่อยน้ำลงสู่ทะเลครั้งนี้ ถือเป็นการปล่อยน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้ว เป็นครั้งแรกจาก 4 ครั้ง ซึ่งมีกำหนดตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2567 และกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาอย่างน้อย 30 ปี

หากญี่ปุ่นสามารถกำจัดธาตุกัมมันตภาพรังสีทั้งหมดออกจากน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยลงสู่มหาสมุทร เรื่องนี้ก็คงไม่เป็นที่ถกเถียงกันมากนัก แต่ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากธาตุกัมมันตรังสีไฮโดรเจนที่เรียกว่าทริเทียม ซึ่งไม่สามารถกำจัดออกจากน้ำที่ปนเปื้อนได้ เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีที่จะทำได้ แต่จะถูกทำให้เจือจางลงแทน

แม้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจะออกมากล่าวว่าการปล่อยน้ำมีความปลอดภัย แต่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนที่เห็นด้วยกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ไอโซโทปสามารถพบได้ในน้ำทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์หลายคนแย้งว่าหากระดับไอโซโทปต่ำ ผลกระทบก็จะน้อยมาก แต่บรรดานักวิจารณ์กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่ามันจะส่งผลต่อพื้นมหาสมุทร ชีวิตใต้ทะเล และมนุษย์ได้อย่างไร

ไอเออีเอ ซึ่งมีสำนักงานถาวรอยู่ที่จังหวัดฟุกุชิมะ ระบุว่า “การวิเคราะห์โดยอิสระ ณ สถานที่ปฏิบัติงาน” แสดงให้เห็นว่าความเข้มข้นของไอโซโทปในน้ำที่ปล่อยออกมานั้น “ต่ำกว่าขีดจำกัดการปฏิบัติงานที่ 1,500 เบ็กเคอเรลต่อลิตรมาก”

ขีดจำกัดดังกล่าวน้อยกว่าขีดจำกัดน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกถึง 6 เท่า ซึ่งอยู่ที่ 10,000 เบ็กเคอเรลต่อลิตร ซึ่งเป็นหน่วยวัดกัมมันตภาพรังสี

เมื่อวันศุกร์ (25 ส.ค.) เทปโกกล่าวว่า ตัวอย่างน้ำทะเลที่เก็บเมื่อบ่ายวันพฤหัสบดี แสดงให้เห็นว่าระดับกัมมันตภาพรังสีอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย โดยมีความเข้มข้นของไอโซโทปต่ำกว่า 1,500 เบ็กเคอเรลต่อลิตร

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ระบุว่า ผลการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลจากสถานที่ต่างๆ 11 แห่งเมื่อวันศุกร์ พบว่า ระดับทริเทียมในตัวอย่างน้ำที่เก็บจาก 11 จุดภายในระยะทาง 40 กิโลเมตรของโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ อยู่ในระดับต่ำกว่า 7-8 เบ็กเคอเรลต่อลิตร ในขณะที่ระดับซีเซียมของตัวอย่าง 3 ใน 11 จุดอยู่ต่ำกว่าระดับที่จะตรวจสอบได้ อยู่ในระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ขณะที่สำนักงานประมงกล่าวว่า ไม่พบทริเทียมในปริมาณที่สามารถตรวจสอบได้ในตัวอย่างปลาที่จับได้ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

เจมส์ สมิธ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยพอร์ทสมัธ ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า “ในทางทฤษฎี เราสามารถดื่มน้ำนี้ได้” เพราะน้ำเสียได้รับการบำบัดแล้วในขณะที่มันถูกเก็บไว้และถูกทำให้เจือจาง

เดวิด เบลีย์ นักฟิสิกส์ ซึ่งเปิดห้องปฏิบัติการในฝรั่งเศสเพื่อตรวจวัดกัมมันตภาพรังสี แสดงความเห็นด้วย โดยเสริมว่าสิ่งสำคัญคือปริมาณไอโซโทปที่มีอยู่ในนั้น “ในระดับดังกล่าว ไม่มีปัญหากับสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ เว้นแต่เราจะพบว่าประชากรปลาลดลงอย่างรุนแรง”

แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่าเราไม่สามารถคาดเดาผลกระทบของการปล่อยน้ำได้

ศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน เอมิลี แฮมมอนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงานและสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน กล่าวว่า “ความท้าทายของนิวไคลด์กัมมันตภาพรังสี เช่น ไอโซโทป คือคำถามที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบได้ทั้งหมด นั่นคือ ในระดับที่เปิดรับแสงต่ำมาก อะไรจะนับได้ว่า ‘ปลอดภัย’ ได้?

“ใครๆ ก็สามารถมีความเชื่อมั่นในงานของไอเออีเอได้ ในขณะที่ยังคงตระหนักว่าการปฏิบัติตามมาตรฐาน ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือมนุษย์ จะ ‘เป็นศูนย์’

สมาคมห้องปฏิบัติการทางทะเลแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2565 โดยระบุว่าข้อมูลของญี่ปุ่นไม่น่าเชื่อถือ

นักชีววิทยาทางทะเล โรเบิร์ต ริชมอนด์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาย กล่าวว่า “เราได้เห็นการประเมินผลกระทบทางรังสีและระบบนิเวศที่ไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้เรากังวลอย่างมากว่าญี่ปุ่นไม่เพียงแต่จะไม่สามารถตรวจจับสิ่งที่ลงไปในน้ำ ตะกอน และ แต่ถ้ามันเกิดขึ้น ไม่มีทางที่จะกำจัดมันออกไปได้”

กลุ่มสิ่งแวดล้อม เช่น กรีนพีซ กล่าวอ้างถึงบทความที่ตีพิมพ์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา ในเดือนเมษายน 2566

ชอน เบอร์นี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์อาวุโส กรีนพีซเอเชียตะวันออก กล่าวว่า ไอโซโทปอาจมี “ผลเสียโดยตรง” ต่อพืชและสัตว์หากกินเข้าไป ซึ่งรวมถึง “การเจริญพันธุ์ลดลง” และ “ความเสียหายต่อโครงสร้างเซลล์ รวมถึง ดีเอ็นเอ”

จีนสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น อันเป็นผลมาจากการปล่อยน้ำเสีย นักวิจารณ์สื่อบางคนเชื่อว่านี่อาจเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนความกังวลเกี่ยวกับอาหารทะเล เนื่องจากรังสีที่ปล่อยออกมามีน้อยมาก

แต่หลายๆ คนที่ต้องสัมผัสกับมหาสมุทรแปซิฟิกทุกวันกลับมีความกังวล

ขณะที่บรรดา “แฮ-นยอ” นักดำน้ำหญิงของเกาะเชจู ที่ยึดอาชีพการดำน้ำเพื่อลงไปเก็บเกี่ยววัตถุดิบทางทะเลต่างๆ กล่าวว่าพวกเธอรู้สึกกังวล

คิมอึนอา ซึ่งทำงานนอกเกาะเชจูมาเป็นเวลา 6 ปี กล่าวว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะดำน้ำลงไป เราถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของทะเล เพราะว่าเราจุ่มตัวลงไปในน้ำพร้อมกับร่างกายของเราเอง”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าน้ำเสียสามารถถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำในมหาสมุทร โดยเฉพาะกระแสน้ำคุโรชิโอะที่ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

ขณะที่ชาวประมงกล่าวว่าพวกเขากลัวว่าชื่อเสียงของพวกเขาจะเสียหายอย่างถาวรและกังวลเรื่องอาชีพของพวกเขา

ประธานองค์กรการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum-PIF) และนายมาร์ค บราวน์ นายกรัฐมนตรีหมู่เกาะคุก ต่างมีความเชื่อเช่นเดียวกับไอเออีเอว่า การปล่อยน้ำ “เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล”

เขาเสริมว่าทุกประเทศทั่วภูมิภาคอาจไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่มีความ “ซับซ้อน” แต่เรียกร้องให้พวกเขาเชื่อถือ “การประเมินทางวิทยาศาสตร์.”

ตะลึง กลุ่มนักล่าเจอจระเข้ยักษ์ตัวเขื่องใหญ่ที่สุดที่เคยพบในรัฐมิสซิสซิปปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720904

ตะลึง กลุ่มนักล่าเจอจระเข้ยักษ์ตัวเขื่องใหญ่ที่สุดที่เคยพบในรัฐมิสซิสซิปปี

29 ส.ค. 2566 11:51 น.

ตะลึง กลุ่มนักล่าเจอจระเข้ยักษ์ตัวเขื่องใหญ่ที่สุดที่เคยพบในรัฐมิสซิสซิปปี

กลุ่มนักล่าจระเข้ในรัฐมิสซิสซิปปีของสหรัฐฯ ทำลายสถิติจับจระเข้ตัวใหญ่ที่สุดที่เคยเจอมา โดยมีน้ำหนักตัวถึงกว่า 362 กิโลกรัม และมีลำตัวยาวถึงกว่า 4 เมตร

จระเข้ตัวใหญ่ยักษ์ตัวนี้ ถูกกลุ่มนักล่าประกอบด้วย แทนเนอร์ ไวท์, ดอน วูดส์, วิลล์ โธมัส และโจอี้ คลาร์ก จับขึ้นมาได้จากแม่น้ำยาซู ในรัฐมิสซิสซิปปีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาโดยมีลำตัวยาวถึงราว 4.5 เมตร และมีน้ำหนักตัวมากถึงกว่า 364 กิโลกรัม ขณะที่สามารถวัดรอบช่วงท้องของมันได้ 66 นิ้ว และรอบหางหนาถึง 46.5 นิ้ว ทำลายสถิติของรัฐมิสซิสซิปปีที่เคยมีบันทึกไว้เมื่อปี 2017 ที่มีลำตัวยาว 4.26 เมตร และน้ำหนัก 347.6 กิโลกรัม โดยการจับจระเข้ตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทีมนักล่าต้องใช้เวลารวมกว่า 7 ชั่วโมง จึงจะสามารถจับมันขึ้นมาได้

ซึ่งภายหลังจากกลุ่มนักล่าได้โพสต์ภาพของเจ้าจระเข้ที่จับได้ลงในโซเชียลมีเดีย ทำให้ชาวเน็ตต่างแสดงความตื่นตะลึง และแทบไม่เชื่อว่าตัวมันจะมีขนาดใหญ่ขนาดนี้ บ้างก็ว่ามันอาจจะเป็นลูกหลานของไดโนเสาร์ทำให้ตัวใหญ่ขนาดนี้

การล่าจระเข้ถือเป็นเรื่องถูกกฎหมายภายในรัฐมิสซิสซิปปีมาตั้งแต่ปี 2005 โดยจะมีการเปิดให้ล่าจระเข้ได้เสรีตามช่วงฤดูที่กำหนด เพราะทางการต้องการลดจำนวนประชากรของจระเข้ลง โดยนักล่าจะต้องมีการขออนุญาตตามระเบียบของทางการ เพื่อการควบคุมการล่าให้มีความเหมาะสม.

ที่มา : เดลีเมล์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ “จระเข้“

“เทอร์รี่ กัว” ผู้ก่อตั้งบ.ฟ็อกซ์คอนน์ ประกาศลงชิงตำแหน่งปธน.ไต้หวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720857

"เทอร์รี่ กัว" ผู้ก่อตั้งบ.ฟ็อกซ์คอนน์ ประกาศลงชิงตำแหน่งปธน.ไต้หวัน

29 ส.ค. 2566 08:18 น.

“เทอร์รี่ กัว” ผู้ก่อตั้งบ.ฟ็อกซ์คอนน์ ประกาศลงชิงตำแหน่งปธน.ไต้หวัน

เทอร์รี่ กัว ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ฟ็อกซ์คอนน์ ประกาศลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวัน ประกาศกร้าวจะไม่ยอมให้ไต้หวันเป็นเหมือนยูเครน

เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2566 นายเทอร์รี่ กัว มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง “ฟ็อกซ์คอนน์” บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ ในไต้หวัน ประกาศว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแบบไม่สังกัดพรรค ในการเลือกตั้งปี 2567 ของไต้หวัน

ก่อนหน้านี้ นายกัวพยายามที่จะลงสมัครในนามของพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เป็นมิตรกับจีน อย่างไรก็ตามทางพรรคได้เลือกนายหู หยู่อี้ นายกเทศมนตรีเมืองนิวไทเปเป็นผู้สมัครแล้ว โดยนายกัวกล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า เขาจะไม่ยอมให้ไต้หวันกลายเป็นยูเครนรายต่อไป

ทั้งนี้ บริษัทฟ็อกซ์คอนน์ เป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนของบริษัทแอปเปิล และยังมีโรงงานการผลิตในจีน

โดยนายกัวมีความตั้งใจที่จะได้เป็นประธานาธิบดีของไต้หวันมาอย่างยาวนาน ขณะที่ในการลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2562 เขาต้องพ่ายแพ้ เมื่อไช่ อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าชนะการเลือกตั้งไปอย่างถล่มทลาย.

จีนประกาศยุติมาตรการขอผลตรวจโควิดนักเดินทางเข้าประเทศ เริ่ม 30 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720858

จีนประกาศยุติมาตรการขอผลตรวจโควิดนักเดินทางเข้าประเทศ เริ่ม 30 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป

29 ส.ค. 2566 08:18 น.

จีนประกาศยุติมาตรการขอผลตรวจโควิดนักเดินทางเข้าประเทศ เริ่ม 30 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป

จีนประกาศว่าประชาชนจากต่างประเทศที่เดินทางเข้าสู่ประเทศจีน จะไม่ต้องมีผลตรวจโควิด-19 ก่อนเข้าประเทศอีกต่อไป ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศคำสั่งใหม่นี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ นับตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. 2566 นี้เป็นต้นไป

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2566 นายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ประกาศว่าประชาชนจากต่างประเทศที่เดินทางเข้าสู่ประเทศจีน จะไม่ต้องมีผลทดสอบกรดนิวคลีอิก หรือแอนติเจน ด้านโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ก่อนเข้าประเทศอีกต่อไป ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศคำสั่งใหม่นี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ นับตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. 2566 นี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลจีนได้ประกาศยกเลิกมาตรการขอผลรับรองการตรวจโควิด-19 นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญสำหรับการเดินหน้าสู่การยุติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจีน หลังจากมาตรการนี้ประกาศใช้อย่างเข้มงวดสำหรับนักเดินทางที่ต้องการเข้าประเทศจีนมานับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดรุนแรงในช่วงปี 2563.

นาทีล่าม ‘สี จิ้นผิง’ โดนการ์ดผลักเต็มแรง ขณะรีบเดินตามไปประชุม BRICS (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720787

นาทีล่าม ‘สี จิ้นผิง’ โดนการ์ดผลักเต็มแรง ขณะรีบเดินตามไปประชุม BRICS (คลิป)

28 ส.ค. 2566 20:19 น.

นาทีล่าม ‘สี จิ้นผิง’ โดนการ์ดผลักเต็มแรง ขณะรีบเดินตามไปประชุม BRICS (คลิป)

เปิดนาทีระทึก ล่ามของ สี จิ้นผิง โดน จนท.รักษาความปลอดภัยแอฟริกาใต้ ผลักเต็มแรงจนร่างกระแทกผนัง ขณะรีบเดินตาม ปธน.จีน ร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS 

สื่อต่างประเทศรายงานและเผยแพร่คลิปที่กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นนาทีชายซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามให้กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทางการแอฟริกาใต้โถมเข้าผลักจนกระแทกผนังอย่างเต็มแรง ขณะที่เขารีบเดินเพื่อจะตามประธานาธิบดีสี จิ้นผิงให้ทัน ขณะเข้าไปบริเวณสถานที่จัดประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ที่นครโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันพุธที่ 23 สิงหาคม 2566

จากคลิปวิดีโอเผยให้เห็นว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งกำลังเดินอยู่บนพรมแดงเพื่อไปยังห้องประชุม ได้เหลียวหันไปดูด้านหลังว่าเกิดอะไรขึ้น และผู้นำจีนพยายามควบคุมอารมณ์ให้เดินต่อไปบนพรมแดงด้วยสีหน้าปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตามรายงานข่าวระบุว่า บรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในที่ประชุม BRICS มีความสงสัยในตัวล่ามที่มีท่าทางรีบร้อนเดินตามประธานาธิบดีสี จิ้นผิงให้ทัน จึงทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัดสินใจกระโจนผลักล่ามจนร่างกระแทกผนังทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จากนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รีบปิดประตูเพื่อกันไม่ให้บรรดาเจ้าหน้าที่และผู้นำที่มาร่วมการประชุมเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ผู้นำชาติสมาชิกกลุ่ม BRICS ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิก 5 ชาติ คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ได้มาร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 15 ที่นครโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวันที่ 22-24 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการเดินทางมาเยือนแอฟริกาใต้เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง.

Crภาพ: Socialmedia

ที่มา : Dailymail

ย้อนรอยเหล่าปรปักษ์ปูติน ท้าทายอำนาจเครมลิน มีชะตากรรมอย่างไรกันบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720658

ย้อนรอยเหล่าปรปักษ์ปูติน ท้าทายอำนาจเครมลิน มีชะตากรรมอย่างไรกันบ้าง

28 ส.ค. 2566 18:03 น.

ย้อนรอยเหล่าปรปักษ์ปูติน ท้าทายอำนาจเครมลิน มีชะตากรรมอย่างไรกันบ้าง

  • หลายคนบอกว่า มองเห็นถึงชะตากรรมสุดท้ายของเยฟเกนี ปริโกซิน หัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ เพียงไม่กี่เดือน หลังจากเขาได้นำกลุ่มทหารรับจ้างวากเนอร์ พยายามก่อกบฏเคลื่อนขบวนไปยังกรุงมอสโก เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
  • เหตุการณ์นี้ได้ยุติลงอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชม.เท่านั้น และในตอนแรกดูเหมือนรัสเซียจะไว้ชีวิตหัวหน้ากลุ่มวากเนอร์ แต่หลายคนแสดงความสงสัยเกี่ยวกับอนาคตของเขา จากนั้นเพียง 2 เดือนต่อมา เครื่องบินที่เขาโดยสารมาก็ประสบเหตุตก
  • ล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนรัสเซีย รายงานผลตรวจดีเอ็นเอ ยืนยันว่า นายปริโกซินเสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวตกในครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมอสโก เมืองหลวงรัสเซีย เมื่อเย็นวันพุธที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหมดทั้งลำ รวม 10 ศพ

รัฐบาลรัสเซียยังคงปฏิเสธข้อสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังเหตุเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของนายปริโกซิน ประสบเหตุตก ขณะเดินทางจากกรุงมอสโกจะไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองใหญ่อันดับสองของรัสเซีย ขณะที่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนของรัสเซียได้มีการกู้กล่องดำ 2 กล่องที่พบในบริเวณเครื่องบินตก เพื่อนำไปตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ 

แม้รัสเซียจะบอกว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง และยังไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่ชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องของรัฐบาลเครมลิน 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รู้กันดีคือนายปริโกซินเป็นผู้มีนิสัยร่าเริง ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจมากที่สุดของรัสเซีย และอยู่ในเครือข่ายกลุ่มบุคคลที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ไว้วางใจได้ มักปรากฏภาพเขาออกงานกับกลุ่มชนชั้นนำในแวดวงสังคมของรัสเซีย เรียกได้ว่าเป็นคนที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดเพราะปูติน แต่ต้องมาเสียชีวิตในเหตุการณ์เครื่องบินตกที่ยังมีเงื่อนงำ

บิล บราวเดอร์ นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ในรัสเซีย ที่มักจะออกมากล่าววิพากษ์วิจารณ์ปูติน ก่อนที่เขาจะถูกเนรเทศออกจากรัสเซียในปี 2548 เคยโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ ระบุว่า “ปูตินไม่เคยให้อภัย และไม่เคยลืมอะไรง่ายๆ” ตั้งแต่อุบัติเหตุตกจากหน้าต่าง ไปจนถึงแขวนคอตาย โดนยาพิษ และปัญหาด้านสุขภาพต่างๆ มักเป็นชะตากรรมของผู้ที่กล้าออกมาท้าทายอำนาจรัฐบาลเครมลิน

บอริส เนมต์ซอฟ

บอริส เนมต์ซอฟ เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ก่อนที่จะกลายมาเป็นนักวิจารณ์ปูติน เขาถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ขณะที่กำลังเดินเล่นกับแฟนสาวอยู่แถวสวนสาธารณะใจกลางกรุงมอสโก

ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคเสรีภาพประชาชน ซึ่งเป็นพรรครีพับลิกันแห่งรัสเซีย กลุ่มต่อต้านเสรีนิยม และเขาถูกจับกุมตัวหลายครั้งในข้อหาพูดต่อต้านรัฐบาลปูติน

หลังการเสียชีวิตของเขา อิลยา ยาชิน ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวว่า เพื่อนของเขากำลังจัดทำรายงานเกี่ยวกับกองทหารรัสเซีย และการมีส่วนร่วมในยูเครน

นายเนมต์ซอฟ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารนิวส์วีค เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ว่า รัสเซียภายใต้การปกครองของปูติน มีสภาพเหมือนคนจมน้ำ และกำลังกลายเป็นรัฐฟาสซิสต์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากนโยบายของวลาดิเมียร์ ปูติน ประเทศที่มีศักยภาพที่ไม่มีใครเทียบได้กำลังล่มจม เศรษฐกิจที่สะสมเงินตราสำรองไว้นับไม่ถ้วนกำลังล่มสลาย

การเสียชีวิตของเนมต์ซอฟ เกิดขึ้นเพียงสองวันก่อนที่เขาจะเป็นผู้นำการชุมนุมของกลุ่มฝ่ายค้านในกรุงมอสโก ภายใต้การดูแลของตำรวจเครมลิน และต่อมาในปี 2560 ชายชาวเชเชน 5 คน ได้รับโทษจำคุกจากคดีการเสียชีวิตของเนมต์ซอฟ ขณะที่ผู้สนับสนุนนายเนมต์ซอฟและฝ่ายค้านเชื่อว่า ปูตินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเขา

บอริส เบเรซอฟสกี

บอริส เบเรซอฟสกี เคยเป็นตัวละครหลากสีสันในแวดวงการเมืองของรัสเซีย เขาเคยเป็นนักธุรกิจผู้มีอิทธิพล หลังร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจขายรถและนักธุรกิจด้านสื่อของเขาในช่วงการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เคยเป็นที่โปรดปรานของรัฐบาลรัสเซีย ก่อนที่จะเริ่มดับแสงและมีอันต้องหนีไปอยู่ที่อังกฤษ

นายเบเรซอฟสกี ต้องละทิ้งอาชีพศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยมอสโก และนักวิเคราะห์ระบบสำหรับองค์กร แม้ว่ารายได้ส่วนใหญ่จะมาจากการขายรถยนต์หรู แต่ความมั่งคั่งและอิทธิพลทางการเมืองของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาซื้อกิจการสื่อรัสเซีย

ช่วงที่ต้องย้ายไปอังกฤษ เขาเริ่มก่อกวนปูติน และถึงกับเรียกร้องให้ทำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดี เขาถูกศาลรัสเซียตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาฉ้อโกงและเลี่ยงภาษีในปี 2550 นอกจากนี้เขายังกล่าวหารัสเซียว่าพยายามลอบสังหารเขา

เบเรซอฟสกีถูกพบเสียชีวิตบนพื้นห้องน้ำในบ้านของเขาในอังกฤษ เมื่อปี 2556 โดยมีบ่วงเชือกคล้องคออยู่ ตำรวจอังกฤษระบุในขณะนั้นว่า ไม่มีสัญญาณการต่อสู้ใดๆ และเชื่อว่าเขาปลิดชีวิตตัวเอง

อเล็กซานเดอร์ เปเรปิลิชนี

อเล็กซานเดอร์ เปเรปิลิชนี เป็นนักการเงินที่หอบหลักฐานการกล่าวหาว่า พบเจ้าหน้าที่ภาษีของรัสเซียมีการฉ้อโกง เขาเสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี 2555 ขณะอายุ 44 ปี ขณะเป็นขากลับจากการออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งแถวบ้านในเมืองเซอร์เรย์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของลอนดอน ตำรวจระบุว่าเขาเสียชีวิตด้วยเหตุธรรมชาติ

แต่ในปี 2558 ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาพืชจากหน่วยพฤกษศาสตร์ของอังกฤษ บอกกับศาลว่า ผลชันสูตรศพพบร่องรอยของพิษ พืชหายากที่เรียกว่า “เจลซีเมียม” (gelsemium) ในท้องของเขา และสองปีต่อมา มีข้อเสนอแนะว่า อาจมีการใส่ยาพิษลงในซุปสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารรัสเซียยอดนิยมที่เขารับประทานก่อนเสียชีวิตไม่นาน

ขณะที่ตำรวจรัสเซียออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า นายเปเรปิลิชนี เสียชีวิตในขณะที่เขากำลังช่วยเหลือในคดีที่เปิดโปงการดำเนินการฟอกเงินมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ของรัสเซีย และไม่พบหลักฐานว่านายเปเรปิลิชนี ถูกวางยาพิษ 

เซอร์เกย์ มักนิสซี

นายเซอร์เกย์ มักนิสซี ทนายความชื่อดังชาวรัสเซีย เสียชีวิตในเรือนจำรัสเซีย เมื่อปี 2552 เขาทำงานให้กับบริษัทด้านการลงทุน เฮอร์มิเทจ แคปิตอล ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนที่ดำเนินการโดยนายบิล บราวเดอร์  และช่วยกันเปิดเผยการฉ้อโกงภาษีมูลค่า 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมหลักฐานที่แสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลรัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการ 

ไม่นานหลังจากที่เขาเปิดเผยเรื่องราวการฉ้อโกงครั้งใหญ่นี้ต่อสาธารณชนในปี 2551 มักนิสซีถูกจับกุมตัวในข้อหาฉ้อโกงภาษี เขาเสียชีวิตในอีกหนึ่งปีต่อมา ขณะที่ยังถูกคุมขังก่อนการพิจารณาคดี ครอบครัวของเขากล่าวว่า แพทย์สั่งระงับการรักษาพยาบาลที่สำคัญ ในขณะที่รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของประธานาธิบดีรัสเซีย พบหลักฐานว่า เขาถูกทุบตีในวันที่เขาเสียชีวิต รัฐบาลรัสเซียยืนยันมาโดยตลอดว่า เขาเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว

ขณะที่นายบราวเดอร์ได้เปิดตัวการรณรงค์สาธารณะเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม โดยเรียกร้องให้สภาคองเกรสแนะนำกฎหมายที่คว่ำบาตรบุคคลในรัสเซีย ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายมักนิสซี และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติแมกนิตซี ผ่านการอนุมัติโดยฝ่ายนิติบัญญัติในปี 2555

อเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก

การสอบสวนของอังกฤษระบุว่า นายอเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก อดีตสายลับรัสเซียที่เคยทำงานให้กับหน่วย “เอฟเอสบี” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สืบทอดต่อจาก เคจีบี ของรัสเซีย ก่อนผันตัวมาเป็นนักวิจารณ์รัฐบาลเครมลิน เขาได้ถูกวางยาพิษที่บาร์ของโรงแรมในกรุงลอนดอน เมื่อปี 2549 โดยสายลับรัสเซีย 2 คนแอบเอา “พอโลเนียม-210” ที่มีกัมมันตภาพรังสีสูงใส่ลงในชาเขียวของเขา

ลิตวิเนนโก ซึ่งเสียชีวิตอย่างช้าๆ และเจ็บปวดในช่วงหลายสัปดาห์หลังได้รับพิษ ยืนยันมาตลอดว่าปูตินและรัฐบาลของเขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยบอกว่า คุณอาจประสบความสำเร็จในการปิดปากคนคนหนึ่งได้ แต่เสียงคำรามของการประท้วงจากทั่วโลกจะก้องกังวาน และอยู่ในหูของปูตินไปตลอดชีวิต

ทางด้านผู้พิพากษาโรเบิร์ต โอเวน ผู้นำการสืบสวนในครั้งนี้ ระบุว่า ปูติน “น่าจะอนุมัติ” การสังหารอดีตสายลับรายนี้ ขณะที่รัฐบาลรัสเซียออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด และปฏิเสธที่จะส่งเจ้าหน้าที่สองคนที่ถูกกล่าวหาว่าวางยาพิษไปยังอังกฤษ

นักวิเคราะห์การเมืองรัสเซียเชื่อว่า การที่นายลิตวิเนนโกย้ายไปเป็นหัวหน้าแผนกต่อต้านการทุจริตนั้น เป็นปัจจัยที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่มีศัตรูมากมาย ขณะที่นางมารินา ลิตวิเนนโก ภรรยาของเขา เปิดเผยว่า ลิตวิเนนโกเริ่มทำงานให้กับหน่วยงานรักษาความปลอดภัยของอังกฤษหลังจากที่เขาไปอังกฤษในฐานะผู้แจ้งเบาะแสในปี 2543 เขากล่าวหาอดีตนายจ้างว่าเป็นผู้วางแผนวางระเบิดอพาร์ตเมนต์ในรัสเซีย เมื่อปี 2542 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และนำไปสู่การรุกรานเชชเนียของรัสเซียในปีต่อมา

แอนนา โปลิตคอฟสกายา

ในฐานะนักวิจารณ์สงครามของรัสเซียในเชชเนีย เธอถูกยิงเสียชีวิตที่ทางเข้าอพาร์ตเมนต์ของเธอในกรุงมอสโก เมื่อเดือนตุลาคม 2549 จากนั้นในอีก 8 ปีต่อมา ศาลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก ได้ตัดสินจำคุกชาย 5 คน ในข้อหาฆาตกรรมแอนนา โปลิตคอฟสกายา 

ศาลระบุว่า เป็นการจ้างวานฆ่าเพื่อแลกกับเงิน 150,000 ดอลลาร์ สาเหตุมาจากความไม่พอใจต่อรายงานของเธอ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและประเด็นอื่นๆ 

ไม่นานหลังจากการเสียชีวิตของแอนนา โปลิตคอฟสกายา ประธานาธิบดีปูตินปฏิเสธว่าเครมลินไม่เกี่ยวข้องกับการสังหารเธอ โดยระบุว่า การเสียชีวิตของโปลิตคอฟสกายา สร้างความเสียหายต่อหน่วยงานในรัสเซียและสาธารณรัฐเชเชน มากกว่ากิจกรรมที่เธอเคลื่อนไหวเสียอีก 

ในวันเดียวกับที่นายปริโกซินเสียชีวิต สำนักข่าวไออาร์เอ โนวอสติ ยังรายงานการเสียชีวิตล่าสุดของพลเอกเกนนาดี โลปีเรฟ อดีตนายพลหน่วยรักษาความปลอดภัยของรัสเซีย ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศสุดหรูริมทะเลดำของปูติน

เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานรับสินบนในปี 2560 และรับโทษจำคุก 9 ปี 8 เดือน ขณะที่ถูกควบคุมตัว เขาล้มป่วยกะทันหัน และเสียชีวิตในโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ฝ่ายต่อต้านปูตินมองว่าการเสียชีวิตของพลเอกเกนนาดี โลปีเรฟ มีความน่าสงสัย เนื่องจากเขาเป็นผู้กุมความลับที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างบ้านพักของปูติน ซึ่งมักถูกเรียกกันว่าพระราชวังของปูติน

ขณะที่ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายปีเตอร์ คูเชเรนโก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และอุดมศึกษาของรัสเซีย วัย 46 ปี เสียชีวิตขณะกลับจากการเดินทางไปคิวบา 

มีรายงานว่า นักธุรกิจชื่อดังชาวรัสเซียอย่างน้อย 13 ราย เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหรือเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ โดยในจำนวนนี้ 6 รายเกี่ยวข้องกับบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย 2 แห่ง ได้แก่ Gazprom และ Lukoil

ทางด้านนายพาเวล อันตอฟ นักธุรกิจชาวรัสเซีย ซึ่งผันตัวมาเล่นการเมือง เสียชีวิตในอินเดียเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังจากตกลงมาจากชั้น 3 ของโรงแรมที่เขาพักอยู่ ขณะที่นายวลาดิเมียร์ บูดานอฟ เพื่อนร่วมเดินทางของเขา เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเมื่อสองวันก่อน ตำรวจเชื่อว่าเขามีอาการโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว พร้อมเสริมว่า พวกเขาเชื่อว่าการเสียชีวิตของอันตอฟเป็นการฆ่าตัวตาย

รอดตายแต่โดนคุกคามอย่างหนัก


ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ท้าทายอำนาจรัฐบาลเครมลินจะพบกับจุดจบก่อนวัยอันควร เพราะบางคนก็รอดชีวิตมาได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับปูตินและรัฐบาลของเขาได้ อย่างกรณีของนายอเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านรัสเซียที่ถูกจำคุก หลังออกมาเปิดโปงการทุจริตของรัฐบาลและเคลื่อนไหวด้านการคอร์รัปชันมานานหลายปี เขาได้จัดการประท้วงครั้งใหญ่บนท้องถนน นอกจากนี้เขายังกล่าวหาว่า พรรค United Russia ของปูตินเป็นพรรคโจร 

นาวาลนีถูกจับกุมตัวหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในปี 2562 หลายฝ่ายกังวลว่า อาจถูกวางยาพิษขณะอยู่ในการควบคุมตัวของตำรวจ หลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการแพ้เฉียบพลัน แต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 เขาเกือบเสียชีวิตหลังจากถูกวางยาพิษด้วยสารเคมีทำลายระบบประสาท ชื่อ Novichok เขาถูกนำตัวด้วยเครื่องบินไปยังโรงพยาบาลในเยอรมนีเพื่อรับการรักษา

รัฐบาลเครมลินปฏิเสธหลายครั้งว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกรณีของนาวาลนี โดยที่ปูตินเคยกล่าวว่า หากหน่วยความมั่นคงของรัสเซียต้องการสังหารนาวาลนี พวกเขาก็คงจะทำสำเร็จไปแล้ว

ผู้เขียน เพ็ญโสภา สุคนธรักษ์

ข้อมูล BBC CNN

แบนไม่หยุด ตาลีบันห้ามผู้หญิงไปเรียนต่างประเทศ ยึดวีซ่าคาสนามบิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720761

แบนไม่หยุด ตาลีบันห้ามผู้หญิงไปเรียนต่างประเทศ  ยึดวีซ่าคาสนามบิน

28 ส.ค. 2566 17:33 น.

แบนไม่หยุด ตาลีบันห้ามผู้หญิงไปเรียนต่างประเทศ ยึดวีซ่าคาสนามบิน

กลุ่มตาลีบันห้ามผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ยึดวีซ่านักเรียนพร้อมยกเลิกตั๋วโดยสารที่สนามบิน ส่งผลให้ผู้หญิงนับสิบรายพลาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา    

เมื่อ 28 ส.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กลุ่มตาลีบันได้ยกเลิกวีซ่าของผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานที่ต้องการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศกว่า 60 ราย หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยสั่งห้ามผู้หญิงเดินทางออกนอกประเทศเพียงลำพัง หรือปราศจากสามีและญาติผู้ชาย อาทิ พ่อ พี่ชาย น้องชาย หรือคู่หมั้น

ตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจในอัฟกานิสถานอีกครั้ง ดูเหมือนสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิงในประเทศจะเหลือน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา เนื่องจากกลุ่มตาลีบันได้สั่งปิดมหาวิทยาลัยสำหรับผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงที่ยังต้องการอยู่ในระบบการศึกษาต้องดิ้นรน และหนึ่งในโอกาสเข้าถึงการศึกษา คือการได้รับทุนจากต่างประเทศ 

มีรายงานว่า นับตั้งแต่ตาลีบันสั่งปิดมหาวิทยาลัย มีผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานราว 100 คน ที่ได้รับทุนการศึกษาจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งทุนดังกล่าวเริ่มแจกมาตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2565 เพื่อให้การช่วยเหลือผู้หญิงอัฟกันโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี พบว่าในเดือนกรกฎาคม มีผู้หญิงมากกว่า 60 คนที่ได้รับทุนการศึกษา แต่ไม่สามารถเดินทางออกจากอัฟกานิสถานได้ เนื่องจากถูกยกเลิกวีซ่านักเรียน และถึงแม้จะเดินทางพร้อมมะฮ์รอม (Mahram) หรือชายที่เป็นญาติ หรือคู่สมรส ก็ไม่ได้รับอนุญาตเช่นเดียวกัน

ภายหลังเหตุการดังกล่าว ฮิวแมน ไรต์ วอตซ์ (Human Rights Watch) องค์กรส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ได้ออกมาประณามกลุ่มตาลีบันว่า การกระทำนี้เป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาของผู้หญิงอย่างรุนแรง.

ที่มา : BBC