ปธน.ไบเดนไถ่ชีวิตไก่ง่วง ฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้า

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827656

ปธน.ไบเดนไถ่ชีวิตไก่ง่วง ฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้า

26 พ.ย. 2567 11:56 น.

ปธน.ไบเดนไถ่ชีวิตไก่ง่วง ฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้า

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ทำพิธีไถ่ชีวิตไก่งวง จำนวน 2 ตัว ตามประเพณีของเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ที่จัดขึ้นในทำเนียบขาว ซึ่งปีนี้เป็นปีสุดท้ายของนายไบเดนที่ได้ทำหน้าที่ไถ่ชีวิตไก่งวงในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ทำพิธีไถ่ชีวิตไก่งวง จำนวน 2 ตัว ตามประเพณีของเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ที่จัดขึ้นในทำเนียบขาว โดยไก่งวงทั้งสองตัวมาจากรัฐมินนิโซตา ชื่อว่า “พีช” กับ “บลอสซัม” โดยนายไบเดนได้ตั้งชื่อไก่งวงทั้งสองตัวนี้ ตามชื่อดอกไม้ “พีชบลอสซัม” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำรัฐเดลาเเวร์ ถิ่นฐานทางการเมืองของเขา

อย่างไรก็ตาม ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของนายไบเดนที่ได้ทำหน้าที่ไถ่ชีวิตไก่งวงในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนส่งต่อหน้าที่ให้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายไบเดน กล่าวว่า การทำหน้าที่นี้นับเป็นเกียรติยศของเขา ซึ่งจะทำให้เขาซาบซึ้งใจตลอดไป

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯแต่ละคนได้สานต่อธรรมเนียมไถ่ชีวิตไก่งวงมาอย่างยาวนาน ขณะที่ในช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ ไบเดนไถ่ชีวิตไก่งวงมาแล้ว 3 คู่ ได้แก่ “พีนัทบัตเตอร์” กับ “เจลลี” รวมทั้ง “ช็อคโกเเลต” กับ “ชิป” และ “ลิเบอร์ตี” กับ “เบลล์”.

สลด น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่มที่อินโดนีเซีย คร่า 16 ศพ สูญหาย 6 ราย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827650

สลด น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่มที่อินโดนีเซีย คร่า 16 ศพ สูญหาย 6 ราย

26 พ.ย. 2567 11:52 น.

สลด น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่มที่อินโดนีเซีย คร่า 16 ศพ สูญหาย 6 ราย

น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่มทับหมู่บ้านในจังหวัดสุมาตราเหนือ ของอินโดนีเซีย หลังจากมีฝนตกลงมาอย่างหนักในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ และเร่งค้นหาชาวบ้านอีก 7 รายที่ได้รับแจ้งว่าสูญหาย

วันที่ 25 พ.ย.2567 เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน และมีดินโคลนถล่มทับหมู่บ้านเซแมนกัต กุหนุง ในจังหวัดสุมาตราเหนือ ของอินโดนีเซีย หลังจากมีฝนตกลงมาอย่างหนักในช่วงสุดสัปดาห์ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ อยู่ใต้ซากดินโคลน และถูกน้ำพัดไป ขณะเดียวกันก็ยังคงเร่งค้นหาชาวบ้านอีก 7 รายที่ได้รับแจ้งว่าสูญหาย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสถานการณ์ฉุกเฉินของเกาะสุมาตรา เปิดเผยว่า โคลน หิน และต้นไม้ล้มลงจากภูเขาหลังจากฝนตกหนักในช่วงสุดสัปดาห์ และแม่น้ำก็เอ่อล้นตลิ่ง ไหลบ่าเข้าสู่ 4 อำเภอบนเนินเขาในจังหวัดสุมาตราเหนือ บ้านเรือนของประชาชนพังทลาย และพื้นที่ไร่นาเกษตรกรรมก็ถูกทำลายเสียหายหนัักเช่นกัน

ทั้งนี้ ฝนตามฤดูกาลตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมีนาคม ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มบ่อยครั้งในประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นหมู่เกาะที่ประกอบด้วยเกาะถึง 17,000 เกาะ โดยมีผู้คนนับล้านอาศัยอยู่บนพื้นที่ภูเขาหรือใกล้ที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ โดยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหมู่บ้านบนเชิงเขาในจังหวัดสุมาตราเหนือมีประชาชน 12 คนเสียชีวิตจากการถูกน้ำซัดลงสู่ทะเลสาบโทบา หรือฝังอยู่ใต้โคลน.

ปมบาดหมางสองตระกูลใหญ่ “มาร์กอส-ดูเตร์เต้” เขย่าการเมืองฟิลิปปินส์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827612

ปมบาดหมางสองตระกูลใหญ่ "มาร์กอส-ดูเตร์เต้" เขย่าการเมืองฟิลิปปินส์

26 พ.ย. 2567 11:36 น.

ปมบาดหมางสองตระกูลใหญ่ “มาร์กอส-ดูเตร์เต้” เขย่าการเมืองฟิลิปปินส์

  • กลายเป็นข่าวสุดช็อกไปทั่วโลก เมื่อจู่ๆนางซารา ดูเตร์เต ลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ซึ่งปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ได้ออกมาปูดแผนการของตัวเอง ว่าจะจ้างมือปืนไปลอบสังหารประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือบองบอง หากว่าตัวเธอมีอันเป็นไปจากน้ำมือของศัตรูที่อยู่รายล้อมในรัฐสภา ซึ่งเธอเชื่อว่าบองบอง มาร์กอส จะชิงสั่งลอบสังหารเธอก่อน ทำให้เธอต้องเตรียมแผนล้างแค้นเอาไว้
  • ข่าวที่ปรากฏออกมาทำให้หลายฝ่ายหวนนึกถึงบรรยากาศความรุนแรงทางการเมืองในอดีตของฟิลิปปินส์ ที่เคยเอากันถึงตายมาแล้วหลายครั้ง แม้จะมาถึงการเมืองของคนรุ่นลูก ทุกอย่างกลับย้อนมาเป็นวังวน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นระหว่างประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งคู่มาจากตระกูลที่มีบารมีทางการเมืองได้ปะทุขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อจู่ๆรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต วัย 46 ปี ได้กล่าวว่า บิดาผู้เป็นเผด็จการของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารนักการเมืองเมื่อช่วงทศวรรษ 1980

เรียกได้ว่าเธอเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดความร้าวฉานครั้งล่าสุดระหว่างสองตระกูล หลังจากโกรธแค้นที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของเธอ ถูกควบคุมตัวไว้ในระหว่างการสอบสวนของรัฐสภา เกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณในทางที่ผิดในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตอนนั้นเธอควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอยู่จนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 

ทำให้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอถึงกับฉุนขาด ออกมาเปิดเผยว่าตัวเองกำลังจะเป็นเหยื่อแผนลอบสังหาร ของใครบางคน และหากจู่ๆเธอเสียชีวิตลงโดยไม่ทราบสาเหตุ เธอได้ติดต่อใครบางคน เอาไว้แล้ว เพื่อให้ช่วยล้างแค้น สังหารประธานาธิบดีมาร์กอส และลิซา อาราเนตา ภรรยาของเขาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีนายมาร์ติน โรมูอัลเดซ ลูกพี่ลูกน้องของประธานาธิบดีมาร์กอส ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังมีการสอบสวนคดีการใช้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการอยู่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังไม่มีหลักฐานใดๆว่าเธอได้ทำเรื่องๆจริงตามแผน

การหวนคืนของตระกูลมาร์กอส

ย้อนไปในอดีต ช่วงปี 1972 ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส บิดาของบองบอง ได้ประกาศกฎอัยการศึกในปี 1972 เสรีภาพพลเมืองและเสรีภาพของสื่อถูกจำกัด และฝ่ายตรงข้ามที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ ทั้งถูกจำคุกและทรมาน

ชาวฟิลิปปินส์หลายหมื่นคนไปยื่นคำร้องเรียกร้องค่าชดเชย ภายใต้กฎหมายที่ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในช่วงเวลานั้น

ช่วงเวลาอันวุ่นวายยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อมีการลอบสังหารนายเบนิกโน อากีโน จูเนียร์ นักวิจารณ์การเมืองที่เคยถูกจำคุกและลี้ภัยมาก่อน เขาถูกสังหารเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเดินทางกลับประเทศ ต่อมาบุคคลสำคัญทางทหารถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาสังหารนายอากีโน แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าเชื่อมโยงกับมาร์กอส ซีเนียร์หรือไม่

หลังการเสียชีวิตของอากีโน ประชาชนต่างลุกฮือช่วยกันขับไล่ มาร์กอสผู้พ่อออกนอกประเทศในปี 1986 และเขาเสียชีวิตขณะลี้ภัยที่ฮาวาย ในช่วง 3 ปีต่อมา

โดยช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีความพยายามนำทรัพย์สินและสินทรัพย์ที่ครอบครัวมาร์กอสสะสมไว้ซึ่งถือเป็นของที่ผิดกฎหมายกลับคืนมา รวมถึงเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากบัญชีธนาคารของสวิส

ขณะที่นางอีเมลดา มาร์กอส วัย 95 ปี ซึ่งขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ เป็นคนมีชื่อเสียงจากการสะสมของฟุ่มเฟือยในฐานะภริยาของประธานาธิบดี รวมทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า และภาพวาด

บองบอง มาร์กอส เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด แม้ว่าครอบครัวของเขาจะถูกตราหน้าว่าปล้นแผ่นดิน แต่เขาก็สามารถกลับมาเข้าสู่แวดวงการเมืองได้อีกครั้งทั้ง ในระดับจังหวัด และระดับรัฐบาลกลาง หลังจากคอราซอน อากีโน ประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งเป็นภริยาของเบนิกโน อากีโน จูเนียร์ อนุญาตให้ครอบครัวมาร์กอสกลับมาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เพื่อเผชิญกับผลที่ตามมาทางอาญา แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้นำไปสู่การลงโทษที่รุนแรง

มาร์กอส จูเนียร์ เคยลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของโรดริโก ดูเตอร์เตในปี 2016 แต่แพ้การเลือกตั้งครั้งนั้น นอกจากลูกพี่ลูกน้องที่เป็นประธานสภาแล้ว อิมี มาร์กอส น้องสาวของเขาก็ยังเป็นวุฒิสมาชิกอยู่ในปัจจุบัน

ในระหว่างที่ลี้ภัยอยู่ที่ฮาวาย มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวถึงช่วงเวลารุ่งโรจน์ในอำนาจของบิดาของเขาในสุนทรพจน์ว่าเป็น ระบอบอำนาจนิยมอันมีเมตตา และเขาไม่เคยขอโทษสักครั้ง สำหรับเหตุการณ์นองเลือด ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 

ร่วมมือกันชนะเลือกตั้ง

นางซารา ดูเตร์เต้ เป็นคุณแม่ลูกสาม และเป็นทนายความที่มีประสบการณ์ยาวนานเช่นเดียวกับบิดาของเธอ ในขณะที่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา เป็นตำแหน่งที่ครอบครัวดูเตร์เตดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา 35 ปีแล้ว

โดยซารา ดูเตร์เต เข้ารับตำแหน่งนี้สืบต่อจากบิดาของเธอ เป็นครั้งแรกในปี 2010 และปัจจุบันพอมาเล่นการเมืองระดับประเทศ ก็ให้เซบาสเตียน พี่ชายของเธอดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีดาเวาแทน

โรดริโก ดูเตร์เต ถูกรัฐบาลตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามอย่างหนัก กรณีปราบปรามยาเสพติดอย่างเหี้ยมโหด ทั้งในขณะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีและประธานาธิบดี ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยกว่า 6,000 คนเสียชีวิตจากการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี ส่งผลให้ดูเตร์เตต้องนำพาฟิลิปปินส์ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของไอซีซี 

ก่อนหน้านี้มีการคาดเดากันว่า ซารา ดูเตร์เต จะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและสืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาของเธอ แต่เธอตกลงที่จะลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับ มาร์กอส จูเนียร์ โดยเธอบอกว่าอีมี มาร์กอส เป็นคนชักชวนเธอเข้าไปร่วมความสัมพันธ์สองตระกูล 

บองบอง มาร์กอส และซารา ดูเตร์เต้ คว้าชัยชนะในการแข่งขันในปี 2022 ได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะรู้สึกตกใจก็ตาม 

โดยเรนาโต เรเยส จากเมืองบายัน ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นกล่าวว่า สองคนนี้มีวาระทางการเมืองที่เห็นแก่ตัวที่สุด นั่นคือการฟื้นฟูอำนาจของมาร์กอส และการปกป้องประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง

ปมขัดแย้ง “มาร์กอส-ดูเตร์เต”


เมื่อบองบอง มาร์กอส ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาได้ช่วยเหลือครอบครัวดูเตร์เต้ทันที โดยระบุว่าประเทศไม่มีแผนที่จะกลับเข้าร่วมไอซีซี อีกครั้งแน่นอน อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย กลับค่อยๆห่างลง นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว บองบอง มาร์กอส ยังกล่าวหานายโรดริโก ดูเตร์เต ว่าเคยแอบไปทำข้อตกลงลับกับจีน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเรื่องดินแดนในทะเลจีนใต้

ทางด้านนายโรดริโก ดูเตร์เต กล่าวหาว่าบองบอง มาร์กอส เคยเป็นขี้ยามาก่อน แต่ไม่ได้ระบุหลักฐานใดๆ และต่อมาบองบองกล่าวหาว่า ดูเตร์เต้ ใช้ เฟนทานิล ตามที่แพทย์สั่งหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ส่วนเมื่อไม่นานมานี้ ซารา ดูเตร์เต กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ทั้งประเทศเคยต่อสู้กลับเมื่อมาร์กอส ผู้พ่อสังหารเบนิกโน อากีโน โดยเธอไม่ได้นำเสนอหลักฐานใดๆ 

ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองทัพฟิลิปปินส์ ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับประธานาธิบดีอย่างหนาแน่นทันที ทางด้านกระทรวงยุติธรรมแถลงว่า จะเรียกรองประธานาธิบดีดูเตร์เตมาสอบสวน ซึ่งทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า คำกล่าวของนางดูเตร์เต ถือเป็นภัยคุกคามและเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของชาติในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นในปีหน้า.

ชายจีนชนะคดี โดนไล่ออกฐานงีบขณะทำงาน ได้เงินชดเชย 1.6 ล้านบาท

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827588

ชายจีนชนะคดี โดนไล่ออกฐานงีบขณะทำงาน ได้เงินชดเชย 1.6 ล้านบาท

26 พ.ย. 2567 07:48 น.

ชายจีนชนะคดี โดนไล่ออกฐานงีบขณะทำงาน ได้เงินชดเชย 1.6 ล้านบาท

ชายชาวจีนซึ่งโดนไล่ออกเพราะงีบหลับระหว่างทำงานช่วงดึก ชนะคดีที่เขาฟ้องร้องอดีตนายจ้าง ได้เงินชดเชยกว่า 350,000 หยวน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายชาวจีนแซ่ จาง ผู้ทำงานเป็นผู้จัดการแผนกของบริษัทผลิตสารเคมีแห่งหนึ่งในเมือง ไท่ซิง มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน มานานกว่า 20 ปี ถูกไล่ออกเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังกล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่า เขางีบหลับบนโต๊ะ ในตอนเช้าหลังจากทำงานในออฟฟิศจนถึงเที่ยงคืน

2 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ แผนกทรัพยากรบุคคลของบริษัทก็ยื่นรายงาน กล่าวหานายจางว่า “หลับขณะทำงานเนื่องจากความเหนื่อยล้า” ซึ่งนายจางยอมเซ็นรับทราบ

ขณะที่การสนทนาบนโลกออนไลน์ซึ่งได้รับการเปิดเผยในภายหลัง พบว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลถามนายจางว่า เขาหลับไปนานเท่าไร ซึ่งนายจางตอบว่า ประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้น ทางบริษัทก็ออกหนังสือ แจ้งพ้นสภาพการเป็นพนักงานแก่นายจางอย่างเป็นทางการ อ้างว่า การงีบหลับในที่ทำงานของเขา เป็นการละเมิดนโยบายไม่อดทนต่อการกระทำผิดวินัยในที่ทำงานอย่างร้ายแรง และระบุด้วยว่า การหลับขณะทำงานจะไม่ถูกมองข้าม แม้นายจางจะมีประวัติการทำงานที่น่าชื่นชมมาตลอดหลายปีก็ตาม

แต่นายจางมองว่า การยกเลิกสัญญาจ้างงานในครั้งนี้นั้นไม่เป็นธรรม เขาจึงยื่นฟ้องร้องต่อศาล และในท้ายที่สุด ผู้พิพากษาก็ตัดสินให้นายจางชนะคดี โดยระบุว่า ถึงแม้นายจ้างจะมีสิทธิ์ไล่พนักงานที่ละเมิดกฎข้อบังคับออก แต่ก็ต้องมีความสมดุลระหว่างบทลงโทษกับความผิดด้วย

ผู้พิพากษาอธิบายอีกว่า การงีบหลับของนายจางเป็นการกระทำผิดครั้งแรก และไม่ได้สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญให้แก่บริษัท และนายจางก็มีประวัติการทำงานที่ดีมาตลอด 20 ปี ผู้พิพากษาจึงเห็นว่า การไล่เขาออกเป็นการตอบสนองที่เกินความจำเป็นและไม่สมเหตุสมผล และให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยจำนวน 350,000 หยวน หรือราว 1.66 ล้านบาท

อนึ่ง คดีนี้ทำให้เกิดการถกเถียงเป็นวงกว้างบนโลกออนไลน์ของจีน โดยผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหลายรายแสดงความประหลาดใจในจำนวนเงินชดเชยที่นายจางได้รับ ขณะที่บางคนระบุว่าแม้การนอนหลับขณะทำงานจะไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่การถูกไล่ออกเพราะการกระทำผิดเล็กน้อยเช่นนี้ ดูจะรุนแรงเกินไป

ที่มา : the independent

รัสเซีย-ยูเครน ยิงมิสไซล์ ส่งโดรนโจมตีแลกกันยับ เจ็บหลายสิบราย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827579

รัสเซีย-ยูเครน ยิงมิสไซล์ ส่งโดรนโจมตีแลกกันยับ เจ็บหลายสิบราย

26 พ.ย. 2567 04:35 น.

รัสเซีย-ยูเครน ยิงมิสไซล์ ส่งโดรนโจมตีแลกกันยับ เจ็บหลายสิบราย

รัสเซียกับยูเครนโจมตีทางอากาศเข้าใส่กันอย่างหนัก ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น หลังเคียฟใช้ขีปนาวุธตะวันตก ขณะที่รัสเซียก็ใช้มิสไซล์รุ่นใหม่ในการโจมตี

เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พ.ย. 2567 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศเกือบ 1,500 ครั้ง นับตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เข้าใส่แคว้นต่างๆ กว่าครึ่งประเทศ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

นาย โอเลห์ ซีเนฮูบอฟ ผู้ว่าการแคว้นคาร์คิฟของยูเครน กล่าวว่า การโจมตีด้วยมิสไซล์ S-400 ที่เมืองคาร์คิฟ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 23 ราย

ส่วนสำนักงานฉุกเฉินของแคว้นโอเดสซารายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 10 ราย ในการโจมตีด้วยมิสไซล์ของรัสเซีย ซึ่งสร้างความเสียหายแก่อาคารที่อยู่อาศัย, โรงเรียน และศูนย์กีฬาอีกหนึ่งแห่ง

เจ้าหน้าที่ของยูเครนบอกอีกว่า การโจมตีของรัสเซียยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 รายที่แคว้นเคอร์ซอน ส่วนที่แคว้นซาปอริชเชีย กับเชอร์นิฮิฟ พบผู้บาดเจ็บที่ละ 1 ราย

ขณะเดียวกัน กองทัพยูเครนระบุว่า พวกเขาส่งโดรนโจมตีคลังน้ำมันสำคัญในแคว้นคาลูกา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมอสโกได้สำเร็จ โดยแหล่งข่าวบอกกับสื่อยูเครนว่า การโจมตีนี้ทำให้เกิดการระเบิดหลายระลอก และเกิดเพลิงไหม้ด้วย

นอกจากนั้น กองทัพยูเครนยังอ้างว่าโจมตีเป้าหมายจุดต่างๆ ในแคว้นไบรอานสก์ และแคว้นคูสค์ บริเวณชายแดนด้วย แต่ไม่เจาะจงว่าเป้าหมายดังกล่าวคืออะไร

ด้านกองทัพรัสเซียยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการโจมตีของยูเครน แต่นายวลาดิสลาฟ ชาปชา ผู้ว่าการแคว้นคาลูกา ระบุว่า เศษซากของโดรนที่ถูกยิงโดยระบบป้องกันทางอากาศ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยพวกเขาทำลายโดรนได้ทั้งหมด 8 ลำ

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างยูเครนกับรัสเซียเพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังกองทัพเคียฟใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลของสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร ยิงโจมตีภายในดินแดนของรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในปี 2565 และถือเป็นการยืนยันว่า สหรัฐฯ กับ UK อนุญาตให้ยูเครนทำเช่นนี้ได้

ส่วนฝ่ายรัสเซีย ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวรุ่นใหม่โจมตีเมืองดนิโปร ของยูเครน พร้อมกับจรวดร่อนอีกหลายลูก โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้รัฐบาลเคียฟที่ใช้อาวุธตะวันตกโจมตีดินแดนของพวกเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อัยการพิเศษถอนฟ้อง โดนัลด์ ทรัมป์ คดีล้มผลเลือกตั้ง-เก็บเอกสารลับ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827578

อัยการพิเศษถอนฟ้อง โดนัลด์ ทรัมป์ คดีล้มผลเลือกตั้ง-เก็บเอกสารลับ

26 พ.ย. 2567 02:24 น.

อัยการพิเศษถอนฟ้อง โดนัลด์ ทรัมป์ คดีล้มผลเลือกตั้ง-เก็บเอกสารลับ

อัยการพิเศษถอนฟ้องโดนัลด์ ทรัมป์ คดีล้มล้างผลการเลือกตั้งปี 2020 และคดีจัดการเอกสารลับแล้ว หลังนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแจ็ก สมิธ อัยการพิเศษของสหรัฐฯ ยื่นคำร้องต่อศาลในวันจันทร์ที่ 25 พ.ย. 2567 ขอถอนฟ้องนาย โดนัลด์ ทรัมป์ คดีล้มล้างผลการเลือกตั้งปี 2020 (พ.ศ. 2563) กับคดีจัดการเอกสารลับอย่างไม่เหมาะสมแล้ว เนื่องจากนายทรัมป์กำลังจะได้เป็นผู้นำคนต่อไปของสหรัฐฯ และนโยบายของกระทรวงยุติธรรมก็ห้ามฟ้องร้องหรือดำเนินคดีประธานาธิบดีในตำแหน่ง

ทั้งนี้ นายทรัมป์ถูกนาย แจ็ก สมิธ อัยการพิเศษฟ้องร้องใน 4 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความพยายามล้มล้างผลการเลือกตั้งในปี 2563 ซึ่งรวมถึงข้อหา ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และสมคบคิดฉ้อโกงสหรัฐฯ ซึ่งว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ส่วนคดีเอกสารลับ นายทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า เก็บเอกสารที่มีเนื้อหาอ่อนไหว ไว้ในรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของเขา และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมที่พยายามไปเก็บเอกสารกลับมา

การถอนฟ้องคดีล้มผลเลือกตั้งนี้ ถือเป็นการยุติการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างนายสมิธกับนายทรัมป์ ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 1 ปี หลังอัยการพิเศษรายนี้ต้องยื่นฟ้องร้องใหม่อีกครั้ง หลังศาลสูงสุดตัดสินว่า นายทรัมป์มีความคุ้มครองบางส่วนจากการถูกดำเนินคดีอาญา สำหรับการกระทำอย่างเป็นทางการที่เกิดขึ้นระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

การกลับสู่ทำเนียบขาวของนายทรัมป์ยังทำให้คดีอื่นๆ ที่เขาถูกฟ้องร้องอยู่ในภาวะไม่แน่นอน

เช่นการพิพากษาบทลงโทษในคดีที่นายทรัมป์ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดทั้ง 34 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ เพื่อปกปิดเรื่องการจ่ายเงินปิดปากให้แก่ดาราหนังผู้ใหญ่ เพื่อปกปิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ส่วนคดีล้มล้างการเลือกตั้งที่จอร์เจีย อาจจะถูกลากยาวออกไป หรือถูกยกฟ้องไปเลย เนื่องจากสิทธิ์คุ้มครองจะทำให้การพิจารณาคดีนี้ไม่เกิดขึ้น จนกว่านายทรัมป์จะลงจากตำแหน่งในอีก 4 ปีข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลุ้นหนัก ครม.อิสราเอลเตรียมลงมติ ข้อตกลงหยุดยิง 60 วันกับฮิซบอลเลาะห์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827576

ลุ้นหนัก ครม.อิสราเอลเตรียมลงมติ ข้อตกลงหยุดยิง 60 วันกับฮิซบอลเลาะห์

26 พ.ย. 2567 01:15 น.

ลุ้นหนัก ครม.อิสราเอลเตรียมลงมติ ข้อตกลงหยุดยิง 60 วันกับฮิซบอลเลาะห์

คณะรัฐมนตรีอิสราเอลเตรียมลงมติเรื่องข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ในวันอังคารนี้ หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายต่อสู้กันมานานหลายเดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะรัฐมนตรีอิสราเอลมีกำหนดการประชุมร่วมกันในวันอังคารที่ 26 พ.ย. 2567 เพื่อลงมติเรื่องข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอนเป็นเวลา 60 วัน เพื่อปูทางไปสู่การยุติการต่อสู้อย่างยั่งยืนระหว่างทั้งสองฝ่าย

ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่อิสราเอลและเจ้าหน้าที่ตะวันตกผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ข้อตกลงดังกล่าวจะรวมถึงการถอนทหารอิสราเอลออกจากภาคใต้ของเลบานอน เช่นเดียวกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ต้องถอนตัวออกจากพื้นที่ดังกล่าว โดยให้ทหารของเลบานอนเข้ามาแทนที่

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างคำพูดของนาย เอเลียส โบ ซาอับ รองประธานรัฐสภาเลบานอน ว่า ตอนนี้ยังไม่มีอุปสรรคร้ายแรงใดๆ ต่อการทำข้อตกลงหยุดยิง หลังพวกเขาหาทางออกเรื่องผู้สังเกตการณ์หยุดยิงได้แล้ว โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการ 5 ประเทศ ซึ่งรวมถึงฝรั่งเศส กับสหรัฐฯ ขึ้นมาทำหน้าที่นี้

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็น คืออิสราเอลยืนกรานให้ตัวเองมีสิทธิ์กลับเข้าไปในเลบานอน และมีปฏิบัติการทางทหารใดๆ ก็ตามที่จำเป็น หากพวกเขาเชื่อว่า ฮิซบอลเลาะห์กลับมาในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน บริเวณใต้แม่น้ำลิตานี หรือกำลังเตรียมการโจมตีอิสราเอล

แน่นอนว่าเงื่อนไขนี้ไม่ถูกใจทั้งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และรัฐบาลเลบานอน แต่นาย อามอส ฮอชสตีน ทูตสหรัฐฯ เชื่อว่า มันน่าจะผ่านไปได้ เพราะข้อตกลงหยุดยิงนี้มีเวลาจำกัด

ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (ยูนิฟิล : Unifil) และกองทัพเลบานอนกำลังอ่อนแอ ดูเหมือนจะสงบลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวแปรในอิสราเอลที่อาจกระทบการทำข้อตกลงหยุดยิง คือนาย อิตามาร์ เบน เกวียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายชาตินิยม โดยเขาโพสต์บนโซเชียลมีเดียแสดงการต่อต้านข้อตกลงหยุดยิง และเรียกมันว่าเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เนื่องจากตอนนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะทำลายฮิซบอลเลาะห์แล้ว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์รุนแรงขึ้นในเดือนกันยายน ทางการเลบานอนก็พูดมาตลอดว่า ข้อตกลงหยุดยิงใดๆ ควรจำกัดอยู่ภายใต้ข้อกำหนดในมติที่ 1701 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ในปี 2549

มติดังกล่าวรวมถึงการให้ฮิซบอลเลาะห์ถอนนักรบและอาวุธในพื้นที่ระหว่าง “บลู ไลน์” (Blue Line) หรือเส้นแนวหน้าการปะทะอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเลบานอนกับอิสราเอล และออกจากพื้นที่แม่น้ำลิตานี ซึ่งห่างจากชายแดนอิสราเอลประมาณ 30 กม.

แต่ฝ่ายอิสราเอลกล่าวหาว่า ฮิซบอลเลาะห์ไม่เคยปฏิบัติตามมติดังกล่าวของ UNSC อย่างเต็มที่เลย ขณะที่ฝ่ายเลบานอนก็กล่าวหาอิสราเอลว่าละเมิดมติหลายครั้ง รวมถึงส่งเครื่องบินของกองทัพบินเหนือน่านฟ้าของพวกเขาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง ช่วยได้แล้ว 28 คน แต่ 17 ชีวิตยังสูญหาย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827574

เรือท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง ช่วยได้แล้ว 28 คน แต่ 17 ชีวิตยังสูญหาย

25 พ.ย. 2567 23:55 น.

เรือท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง ช่วยได้แล้ว 28 คน แต่ 17 ชีวิตยังสูญหาย

เรือท่องเที่ยวล่มในทะเลแดง นอกชายฝั่งอียิปต์ โดยเจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยได้แล้ว 28 ราย แต่ยังเหลืออีก 17 รายที่ยังคงสูญหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือ “ซี สตอรี” (Sea Story) พานักท่องเที่ยว 31 คน กับลูกเรืออีก 14 คน ออกเดินทางจากท่าเรือใกล้เมือง มาร์ซา อลาม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอียิปต์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย. 2567 เพื่อไปออกทริปดำน้ำเป็นเวลา 5 วัน

แต่เรือลำนี้กลับล่มในทะเลแดง เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยพลตรี อามาร์ ฮานาฟี ผู้ว่าราชการจังหวัด เรด ซี ของอียิปต์เปิดเผยว่า เรือ ซี สตอรี ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือมายังเจ้าหน้าที่ในเวลาประมาณ 5.30 น. ของวันจันทร์ที่ 25 พ.ย.

พลตรีฮานาฟีบอกด้วยว่า เจ้าหน้าที่พบผู้รอดชีวิตใกล้กับเขต วาดี เอล-กามาล ทางใต้ของเมืองมาร์ซา อลาม โดยพวกเขากำลังรับการรักษาทางการแพทย์ที่จำเป็น ขณะเดียวกัน กองทัพเรือได้ส่งเรือรบ “เอล ฟาเตห์” และเครื่องบินของกองทัพ ออกไปช่วยในปฏิบัติการค้นหาผู้ที่ยังคงสูญหายแล้ว

ทั้งนี้ ยังไม่มีใครออกมายืนยันว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เรือ ซี สตอรี ล่ม แต่เมื่อวันเสาร์ กรมอุตุนิยมวิทยาของอียิปต์ พยากรณ์ว่า จะเกิดคลื่นลมปั่นป่วนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ทำให้มีลมแรง 60-70 กม./ชม. คลื่นสูง 3-4 ม. และเตือนประชาชนไม่ให้ทำกิจกรรมทางน้ำในวันอาทิตย์และวันจันทร์

สำนักข่าว เอเอฟพี รายงานอ้างการเปิดเผยของพนักงานรีสอร์ตซึ่งมีความใกล้ชิดกับปฏิบัติการกู้ภัย ว่า ลูกเรือที่ได้รับความช่วยเหลือบอกกว่า เรือ ซี สตอรี ถูกคลื่นสูงซัดเข้าใส่ในตอนกลางดึก ทำให้เรือถูกเหวี่ยงไปด้านข้าง

สภาปกครองท้องถิ่นของเมืองมาร์ซา อลาม ระบุว่า ลูกเรือของเรือ ซี สตอรี เป็นชาวอียิปต์ทั้งหมด ส่วนนักท่องเที่ยวเป็นชาวสเปน 5 คน, สหราชอาณาจักร 4 คน, เยอรมัน 4 คน และอเมริกันอีก 2 คน โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว และใครยังคงสูญหาย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศของฟินแลนด์ ยืนยันกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า พลเมืองของพวกเขา 1 คน เป็นหนึ่งในผู้สูญหายในเหตุการณ์นี้ ขณะที่สถานทูตจีนในอียิปต์ยืนยันว่า พลเมืองของพวกเขา 2 คน ได้รับความช่วยเหลือแล้ว และมีสุขภาพแข็งแรงดี

ส่วนกระทรวงต่างประเทศของโปแลนด์ระบุว่า พลเรือนของพวกเขา 2 คน อาจโดยสารไปกับเรือลำนี้ด้วย และตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของพวกเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บินขนส่ง DHL ตกกระแทกพื้น ไถลชนบ้านคนในลิทัวเนีย ตาย 1 เจ็บ 3

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827573

บินขนส่ง DHL ตกกระแทกพื้น ไถลชนบ้านคนในลิทัวเนีย ตาย 1 เจ็บ 3

25 พ.ย. 2567 22:45 น.

บินขนส่ง DHL ตกกระแทกพื้น ไถลชนบ้านคนในลิทัวเนีย ตาย 1 เจ็บ 3

เจ้าหน้าที่ของหลายประเทศกำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุ หลังเครื่องบินขนส่งของ DHL ตกกระแทกพื้น ไถลชนบ้านคนในลิทัวเนีย จนมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 3 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินขนส่ง โบอิ้ง 737-400 ซึ่งบริหารเที่ยวบินโดยสายการบิน “สวิฟต์แอร์” (Swiftair) ในนามของ DHL บริษัทขนส่งรายใหญ่ของเยอรมนี เดินทางจากเมืองไลป์ซิก ไปยังกรุงวิลนิอุส ของลิทัวเนีย ก่อนที่เครื่องจะตกขณะอยู่ห่างจากท่าอากาศยานวิลนิอุสราว 1 กม.

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 3.30 น. วันจันทร์ที่ 25 พ.ย. 2567 ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศลิทัวเนีย โดยหน่วยกู้ภัยเผยว่า เครื่องบินลงจอดกระแทกพื้นอย่างรุนแรง จนทำให้ตัวเครื่องฉีกเป็นหลายส่วน ซึ่งเศษซากไถลไปเป็นระยะทางราว 100 ม. ก่อนจะชนอาคารที่อยู่อาศัยหลังหนึ่ง

โฆษกตำรวจลิทัวเนียยืนยันว่า ลูกเรือบนเครื่องบินเสียชีวิต 1 ศพ เป็นชาวสเปน และมีลูกเรืออีก 3 คนได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วยชาวสเปน, เยอรมัน และลิทัวเนีย ซึ่งหนึ่งในนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้อยู่อาศัย 12 คน ออกจากอาคารที่ถูกซากเครื่องบินชน โดยไม่มีคนบนพื้นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดเพลิงไหม้ทั้งที่ซากเครื่องบิน และอาคารที่ถูกชน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังกันดับไฟ และปิดกั้นถนนใกล้เคียง

ทั้งนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินลำนี้ตก แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ เยอรมนีกำลังสืบสวนเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดจากอุปกรณ์วางเพลิงจำนวนมาก ที่ซุกซ่อนอยู่ในพัสดุในโกดังสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองไลป์ซิกเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายของสหราชอาณาจักร ก็กำลังสืบสวนเหตุไฟไหม้โกดังเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยสาเหตุมาจากเกิดไฟลุกไหม้พัสดุ และกำลังประสานงานกับองค์กรบังคับใช้กฎหมายของชาติยุโรป เพื่อดูว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ หรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายดาริอุส โยนิสกิส หัวหน้าสำนักงานต่อต้านการจารกรรมข้อมูลของลิทัวเนีย บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ถึงแม้พวกเขาจะยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่เหตุเครื่องบินตกล่าสุดจะเป็นการก่อการร้าย แต่ ณ ตอนนี้ พวกเขาไม่อาจให้น้ำหนัก หรือยืนยันใดๆ ได้ เพราะพวกเขาไม่มีข้อมูลเช่นนั้น

ด้านตำรวจและอัยการของลิทัวเนีย เริ่มการสืบสวนคดีอาชญากรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้แล้ว ขณะที่ทีมผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงยุติธรรม จะดำเนินการสืบสวนด้านการบินพลเรือน เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตก

ส่วนสำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเยอรมนี กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , reuters

ชาวอินเดียหลายพันคนร่วมงาน “ไพรด์ พาเหรด” ในกรุงนิวเดลี เรียกร้องสิทธิ LGBTQ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2827439

ชาวอินเดียหลายพันคนร่วมงาน "ไพรด์ พาเหรด" ในกรุงนิวเดลี เรียกร้องสิทธิ LGBTQ

25 พ.ย. 2567 11:45 น.

ชาวอินเดียหลายพันคนร่วมงาน “ไพรด์ พาเหรด” ในกรุงนิวเดลี เรียกร้องสิทธิ LGBTQ

ชาวอินเดียหลายพันคนร่วมเดินขบวน งาน “ไพรด์ พาเหรด” จัดขึ้นในกรุงนิวเดลี เพื่อเรียกร้องสิทธิ LGBTQ

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2567าวอินเดียจำนวนหลายพันคนรวมตัวกันใจกลางเมืองหลวงของอินเดีย เพื่อร่วมขบวนพาเหรดไพรด์ประจำปีของกลุ่ม LGBTQ ที่จัดขึ้นบริเวณถนนจันทาร์ มันทาร์ ใกล้กับรัฐสภาของอินเดีย

โดยผู้ร่วมงานพากันแต่งตัวในชุดที่มีสีสันสดใส โบกธงสีรุ้งและลูกโป่ง เต้นไปตามเสียงดนตรี เพื่อเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศในอินเดีย แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนยังแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับกฎหมายที่เข้มงวดของประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว ศาลสูงสุดของอินเดียได้ปฏิเสธที่จะรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการตัดสินที่ทำให้กลุ่มผู้รณรงค์เพื่อสิทธิของกลุ่ม LGBTQ ในอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกต้องผิดหวัง ขณะที่กลุ่มศาสนาบางกลุ่มก็ออกมาแสดงพลังคัดค้านการแต่งงานของเพศเดียวกันเช่นกัน โดยกล่าวว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงามของอินเดีย.