6 รัฐมาเลเซียเผชิญน้ำท่วมใหญ่ กระทบประชาชนกว่า 37,000 คน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828115

6 รัฐมาเลเซียเผชิญน้ำท่วมใหญ่  กระทบประชาชนกว่า 37,000 คน

28 พ.ย. 2567 12:58 น.

6 รัฐมาเลเซียเผชิญน้ำท่วมใหญ่ กระทบประชาชนกว่า 37,000 คน

ประชาชนมากกว่า 37,000 คน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักใน 6 รัฐของมาเลเซียในสัปดาห์นี้

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเมื่อวันนี้ (28 พ.ย.) ว่า ประชาชนมากกว่า 37,000 คน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักใน 6 รัฐของมาเลเซียในสัปดาห์นี้

นายอันวาร์กล่าวต่อรัฐสภาว่า ศูนย์พักพิงชั่วคราว 322 แห่งได้เปิดให้บริการแล้วในรัฐกลันตัน ตรังกานู เคดะห์ เปอร์ลิส ยะโฮร์ และเปรัก เพื่อรองรับผู้ที่ต้องอพยพเนื่องจากน้ำท่วม อันวาร์กล่าวว่า รัฐกลันตันทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซึ่งติดกับประเทศไทย ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีประชาชน 30,582 คน จาก 9,223 ครอบครัวได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ มักเกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่งตะวันออกของมาเลเซียในช่วงฤดูมรสุมประจำปีตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม โดยประชาชนหลายพันคนต้องอพยพทุกปี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (Nadma) โพสต์บนเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกลันตัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องลุยน้ำลึกถึงเข่าและอพยพผู้คนด้วยเรือ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยามาเลเซียออกคำเตือนระดับสีแดงเมื่อวันพุธว่า จะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับอันตราย ในรัฐกลันตัน ปาหัง และตรังกานู คาดว่าฝนจะตกต่อเนื่องไปจนถึงวันศุกร์ ด้านสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติได้รับคำสั่งให้ระดมหน่วยงานของรัฐบาลกลางและของรัฐทั้งหมดเพื่อรับรองความปลอดภัยของผู้ประสบภัยน้ำท่วมและประชาชนตลอดช่วงมรสุม 

ส่วนรัฐตรังกานูต้องปิดการสัญจรบนถนน 32 สาย เนื่องจากสภาพน้ำท่วมที่เลวร้ายลง สำนักงานโยธาธิการของรัฐตรังกานู ประกาศว่าถนนทั้งหมดถูกปิดอย่างสมบูรณ์สำหรับยานพาหนะทั้งหมด หลังจากถูกน้ำท่วมสูงถึง 0.76 เมตร

ด้านผู้ประกอบการร้านอาหารลอยน้ำในแม่น้ำกลันตัน คิดเป็นความเสียหายประมาณ 800,000 ริงกิตมาเลเซีย หลังจากร้านถูกกระแสน้ำแรงพัดพาไประหว่างน้ำท่วม เจ้าของร้านกล่าวว่า ความเสียหายดังกล่าวรวมถึงชิ้นส่วนของร้าน เฟอร์นิเจอร์ และอาหาร.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ซีอีโอยูนิโคล่เผย ไม่ได้ใช้ฝ้ายจากซินเจียง ผลิตเสื้อผ้า

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828095

ซีอีโอยูนิโคล่เผย ไม่ได้ใช้ฝ้ายจากซินเจียง ผลิตเสื้อผ้า

28 พ.ย. 2567 11:39 น.

ซีอีโอยูนิโคล่เผย ไม่ได้ใช้ฝ้ายจากซินเจียง ผลิตเสื้อผ้า

ผู้บริหารบริษัทที่อยู่เบื้องหลังเครือร้านแฟชั่นระดับโลกอย่าง “ยูนิโคล่” (Uniqlo) เปิดเผยว่าบริษัทไม่ได้ใช้ฝ้ายจากเขตซินเจียงของจีนในผลิตภัณฑ์ของตน

ผู้บริหารบริษัทที่อยู่เบื้องหลังเครือร้านแฟชั่นระดับโลกอย่าง “ยูนิโคล่” (Uniqlo) เปิดเผยว่าบริษัทไม่ได้ใช้ฝ้ายจากเขตซินเจียงของจีนในผลิตภัณฑ์ของตน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นายทาดาชิ ยานาอิ ซีอีโอของบริษัทฟาสต์ รีเทลลิ่ง ออกมาพูดถึงประเด็นที่ถกเถียงกันนี้โดยตรง

ทั้งนี้ จีนเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับยูนิโคล่ ไม่เพียงแต่สำหรับลูกค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญอีกด้วย ขณะที่ผ้าฝ้ายจากเขตซินเจียงเคยได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผ้าที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แต่ปัจจุบันผ้าชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป หลังจากมีการเปิดเผยว่าผ้าชนิดนี้ผลิตขึ้นโดยการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม

ในปี 2022 ทางการสหรัฐฯ บังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าจากเขตซินเจียง ขณะที่แบรนด์ระดับโลกหลายแบรนด์นำผลิตภัณฑ์ที่ใช้ผ้าฝ้ายจากเขตซินเจียงออกจากชั้นวางสินค้า ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในจีน แบรนด์ต่างๆ เช่น H&M, Nike, Burberry, Esprit และ Adidas ถูกบอยคอตต์ โดยแบรนด์ H&M ของสวีเดนถูกถอดสินค้าออกจากร้านค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในจีน

ในเวลานั้น นายยานาอิ ปฏิเสธที่จะยืนยันหรือปฏิเสธว่าผ้าฝ้ายจากซินเจียงถูกนำมาใช้ในการผลิตเสื้อผ้าของยูนิโคล่หรือไม่ โดยกล่าวว่าเขาต้องการ “เป็นกลางระหว่างสหรัฐฯ และจีน” การตัดสินใจไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของเขาทำให้ยูนิโคล่ยังคงได้รับความนิยมในตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ของจีน

อย่างไรก็ตาม เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีในกรุงโตเกียว เกี่ยวกับมาตรการของบริษัทที่จะเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัสดุในการผลิตเสื้อผ้าและวิธีการผลิต โดยเขากล่าวว่า “เราไม่ได้ใช้ (ผ้าฝ้ายจากซินเจียง)”

เขากล่าวว่า “การกล่าวถึงผ้าฝ้ายที่เราใช้…” ก่อนจะหยุดชั่วคราวและจบคำตอบด้วยว่า “จริงๆ แล้ว มันดูเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากเกินไป หากผมพูดต่อไป ดังนั้นขอหยุดตรงนี้ก่อน”

ไอแซก สโตน ฟิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Strategy Risks บริษัทด้านข่าวกรองทางธุรกิจที่มุ่งเน้นที่จีน เน้นย้ำถึงแรงกดดันที่มีต่อบริษัทต่างๆ ทั้งจากจีนและสหรัฐฯ เขากล่าวว่า “ไม่มีบริษัทขนาดใหญ่แห่งใดที่สามารถเป็นกลางทางการเมืองได้อีกต่อไป” “ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างต้องการให้บริษัทต่างๆ เลือกข้าง และญี่ปุ่นจะยังคงเอนเอียงไปทางสหรัฐฯ มากขึ้นในเรื่องนี้”

แม้ว่ายูนิโคล่จะขยายกิจการอย่างต่อเนื่องในยุโรปและสหรัฐฯ  แต่จากคำพูดของนายยานาอิเอง “เราไม่ใช่แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” และเอเชียยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท

บริษัทมีร้านค้าในจีนมากกว่าในญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิด และนายยานาอิกล่าวว่าเขาไม่มีแผนจะเปลี่ยนกลยุทธ์ดังกล่าว แม้ว่าจะเผชิญกับความท้าทายในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกก็ตาม เขากล่าวว่า “จีนมีประชากร 1,400 ล้านคน แต่เรามีเพียง 900 ถึง 1,000 ร้านเท่านั้น ผมคิดว่าเราสามารถเพิ่มเป็น 3,000 ร้านได้”

ในขณะเดียวกัน จีนเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของยูนิโคล่ นอกจากนั้น บริษัทยังผลิตเสื้อผ้าในประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และอินเดียอีกด้วย

โดยเมื่อปี 2009 ซึ่งผลิตภัณฑ์ 80% ของบริษัทผลิตในจีน นายยานาอิกล่าวว่าการผลิตในจีนเริ่มมีราคาสูงเกินไป และบริษัทกำลังย้ายการผลิตไปยังกัมพูชาที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า เพื่อรักษาระดับราคาให้ต่ำ”

ขณะนี้ เขากล่าวว่าการทำซ้ำความสำเร็จของจีนในฐานะผู้ผลิตระดับโลกในประเทศอื่นๆ ถือเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากการถ่ายทอดประสบการณ์หลายปีนั้นพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องยาก.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

เผยเหลี่ยมไบเดน ไฟเขียวสัญญาค้าอาวุธให้อิสราเอล 680 ล้าน ขณะผลักดันข้อตกลงหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828080

เผยเหลี่ยมไบเดน ไฟเขียวสัญญาค้าอาวุธให้อิสราเอล 680 ล้าน ขณะผลักดันข้อตกลงหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน

28 พ.ย. 2567 11:20 น.

เผยเหลี่ยมไบเดน ไฟเขียวสัญญาค้าอาวุธให้อิสราเอล 680 ล้าน ขณะผลักดันข้อตกลงหยุดยิงอิสราเอล-เลบานอน

เผยรายละเอียดข้อตกลง “โจ ไบเดน” ไฟเขียวขายอาวุธให้อิสราเอล 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่กำลังช่วยผลักดันทำข้อตกลงหยุดยิงอิสราเอลกับเลบานอน และยังให้คำมั่นว่าจะช่วยให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงในกาซาด้วย คาดอิสราเอลยอมรับเงื่อนไขหยุดยิงเพราะจะได้อาวุธใหม่รวมไปถึงชุดอุปกรณ์นำวิถี สำหรับติดระเบิดไปถล่มกลุ่มฮามาส ในกาซา

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 เว็บไซต์ข่าวเดอะ ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้อนุมัติแพ็คเกจขายอาวุธมูลค่า 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 23,400 ล้านบาท ให้แก่อิสราเอล โดยที่รัฐบาลไบเดนยังทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง

โดยการเปิดเผยเกี่ยวกับ ข้อตกลงด้านอาวุธระหว่างสหรัฐฯกับอิสราเอล มีขึ้นเพียง 1 วันหลังจากประธานาธิบดีไบเดนออกมาประกาศข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน พร้อมให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูความพยายามในการบรรลุข้อตกลงที่คล้ายกันนี้ ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ในพื้นที่ฉนวนกาซา ซึ่งหลายฝ่ายเคยพยายามมาหลายรอบแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า แพ็คเกจขายอาวุธนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการมาหลายเดือนแล้ว และได้มีการพิจารณาโดยคณะกรรมการของรัฐสภาในเดือนกันยายน และได้ถูกส่งให้พิจารณาเป็นวงกว้างในเดือนตุลาคม

ทั้งสำนักข่าวรอยเตอร์ และไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า การส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับอิสราเอลครั้งล่าสุด จะรวมถึงระเบิดขนาดเล็กหลายร้อยลูก และชุดอุปกรณ์นำวิถี (Joint Direct Attack Munition) หรือ JDAM จำนวนหลายพันชุด สำหรับติดตั้งกับระเบิดทั่วไปเพื่อให้กลายเป็นอาวุธนำวิถีแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายไบเดนยังไม่ได้ยืนยันรายงานข่าวนี้ โดยที่ผ่านมา ประธานาธิบดีไบเดนมองว่า การขายอาวุธให้อิสราเอลเป็นการสนับสนุนที่สำคัญสำหรับพันธมิตร แต่ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงจุดยืนของสหรัฐฯ เกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และผลักดันให้อิสราเอลกับเลบานอน ทำข้อตกลงหยุดยิง

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน อิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ไปแล้วอย่างน้อย 44,282 ศพ นับตั้งแต่สงครามการล้างแค้นได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,139 ศพ ขณะเดียวกันกองทัพอิสราเอลสังหารชาวเลบานอนไปแล้วมากกว่า 3,800 ศพในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมา.

ปู กุ้งก็เจ็บเป็น นักวิทย์เผยต้มทั้งเป็นคือการทารุณกรรม

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828078

ปู กุ้งก็เจ็บเป็น นักวิทย์เผยต้มทั้งเป็นคือการทารุณกรรม

28 พ.ย. 2567 10:52 น.

ปู กุ้งก็เจ็บเป็น นักวิทย์เผยต้มทั้งเป็นคือการทารุณกรรม

นักวิทยาศาสตร์เรียกร้องให้แบนการต้มปูทั้งเป็น หลังจากศึกษาวิจัยพบว่าสัตว์มีเปลือกแข็งทั้ง ปู และกุ้งสามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้เช่นเดียวกับสัตว์อื่น ๆ

นับเป็นงานวิจัยที่ยืนยันในเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากมีความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ว่า การต้มปูทั้งเป็นจะไม่ทำให้ปูหรือสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็งรู้สึกเจ็บปวด แต่จากการศึกษาใหม่ ของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์กในสวีเดน ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Biologyได้พิสูจน์ยืนยันอีกเสียงว่า ปูรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้จริง ๆ ซึ่งหมายความว่าการต้มปูทั้งเป็นอาจทำให้มันต้องตายอย่างทรมานและเจ็บปวด หลังจากที่เมื่อหลายปีก่อน มีการเผยแพร่ผลงานการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญจาก London School of Economics ที่ชี้ว่าสัตว์ประเภท ปู กุ้ง มีความรู้สึกเจ็บปวด จนทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักร ต้องพิจารณาทบทวนกฎหมายคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ฉบับใหม่

โดยนักวิจัยใช้เทคนิคการสแกนสมองเพื่อดูการตอบสนองของระบบประสาทของปูเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด โดยใช้ปูชายหาดที่มีอาการเป็นอัมพาตบางส่วนและติดอิเล็กโทรดที่เส้นประสาทในระบบประสาทส่วนกลางของปู จากนั้นพวกเขาได้กระตุ้นปูด้วยสารเคมีหรือการกระตุ้นทางกายภาพ เช่น กรดอะซิติก จนพบว่า เมื่อปูได้รับความเจ็บปวดจากการกระตุ้นดังกล่าว ระบบประสาทของมันตอบสนองโดยการส่งสัญญาณไปยังสมอง นักวิจัยยังพบว่า การกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เช่น การทำร้ายกรงเล็บหรือขาของปู จะทำให้เกิดการตอบสนองทางไฟฟ้าในระบบประสาท ซึ่งบ่งชี้ว่า ปูรู้สึกถึงความเจ็บปวดในลักษณะเดียวกับมนุษย์

เอเลฟเทริออส คาซิโอรัส นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้ ระบุว่า การศึกษานี้เป็นการศึกษาครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่าระบบประสาทของปูสามารถตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดได้จริง ๆ ซึ่งต่างจากการศึกษาก่อนหน้านี้ที่เน้นการสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ เช่น การสัมผัสหรือหลีกเลี่ยงอันตราย นักวิจัยระบุว่า ระบบประสาทของปูตอบสนองต่อความเจ็บปวดในลักษณะเดียวกับสัตว์อื่น ๆ ที่มีระบบประสาทคล้ายกัน

จากการค้นพบนี้ นักวิจัยเรียกร้องให้มีการห้ามการต้มปูทั้งเป็นและแนะนำให้ใช้เทคนิคที่ไม่ทำให้สัตว์รู้สึกเจ็บปวด เช่น การกระตุ้นไฟฟ้า หรือการช็อตไฟฟ้าให้หมดสติ ทันทีที่สัตว์ถูกจับมา นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเห็นว่า ควรมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของสัตว์ครัสเตเชียน หรือสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็งหุ้มตัว เช่น ปู กุ้ง และล็อบสเตอร์ ให้เท่าเทียมกับสัตว์ชนิดอื่นที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

ในปัจจุบันหลายๆ ประเทศ เช่น ในสหภาพยุโรป สัตว์ครัสเตเชียนเหล่านี้ยังคงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิภาพสัตว์ ทำให้สามารถต้มปูทั้งเป็นหรือทำร้ายมันในลักษณะอื่นได้ ซึ่งแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เราบริโภค ซึ่งนักวิจัยระบุว่า ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตอบสนองของสัตว์ครัสเตเชียนต่อความเจ็บปวด และหวังว่าในอนาคตจะมีการออกแนวทางและกฎหมายที่ชัดเจนในการคุ้มครองสวัสดิภาพของสัตว์เหล่านี้ เพื่อให้การฆ่าสัตว์ครัสเตเชียน เพื่อการบริโภคเป็นไปอย่างมีมนุษยธรรมมากขึ้น.

ที่มา : เดลีเมล์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปู

ชาวอัฟกันเฮ เปิดโรงงานผลิตผ้าห่มแห่งใหม่ในกรุงคาบูล ช่วยจ้างงานกว่า 900 ตำแหน่ง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828073

ชาวอัฟกันเฮ เปิดโรงงานผลิตผ้าห่มแห่งใหม่ในกรุงคาบูล ช่วยจ้างงานกว่า 900 ตำแหน่ง

28 พ.ย. 2567 10:11 น.

ชาวอัฟกันเฮ เปิดโรงงานผลิตผ้าห่มแห่งใหม่ในกรุงคาบูล ช่วยจ้างงานกว่า 900 ตำแหน่ง

เปิดโรงงานผลิตผ้าห่มแห่งใหม่ในเขตอุตสาหกรรมกรุงคาบูล ของอัฟกานิสถาน มูลค่าการลงทุนกว่า 469 ล้านบาท ผลิตผ้าห่มได้ 1,000 ผืนต่อวัน โดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด และช่วยจ้างแรงงานชาวอัฟกันกว่า 900 คน

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าวซินหัว ของทางการจีน รายงานว่า นายมุลละห์ อับดุล กานี บาราดาร์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ของอัฟกานิสถาน ได้ทำพิธีเปิดโรงงานผลิตผ้าห่ม “Bakht Blanket Manufacturing Company” ในเขตอุตสาหกรรมปูล เอ ชาร์คีห์ ในกรุงคาบูล ซึ่งโรงงานแห่งนี้จะสามารถผลิตผ้าห่มได้ 1,000 ผืนต่อวัน โดยได้มีการจ้างงานชาวอัฟกานิสถานแล้วกว่า 900 ตำแหน่ง

รายงานข่าวระบุว่า โรงงานแห่งนี้จะใช้แต่วัตถุดิบในการผลิตจากภายในประเทศเท่านั้น อาทิ ขนสัตว์และฝ้าย ขณะที่ทางการได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ และดำเนินการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนขนาดกลางและขนาดเล็กภายในประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นักธุรกิจและนักลงทุนมาลงทุนในอัฟกานิสถานเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ.

“ไซเบอร์ทรัก” ขับซิ่งชนต้นไม้ ไฟลุกไหม้ ตาย 3 ศพ ที่สหรัฐฯ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828051

"ไซเบอร์ทรัก" ขับซิ่งชนต้นไม้ ไฟลุกไหม้ ตาย 3 ศพ ที่สหรัฐฯ

28 พ.ย. 2567 09:24 น.

“ไซเบอร์ทรัก” ขับซิ่งชนต้นไม้ ไฟลุกไหม้ ตาย 3 ศพ ที่สหรัฐฯ

ตำรวจสหรัฐฯเผย รถ “ไซเบอร์ทรัก” ของเทสลา ขับมาด้วยความเร็ว พุ่งชนต้นไม้รถยุบ ก่อนที่จะเกิดไฟลุกไหม้ คนขับและผู้โดยสารเสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอาการสาหัส 1 ราย

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ช่วงเช้าตรู่ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ เกิดอุบัติเหตุรถ “ไซเบอร์ทรัก” (Cybertruck) ของบริษัทเทสลา (Tesla) คันหนึ่ง ขับพุ่งไปชนต้นไม้อย่างแรง จนด้านหน้ารถบุบเสียหาย ก่อนที่จะเกิดไฟลุกไหม้รถ ในขณะที่คนขับรถและคนที่นั่งมาด้วยกันติดอยู่ในรถนานหลายนาที ก่อนที่จะได้รับการนำร่างผู้เสียชีวิต 3 ศพและผู้บาดเจ็บ 1 รายออกมาจากซากรถ บางสำนักข่าวรายงานว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นเด็ก และผู้บาดเจ็บมีอาการสาหัสและต้องยื้อชีวิต นอกจากนี้มีการเปิดเผยว่า หลังเกิดอุบัติเหตุระบบฉุกเฉินอัตโนมัติของรถได้โทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ 911

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองพีดมอนด์ แถบนอร์ทเทิร์น แคลิฟอร์เนีย ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ โดยนายเจเรมี โบเวอร์ส หัวหน้าตำรวจเมืองพีดมอนต์ กล่าวว่า พบผู้เสียชีวิต 3 ศพ และมีผู้บาดเจ็บอาการสาหัส 1 ราย เชื่อว่าการขับมาด้วยความเร็วอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการชนของรถไซเบอร์ทรักคันนี้ และยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าเกิดจาก ระบบหรือกลไกภายในรถ อย่างไรก็ตาม ตำรวจกำลังสืบสวนเหตุการณ์เพิ่มเติม

ตำรวจเปิดเผยว่า รถไซเบอร์ทรักขับออกมาจากงานแห่งหนึ่ง เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยอ้างเรื่องความเป็นส่วนตัวของครอบครัว แต่ระบุว่าผู้มาร่วมงานเดียวกัน กลับออกมาพร้อมกันและขับรถตามมา เป็นผู้ช่วยนำร่างของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บออกมาจากซากรถ

ทางด้านนายเดฟ แบรนนิแกน หัวหน้าหน่วยดับเพลิงเมืองพีดมอนต์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ใช้เวลาไม่นานในการดับไฟไหม้รถ ซึ่งหมายความว่า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ของรถอาจจะไม่ได้ติดไฟ ทำให้เชื่อว่าเหตุการณ์นี้ คล้ายกับเหตุไฟไหม้รถยนต์ทั่วไป

ทั้งนี้ ไซเบอร์ทรัก วางขายมาได้ประมาณ 1 ปีแล้ว ที่ผ่านมาเคยถูกเรียกคืนทั้งหมด 6 ครั้ง เนื่องจากปัญหาความปลอดภัย โดยครั้งล่าสุดคือเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เนื่องมาจากความบกพร่องในอินเวอร์เตอร์ไฟฟ้าอาจทำให้ล้อขับเคลื่อนสูญเสียพลังงาน นอกจากนี้ การเรียกคืนครั้งอื่นๆ ครอบคลุมถึงเรื่องภาพของกล้องมองหลังที่ไม่ทำงานทันทีหลังจากเข้าเกียร์ถอยหลัง ชิ้นส่วนตกแต่งที่อาจหลุดออก ที่ปัดน้ำฝนที่อาจเสียหายได้ และขนาดตัวอักษรที่ไม่ถูกต้องบนไฟเตือนบนแผงหน้าปัด.

กรุงโซลหนาวสะท้าน เจอพายุหิมะเดือนพ.ย.ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828046

กรุงโซลหนาวสะท้าน เจอพายุหิมะเดือนพ.ย.ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี

28 พ.ย. 2567 08:51 น.

กรุงโซลหนาวสะท้าน เจอพายุหิมะเดือนพ.ย.ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี

กรุงโซลของเกาหลีใต้เผชิญกับพายุหิมะรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 50 ปี โดยหิมะขาวโพลนปกคลุมหนาจัดทั่วเมือง ส่งผลให้เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวถูกยกเลิกและการจราจรเป็นอัมพาต

ชาวเกาหลีใต้ต้องรับมือกับพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนในกรุงโซลของเกาหลีใต้ในรอบกว่า 50 ปี ทำให้มีหิมะปกคลุมหนาจัดในกรุงโซลวานนี้ และทำให้เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวถูกยกเลิก ขณะที่การจราจรในเมืองหยุดชะงัก

โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของเกาหลีใต้กล่าวว่า หิมะสูงถึง 20 เซนติเมตรตกลงในพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโซลและพื้นที่ใกล้เคียงโดยพื้นที่ส่วนกลาง ตะวันออก และตะวันตกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้มีหิมะตกประมาณ 10-23 เซนติเมตร พร้อมทั้งระบุว่านี่เป็นพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดที่กรุงโซลเคยประสบมาในรอบ 52 ปี นับตั้งแต่มีการบันทึกมาในปี 1907 โดยพายุหิมะเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนปี 1972 ทำให้หิมะตกสะสม 12 เซนติเมตรในเมืองหลวง

ล่าสุด สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพและบาดเจ็บ 4 รายจากอุบัติเหตุรถชน 5 คันในเมืองฮงชอน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออก จากผลพวงของหิมะตกหนัก และยังมีผู้บาดเจ็บจากการถูกเศษซากวัสดุก่อสร้างที่ปลิวมาตามลมกระแทกใส่ในกรุงโซลด้วย

ขณะที่เที่ยวบินอย่างน้อย 220 เที่ยวบินถูกยกเลิก หรือเลื่อนออกไป นอกจากนี้ทางการยังสั่งให้เรือเฟอร์รี่ประมาณ 90 ลำงดออกจากฝั่งและปิดเส้นทางเดินป่าหลายร้อยแห่ง

สภาพถนนที่ลื่นทำให้การเดินทางในช่วงเช้าของกรุงโซลชะลอตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินทั่วประเทศต้องเร่งทำงานเพื่อจัดการกับต้นไม้ล้ม เสาธง และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอื่นๆ โดยมีรายงานกระแสไฟฟ้าดับกระทบประชาชนหลายแสนคน เนื่องจากสายไฟในกรุงโซลได้รับความเสียหายจากต้นไม้ล้ม สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า หิมะจะตกต่อไปในหลายพื้นที่ของประเทศจนถึงเวลาเที่ยงวันของวันนี้ (พฤหัสบดี 28 พ.ย.)

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

ศาลอังกฤษจำคุก 7 ปีครึ่ง แม่ซ่อนลูกในลิ้นชักใต้เตียงไม่ให้แฟนรู้นาน 3 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828024

ศาลอังกฤษจำคุก 7 ปีครึ่ง แม่ซ่อนลูกในลิ้นชักใต้เตียงไม่ให้แฟนรู้นาน 3 ปี

28 พ.ย. 2567 07:10 น.

ศาลอังกฤษจำคุก 7 ปีครึ่ง แม่ซ่อนลูกในลิ้นชักใต้เตียงไม่ให้แฟนรู้นาน 3 ปี

ศาลอังกฤษตัดสินจำคุก หญิงคนหนึ่งเป็นเวลา 7 ปีครึ่ง หลังเธอถูกพบว่า ซ่อนลูกสาววัยทารกเอาไว้ในลิ้นชักใต้เตียงไม่ให้แฟนรู้เป็นเวลานานเกือบ 3 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลสูงคดีอาญาเมืองเชสเตอร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ ตัดสินจำคุก จำเลยหญิงคนหนึ่งซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย เป็นเวลา 7 ปีครึ่ง หลังพบว่า เธอซุกซ่อนลูกสาววัยทารกเอาไว้ในลิ้นชักใต้เตียงไม่ให้แฟนรู้นานเกือบ 3 ปี

ผู้พิพากษาระบุว่า เด็กคนนี้ ซึ่งถูกพบตัวที่บ้านของครอบครัวเธอในเมืองเชสเชียร์ ไม่กี่สัปดาห์ก่อนจะถึงวันเกิดครบรอบ 2 ปีของเธอ ต้องอดทนกับการใช้ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น อันเป็นผลจากการเก็บความลับอันเลวร้ายของแม่ของเธอ โดยเธอถูกพบในสภาพ ผมพันกันเป็นก้อน, มีผื่นและความพิกลพิการผิดรูป

หญิงผู้ก่อเหตุยอมรับความผิดข้อหาทารุณกรรมเด็กทั้ง 4 กระทงเมื่อเดือนก่อน โดยเธอยอมรับว่า ซ่อนเด็กคนนี้จากแฟนหนุ่ม ซึ่งปกติจะอยู่ที่บ้านหลังนี้ รวมทั้งลูกคนอื่นๆ ของเธอ

อย่างไรก็ตาม ความลับดำมืดของหญิงคนนี้ถูกเปิดเผยออกมาเพื่อแฟนของเธอเริ่มมาค้างคืนที่บ้าน ทำให้เธอต้องย้ายเด็กไปยังห้องนอนอีกห้องหนึ่ง และทิ้งเธอไว้ที่นั่นคนเดียว แต่ผู้เป็นแฟนได้ยินเสียงประหลาดจากหนึ่งในห้องนอนในบ้าน เขาจึงบอกกับสมาชิกครอบครัว และแจ้งเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ เพื่อตรวจสอบในบ้าน และพบเด็กหญิงในลิ้นชักใต้เตียง

เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์บอกในศาลว่า เมื่อเค้นถาม หญิงผู้ก่อเหตุไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาทางสีหน้าเลย และเขากลัวมากว่า ใบหน้าของเขาอาจจะเป็นใบหน้าเดียวนอกจากแม่ที่เด็กคนนี้เคยเห็นมาในชีวิตนี้

ด้านนายแมทธิว ดันฟอร์ด ทนายความฝ่ายจำเลยพยายามแก้ต่างว่า ลูกความของเขามีปัญหาอาการทางจิต จากสามีอารมณ์ร้าย และมาตรการล็อกดาวน์ในช่วงการระบาดของโควิด-19 รวมกันทำให้เกิดสถานการณ์ไม่ปกตินี้ขึ้นมา และลูกคนอื่นๆ ก็ได้รับการดูแลอย่างดี และพวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่กับแม่แล้ว

ในส่วนของเด็กหญิงเคราะห์ร้าย ตอนนี้มีพ่อแม่บุญธรรมมารับเลี้ยงดูแล้ว โดยอัยการ ซิออน มิฮันเกล กล่าวว่า ตอนที่เด็กถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หมอพบว่าเธอขาดสารอาหารและขาดน้ำอย่างรุนแรง ขณะที่อัยการอ้างว่า เด็กคนนี้ได้รับอาหารเพียง ซีเรียลผสมนมผ่านกระบอกดูดยาเท่านั้น

“เธอถูกขังไว้ในลิ้นชักในห้องนอน ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้เข้าสังคม และมีปฏิสัมพันธ์กับใคร” นายมิฮันเกลกล่าว และอธิบายด้วยว่า เด็กมีพัฒนาการเทียบเท่าทารกอายุ 0-10 เดือนเท่านั้น

ส่วนแม่เด็กบอกกับตำรวจว่า เธอไม่รู้ว่าเธอตั้งครรภ์มาตลอด และเธอกลัวการคลอดลูกมาก แต่เธอยืนยันว่า แม้เธอจะให้ลูกสาวอยู่ในลิ้นชัก แต่ก็ไม่เคยปิดลิ้นชักจนสนิทเลย และเธอก็ไม่ได้อยู่ในนั้นตลอดว่า แต่เธอยอมรับว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในสมาชิกครอบครัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นอมินีสมาชิกรัฐบาลใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลายคน โดนขู่วางระเบิด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828021

นอมินีสมาชิกรัฐบาลใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลายคน โดนขู่วางระเบิด

28 พ.ย. 2567 05:36 น.

นอมินีสมาชิกรัฐบาลใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลายคน โดนขู่วางระเบิด

นอมินีสมาชิกรัฐบาลใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลายคน ตกเป็นเป้าหมายการขู่วางระเบิด ซึ่งตำรวจสหรัฐฯ กับ FBI กำลังสืบสวนหาตัวคนร้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนเหตุนอมินีสมาชิกรัฐบาลใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลายคน ถูกคนร้ายไม่ทราบฝ่ายขู่วางระเบิด ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่คืนวันอังคารจนถึงเช้าวันพุธที่ผ่านมา (26-27 พ.ย. 2567)

ด้านสำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่า พวกเขาได้รับรายงานเรื่องการขู่วางระเบิดจำนวนมาก รวมถึงการ “swatting” หรือการโทรศัพท์หลอกเจ้าหน้าที่ ให้ส่งหน่วยสวาตไปยังบ้านของเป้าหมาย

เจ้าหน้าที่ FBI ไม่ได้เปิดเผยชื่อว่า นอมินีสมาชิกรัฐบาลใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ คนใดที่ถูกขู่วางระเบิดบ้าง แต่สื่อในสหรัฐฯ รายงานว่า ผู้ตกเป็นเป้าหมายรวมถึง ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงการเคหะ, การเกษตร และแรงงาน กับเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ

น.ส.เอลิส สเตฟานิก นอมินีตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ เป็นคนแรกที่ออกมาเปิดเผยว่า บ้านของครอบครัวของเธอตกเป็นเป้าหมายการขู่วางระเบิด โดยเธอได้รับแจ้งเรื่องขณะขับรถกับสามีและลูกชายวัย 3 ขวบ จากวอชิงตัน ดี.ซี. ไปยังนิวยอร์ก เพื่อฉลองเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า

ขณะที่ตำรวจนิวยอร์กบอกกับสำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ในเวลาต่อมาด้วยว่า บ้านของนาย ฮาวาร์ด ลุตนิก นอมินีตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ถูกขู่วางระเบิดด้วย

ด้านนาย ลี เซลดิน นอมินีตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อม (EPA) เปิดเผยว่า คำขู่วางระเบิด “ไปป์ บอมบ์” ถูกส่งมาที่บ้านของเขาพร้อมกับข้อความสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ แต่เคราะห์ดีที่เขากับครอบครัวไม่อยู่บ้าน และตำรวจลงมืออย่างรวดเร็ว

น.ส.บรูก โรลลินส์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตร ก็โพสต์ผ่าน X ขอบคุณตำรวจเมืองฟอร์ท เวิร์ธ รัฐเทกซัส ที่ดำเนินการสืบสวนการข่มขู่วางระเบิดครอบครัวของเธอเมื่อช่วงเช้าวันพุธ

นายจอห์น แรทคลิฟฟ์ ว่าที่ผู้อำนวยการคนใหม่ของ CIA และนายพีท เฮกเซธ นอมินีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือแม้แต่นาย แมตต์ เกตซ์ ซึ่งเพิ่งถอนตัวออกจากการเป็นนอมินีตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ตกเป็นเป้าหมายการขู่วางระเบิดด้วย

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่พบว่ามีคำขู่ใดเป็นของจริง และยังไม่รู้ตัวคนร้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-จีน ตกลงแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ 3 ชาวอเมริกันเป็นอิสระ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828020

สหรัฐฯ-จีน ตกลงแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ 3 ชาวอเมริกันเป็นอิสระ

28 พ.ย. 2567 04:34 น.

สหรัฐฯ-จีน ตกลงแลกเปลี่ยนตัวนักโทษ 3 ชาวอเมริกันเป็นอิสระ

สหรัฐฯ กับจีน บรรลุข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันแล้ว ชาวอเมริกัน 3 รายจะได้กลับบ้านในเร็วๆ นี้ ขณะที่จีนจะได้พลเมืองกลับไปอย่างน้อย 1 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอเมริกากับจีน ตกลงแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันแล้ว หลังเจรจามานานหลายเดือน โดยชาวอเมริกัน 3 คน ได้แก่นาย มาร์ก สวีดัน, ไค หลี่ และ จอห์น เหลียง กำลังจะได้กลับไปพบหน้าครอบครัวในรอบหลายปี

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน หยิบยกเรื่องที่ชาวอเมริกันถูกจับกุมตัวในจีนอย่างไม่เป็นธรรม และพูดกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยตรง เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ตอนที่ทั้ง 2 คนพบกันที่การประชุมสุดยอดผู้นำชาติ เอเปก

ทั้งนี้ นายสวีดัน อายุ 48 ปี ถูกจีนควบคุมตัวเอาไว้ตั้งแต่ปี 2555 และมีโอกาสถูกศาลตัดสินประหารชีวิต หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงคดีค้ายาเสพติด แต่เจ้าตัวปฏิเสธข้อกล่าวหามาตลอด

ส่วนนาย ไค หลี่ อายุ 60 ปี ถูกควบคุมตัวในจีนตั้งแต่ปี 2559 ขณะที่นายจอห์น เหลียง อายุ 78 ปี เป็นผู้นำกลุ่มโปรจีนในสหรัฐฯ ก่อนจะถูกจับกุมในปี 2564 และขังตัวเองอยู่ในก้อนน้ำแข็ง มันทำอะไรได้บ้าง

ตามข้อตกลง ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องปล่อยตัวนักโทษชาวจีนอย่างน้อย 1 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตกลงกันว่าจะปล่อยตัวนาย ซู เยี่ยนจวิ้น อายุ 42 ปี ผู้ถูกตัดสินว่าผิดจริงข้อหาจารกรรมข้อมูลเมื่อปี 2565 และถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc