อิสราเอลโจมตีซีเรีย ดับแล้ว 7 ศพ หลังเริ่มหยุดยิงกับฮิซบอลเลาะห์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828019

อิสราเอลโจมตีซีเรีย ดับแล้ว 7 ศพ หลังเริ่มหยุดยิงกับฮิซบอลเลาะห์

28 พ.ย. 2567 01:51 น.

อิสราเอลโจมตีซีเรีย ดับแล้ว 7 ศพ หลังเริ่มหยุดยิงกับฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลโจมตีทางอากาศบริเวณชายแดนของซีเรีย ที่เชื่อมต่อกับเลบานอน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ ขณะที่การหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เริ่มขึ้นแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศในดินแดนของซีเรีย บริเวณทางข้ามพรมแดนที่เชื่อมระหว่างซีเรียกับเลบานอน เมื่อช่วงหลังเที่ยงคืนเข้าสู่วันพุธที่ 27 พ.ย. 2567 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ รวมทหาร 2 นาย เด็ก 1 คน และอาสาสมัครของสภาเสี้ยววงเดือนแดงแห่งซีเรียอีก 1 ราย

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่ซีเรียหลายร้อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการโจมตีเข้มข้นขึ้นอีกหลังนับตั้งแต่ ความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนกันยายน

เมื่อวันอังคาร (26 พ.ย.) นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล เตือนประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรียว่า กำลังเล่นกับไฟ “ในซีเรีย เรากำลังขัดขวางความพยายามของอิหร่าน, ฮิซบอลเลาะห์ และกองทัพซีเรีย ในการขนอาวุธไปยังเลบานอนอย่างเป็นระบบ และอัสซาดต้องเข้าใจว่า เขากำลังเล่นกับไฟ”

ทั้งนี้ บาชาร์ อัล-อัสซาด เป็นพันธมิตรและผู้สนับสนุนสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ เคยส่งนักรบไปช่วยสนับสนุนนายอัสซาด ในช่วงการปฏิวัติอาหรับสปริง ในปี 2554 ส่วนซีเรียก็เป็นเส้นทางที่ฮิซบอลเลาะห์ ใช้ลำเลียงอาวุธจากอิหร่านเข้าสู่เลบานอน

ขณะเดียวกัน ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งอนุมัติเมื่อวันอังคาร เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วในช่วงเช้ามืดวันพุธ โดยหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ทางเลบานอนกับซีเรียก็ประกาศเริ่มงานซ่อมแซมทางข้ามพรมแดนระหว่างเลบานอนกับซีเรีย ที่ถูกอิสราเอลโจมตีในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อัยการ ICC ยื่นขอศาลออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828016

อัยการ ICC ยื่นขอศาลออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา

27 พ.ย. 2567 23:28 น.

อัยการ ICC ยื่นขอศาลออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา

อัยการศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ย. 2567 นายคาริม ข่าน หัวหน้าอัยการของศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ ICC ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา ออกหมายจับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ต่อชาวมุสลิมโรฮีนจา

ข้อกล่าวหาดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก เมื่อปี 2560 เมียนมามีปฏิบัติการทางทหารจนชาวโรฮีนจาหลายแสนคนต้องอพยพออกจากเมียนมา โดยสหประชาชาติในตอนนั้น ถึงกับระบุว่า นี่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยกองทัพเมียนมา แต่รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธ และอ้างว่า พวกเขามีปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮีนจาต่างหาก

ในปีเดียวกันนั้น กลุ่มติดอาวุธชาวโรฮีนจาโจมตีสถานีตำรวจหลายแห่งในเมียนมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ทำให้กองทัพรัฐบาลเมียนมาโจมตีตอบโต้อย่างหนัก โดยกลุ่มติดอาวุธโรฮีนจาอ้างว่า กองทัพเผาทำลายหมู่บ้านของพวกเขา และโจมตีสังหารพลเรือนด้วย

องค์กรแพทย์ไร้พรมแดนระบุว่า เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้มีชาวโรฮีนจาเสียชีวิตอย่างน้อย 6,700 ศพ รวมเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบถึง 730 ศพ ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้น ขณะที่องค์กรแอมเนสตี อินเทอร์เนชันนัล กล่าวหากองทัพเมียนมาว่า ทั้งข่มขืนและข่มเหงผู้หญิงและเด็กหญิงชาวโรฮีนจาด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจไปทั่วโลก และเกิดการเรียกร้องหาตัวผู้รับผิดชอบ แต่เป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของนาง อองซาน ซูจี ในตอนนั้น ปฏิเสธที่จะดำเนินคดีกับนายพลขังตัวเอง

ด้านอัยการของศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) เริ่มการสืบสวนการกระทำผิดของกองทัพเมียนมาตั้งแต่ 5 ปีก่อน และตอนนี้ นายข่านระบุว่า พวกเขามีหลักฐานเพียงพอที่จะขอให้ผู้พิพากษาออกหมายจับระหว่างประเทศต่อนาย มิน อ่อง หล่าย แล้ว

ทั้งนี้ หลังจากอัยการยื่นคำร้องขอออกหมายจับแล้ว คณะผู้พิพากษา 3 คนของ ICC จะพิจารณาคำร้องร่วมกัน โดยอาจใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะมีข้อสรุปว่าจะออกหมายจับหรือไม่

กองทัพเมียนมายังมีคดีค้างอยู่ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งพวกเขาถูกฟ้องร้องในข้อหา ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นักประดาน้ำช่วยผู้รอดชีวิต 5 ราย ติดในเรือท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2828013

นักประดาน้ำช่วยผู้รอดชีวิต 5 ราย ติดในเรือท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง

27 พ.ย. 2567 22:43 น.

นักประดาน้ำช่วยผู้รอดชีวิต 5 ราย ติดในเรือท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง

ทีมนักประดาน้ำช่วยเหลือผู้รอดชีวิต ออกจากเรือท่องเที่ยว ซึ่งล่มและจมลงในทะเลแดงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้แล้ว 5 ราย แต่พบผู้เสียชีวิตด้วย 4 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย คัตตาบ อัล-ฟารามาวี นักประดาน้ำชาวอียิปต์ซึ่งมีส่วนในปฏิบัติการกู้ภัยหลังเกิดเหตุ เรือท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง นอกชายฝั่งของประเทศอียิปต์ ตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (25 พ.ย. 2567) เล่าวินาทีที่พวกเขาพบผู้รอดชีวิตติดอยู่ในเรือ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยกลับขึ้นมาได้

นายอัล-ฟารามาวี ระบุว่า ตอนนี้เรือมีส่วนที่โผล่พ้นน้ำไม่ถึง 1 ม.แล้ว และทีมนักประดาน้ำต้องดำลงไปใต้น้ำถึง 12 ม. และค้นหาภายในเรือ “ซี สตอรี” (Sea Story) ด้วยไฟฉาย ก่อนจะพบร่างผู้เสียชีวิต 4 ศพ กับผู้รอดชีวิตอีก 5 คน ติดอยู่ในห้องภายในเรือ เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ย.และช่วยพวกเขากลับขึ้นมาได้สำเร็จ

ทั้งนี้ เรือ ซี สตอรี พานักท่องเที่ยว 31 คน กับลูกเรืออีก 14 คน ออกเดินทางจากท่าเรือใกล้เมือง มาร์ซา อลาม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอียิปต์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย. 2567 เพื่อไปออกทริปดำน้ำเป็นเวลา 5 วัน แต่ในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ เรือถูกคลื่นขนาดใหญ่ซัดจนล่ม โดยเจ้าหน้าที่บนเรือพยายามขอความช่วยเหลือในเวลา 5.30 น.

การค้นพบผู้รอดชีวิตกับผู้เสียชีวิตในวันอังคาร ทำให้ตอนนี้ จำนวนลูกเรือกับนักท่องเที่ยวที่ได้รับความช่วยเหลือ เพิ่มเป็น 33 รายแล้ว รวม 28 คนที่ได้รับความช่วยเหลือตั้งแต่วันเกิดเหตุ ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ ทำให้ยังเหลืออีก 7 คนที่ยังคงสูญหาย โดยยืนยันแล้วว่า 2 คนเป็นชาวบริติช, อีก 2 คนเป็นชาวโปแลนด์ และอีกคนเป็นชาวฟินแลนด์

หนึ่งในผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือในวันอังคาร คือหลานของนายอัล-ฟารามาวี ชื่อว่า ยูสเซฟ วัย 23 ปี โดยนายฮัสซาม อัล-ฟารามาวี ผู้เป็นพ่อ ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจเมื่อได้ยินว่าลูกชายของเขารอดชีวิต “ผมบอกแม่ของเขาไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรือลำนี้ เพราะเธออาจจะตายทันที ผมเพิ่งได้บอกเธอหลังจากรู้ว่าเขารอดชีวิตแล้ว”

ตอนนี้นายยูสเซฟกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลท้องถิ่น โดยที่ผู้เป็นพ่อบอกกับ บีบีซี ผ่านทางโทรศัพท์ว่า ลูกชายของเขาพยายามช่วยเหลือผู้โดยสารคนอื่นๆ บนเรือ แต่กลับติดอยู่ในห้องโดยสารห้องหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

https://www.naewna.com/local/844172

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.46 น.

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

แม้ว่าช่วงนี้ข่าวสารประเด็นอื่นๆ จะอยู่ในความสนใจของสังคมมากกว่า “ปลาหมอคางดำ” แต่โครงการจับปลาของกรมประมงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังคงเดินหน้าต่อเนื่องไม่แผ่ว ตามแนวปฏิบัติที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศไว้ คือ จับออกจากแหล่งน้ำให้เร็วที่สุดและมากที่สุด ตามด้วยการใช้ประโยชน์จากปลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จนวันนี้มีการรายงานว่าปริมาณปลาหมอคางดำในหลายจังหวัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องเรียนรู้จากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำและประสบการณ์ความเสียหายจากโรคระบาดสัตว์หลายครั้ง มาปรับเปลี่ยนกระบวนการเลี้ยงเพื่อป้องกันโรคและลดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบกับผลผลิตได้ 

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยจำนวนไม่น้อยยังเลี้ยงแบบดั้งเดิม (Extensive Shrimp Culture) หรือที่เรียกกันว่าเลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยการเปิดให้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเมื่อเวลาน้ำขึ้นเข้ามาในบ่อเลี้ยงและกักเก็บน้ำไว้ และอาศัยพันธุ์ลูกกุ้งจากธรรมชาติอย่างเดียว แต่จะมีศัตรูของกุ้ง เช่น ปู และปลา ไหลปะปนเข้าไปในบ่อด้วย ซึ่งเกษตรกรจะปล่อยให้กุ้งอยู่ในบ่อเลี้ยงประมาณ 6 เดือน – 1 ปี โดยอาศัยอาหารตามธรรมชาติในบ่อเลี้ยง เช่น แพลงตอนและพืช และเกษตรกรจะให้อาหารในช่วงที่ใกล้จะจับสัตว์น้ำเพื่อให้ได้น้ำหนักดี นอกจากรายได้หลักจากกุ้งแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้อีกส่วนหนึ่งจาก ปูและปลา แต่วิธีนี้ทำให้ได้ผลผลิตกุ้งต่ำและเสี่ยงจากโรคระบาดสูง โอกาสขาดทุนสูงจนต้องเลิกเลี้ยงทิ้งบ่อกุ้งกลายเป็นบ่อร้างในหลายพื้นที่

การเลี้ยงกุ้งด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมจึงมีความสี่ยงสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องโรคที่มากับสัตว์พาหะหรือเชื้อที่ปนเปื้อนมากับน้ำ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ตรวจพบพาหะนำโรคกุ้งและการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคในน้ำที่สูบเข้ามาในบ่อเลี้ยงและยิ่งเป็นบ่อแบบธรรมชาติที่ไม่มีการกำจัดพาหะของโรคออกโดยการกรองหรือฆ่าเชื้อในน้ำก่อนนำน้ำมาใช้เลี้ยงกุ้ง จึงทำให้เราไม่ได้ผลผลิตตามเป้าหมายและได้รับความเสียหาย ซึ่งต่างจากในอดีตที่แหล่งน้ำธรรมชาติยังไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในกรณีที่ปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปในบ่อเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ เมื่อกุ้งได้รับความเสียหายจากโรค แต่ปลาเหล่านี้ไม่ได้รับความเสียหายจากโรคกุ้งจึงเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ในบ่อเลี้ยงกุ้งได้ต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีโอกาสหลุดไปเพิ่มจำนวนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาหมอคางดำมีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

ส่วนการเลี้ยงแบบพัฒนา (Intensive Shrimp Culture) จะเป็นบ่อขนาดเล็กที่สำคัญเกษตรกรให้ความสำคัญตั้งแต่การเตรียมบ่อเลี้ยง การทำบ่อพักน้ำ (เพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐานเหมาะกับการเลี้ยง) การปล่อยลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีมาจากบ่ออนุบาล ให้อาหารและอาหารเสริมกับกุ้งให้ได้คุณภาพตามต้องการ ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีในการเลี้ยงเพื่อป้องกันโรค ทุกขั้นตอนต้องทำตามหลักวิชาการหรือตามเทคนิคของแต่ละฟาร์ม เช่น การเติมจุลินทรีย์บางชนิดลงไปในบ่อ วิธีนี้จะทำให้ได้ผลผลิตสูงแต่ก็จะมีต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งมีผู้เลี้ยงกุ้งและเอกชนหลายรายที่เปลี่ยนไปเลี้ยงระบบปิดและหมุนเวียนน้ำภายในฟาร์มกลับมาใช้ใหม่ เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมและลดความเสี่ยงจากโรคระบาด

เกษตรกรที่ยังใช้วิธีการเลี้ยงกุ้งแบบดั้งเดิม หากปรับเปลี่ยนสู่การเลี้ยงแบบพัฒนา ด้วยการกรองน้ำ ฆ่าเชื้อในน้ำและพักน้ำเหมือนเกษตรกรหลายรายที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะอยู่รอดมาอย่างต่อเนื่องขายผลผลิตได้ตามราคาตลาด ยังรักษาฟาร์มมาได้นับสิบๆปี โดยไม่ต้องปล่อยให้เป็นบ่อร้าง หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาอาการตายด่วน (Early Mortality Sysdrome : EMS) และอีกหลายโรค ที่กระทบต่อผลผลิตกุ้งของไทยเสียหายอย่างหนักทุกพื้นที่เฉลี่ย 30-50% แต่ก็ยังมีเกษตรกรไม่น้อยที่อยู่รอดปลอดภัย ป้องกันผลผลิตในบ่อเลี้ยงไม่เสียหายจากอาการตายด่วนและได้รับราคาดี

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสู่การเลี้ยงแบบพัฒนา ต้องดำเนินการควบคู่กับการไล่ล่าปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรม Big Cleaning ครั้งใหญ่ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงฯ เร่งจับปลาทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ – ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร เพื่อกำจัดและควบคุมปลาหมอคางดำให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เพื่อเร่งปล่อยปลาผู้ล่า ก่อนดำเนินการขั้นต่อไปในการสำรวจพื้นที่โดยเทคโนโลยี E-DNA ให้รู้แหล่งที่อยู่ของปลาและกำจัดก่อนมีการแพร่ระบาดไปพื้นที่อื่น จนถึงขั้นตอนของการทำเทคนิคการเหนี่ยวนำโครโมโซม 4N เพื่อทำให้ปลาเป็นหมัน ซึ่งรัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 มีเป้าหมายจับปลา 3 ล้านกิโลกรัม

นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ

‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

https://www.naewna.com/local/844150

'นฤมล'สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.47 น.

‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน กำชับเฝ้าระวังสถานการณ์พร้อมช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชม.

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ว่า ตนได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตั้งเครื่องจักร-เครื่องมือก่อนเกิดภัย รวมทั้งระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ จากพื้นที่ที่ไม่มีอุกทภัย เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือง ภาคกลาง มาสู่พื้นที่ภาคใต้ และมอบหมายเจ้าหน้าที่ประจำและดำเนินการในพื้นที่จุดเสี่ยงอุทกภัยต่างๆ ในการพร้อมลดปัญหาที่เกิดอุทกภัยและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง ตลอด 24 ชั่วโมง และกำชับว่า จะต้องติดตามสถานการณ์น้ำฝน น้ำในลำน้ำ น้ำท่วมขังในพื้นที่ เพื่อดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ในช่วงน้ำทะเลลง ให้เร่งระบายน้ำผ่านอาคารชลประทาน ประตูระบายน้ำลงสู่ทะเล ส่วนในช่วงน้ำทะเลหนุนให้ดำเนินการปิดประตูระบายน้ำ และเร่งสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง
โดยให้กรมชลประทานร่วมบูรณาการกับหน่วยงานในระดับจังหวัดเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัย

โดยสถานการณ์น้ำและการดำเนินการช่วยเหลืออุทกภัยในภาคใต้ ข้อมูลล่าสุดในวันที่ 28 พ.ย. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีปริมาณฝนตกมากบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช ทำให้มีปริมาณน้ำหลากจากภูเขาและน้ำในพื้นที่ลงมาสู่คลองท่าดี ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลลงสู่อ่าวไทย โดยการดำเนินการช่วยเหลือ ในช่วงน้ำทะเลลง ใช้เครื่องผลักดันน้ำระบายน้ำผ่านคลองระบายน้ำและประตูระบายน้ำเร่งระบายออกสู่ทะเล ส่วนช่วงน้ำทะเลหนุนจะใช้เครื่องสูบน้ำที่ได้ติกตั้งก่อนเกิดอุทกภัยเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่สู่ทะเล

จังหวัดสงขลา สถานการณ์ประสบอุทกภัยบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำอำเภอระโนด อำเภอสะเดา และอำเภอสะบ้าย้อย กรมชลประทานได้ดำเนินการสูบน้ำเร่งการระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทย ทั้งนี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมของตัวเมืองหาดใหญ่ โดยมีการซักซ้อมและทบทวนแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่จะไหลผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ โดยใช้ระบายน้ำผ่านคลองระบายน้ำ ร.1 ให้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ดังกล่าว

ในส่วนของจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี มีแม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน ทางต้นน้ำได้ใช้เขื่อนบางลางในการชลอน้ำไม่ระบายมากระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ประกอบกับได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย จังหวัดยะลา ที่มีแม่น้ำสายบุรีไหลผ่าน เกิดอุทกภัยในพื้นที่อำเภอยะหา และอำเภอรามัน ได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย

จังหวัดนราธิวาส ที่มีแม่น้ำโก-ลกไหลผ่าน ซึ่งแม่น้ำโก-ลก มีต้นน้ำมาจากประเทศมาเลเซีย กรมชลประทานได้มีการประเมินและบริหารจัดการร่วมกับประเทศมาเลเซีย ทางด้านการติดตามและการแจ้งเตือนสถานการณ์มายังประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ในส่วนอุทกภัยที่เกิดขึ้นในอำเภอเมือง บาเจาะ ยี่งอ รือเสาะ และแว้ง ได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

https://www.naewna.com/local/844089

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา  น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาน้ำมันปาล์มยั่งยืน ประจำปี 2024 (Annual Roundtable Conference
on Sustainable Palm Oil : RT2024) พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และ (Roundtable on Sustainable Palm Oil : RSPO) โดยมี Mr. Joseph D’ Cruz ประธานบริหาร RSPO คณะทูตานุทูต รวมถึงผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมพิธีเปิด ที่โรงแรมอมารี กทม.

สำหรับการสัมมนา RT2024 ครั้งนี้ เป็นการสัมมนาประจำปีของ RSPO โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกันและขับเคลื่อนอนาคตของน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนในอีก 20 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญในการผลิตและสนับสนุนเกษตรกรไทยให้ผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

ในโอกาสนี้ นายถาวร ได้กล่าวแสดงความยินดีกับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสมาชิก RSPO ที่ได้รับรางวัล RSPO Excellence Awards ในสาขาต่างๆ ด้วย

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ประกอบอาชีพมั่นคง จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

https://www.naewna.com/local/844087

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล  ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย  ประกอบอาชีพมั่นคง  จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ประกอบอาชีพมั่นคง จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ซึ่งอนุญาตให้นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ นำตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ และเกษตรกร รวม 200 คน เข้าพบ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ และกล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก้ปัญหาราคาไข่ไก่และปรับสมดุลไก่ไข่ ทำให้เกษตรกรรายย่อย สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายอิทธิกล่าวว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือและแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้สามารถลดภาระต้นทุน และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ได้อย่างยั่งยืน พร้อมกับได้กำชับให้กรมปศุสัตว์ ติดตาม ดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยอย่างใกล้ชิด โดยมีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ในการกำหนดแนวทางมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่เพื่อให้เกิดความสมดุล ให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่พึงพอใจ รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเข้าสู่มาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ (GAP) ภาคบังคับ เพื่อพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ของไทยให้เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้นในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ต่อไป

รองปลัดฯติดตามโครงการ 1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

https://www.naewna.com/local/844088

รองปลัดฯติดตามโครงการ  1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

รองปลัดฯติดตามโครงการ 1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ครั้งที่ 3/2567 โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ว่าได้บูรณาการหน่วยงานในสังกัดเพื่อขับเคลื่อนโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ตามนโยบายสำคัญของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตามหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งผลการดำเนินงานโครงการฯ ปี 2567

ทั้งนี้ สามารถสรุปภาพรวม ดังนี้ 1.ด้านพืช พบว่ากรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการข้าว และกรมหม่อมไหม ได้ส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย ในประเด็นกระบวนการผลิต การต่อยอดผลิตภัณฑ์แปรรูป การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนแนะนำแนวทางการขอรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

2.ด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้พัฒนาศักยภาพเกษตรและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสินค้าปศุสัตว์ อาทิ แพะ วัว และไก่พื้นเมือง อีกทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือเกษตรในการลดต้นทุนการผลิต 3.ด้านประมง พบว่า กรมประมง สนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตอาหาร เพื่อการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในการต่อรองทางการตลาดและการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรสามารถขยายช่องทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้ผลักดันผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามบางแพ เป็นสินค้า GI

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการฯ ปี 2568 ได้ศึกษาและวางแผนการขับเคลื่อนโครงการฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในระยะยาว รวมถึงเพื่อยกระดับรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ตั้งเป้าหมาย 200 ท้องถิ่น ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานและมุ่งพัฒนาเอกลักษณ์สินค้าเกษตรไทยโดยต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นดั้งเดิมสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อส่งเสริมการรับรู้และเป็นที่สนใจของตลาดต่อไป

‘AIPH’ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

https://www.naewna.com/local/844024

'AIPH'ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

‘AIPH’ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.15 น.

โคราชฉลุยพืชสวนโลก คณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ลงพื้นที่โคราช ติดตามความก้าวหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัด ปี 2572 พ่อเมือง ประกาศความพร้อม เตรียมแหล่งเก็บน้ำความจุ 2 ล้าน ลบ.ม.

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับคณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกของจังหวัดนครราชสีมา ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพาลัย อ.คง จ.นครราชสีมา โดยมีกำหนดจัดในปี 2572 พร้อมรับฟังความคืบหน้าก่อนลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เชิงลึก บริเวณพื้นที่จัดงานโคกหนองรังกา ต.เทพาลัย อ.คง จากนั้นเดินทางไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรสูงโนน เยี่ยมชมพื้นที่อนุบาลพันธุ์พืช พร้อมฟังบรรยายการเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 26-27 พย.2567 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่และนำเสนอข้อมูล

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  กล่าวว่า  สำหรับการเตรียมความพร้อมในการจัดมหกรรมพืชสวนโลกของจังหวัดนครราชสีมา มีความพร้อมอย่างมาก ซึ่งสิ่งที่สำคัญอันดับแรกของการจัดงาน คือเรื่องน้ำทั้งนี้จังหวัดนครราชสีมา มีแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 โดยได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเพื่อสนับสนุนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก เน้นการบริหารจัดการที่เน้นประสิทธิภาพและการใช้น้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับ Theme ในการจัด งานและแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า Green City นอกจากนี้จะมีการ เตรียมระบบการจัดการตามหลักของ Reused คือ การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ อาทิ น้ำสำหรับรดน้ำต้นไม้ต่าง ๆ มา จากน้ำที่ใช้แล้ว Recycle คือ การนำน้ำที่ใช้ตามกิจกรรมต่าง ๆ มาผ่านกระบวนการบำบัด ให้มีคุณภาพและนำ กลับมาใช้ใหม่ Reduce คือ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

ทั้งนี้โครงการชลประทานนครราชสีมาได้เตรียมการงานบริหารจัดการน้ำสำหรับงานมหกรรมพืชสวนโลก ผ่านโครงการเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำในพื้นที่โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ในพื้นที่ จัดงาน 678 ไร่ โดยการปรับปรุงพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน และฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิมที่ประสบปัญหาภัยแล้งต่อเนื่อง แหล่งน้ำสาธารณะมีสภาพตื้นเขินไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอ จึงมีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหา  โดยเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และดำเนินการไปจนถึงปี พ.ศ. 2570 พื้นที่จัดงานพืชสวนโลกมีการใช้น้ำของพืชที่จัดแสดงและนักท่องเที่ยวรวมถึงบุคลากรที่ปฏิบัติงานในบริเวณจัดงานเฉลี่ย 0.60 ล้าน ลบ.ม./ปี

สำหรับจังหวัดนครราชสีมามีแผนดำเนินการขุดลอกแก้มลิงและเชื่อมโยงคลองในพื้นที่จัดงาน เพื่อกักเก็บน้ำความจุ 1.70 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำ 7 ตร.กม. น้ำฝน (เฉลี่ย 1,045 มม./ปี) มีน้ำท่าไหลเข้าพื้นที่ เฉลี่ย 1.30 ล้าน ลบ.ม./ปีและสามารถสูบน้ำจากแหล่งน้ำสำรองเพื่อเชื่อมโยงน้ำระหว่างพื้นที่จัดงานพืชสวนโลก ความจุ 1.5 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่จัดงานพืชสวนโลกยังสามารถสูบน้ำจากแก้มลิงหนองโพ ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านวัด ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่จัดงานออกไปเพียง 4.50 กิโลเมตร โดยแก้มลิงหนองโพ เป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ มีความจุ 1.50 ล้าน ลบ.ม. รับน้ำจากลำสะแทด ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 60.0 ล้าน ลบ.ม./ปี สามารถทดน้ำจาก ประตูระบายน้ำหนองโพ เข้าในแก้มลิงหนองโพในช่วงเดือน สิงหาคม – ตุลาคม ของทุกปีและสามารถเก็บน้ำได้เต็มความจุเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้เพียงพอ โดยจะสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำ หนองโพเข้าพื้นที่ในการจัดงานพืชสวนโลก เป็นระยะทางรวม 4.50 กม. อัตราการสูบน้ำ 500 ลบ.ม./ชั่วโมง คิด เป็นปริมาณน้ำ 0.36 ล้าน ลบ.ม./เดือน สามารถสูบน้ำได้ตลอดช่วงฤดูฝนโดยไม่กระทบต่อปริมาณน้ำในแก้มลิง ระยะเวลาประมาณ 3 – 4 เดือน รวมปริมาณการสูบน้ำ 1.20 ล้าน ลบ.ม. ในส่วนการระบายน้ำด้วยพื้นที่โคกหนองรังกาเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่สูง การระบายน้ำจะไหลจากพื้นที่ส่วนจัดงานลงระบบระบายน้ำและไหลลงสู่ลำสะแทด ซึ่งจากสถิติข้อมูลย้อนหลังพื้นที่ดังกล่าวไม่เคยประสบปัญหาด้านอุทกภัย เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงและมี ระบบระบายน้ำที่ดี อีกทั้งในด้านคุณภาพน้ำทางชลประทานได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำในทุก ๆ ปี โดยผลการทดสอบคุณภาพน้ำผ่านเกณฑ์ทุกจุด

ทั้งนี้ รายละเอียดผลงานของการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการพืชสวนโลก มีดังนี้ 1. ดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2564 – 2567 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 1.30 ล้าน ลบ.ม. 2. อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้รับงบประมาณ ปีพ.ศ. 2568 ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 3. แผนดำเนินการในปี พ.ศ. 2569 – 2570 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม.การดำเนินการบริหารจัดการน้ำพื้นที่โคกหนองรังกา (ในงบประมาณปีพ.ศ. 2564 – 2567) 1. การดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 1.30 ล้าน ลบ.ม. มีการบริหารจัดการน้ำได้อย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้งบประมาณจังหวัดนครราชสีมา ดังนี้ แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2564 1.1 งานขุดลอกแก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุดไม่น้อยกว่า 375,000 ลบ.ม.แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2565 1.3 งานขุดลอกแก้มลิงโคกหนองรังกาพร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่ 2) ปริมาตรดินขุด ไม่น้อยกว่า 600,000 ลบ.ม.แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2566 1.4 งานแก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ บ้านวัด หมู่ที่ 9 ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุดไม่น้อยกว่า 120,000 ลูกบาศก์เมตร2. อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้รับงบประมาณ ปีพ.ศ. 2568 ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 2.1 แก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุด 200,000 ลูกบาศก์เมตร (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2568) – งบประมาณ 20,000,000 บาท3. แผนดำเนินการในปี 2569 – 2570 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 3.1 งานเพิ่มประสิทธิภาพระบบเก็บน้ำโคกหนองรังกา ปริมาตรเก็บกัก 200,000 ลบ.ม. พร้อมอาคารประกอบ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2569) – งบประมาณ 40,000,000 บาท 3.2 สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าหนองโพ ระยะทาง 4.5 กม. ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัด นครราชสีมา (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2570) – งบประมาณ 70,000,000 บาท

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

https://www.naewna.com/local/843978

'นฤมล'เปิดงาน'วันเกษตรแห่งชาติ'จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.31 น.

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10 ครบ 6 รอบ 72 พรรษา ชวนคนไทย ชม ชิม ช็อป สินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีรับถ้วยรางวัลพระราชทานการประกวดพืชและสัตว์ จำนวน 12 รางวัลเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนาราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเปิดงานวันเกษตรแห่งชาติ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 67 ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัยความมั่นคงทางอาหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน Continue, Preserve, and Build the king’s Philosophy towards Smart Agriculture, Food Security, and carbon neutrality for Sustainable Development” โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ไร่แม่เหียะ ศูนย์วิจัย บูรณาการ สาธิตและฝึกอบรมนวัตกรรมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และส่งเสริมนโยบายประเทศตามยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2567 แบ่งออกเป็น 7 โซน ได้แก่ 1) Agri knowledge and innovation ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร 2) Agri innovations for sustainable and king philosophy นวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืนและศาสตร์พระราชา 3) ชม ชิม ช๊อป ใน Green and clean market 4) greenovation wonderland มหัศจรรย์พรรณพฤกษา 5) Food and agri innovations นวัตกรรมอาหารและการเกษตร 6) Happy farmland ดินแดนแห่งฟาร์มสุข และ 7) Amazing agro-tourism กิน บิน ฟิน มหัศจรรย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้ โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 22 หน่วยงาน ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการวิชาการและในโซน AGRI KNOWLEDGE AND INNOVATION ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร โดยจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิดสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ศาสตร์พระราชา เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานและความสำเร็จในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร อาทิ การส่งเสริม Smart Farmer และ Young Smart Farmer การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยนวัตกรรม เป็นต้น ตลอดจนได้ร่วมสนับสนุนจัดการประกวดพืช การประกวดสัตว์ และการประกวดปลาสวยงาม เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมอาชีพการทำเกษตรกรรรม ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

“ขอเชิญชวนเกษตรกรและผู้ที่สนใจเที่ยวชมงานวันเกษตรแห่งชาติ ณ ไร่แม่เหียะ ศูนย์วิจัย บูรณาการ สาธิตและฝึกอบรมนวัตกรรมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย ชม ชิม ช๊อป และนวัตกรรมด้านการเกษตรและเทคโนโลยี ตลอดจนนิทรรศการต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อีกด้วย” นางนฤมล กล่าว