นักวิเคราะห์มอง อินโดฯ เมินร่วม BRICS หวั่นกระทบความสัมพันธ์ชาติตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720709

นักวิเคราะห์มอง อินโดฯ เมินร่วม BRICS หวั่นกระทบความสัมพันธ์ชาติตะวันตก

28 ส.ค. 2566 15:54 น.

นักวิเคราะห์มอง อินโดฯ เมินร่วม BRICS หวั่นกระทบความสัมพันธ์ชาติตะวันตก

นักวิเคราะห์มอง อินโดนีเซียไม่เข้าร่วมกลุ่ม BRICS สะท้อนนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก

เมื่อ 28 ส.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลสืบเนื่องจากการประชุมสุดยอดประจำปีของผู้นำกลุ่ม BRICS หรือกลุ่มชาติเศรษฐกิจพัฒนาเร็ว (ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่เป็นที่พูดถึงคือการประกาศขยายกลุ่ม และรับสมาชิกใหม่เพิ่มอีก 6 ชาติ ได้แก่ อาร์เจนตินา อียิปต์ อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างไรก็ดีชาติหนึ่งที่เคยแสดงท่าทีต้องการเข้าร่วมและเป็นหนึ่งในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีขนาดใหญ่อย่างอินโดนีเซีย กลับไม่ได้เข้าร่วมในครั้งนี้ ทำให้เกิดความสงสัย เพราะเหตุใดอินโดนีเซียถึงไม่ได้เป็นสมาชิกใหม่ของ BRICS

นักวิเคราะห์มองว่า การที่อินโดฯ ตัดสินใจไม่เข้าร่วม BRICS สะท้อนถึงนโยบายการต่างประเทศที่มีความระมัดระวังในการเข้าไปมีส่วนร่วมด้านภูมิรัฐศาสตร์มาอย่างยาวนาน ถึงแม้อินโดฯ จะมีลักษณะเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ อีกทั้งก่อนหน้านี้อินโดฯ ก็เป็นหนึ่งใน 40 กว่าประเทศที่แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่อย่างเปิดเผยก็ตาม

การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ณ นครโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้

สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานโดยอ้างอิงความคิดเห็นของ Radityo Dharmaputra อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย Airlangga ในอินโดนีเซีย ว่า การที่อินโดนีเซียตัดสินใจไม่เข้าร่วม BRICS ไม่ใช่ประเด็นที่น่าประหลาดใจ และก่อนหน้านี้ก็มีนักวิเคราะห์และนักการทูตหลายรายที่ออกโรงเตือนเกี่ยวกับการเข้าร่วมดังกล่าว เนื่องจากผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจไม่มีความชัดเจน แต่ที่ชัดเจนคือการต่อต้านจากชาติตะวันตก 

นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวภายหลังการประชุมฯ ที่นครโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ว่า อินโดนีเซียเคยพิจารณาที่จะเข้าร่วมกลุ่ม BRICS แต่ประเทศยังไม่รีบร้อนที่จะเข้าเป็นสมาชิกใหม่ 

Dharmaputra กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ คือ จีน และรัสเซีย ซึ่งการถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสองประเทศนี้ อาจสร้างปัญหาให้กับอินโดนีเซีย และส่วนทางกับนโยบายต่างประเทศของอินโดฯ ที่ยึดมั่นในหลักการความเป็นอิสระและกระตือรือร้น (Bebas-Aktif)

ขณะเดียวกัน Yohanes Sulaiman อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย Jenderal Achmad Yani ในอินโดนีเซีย ก็มองว่าการเข้าร่วม BRICS นั้นไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับอินโดนีเซีย อีกทั้งการรวมตัวกันของ BRICS ก็ยังไม่เคยแสดงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เป็นเพียงแค่การรวมกลุ่มกันเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และการเข้าร่วม BRICS อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอินโดฯ และสหรัฐฯ

อีกทั้งอินโดนีเซียก็มีแผนที่จะเข้าร่วมกับองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า ดังนั้นการเป็นสมาชิก BRICS จะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าร่วม OECD

ที่มา : Aljazeera

สุดสะพรึง ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลา ทวีความรุนแรง มุ่งหน้าถล่มไต้หวันเต็มๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720696

สุดสะพรึง ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลา ทวีความรุนแรง มุ่งหน้าถล่มไต้หวันเต็มๆ

28 ส.ค. 2566 14:28 น.

สุดสะพรึง ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลา ทวีความรุนแรง มุ่งหน้าถล่มไต้หวันเต็มๆ

ไต้ฝุ่นเซาลา ทวีความรุนแรงเป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่น มีแนวโน้มเคลื่อนตัวถล่มไต้หวันแบบเต็มๆ ขณะที่อุตุฯ ฟิลิปปินส์แจ้งเตือนประชาชนระวังอันตรายจากซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลา ที่จะก่อให้เกิดฝนตกหนักมาก

เมื่อ 28 ส.ค. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ไต้ฝุ่นเซาลา (Saola) ซึ่งก่อตัวบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของฟิลิปปินส์ ได้ทวีกำลังความรุนแรงขึ้นเป็นระดับซุปเปอร์ไต้ฝุ่นแล้ว ขณะเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน และมีแนวโน้มทิศทางจะพัดผ่านเกาะไต้หวัน จนทำให้ทางการไต้หวันเฝ้าระวังติดตามซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลาอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่สำนักอุตุนิยมวิทยาไต้หวันได้ออกคำเตือนว่า ไต้หวันจะได้รับผลกระทบจากซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลารุนแรงที่สุด ตั้งแต่วันที่ 30-31 ส.ค. ซึ่งจะก่อให้เกิดฝนตกหนักมาก 

สำนักอุตุนิยมวิทยาไต้หวันเผยภาพ เมื่อ 27 ส.ค.2566 แสดงให้เห็นทิศทางการเคลื่อนตัวของซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลา

ก่อนหน้านี้ สำนักอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนบนเกาะลูซอน ทางภาคเหนือของฟิลิปปินส์ ให้ระวังอันตรายจากอิทธิพลของไต้ฝุ่นเซาลา ที่จะทำให้เกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง หลังจากได้ทวีกำลังความรุนแรงจากพายุโซนร้อน ขึ้นมาเป็นพายุไต้ฝุ่น และยกระดับเป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่น เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางพายุถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำนักอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดฝนตกหนักมากในหลายจังหวัดบนเกาะลูซอน ทั้งอิซาเบลลา คากายัน และอิโลคอส ในช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 27 ส.ค. และวันจันทร์ที่ 28 ส.ค. 2566 จนทำให้อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มตามมาได้ ขณะที่มีประชาชนนับพันคนในฟิลิปปินส์ได้อพยพออกจากบ้านเรือนหนีภัยซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลาไปอยู่ในที่ปลอดภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่:https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Reuters, focustaiwan

ฝรั่งเศสจ่อห้ามสวมชุด “อาบายะห์” ของชาวมุสลิมในโรงเรียนรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720665

ฝรั่งเศสจ่อห้ามสวมชุด "อาบายะห์" ของชาวมุสลิมในโรงเรียนรัฐ

28 ส.ค. 2566 12:22 น.

ฝรั่งเศสจ่อห้ามสวมชุด “อาบายะห์” ของชาวมุสลิมในโรงเรียนรัฐ

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของฝรั่งเศส ประกาศว่า นักเรียนจะไม่สามารถสวมชุดอาบายะห์ หรือชุดคลุมยาวที่ผู้หญิงมุสลิมสวมใส่ ในโรงเรียนของรัฐได้อีกต่อไป

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศส กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (27 ส.ค.) ว่า ทางการฝรั่งเศสสั่งห้ามไม่ให้สตรีมุสลิมบางส่วนสวมชุดอาบายะห์ในโรงเรียน โดยอ้างว่าชุดดังกล่าวละเมิดกฎหมายการศึกษาที่เข้มงวดของฝรั่งเศส

กาเบรียล แอตทาล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศส กล่าวกับสถานีโทรทัศน์ TF1 ว่า “นักเรียนจะไม่สามารถสวมชุดอาบายะห์ที่โรงเรียนได้อีกต่อไป” โดยกล่าวว่าเขาจะแจ้งกฎระเบียบที่ชัดเจนแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน ก่อนเปิดชั้นเรียนทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการถกเถียงกันนานหลายเดือน เกี่ยวกับการสวมชุดอาบายะห์ในโรงเรียนในฝรั่งเศส ซึ่งผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้สวมผ้าคลุมศีรษะแบบอิสลามมานานแล้ว โดยพรรคการเมืองฝ่ายขวาและฝ่ายขวาจัดได้ผลักดันให้มีการห้ามดังกล่าว ขณะที่พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายแย้งว่าจะเป็นการละเมิดเสรีภาพของพลเมือง

ทั้งนี้ มีรายงานว่ามีการสวมใส่อาบายะห์มากขึ้นในโรงเรียน และเกิดความตึงเครียดภายในโรงเรียนเกี่ยวกับปัญหาระหว่างครูและผู้ปกครอง

นายแอตทาล กล่าวว่า “แนวคิดฆราวาสนิยมหมายถึงเสรีภาพในการปลดปล่อยตัวเองผ่านทางโรงเรียน” โดยกล่าวแย้งว่าการสวมอาบายะห์ เป็นการแสดงท่าทีทางศาสนา ที่มุ่งทดสอบการต่อต้านของสาธารณรัฐ ต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางโลกที่โรงเรียนต้องสร้างขึ้น เขากล่าวเสริมว่า “เมื่อคุณเข้าไปในห้องเรียน คุณจะต้องไม่สามารถระบุศาสนาของนักเรียนโดยการมองดูพวกเขาได้”

กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2547 ระบุห้าม “การสวมเครื่องหมายหรือเครื่องแต่งกายที่นักเรียนแสดงตนแสดงความนับถือศาสนา” ในโรงเรียน ซึ่งรวมถึงไม้กางเขนขนาดใหญ่ หมวกคิปปาของชาวยิว และผ้าโพกศีรษะของอิสลาม ขณะที่อาบายะห์ ซึ่งเป็นเสื้อคลุมยาว ที่สวมใส่ตามความเชื่อของศาสนาอิสลามในการแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ยัง ไม่เคยถูกห้ามสวมใส่จนถึงขณะนี้

แต่กระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศสได้ออกหนังสือเวียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยระบุว่าอาบายะห์เป็นหนึ่งในกลุ่มเสื้อผ้าที่อาจถูกห้ามสวมใส่ได้ หาก “สวมใส่ในลักษณะที่แสดงออกถึงความเกี่ยวข้องทางศาสนาอย่างเปิดเผย” 

การถกเถียงในประเด็นนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น นับตั้งแต่เกิดเหตุผู้ลี้ภัยชาวเชเชนหัวรุนแรง ก่อเหตุตัดศีรษะนายซามูเอล ปาตี ครูชาวฝรั่งเศส ซึ่งเคยแสดงภาพล้อเลียนศาสดาโมฮัมเหม็ดให้นักเรียนดู ใกล้กับโรงเรียนของเขาในย่านชานเมืองปารีสในปี 2563

ด้าน CFCM ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติที่ประกอบด้วยสมาคมมุสลิมหลายแห่ง ระบุว่าเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ “สัญลักษณ์ทางศาสนา.”

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

ตาลีบันห้ามผู้หญิงอัฟกันเที่ยวอุทยานแห่งชาติชื่อดัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2720648

ตาลีบันห้ามผู้หญิงอัฟกันเที่ยวอุทยานแห่งชาติชื่อดัง

28 ส.ค. 2566 11:37 น.

ตาลีบันห้ามผู้หญิงอัฟกันเที่ยวอุทยานแห่งชาติชื่อดัง

กลุ่มตาลีบันไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเดินทางเข้าชมอุทยานแห่งชาติในอัฟกานิสถาน โดยให้เหตุผลว่าพบผู้หญิงแต่งกายไม่เหมาะสมขณะอยู่นอกบ้าน

ตามข้อมูลที่เปิดเผยโดยโฆษกกระทรวงการเผยแผ่คุณธรรมและการป้องกันความชั่วร้าย กลุ่มตาลีบันจะใช้กองกำลังรักษาความปลอดภัยคอยสอดส่องไม่ให้ผู้หญิงเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของอัฟกานิสถาน กระทรวงฯ กล่าวหาว่าผู้หญิงไม่ได้ปฏิบัติตามวิธีการที่เหมาะสมในการสวมฮิญาบหรือผ้าคลุมศีรษะ ขณะเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติบัน-เอ-อามีร์ ในจังหวัดบามิยัน

ประเด็นนี้เกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนายโมฮัมหมัด คาลิด ฮานาฟี รัฐมนตรีกระทรวงศีลธรรม เดินทางเยือนจังหวัดนี้ และบอกกับเจ้าหน้าที่และนักการศาสนาว่าผู้หญิงไม่ปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้องในการสวมฮิญาบ โดยขอให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยห้ามไม่ให้ผู้หญิงเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม นายฮานาฟี กล่าวในขณะนั้นว่า “การไปเที่ยวชมสถานที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิง”

นายโมลวี โมฮัมหมัด ซาดิก อากิฟ โฆษกกระทรวงฯ ระบุถึงคำพูดของนายฮานาฟีในช่วงดึกคืนวันเสาร์ ซึ่งรวมถึงการใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นักการศาสนา เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของนายฮานาฟี 

เฮเทอร์ บาร์ ผู้อำนวยการด้านสิทธิสตรีของกลุ่มฮิวแมน ไรต์ วอตช์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “นอกจากกลุ่มตาลีบันจะลิดรอนการศึกษา การจ้างงาน และการเคลื่อนไหวอย่างเสรีของเด็กผู้หญิงและสตรีแล้ว กลุ่มยังต้องการลิดรอนสิทธิในการพื้นที่สาธารณะ การเล่นกีฬา และการชื่นชมกับธรรมชาติด้วย” และเสริมว่า “กำแพงกำลังปิดล้อมผู้หญิงทีละชั้นทีละชั้น เมื่อบ้านทุกหลังกลายเป็นคุก”

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว รัฐบาลที่นำโดยกลุ่มตาลีบันห้ามไม่ให้ผู้หญิงใช้พื้นที่สาธารณะ รวมถึงสวนสาธารณะ โดยระบุว่า พวกเธอไม่สวมฮิญาบอย่างถูกต้อง หรือปฏิบัติตามกฎการแบ่งแยกเพศ

นับตั้งแต่เข้ายึดประเทศเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2564 หลังจากการถอนกำลังของสหรัฐฯ และกลุ่มนาโต พวกเขาได้กำหนดข้อจำกัดหลายประการ โดยมุ่งเป้าไปที่เด็กผู้หญิงและผู้หญิงชาวอัฟกานิสถาน รวมถึงการห้ามไม่ให้เด็กผู้หญิงไปโรงเรียนหลังจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และห้ามผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานทำงานในท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาเอกชนขณะปราบปรามสื่อ

มาตรการที่รุนแรงเหล่านี้ก่อให้เกิดความโกรธเคืองในระดับนานาชาติ ซึ่งรวมถึงประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามด้วย

อุทยานแห่งชาติบัน-เอ-อามีร์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดบามิยัน และถือเป็นเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศในปี 2552 และดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในทุกๆ ปี ที่นี่ยังเป็นแหล่งรายได้หลักสำหรับประชาชนในท้องถิ่น รวมถึงธุรกิจการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม และงานหัตถกรรม.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

เกษตรกรต้นแบบ จ.ระนอง เลี้ยงกุ้งทะเลประเภท BCG Economy Model บนแนวคิด Zero waste

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753084

เกษตรกรต้นแบบ จ.ระนอง เลี้ยงกุ้งทะเลประเภท BCG Economy Model บนแนวคิด Zero waste

เกษตรกรต้นแบบ จ.ระนอง เลี้ยงกุ้งทะเลประเภท BCG Economy Model บนแนวคิด Zero waste

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 14.04 น.

ตอนที่ 6 เกษตรกรต้นแบบ จังหวัดระนอง เลี้ยงกุ้งทะเลประเภท BCG Economy Model บนแนวคิด Zero waste : https://youtu.be/SKgTyPFvxis

– 006

เกษตรกรหนองคายเลี้ยงโควากิวตลาดสดใส มีไม่พอขาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/753025

เกษตรกรหนองคายเลี้ยงโควากิวตลาดสดใส มีไม่พอขาย

เกษตรกรหนองคายเลี้ยงโควากิวตลาดสดใส มีไม่พอขาย

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 10.27 น.

เกษตรกรเลี้ยงโควากิวที่หนองคายตลาดสดใส มีไม่พอขาย รับซื้อลูกวัวเพิ่ม ด้านปศุสัตว์หนองคายแนะเกษตรกรหันมาเลี้ยงโคกิวคุ้มค่ามากกว่า

นายณัฐพล กลางวิชัย เจ้าของฟาร์ม NK วากิวศรีเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่บ้านโพนงาม หมู่ 6 ต.หนองปลาปาก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ก่อนหน้านี้เลี้ยงโคกำแพงแสนมาก่อน จนเริ่มมาปรับเป็นการเลี้ยงโควากิวมาตั้งแต่ปี 2538 เริ่มด้วยโควากิว 6 ตัวตอนนี้มีวากิวอยู่ 40 ตัว และเครือข่ายอีกประมาณ 150 ตัว โดยทางฟาร์มจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนสูตรอาหารของฟาร์มให้กับเกษตรกรเครือข่ายที่เลี้ยงให้ ได้นำอาหารให้โควากิวได้กินตามสูตรที่เหมาะสมเพื่อคุณภาพของเนื้อวากิวที่ต้องการ ทางฟาร์มจะนำโควากิวชำแหละที่โรงชำแหละอำเภอโพนพิสัยและส่งขายเอง มีลูกค้าจองล่วงหน้า มีไม่พอกับความต้องการของตลาด ขณะนี้เลี้ยงวากิวสามารถส่งชำแหละได้เดือนละ 7-10 ตัว วากิวราคาอยู่ที่ 120,000-150,000 บาทขายซาก โดยจะเลี้ยงให้ได้น้ำหนักประมาณ 600 ก.ก.ขึ้นไปจึงจะนำเข้าสู่ท้องตลาด

นอกจากนี้ ยังรับซื้อลูกวัว 8-10 เดือนราคา 105-110 บาท/ก.ก.หรือประมาณตัวละ 20,000 บาท เนื่องจากขณะนี้ยังขาดแคลนลูกวัวอีกเป็นจำนวนมาก เพราะการเลี้ยงวากิวต้องใช้เวลาและการเอาใจใส่มากกว่าโคพื้นเมืองทั่วไป ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงโคพื้นเมืองที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ขายได้เร็ว มากกว่า

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ทิพยธร หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศการปศุสัตว์ ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า ฟาร์มโควากิวของนายณัฐพล เป็นฟาร์มที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย เพราะเล็งเห็นถึงความตั้งใจและคุณสมบัติของเกษตรกรที่จริงจังกับการเลี้ยงโควากิวเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากโควากิวเป็นที่ต้องการของตลาด ผู้บริโภคนิยมบริโภคกว้างขวางมากขึ้น แต่เนื้อโควากิวยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น เมื่อเกษตรกรตั้งใจเลี้ยงโควากิว ซึ่งต้องหมั่นดูแลและใช้เวลามากกว่าเลี้ยงโคพันธุ์พื้นเมือง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากว่ามาก หากเกษตรกรต้องการเลี้ยงโควากิว ปศุสัตว์ยินดีให้คำแนะนำ

ปลัดเกษตรฯนำทีม บุกซาอุฯดันส่งออก ร่วมมือด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752977

ปลัดเกษตรฯนำทีม  บุกซาอุฯดันส่งออก  ร่วมมือด้านเกษตร

ปลัดเกษตรฯนำทีม บุกซาอุฯดันส่งออก ร่วมมือด้านเกษตร

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.05 น.

ปลัดเกษตรฯนำทีมบุกซาอุฯดันส่งออก ร่วมมือด้านเกษตร ต่อยอดการทำงาน

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นำทีมผู้บริหาร บุกกระทรวงสิ่งแวดล้อมน้ำ และการเกษตรฯ ซาอุฯ ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรและความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างทั้งสองประเทศ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมประชุมหารือกับนายอาเหม็ด บิน ซาเลห์ อัล อิยาดะห์ อัล-คัมซี ปลัดกระทรวงด้านการเกษตร ของกระทรวงสิ่งแวดล้อม น้ำ และการเกษตร ซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันการค้าและความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบีย

นายประยูร กล่าวภายหลังการประชุมดังกล่าว ว่าซาอุดีอาระเบีย เป็นมิตรประเทศของไทยที่สำคัญยิ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกระทรวงเกษตรฯ ควรเร่งรัดให้มีการดำเนินความร่วมมือด้านการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร การส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนการเยือนของภาคเอกชน และความร่วมมือในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย BCG และ Saudi Vision 2030 โดยกระทรวงเกษตรฯ มีประเด็นด้านการค้าต่างๆ ที่ได้หยิบยก เพื่อผลักดันกับซาอุดีอาระเบีย ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกพืชเพื่อการเพาะปลูก โคมีชีวิต เนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกแปรรูป สินค้าประมง และสินค้าสัตว์น้ำเพาะเลี้ยง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและศักยภาพสูง พร้อมทั้งผลักดันการจัดตั้งสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ที่กรุงริยาด

ทั้งนี้ ฝ่ายซาอุดีอาระเบีย มีความประสงค์ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและวิชาการ เกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การผลิตอาหารสัตว์ (อาหารแมวและเป็ด) การพัฒนาระบบสหกรณ์ การส่งเสริมเครือข่ายด้านการค้าของผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตรจากซาอุดีอาระเบีย มายังไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเสริมสร้างและเร่งรัดการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่างทั้งสองประเทศอีกครั้ง

สำหรับซาอุดีอาระเบีย เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 37 ของไทย ในระหว่างปี 2563-2565 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 0.33 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก โดยปี 2565 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 7,388 ล้านบาท และมีอัตราการค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละร้อยละ 1.41 ต่อปี ซึ่งสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 84.82 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังซาอุดีอาระเบีย ได้แก่ ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต (ชนิดซาร์ดา) ปรุงแต่ง ข้าว อาหารสุนัขหรือแมว สับปะรดปรุงแต่ง ข้าวโพดหวาน อาหารปรุงแต่ง รวมทั้งซอสและของปรุงแต่ง

ส.ป.ก.ทำMOUกฟผ.จัดการข้อมูลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752942

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง ส.ป.ก.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน ข้อมูลผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และข้อมูลแปลงที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน ทำให้ได้รับข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานทางด้านข้อมูลของทั้งสองหน่วยงาน

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงการพัฒนาระบบจัดที่ดินออนไลน์ (ALRO LandOnline) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูล และให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ของทาง ส.ป.ก.และระบบจัดการข้อมูลงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน (Land AIMS) ของ กฟผ.เข้าด้วยกันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยข้อมูลแนวระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั้งประเทศของ กฟผ.จะช่วยให้ ส.ป.ก.นำไปประกอบการพิจารณาจัดสรรแปลงที่ดินแก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ส.ป.ก.มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านที่ดินระหว่าง ส.ป.ก.กับ กฟผ.จะช่วยให้ กฟผ.สามารถสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลของ ส.ป.ก.ได้โดยตรง ลดเวลาการตรวจสอบเอกสาร ส่งผลให้การขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินของ ส.ป.ก.รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถจ่ายเงินค่าทดแทนแก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน รวมถึงเงินค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินแก่ ส.ป.ก.เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่ง ส.ป.ก.มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีอยู่ได้ อยู่ดี มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

กรมชลฯติวเข้ม พัฒนาบุคลากร จัดการด้านตะกอน ภายในอ่างเก็บน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752939

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา สำนักบริหารโครงการ สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล และสถาบันพัฒนาการชลประทานได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “แบบจำลองทางด้านการเคลื่อนตัวของตะกอนในลำน้ำ (Sediment Transport Modeling) ที่ส่งผลต่ออ่างเก็บน้ำลำพระเพลิงและป่าสักชลสิทธิ์”เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการคำนวณเกี่ยวกับการตกตะกอนในอ่างเก็บน้ำ อัตราการตกตะกอนและการเคลื่อนย้ายตะกอน การจัดการตะกอนในอ่างเก็บน้ำ โดยใช้แบบจำลองทางด้านการเคลื่อนตัวของตะกอนในลำน้ำ HEC-RAS ที่ส่งผลต่ออ่างเก็บน้ำลำพระเพลิงและอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์เป็นต้นแบบ ให้สามารถประยุกต์กับอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในความรับผิดชอบได้

นายประพิศกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการปฏิบัติงานด้านตะกอนในอ่างเก็บน้ำได้อย่างถูกต้อง สามารถนำมาปรับใช้เพื่อสนับสนุนงานด้านชลประทานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปลัดฯจัดงานตรานกยูงฯ ผลักดันมาตรฐานไหมสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/752945

วันอังคาร ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า งานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 18 ประจำปี 2566มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566 ที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทย พร้อมผลักดันมาตรฐานไหมไทย มุ่งสร้างชื่อเสียงสู่สากล สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้แนวคิด “ไหมไทยล้ำค่า สายใยแห่งภูมิปัญญา พัฒนาสู่สากล” โดยงานจัดที่ฮอลล์ 6-7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

“กรมหม่อนไหม มีภารกิจเกี่ยวกับหม่อนไหมทั้งระบบ มีเป้าหมายส่งเสริมอาชีพเกษตรกรด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานวัฒนธรรม การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้คงอยู่กับปวงชนชาวไทย และเพื่อให้ผ้าไหมไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องหมายนกยูงไทย ให้เป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่เน้นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และที่สำคัญต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น จึงได้กำหนดจัดงานดังกล่าว เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทย เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยคุณภาพ ผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม รวมทั้งภารกิจและผลงานของกรมหม่อนไหมให้เป็นที่รู้จัก ตลอดจนเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน ผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหมของเกษตรกรให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง” นายประยูร กล่าว